HiMeMOE

ขอบคุณที่ชอบผลงานของโมน๊าาาาา นักเขียนไร้สำนักคนนี้จะพยายามต่อไปฮับ~

ตอนที่ 4 ข้ามารับ

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 ข้ามารับ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 899

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 04 มี.ค. 2562 19:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 ข้ามารับ
แบบอักษร

ตอนที่ 4 ข้ามารับ

“มาสิ หมดเวลาของเจ้าแล้ว” ชายกำยำในชุดสีดำสนิท ใบหน้าคมสันผิวเข้มดูน่าเกรงขาม ดุดัน และน่ากลัว แต่แววตากลับแฝงไปด้วยความอบอุ่น

“ท่าน! รีบหนีไปเสียเถอะ ระวังจะโดนลูกหลง” ข้าดันร่างสูงของชายผู้นั้น แต่ไม่ว่าจะดันเท่าไร เขาก็ยังยืนนิ่ง ไม่ขยับไปไหน

“เจ้านี่ช่างประหลาด ปกติมีแต่ร้องขอให้ข้าช่วย ไม่ก็โวยวายหรือหงุดหงิดเสียจนน่าหนวกหู แต่เจ้ากลับไล่ให้ข้าหลบภัยงั้นรึ? เจ้าตายไปแล้วไม่เห็นรึ?” เสียงเข้มเอ่ยกับข้าอย่างสนุกสนาน

“ท่านหมายความว่าอย่างไร” ข้ามองร่างสูงที่ยืนสง่า หากไม่สังเกตคงไม่รู้ว่าชายผู้นี้กำลังลอยอยู่บนพื้นแม้เพียงเล็กน้อย ยิ่งเมื่อรอบกายของเขามีหมอกขาวบดบังบางส่วนก็ยิ่งดูน่ากลัวเข้าไปใหญ่

“ตอนนี้ร่างของเจ้าถูกส่งคืนแก่ญาติแล้ว วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ร่างของเจ้าจะอยู่บนโลกนี้ น่าเสียดายที่วิญญาณของเจ้าเพิ่งรู้สึกตัว แม้จะช้าไปหน่อย แต่เจ้าจะไปดูงานศพของตนหน่อยหรือไม่?”

“ไม่ ข้าไม่อยากไป...” ใครมันจะอยากไปเห็นร่างตนเองถูกเผากันเล่า ข้าผู้หนึ่งล่ะที่ไม่อยากเห็น

“งั้นรึ น่าเสียดาย...ช่างเถอะมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า ข้าคือยมทูตมีหน้าที่นำพาเจ้าสู่ภพใหม่” เขาเอ่ยอีกครั้ง คำพูดน่าเกรงขามหลุดออกจากริมฝีปากของเขา เช่นนั้นก็ดี ตัวข้าเองก็เบื่อโลกนี้เต็มทน...

แต่ถึงอย่างงั้น ข้าก็ยังมีเรื่องที่กังวลและสงสัย หากไม่รู้เรื่องพวกนี้คงจะลาโลกใบนี้ไม่ได้...

“เช่นนั้นข้าถามอะไรท่านได้หรือไม่” ข้าเอ่ยออกมาแม้จะรู้ว่าตนไม่มีสิทธิ์ถามไถ่เรื่องอะไร แต่ตัวข้าก็อดความสงสัยนี้ไม่ได้จริงๆ

“เจ้านี้แปลกเสียจริง ไม่เกรงกลัวข้าเลยรึ” ท่านยมทูตถามกลับขำๆ ในเมื่อตายแล้วมีอะไรต้องกลัวอีก?

“...” ข้าไม่ตอบอะไรเพียงยิ้มให้เขาเล็กน้อย ก่อนจะเดินมายืนอยู่ข้างกายเขา หากเขาจะเอาดวงวิญญาณข้าไป ข้าก็ไม่สนใจ ทั้งจะยอมตามไปแต่โดยดี ขอเพียงรู้เรื่องที่คิดในใจแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวก็พอ

“เอาล่ะ ว่ามาเถอะ” ท่านยมทูตตอบกลับข้าด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่มือหนาจะปัดไปมาเล็กน้อยกลางอากาศ หมอกควันสีดำเข้มก็ปกคลุมทั่วท้องถนน ร่างสูงสบตาข้าเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มออกเดิน โดยมีข้าตามไปข้างกายไม่ห่างหายไปไหน

“น้องทั้งสองของข้าปลอดภัยหรือไม่ขอรับ?” นี่คือเรื่องเดียวที่ข้าคาใจ ท่านยมทูตยกยิ้ม สายตาของเขามองตรงไปข้างหน้า ท่ามกลางความมืดที่ข้ามองไม่เห็น แต่ชายข้างกายกลับเดินมุ่งตรงไปอย่างไร้ซึ่งความกลัว

“นั่นหรือเรื่องที่เจ้าสงสัย”

“ขอรับ” แม้ใจข้าจะมีเรื่องสงสัยอีกมากมาย แต่เรื่องใดเล่าจะสำคัญกว่าเรื่องของน้องทั้งสอง ในฐานะพี่ชายคนโต มีเพียงเรื่องนี้ที่ข้าเป็นห่วง

“เป็นเพราะเจ้ายอมสละตนเอง หลอกล่อคนกลุ่มนั้น น้องทั้งสองของเจ้าจึงปลอดภัย เชื่อฟังตามที่เจ้าบอก นางทำตามที่เจ้าสั่งทุกอย่าง ข้าตอบเช่นนี้เจ้าพอใจหรือไม่?” ท่านยมทูตถามอีกครั้ง

“ขอรับ เพียงเท่านี้ข้าก็พอใจแล้ว” น้องรองไม่ใช่คนโง่ นางต้องดูแลน้องเล็กได้แน่ เท่านี้ข้าก็สบายใจแล้ว

“เรื่องอื่นล่ะ เจ้าอยากรู้อะไรอีก” เขาหันมายิ้มให้ข้า ก่อนที่มือหนาจะคว้ามือข้าขึ้นมา พลางใช้นิ้วเรียวของเขาเขียนอักษรจีนโบราณบนหลังมือข้า

“ไม่ขอรับ เพียงเท่านี้ก็รบกวนท่านมากพอแล้ว” ข้าเอ่ยอย่างจริงใจ แต่นิ้วเรียวที่เขียนอักษรบนหลังมือข้ากลับชะงักเล็กน้อย ใบหน้าคมเข้มได้รูปมองหน้าข้าอีกครั้ง

“เจ้านี่แปลกคนเสียจริง ข้ารู้สึกถูกชะตานัก เช่นนั้นเอาอย่างนี้ดีหรือไม่....” ร่างสูงเร่งเขