TwentyMon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 7

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 241

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ธ.ค. 2561 19:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7
แบบอักษร

​บทที่ 7

          ข่าวคราวคนตระกูลจงเข้าจวนนับเป็นข่าวใหญ่ทีเดียวด้วยข่าวก่อนหน้าที่เล่าถึงปรมาจารย์หญิงสายเวยท์ปรากฏตัวกับเด็กน้อยที่ออกจากตระกูลกู้ซึ่งมีอำนาจล้นฟ้าสู่ตระกูลธรรมดาไร้ชื่อแซ่นั้นโด่งดังทั่วทั้งเมือง ท่านราชครูอี้ประธานสภาปราชญ์แห่งดินแดนถังแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้ด้วยหมายใจว่าจะต้องดึงปรมาจารย์หญิงสายเวทย์ผู้นี้มาเป็นสมาชิกสภาให้ได้ ชายชรามีความหวังไว้สูงว่าสภาปราชญ์ 7 อาณาจักรจะมีเก้าอี้สำหรับแคว้นถังอีก 1 ตัว ด้วยตอนนี้นับว่าสภาปราชญ์แห่งแคว้นถังตกที่นั่งลำบากเหลือเกินเพราะชาวเมืองเน้นไปทางสายยุทธ์มากกว่าทำให้สมาชิกสภาปราชญ์จากอาณาจักรถังมีเพียง 11 คนเท่านั้นนับว่าน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยเลยทีเดียว นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมแค่หนึ่งเก้าอี้ก็มีความสำคัญต่อพวกเขา อย่างน้อยก็เพิ่มสิทธิเพิ่มเสียงขึ้นมาได้บ้างเล็กน้อยก็ยังดี

          2 วันต่อมารถม้าคันหรูของราชครูอี้ขับออกจากเมืองหลวงชั้นในทันทีเมื่อทราบข่าวการมาถึงของสตรีที่คนพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ ‘จงหยางอ้าย’ ปรมาจารย์หญิงสายเวทย์ที่ที่กำลังโด่งดัง ยอดปรมาจารย์แห่งแคว้นนั่งนึกอะไรเพลิน ๆ ระหว่างทางก็พอดีรถม้าจอดหน้าจวนสกุลจง ข้าคนสนิทกระโดดลงอย่างรู้หน้าที่พร้อมป้ายประจำตัวของเขา แต่ยังไม่ทันได้แจ้งเจตจำนงแก่นายทวารบาลก็ปรากฏร่างชายวัยกลางคนคนหนึ่งแต่งตัวดูดีทีเดียวเดินออกมา เหล่ายามเฝ้าประตูโค้งเคารพชายคนนั้นเล็กน้อย ‘จือม่อ’ ข้ารับใช้ท่านราชครูถึงกับคำนับด้วยนึกว่าคนมีศักดิ์ในสกุลออกมาแต่หาเป็นเช่นนั้น พ่อบ้านฉีเหว่รีบคำนับคืนด้วยตนเองเป็นเพียงพ่อบ้านสกุลเล็ก ๆ คนตรงหน้าเป็นถึงข้าประจำตัวท่านราชครูไฉนเลยตนเองจะเทียบได้ด้วยเรื่องมารยาทนายน้อยเคร่งครัดนัก

          “ท่านจือม่ออย่ามากพิธี ข้าน้อยเป็นเพียงบ่าว” ฉีเหว่ว่าขึ้นเจ้าของชื่อตกใจ ‘มิใช่ว่าตนเองยังมิได้แนะนำตัวหรอกหรือ แล้วคนผู้นี้รู้ชื่อเขาได้เช่นไร’ พ่อบ้านฉีเหว่เพียงยกยิ้มบางก่อนจะเอ่ยเรื่องธุระ

          “ข้าน้อยว่าเชิญท่านราชครูเข้าด้านในดีกว่าขอรับ นายหญิงท่านรออยู่แล้ว” นี่ถึงขนาดรู้ว่าคนในรถคือราชครูทีเดียว ไม่ธรรมดาจริง ๆ คนสกุลนี้ ซึ่งแท้ที่จริงก็ไม่ธรรมดาอย่างว่านั่นแหละ ด้วยสายข่าวเป็นถึงวิหควายุแถมจวินฉียังยกให้เป็นยามภาคอากาศใครมุ่งมาจวนสกุลจงย่อมรู้ได้รวดเร็ว และการฟังบทสนทนาบนรถม้าก็มิใช่อะไรที่นอกเหนือความสามารถมากนัก  

          “เช่นนั้นเชิญ” จือม่อว่าพลางผายมือไปยังรถม้า ฉีเหว่ค้อมตัวเดินไปมือประสานไว้กลางอกก่อนคำนับรถม้าหนึ่งที

          “เรียนท่านราชครูอี้ ข้าน้อยฉีเหว่พ่อบ้านตระกูลจงเชิญท่านด้านในขอรับ นายหญิงรออยู่” จือม่อรีบวิ่งไปประคองนายตนลงจากรถก่อนจะเดินตามพ่อบ้านไป ทุกอากัปกิริยาล้วนอยู่ในสายตาของสองบ่าวนายหมด สกุลจงนี่อบรมข้ารับใช้ได้ดีทีเดียว แถมยังมั่งคั่งซื้อผ้าเนื้อดีตัดเป็นชุดให้กับข้ารับใช้อีก นับว่าดูถูกไม่ได้ถึงแม้ไม่รู้ว่าสกุลนี้แท้จริงประกอบอาชีพอะไรก็ตาม

          พ่อบ้านสกุลจงนำทางไปไดสักพักก็ผลัดเปลี่ยนเป็นสาวรับใช้นำทางต่อไปถึงศาลาหลังหนึ่งซึ่งอุดมไปด้วยดอกไม้สมุนไพรมีกลิ่นหอมสดชื่นมากทีเดียว บนศาลานั้นมีสตรีมีศักดิ์หนึ่งนางกำลังนั่งจิบชากับชายชราอยู่และแวดล้อมไปด้วยเหล่าสาว ๆ รับใช้ที่บ้างก็คอยรินน้ำชา บ้างก็พัดวีผู้มีศักดิ์ทั้งสอง บ้างก็นั่งดีดพิณเคล้าบรรยากาศ

          “นายท่านอาวุโส นายหญิงเจ้าคะ ท่านราชครูมาถึงแล้วเจ้าค่ะ” คนในศาลาหันมามองมองเป็นตาเดียวก่อนจะลุกขึ้นคำนับยกเว้นอาวุโสไป่ซิ่วที่นั่งจิบชาไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่

          “คำนับท่านราชครูเจ้าค่ะ ข้าน้อยจงหยางอ้าย นี่ผู้อาวุโสประจำตระกลท่านจงไป่ซิ่วเจ้าค่ะ” จงหยางอ้ายว่าขึ้นท่านราชครูอี้กับข้ารับใช้ถึงกับตกใจ มิใช่แม่นางผู้นี้ดอกหรือที่คนเขาเล่าอ้างว่าเป็นถึงยอดปรมาจารย์หญิงจะไม่ดูเยาว์วัยไปหน่อยหรือ “เชิญท่านราชครูขึ้นมาดื่มชากันก่อนเจ้าค่ะ” จงหยางอ้ายยกยิ้มพลางพูดราชครูอี้เหมือนได้สติจึงเดินขึ้นไปบนศาลา

          เมื่อแขกผู้มีศักดิ์นั่งแล้วหยางอ้ายกับเหล่าสาวใช้ก็นั่งตามพลางทำหน้าที่ตนเองต่อ ราชครูอี้ไม่อยากพูดพร่ำทำเพลงก็เอ่ยเข้าเรื่องทันที

          “ข้าได้ข่าวว่าท่านเป็นผู้ใช้เวทย์ระดับปรมาจารย์จริงหรือไม่”

          “เจ้าค่ะ” หยางอ้ายเพียงยกยิ้มตอบสบาย ๆ สร้างความตื่นเต้นให้กับท่านราชครูนัก

          “เอาล่ะ ข้าเข้าเรื่องเลยแล้วกัน เจ้าคงพอรู้มาบ้างว่า 7 แคว้นเรามีสภาปราชญ์ 7 อาณาจักรเพื่อรวบรวมผู้ใช้เวทย์ระดับปรมาจารย์ขึ้นไปที่ถูกยกย่องว่าเป็นปราชญ์ ทำหน้าที่ประชุมเพื่อหารือแนวทางในการพัฒนาระหว่างอาณาจักรและถกประเด็นข้อพิพาทกัน หลัง ๆ มานี่ผู้ใช้เวทย์อาณาจักรเรามีน้อยเหลือเกินทำให้บางทีแคว้นถังเสียผลประโยชน์เพราะไร้สิทธิเสียงในสภา” ราชครูอี้พูดพลางหยุดเพื่อดูอาการแสดงของหยางอ้าย นางเพียงแค่ยิ้มเล็กน้อยเท่านั้น “ข้าหวังว่าแม่นางจงจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกสภาแคว้นเรา เพื่อช่วยเหลืองานบริหารประเทศและเพิ่มสิทธิเสียงในองค์กรระหว่างอาณาจักร” แขกผู้มีศักดิ์เปิดเผยจุดประสงค์ที่แท้จริงออกมาแล้วซึ่งนับว่าเป็นข่าวดีทีเดียว แต่รับง่าย ๆ ตนเองก็เสียผลประโยชน์น่ะซี

          “ข้าต้องขออภัยท่านราชครูด้วยเจ้าค่ะ ด้วยข้าเพิ่งสร้างตระกูลขึ้นมาใหม่มีเหตุให้ต้องทำอะไรต่อมิอะไรมากมาย ไหนจะต้องหาลู่ทางทำธุรกิจด้วยข้าหวังจะปลูกสมุนไพรและปรุงโอสถขายทีเดียว” หยางอ้ายว่าขึ้น

          “โอ้ นี่เจ้าปรุงโอสถได้ด้วยหรือ นับเป็นเรื่องดีนับเป็นเรื่องดีทีเดียว เรื่องนั้นเจ้ามิต้องเป็นห่วงสภาปราชญ์กับสำนักโอสถหมอกฟ้านับเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน ข้าขอให้เขาซื้อขายสมุนไพรกับโอสถผูกขาดกับเจ้าเลยก็ย่อมได้” ราชครูอี้ว่าขึ้นอย่างตื่นเต้น

          “ข้ามิได้จะรบกวนท่านราชครูขนาดนั้น ข้าเพียงหวังว่าสำนักโอสถหมอกฟ้าจะเมตตาให้โอสถข้าเข้าร่วมประมูลด้วยเท่านั้นเอง ส่วนสมุนไพรข้าหมายใจจะเปิดร้านขายแต่ก็เกรงจะกระทบกับสมาคมพ่อค้าสมุนไพรอยู่ไม่ใช่น้อย” หยางอ้ายพูดด้วยความกังวล

          “เรื่องนั้นไม่มีปัญหา สำนักปราชญ์ช่วยพูดคุยกับสมาคมพ่อค้ารับตระกูลเจ้าเข้าสมาคมย่อมได้” แขกผู้อาวุโสยังติดกับดักไปเรื่อย ๆ หยางอ้ายยกยิ้มพออกพอใจ

          “แต่ข้ายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องใส่ใจ ลูกชายข้าอายุ 12 จะ 13 แล้ว ข้าก็หวังให้เขาเข้าเรียน ถึงแม้จะช้าไปกว่าคนอื่น ๆ ถึง 2 ปีทีเดียว”

          “โอ๊ย! เรื่องนั้นมิต้องเป็นห่วงครอบครัวนักปราชญ์ย่อมได้สวัสดิการมากมายอยู่แล้ว ข้าสามารถฝากลูกเจ้าเรียนในสำนักศึกษาหลวงได้ทีเดียว หรือต้องการจะเรียนสำนักศึกษาโอสถม่านฟ้าเองก็ย่อมได้” หยางอ้ายยิ้มกว้างเมื่อเดินหมากไปตามแผนทุกกระดานได้สำเร็จ

          “เช่นนั้นข้าคงต้องรับกวนท่านราชครูแล้ว” นางว่าพร้อมโค้งคำนับ ท่านราชครูยกยิ้มพอใจก่อนจะเหลือบตามองผู้อาวุโสที่เอาแต่นั่งจิบชาสบายใจเฉิบอยู่

          “แล้วผู้อาวุโสท่านนี้อยู่ระดับใด” ผู้อาวุโสตระกูลที่มีปรมาจารย์ไฉนเลยจะต่ำกว่านั้นได้ แถมท่าทางดูทรงภูมิสุขุมรอบคอบปลดปล่อยกลิ่นอายนักปราชญ์อย่างไม่มีปิดบัง

          “ระดับสำคัญไฉน คนจะเป็นปราชญ์อยู่ที่ระดับปราณหรือ” ผู้อาวุโตเต่าไป่ซิ่วว่าขึ้นพลางยิ้มน้อย ๆ ราชครูอี้พยายามดูก็มองไม่เห็นว่าอยู่ระดับใด นับว่าคนตรงหน้าสูงส่งมากทีเดียว ก็ค้อมตัวเคารพ

          “ข้าน้อยจะขอเชิญท่านไปร่วมเป็นสมาชิกได้หรือไม่” เขาตื่นเต้นอย่างมากที่ได้พบเจอคนที่ไม่สามารถคาดเดาระดับปราณได้

          “ท่านราชครู ไม้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่าพันปี ท่านคิดว่ามันจะพยายามจะสูงขึ้นอีกหรือรอเวลาจะโค่นล้ม” ไป่ซิ่วกล่าวขึ้นพลางยกชาขึ้นดื่ม ราชครูอี้มิต้องขอฟังซ้ำก็ตีความหมายได้ว่าคนตรงหน้าอายุมากแล้วย่อมมิได้แสวงหาอำนาจอันใด นับเป็นการปฏิเสธกราย ๆ แต่แขกก็มิได้ดึงรั้น ด้วยเห็นแววปราชญ์ในตัวคนผู้นี้เต็มที่และคิดว่าเมื่อมีเหตุการณ์อันใดอย่างน้อยจงหยางอ้ายก็คงต้องปรึกษาคนในตระกูลแน่นอน

          “นายหญิงเจ้าคะ สำรับเย็นพร้อมแล้วเจ้าค่ะ” เป็นสาวใช้คนหนึ่งเดินเข้ามารายงานระหว่างที่ทั้งหมดกำลังนั่งจิบชากันอยู่ที่ศาลา หยางอ้ายพยักหน้ารับทราบ

          “ท่านราชครู ข้าขอเชิญร่วมรับอาหารเย็นสักมื้อนะเจ้าคะ” ราชครูอี้มิได้ปฏิเสธ บรรยากาศอาหารเย็นเป็นไปด้วยความตกตะลึงของแขก อาหารแปลก ๆ ที่มีกล่นหอมและการจัดจานประณีตเสียจนไม่กล้าแตะต้องนี่มันอะไรกัน ราชครูอี้กัดผัดแกะเป็นรูปใบไม้ไปนึกเสียดายไป มันน่าจะเป็นของประดับมากกว่าของกินเขานึกในใจ และนั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้เขาได้เห็นคุณชายสกุลจงครั้งแรก คนหนึ่งอายุ 13 ปีแล้ว เป็นผู้ที่มาจากสกุลกู้ นาม จงหยางอินนั่นเอง อีกคนเป็นบุตรบุญธรรมอายุ 5 ขวบชื่อ จงเสี่ยวอัน เด็กที่แสดงสีหน้าหงุดหงิดตลอดเวลาแต่ก็นับว่าน่าเอ็นดูทีเดียว เมื่อการร่วมรับประทานอาหารจบลงราชครูอี้ก็ขอตัวกลับจวนตนเองโดยทันที และนัดหมายให้จงหยางอ้ายเข้ารับตำแหน่งนักปราชญ์ประจำแคว้นถังในอีก 2 วันข้างหน้า

          ข่าวคราวการมาถึงของสกุลจงมิได้สร้างความตื่นเต้นแก่ราชครูเท่านั้น แต่ที่ตื่นตระหนกมิแพ้กันคือจวนสกุลกู้

          “นายท่าน มาแล้วขอรับ คนสกุลกู้มาถึงแล้วท่านราชครูถึงกลับออกไปหาด้วยตนเอง เห็นทีอดีตฮูหยิน 12 จะเป็นปรมาจารย์เวทย์จริง ๆ ขอรับ” เป็นข้ารับใช้สกุลกู้ที่วิ่งเข้ามารายงาน กู้ทิงเหมียนถึงกับกุมขมับเครียดด้วยนึกไปถึงความผิดของตนที่ปล่อยผู้ที่มีพรสวรรค์ขนาดนั้นหลุดลอยจากมือไป นับตั้งแต่เซี่ยหยางอ้ายออกจากตระกูลแล้วพ่อบ้านกู้มารายงานว่าฮูหยินจากไปพร้อมกับเด็กชายรูปงามที่ดูแล้วก็ไม่เห็นเหมือนคนป่วยตรงไหน หนำซ้ำยังดูสุขภาพดีอีกต่างหาก หากเป็นคนอื่นมาพูดนี่เขาไม่มีทางเชื่อ แต่เป็นพ่อบ้านกู้ซึ่งรับใช้สกุลตนเองมาอย่างยาวนานด้วยความซื่อสัตย์นั้นเห็นจะเป็นจริง กู้ทิงเหมียนไพร่คิดไปถึงคำพูดของอดีตฮูหยิน 12 ของตนเองที่ร้อยวันพันปีไม่เคยออกจากเรือน วันนั้นหล่อนแต่งตัวสวยมาบอกว่าลูกชายหายแล้วแถมยังพัฒนาอาณาปราณถึง 2 ขั้นภายในวันเดียว ถ้าเกิดขึ้นจริงก็นับว่าอัจฉริยะทีเดียว ถ้าตนเองไม่หูมืดตาบอดออกไปดูสักนิดก็คงไม่เสียเพชรเม็ดงามไป จนกระทั่ง 6 เดือนต่อมาเขาก็ได้ยินชื่อบุตรชายอีกครั้ง เป็นชื่อที่เขาตั้งให้และเขาเองก็ลืมไปแล้วว่ามีบุตรชายชื่อนี้ “กู้หยางอิน” ที่ปรากฏตัวพร้อมกับเซี่ยหยางอ้ายเพื่อมาเปลี่ยนแซ่เป็นสกุลจง นั่นนับว่าเรื่องใหญ่แล้ว แต่เซี่ยหยางอ้ายกลับมีพลังเวทย์ถึงระดับปรมาจารย์นี่สิใหญ่ยิ่งกว่า นี่เขาทำอะไรลงไปหรือ

          “จัดเตรียมรถม้า พรุ่งนี้ข้าจะไปจวนสกุลจง แล้วอย่าลืมนำของกำนัลมาด้วย” กู้ทิงเหมียนว่าขึ้น บ่าวไพร่วิ่งวุ่นจัดเตรียมข้าวของกันระนาวด้วยรู้ว่าเหตุการณ์นี้สำคัญอย่าให้มีอะไรผิดพลาดแม้แต่เถ้าธุลีทีเดียว

          ข้างฝ่ายจงหยางอิน หลังจากที่ย้ายเข้าสู่จวนก็รีบดำเนินการแผนขั้นต่อไปนั่นคือสร้างธุรกิจทันที อาคารที่เขาหมายใจจะสร้างเพื่อค้าสมุนไพรกับอาหารนับว่าเสร็จสมบูรณ์ตามแบบที่เขาวางไว้ภายในเวลา 3 สัปดาห์ แต่นั่นก็แลกมากับค่าใช้จ่ายมหาศาลทีเดียว เขาแต่งตั้งให้ ‘ฟาน’ ลิงลมเป็นหัวหน้าผู้ดูแลอาคารที่เจ้าตัวให้สร้างไว้เมื่ออาทิตย์ที่แล้วโดยหมายใจว่าจะให้เป็นร้านค้าสมุนไพร ส่วนอีกหลังให้ ‘อันหนิง’ นางจิ้งจอกหลังเงินที่ปรากฏถึง 5 หางแล้วเป็นหัวหน้าดูแลโดยหมายใจจะเปิดร้านขายอาหารที่นั่น ทั้งสองอาคารถูกฟานและอันหนิงควบคุมดูแลการตกแต่งและจัดวางของให้เหมาะสมกับกิจการและความสวยงาม ทางฝั่งร้านสมุนไพรนั้นชั้นแรกหยางอินหมายใจจะให้เป็นสมุนไพรทั่วไป ชั้นสองเป็นสมุนไพรหายาก และชั้นสามเมล็ดพันธุ์และต้นอ่อนสมุนไพรหายากสำหรับขยายพันธุ์ ด้านหลังร้านเป็นโกดังขนาดใหญ่ไว้เก็บสมุนไพรตามแบบแผนที่หยางอินร่างขึ้น ส่วนร้านอาหารเองก็อยู่ข้าง ๆ กันทำเป็นอาคาร 3 ชั้นตกแต่งหรูหรา ชั้นแรกเป็นชั้นธรรมดามีลักษณะเป็นพื้นยกระดับสูงมีฉากเล็ก ๆ วางกั้นเป็นห้องเป็นห้อง ชั้นสองมีการแบ่งห้องชัดเจนสำหรับผู้มีเงินหน่อย ส่วนชั้นสามเป็นเรือนรับรองสำหรับใครที่คิดจะนอนพักซึ่งแน่นอนว่าแพงหูฉี่ทีเดียว ด้านหลังร้านเป็นโรงครัวที่ทำงานของเหล่าแม่ครัวที่เป็นพวกพรายไม้ถูกแบ่งออกมาจากจวนใหญ่ 5 คน ถัดไปอีกเป็นเรือนพักคนงานทั้งของร้านอาหารและร้านสมุนไพรด้วยอยู่ในอาณาเขตรั้วเดียวกันมิได้แบ่งแยก การตกแต่งร้านใช้เวลาโดยทั้งสิ้น 3 วันนับตั้งแต่ฉีเหว่กับหนิงหนิงคุมคนงานมาก่อนหน้ารวมทั้งฟานกับอันหนิงด้วย ทั้งสองก็เริ่มทำงานทันทีเช่นกันกับฉีเหว่เมื่อถึงจวนก็จ้างคนงานข้างนอกเข้ามาปรับหน้าดินและจัดเตรียมหาพืชพรรณสมุนไพรจนพร้อมปลูกทันที หยางอินเมื่อมาถึงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงด้วยเวลามีน้อย เขารีบเขียนอักขระเพื่อซึบซับธาตุธรรมชาติให้หนาแน่นเหมาะแก่การปลูก แล้วนำเมล็ดพันธุ์ที่ได้ซึ่งมีทั้งสมุนไพรระดับสีขาวไปจนถึงสีเขียวทันที และหยางอินยังแอบเอาสมุนไรพระดับสีม่วงกับฟ้าในผลึกมิติออกมาปลูกด้วยพร้อมเขียนอักขระปรับปรุงสภาพดินให้เหมาะแก่การเจริญเติบโตแก่สมุนไพรบางชนิด เมื่อลงเมล็ดและต้นอ่อนเสร็จหยางอินกำดำเนินถ่ายทอดพลังปราณธาตุพฤกษาเพื่อเป็นสารอาหารให้กับเหล่าสมุนไพรพร้อมเขียนอักขระเร่งการเติบโตให้ทันใช้แล้วให้คนงานของตนดูแลรดน้ำตามสมควร นับว่าตั้งแต่ถึงจวนหยางอินทำงานไม่ได้พักได้ผ่อนทีเดียว วันนี้ก็เช่นกันหลังจากที่นายน้อยแห่งตระกูลตื่นแต่เช้ามาลงอักขระซ้ำและถ่ายทอดปราณพฤกษาจวบจนถึงเที่ยงพลังปราณก็แทบหมดตัว แต่ผลผลิตที่ได้นับว่าพอใจทีเดียวเมื่อบางชนิดรออีกหนึ่งวันก็เก็บเกี่ยวได้แล้วนั่นเอง หยางอินลากสังขารมานั่งพักมีฟานคอยประคองก่อนจะหยิบยาฟื้นฟูเข้าปาก

          “ดูแลดีดีนะฟาน อีกไม่นานก็เก็บเกี่ยวไปขายได้แล้ว พรุ่งนี้ข้าจะเอาคนของเราในผลึกมิติมาช่วย มีหลายตัวที่เริ่มกลายร่างได้แล้วน่าจะแบ่งเบาได้อยู่ ช่วงนี้ก็จะหนักหนาไปเสียหน่อย ช่วยกันนะ” หยางอินพูดกับจิ้งจอกหลังเงิน มันค้อมตัวลงเคารพ

          “ขอรับนายน้อย ข้าว่านายน้อยไปพักก่อนดีหรือไม่ขอรับ” ฟานเมื่อเห็นว่านายน้อยตนทำงานมาทั้งวัน ถึงจะเก่งกาจปานใดก็เป็นแค่เด็กไม่ควรฝืนจนเกินไปเลย หยางอินก็เห็นด้วยถึงจะได้รับยาฟื้นฟูพลังปราณแต่พลังกายก็เสียไปไม่น้อยทีเดียว จึงพยักหน้าแล้วขึ้นเข้าตัวเรือนไป

          “หยางอิน เจ้าไปไหนมา มาดูซีว่าใครมาเยี่ยมตระกูลเรา” เสี่ยวอันพูดขึ้นติดจะหงุดหงิด หยางอินส่ายหน้าเอือมระอา เจ้าภูติน้อยนี่เคยไม่หงุดหงิดกับแขกตระกูลเขาไหมก็ไม่มี หรือเอาเข้าจริงจะเรียกว่าไม่พอใจมนุษย์ทั้งโลกเลยก็ไม่นับว่าผิดมากนัก

          หยางอินเดินไปตามเสี่ยวอันมุ่งไปยังห้องรับรองแขกมีข้ารับใช้หญิงนางหนึ่งยืนอยู่หน้าประตู

          “นายหญิงเจ้าคะ นายน้อยมาเจ้าค่ะ” สาวรับใช้เผ่าพันธุ์พรายไม้ว่าขึ้น

          “ให้เข้ามา” เป็นเสียงบุรุษผู้หนึ่งตอบกลับ หยางอินขมวดคิ้วมุ่น ใครกันมาแสดงท่าทีเหมือนเป็นจ้าวตระกูลในนี้ เมื่อสาวใช้เปิดประตูออกเสี่ยวอันก็วิ่งพรวดเข้าไปนั่งตักท่านแม่พลางจ้องเขม็งแขกของตระกูล หยางอินเดินผ่านเข้ามาเขาเห็นท่านแม่นั่งสีหน้าไม่สบอารมณ์อยู่ ด้านหลังเป็นสาวใช้ 2 คนนั่งอยู่เช่นกัน ตรงข้ามท่านแม่เป็นบุรุษผู้หนึ่งอายุประมาณ 50 แต่อายุจริง ๆ น่าจะ 60 แล้วกระมัง

          “โอ้ นี่หยางอินลูกพ่อหรือ” สิ้นเสียงร้องทักทายของบุรุษเบื้องหน้า เขาก็รู้ทันทีว่าใคร กู้ทิงเหมียนพ่อของหยางอินนั่นเอง พ่อที่เด็กชายไม่เคยเจอหน้าขนาดอยู่ในจวนเดียวกันเป็นเวลา 10 กว่าปีทีเดียว

          “แม่ทัพกู้” หยางอินโค้งเคารพก่อนจะเดินไปนั่งข้างท่านแม่ “มิทราบว่าแม่ทัพกู้มานี่มีธุระอะไรให้สกุลจงรับใช้ขอรับ” หยางอินพูดพยายามเน้นคำว่า สกุลจง ให้ชัด ๆ กู้ทิงเหมียนสะอึกในใจด้วยรู้แล้วว่ามิใช่เพียงภรรยาแต่บุตรชายก็ได้ตัดขาดจากตนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยิ่งมองก็ยิ่งเสียดาย เด็กน้อยรูปงามขนาดนี้ไหนเลยจะทำให้สกุลกู้แปดเปื้อนได้

          “เหตุใดพูดจาห่างเหินเช่นนั้นเล่าหยางอินลูกพ่อ” ทิงเหมียนก็ไม่ได้ละความพยายามกล่าวเน้นหนักความว่าลูกพ่อเพื่อย้ำเตือนความสัมพันธ์ทางสายเลือด ที่แม้ว่าจะตัดขาดกันทางนิตินัยแต่ยังไงความจริงที่ว่าเลือดสกุลกู้ไหลเวียนในกายเด็กคนนี้อยู่กึ่งหนึ่งก็เป็นความจริงที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้

          “พ่อบ้านกู้มิได้บอกท่านหรือว่าตั้งแต่ที่ท่านไม่ดูดำดูดีเขา ตั้งแต่ที่ข้าพาเขาออกจากตระกูลกู้ ข้ามีศักดิ์และสิทธิ์ในตัวเขาแต่เพียงผู้เดียว ท่านมิใช่พ่อของเขาอีกต่อไป” เป็นหยางอ้ายที่พูดขึ้นอย่างเหลืออด

          “แต่เจ้าก็ปฏิเสธมิได้ว่าในตัวหยางอินมีเลือดสกุลกู้ไหลเวียนอยู่” แม่ทัพกู้พูดออกมาหน้าด้าน ๆ

          “ข้าน้อยขออภัยที่พูดแทรก แต่เป็นท่านเองมิใช่หรือขอรับที่ปฏิเสธข้อนั้นไปเมื่อครั้งที่ข้าน้อยป่วย หากข้าน้อยจำไม่ผิด ข้าไม่เคยได้รับเบี้ยหวัดจากสกุลกู้เลยนับแต่นั้นมิเท่ากับว่าข้าตายไปจากสกุลกู้แล้วหรือขอรับ” หยางอินพูดอย่างขมขื่นในโชคชะตา ทิงเหมียนสะอึกอึ๊กไร้วาจาใดจะกล่าวอีก เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เป็นเขาจริง ๆ ที่ปฏิเสธเลือดเนื้อเชื้อไขตนเองในตอนแรก แล้วตอนนี้เมื่อมองเห็นว่าก้อนเนื้อที่เลือกจะทิ้งมันเริ่มมีค่าให้เขาต้องกลับไปไขว้คว้าไว้ แต่มันก็สายไปเสียแล้ว

          “พ่อขอโทษ” น้ำตานักรบไหลอาบแก้มสำนึกผิด เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตนเองเลวร้ายขนาดนี้ เหตุการณ์ต่าง ๆ ไหลเวียนเข้ามาในหัวเริ่มตั้งแต่เมื่อครั้งเจอกับหยางอ้ายที่ติดตามเจ้าตระกูลเซี่ยมางานเลี้ยงที่บ้านตนเอง ตอนนั้นเขาตกหลุมรักนางและขอนางมาเป็นภรรยาลำดับที่ 12 เมื่อนางมีลูกเขาดีใจยิ่งนักแต่พอไม่นานเขาก็ไปชอบหญิงอื่นทิ้งสองแม่ลูกให้เปล่าเปลี่ยว ยิ่งบุตรชายที่โตมาไร้สามารถเจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ บ่มเพาะอาณาปราณไม่ได้เขายิ่งไม่เห็นค่ากลับนึกรังเกียจจนถึงขนาดตัดหางปล่อยวัด เมื่อสองแม่ลูกออกจากตระกูลเขาถึงสำนึกได้ จนกระทั่งตอนนี้ภรรยาที่เขาทอดทิ้งเริ่มมีอำนาจ ลูกชายที่เขาทิ้งขว้างเริ่มมีอนาคตที่สดใสเขากลับมาเรียกร้องสิ่งใดจากคนเหล่านี้อีก นับว่าน่าไม่อายทีเดียว “ข้าขอโทษเจ้าด้วยหยางอ้าย นับแต่นี้ข้าจะไม่มารบกวนพวกเจ้าอีก แต่ถ้าพวกเจ้ามีเรื่องอะไรที่จะให้สกุลกู้ช่วยเหลือ บอกมาอย่าได้เกรงใจ ถือเสียว่าไถ่บาปที่ข้าได้ทำกับพวกเจ้าลงไปในอดีต” แม่ทัพกู้ว่าจบก่อนจะลุกขึ้นทำท่าจะออกห้องไป

          “เดี๋ยว ท่านเอาข้าวของกลับไปเถิดอย่าได้ติดค้างกันเลย” หยางอ้ายว่าขึ้นโดยไม่มองหน้าอดีตสามีแม้แต่น้อย พ่อบ้านกู้ที่ติดตามนายมาสบตากับผู้เป็นนาย กู้ทิงเหมียนพยักหน้าให้เล็กน้อยก่อนจะเดินออกไป พ่อบ้านกู้จึงยกหีบของกำนัลตามนายออกไปจากจวนทันที

          “เฮ้อ” หยางอ้ายถอนหายใจหนักก่อนจะมองบุตรชาย “ลูกทำงานมาเหนื่อยแล้ว ไปพักเถอะหยางอิน เดี๋ยวซ้ำอักขระกับถ่ายทอดพลังพฤกษาแม่ทำต่อเอง” หยางอินพยักหน้าก่อนจะเดินกลับห้องตนเองไป

          นับเป็นเวลา 2 สัปดาห์ที่คนสกุลขงเข้ามาอยู่ในจวน ตอนนี้กิจการร้านรวงหลายอย่างนับว่าเข้าที่เข้าทางแล้ว สกุลจงถูกบันทึงเข้ากลุ่มสมาคมพ่อค้าสมุนไพรด้วยอำนาจนิด ๆ หน่อย ๆ ของจงหยางอ้ายทำให้ตอนนี้ได้รับหนังสืออนุญาตขายสมุนไพรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กิจการสมุนไพรนี่นับว่าเป็นไปได้ด้วยดี เพราะสมุนไพรที่นำมาขายนั้นมีคุณภาพกว่าท้องตลาด แถมมีสมุนไพรหายากหลายชนิดจนถึงขนาดสำนักโอสถหมอกฟ้าออกใบประกาศเกียรติคุณให้ ด้วยสมุนไพรจากร้านสกุลจงนั้นทำให้คนในสำนักทั้งนักเรียนและอาจารย์มีโอกาสปรุงและหลอมโอสถระดับสูงขึ้น ทำให้เลื่อนระดับกันระนาวทีเดียวนั่นเอง นับเป็นการสร้างความมั่นคงทางธุรกิจยิ่งนัก ข้างฝ่ายร้านอาหารสกุลจงเองก็โด่งดังกันชั่วข้ามคืนเมื่อเปิดร้านวันแรกท่านราชครูก็ให้เกียรติมาลองชิมและวิพากษ์วิจารณ์ออกไปถึงความอร่อยแปลกลิ้นบวกกับหน้าตาที่สวยงามราวกับการศิลปะประติมากรรมทำให้ร้านอาหารตอนนี้โด่งดังยิ่งนัก เรียกได้ว่าในเมืองหลวงใครไม่รู้จักร้านอาหารสกุลจงนับว่าเชยทีเดียว ด้านความปลอดภัยเองก็ใช่ย่อยหลายครั้งที่มีคนมาก่อกวนด้วยมีพื้นฐานเป็นอันธพาลหรือเพราะได้รับการจ้างวานจากเจ้าของกิจการคนอื่นที่กิจการสกุลจงไปขัดขาเข้า แต่พอทราบว่าที่แห่งนี้เป็นกิจการของยอดปรมาจารย์หญิงแห่งอาณาจักรบวกกับการดูแลรักษาความปลอดภัยของเผ่ากระทิงสายฟ้าทำให้ไม่มีใครมาก่อกวนอีกจึงเกิดความน่าเชื่อถือขึ้น สกุลจงตอนนี้จึงรับเงินกันไม่หวาดไม่ไหวทีเดียว งานในร้านในจวนหรือในไร่เองก็เพิ่มมากขึ้นจนถึงขั้นต้องเอาสัตว์ในผลึกออกมาเพิ่มทีเดียว ด้านนายน้อยแห่งตระกูลอย่างจงหยางอิน ตอนนี้ก็เหลือเวลาอีก 2 วันที่จะได้อยู่จวนก่อนจะต้องเข้าไปศึกษาสำนักศึกษาหลวงมนเขตวังหลวงชั้นในที่ตนเองได้ไปสมัครและผ่านการทดสอบเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

          ในการทดสอบเข้าสำนักศึกษาหลวงนั้นแบ่งเป็น 2 ภาค ภาคแรกให้ทำข้อสอบซึ่งแน่นอนว่าหนอนหนังสืออย่างเขาผ่านฉลุย ภาคที่สองสอบวัดอาณาปราณซึ่งหยางอินเลือกที่จะอักขระกดปราณแสดงออกมาแค่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลางเท่านั้น แต่นั่นก็มากพอที่จะให้เขาเข้าเรียน ปี 2 ได้แล้ว ด้วยเพราะปี 1เรียนแต่พวกพื้นฐานและการบ่มเพาะอาณาระดับก่อเกิดเท่านั้นซึ่งหยางอินเองพื้นฐานก็แน่นและมีระดับอาณาสูงพออยู่แล้วบวกกับเส้นสายจากสภาปราชญ์นิดหน่อยนั่นเอง แต่นั่นหยางอินก็ยังคงเรียนช้าก่อนเกณฑ์ถึง 1 ปีอยู่นั่นเอง ด้วยคนส่วนใหญ่จะสามารถสัมผัสพลังปราณได้ครั้งแรกตอนอายุ 3 ขวบ บ่มเพาะอาณาได้ตอน 10 ขวบและเริ่มเรียนตอน 11 แต่หยางอินนั้นก็ปาไป 5 ขวบถึงสัมผัสพลังปราณได้และเพิ่งจะบ่มอาณาระดับก่อเกิดขั้นหนึ่งได้ตอนที่อายุ 12 ต้น ๆ เท่านั้นเอง และถึงจะบอกว่าไม่สนใจที่จะเข้าเรียนแล้ว แต่พอใกล้เปิดเทอมขึ้นมาจริง ๆ ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ทีเดียว

.............................................................................................

บทที่ 7 แล้วเหรอ จะทันที่แต่งไว้หมดแล้ว 5555

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น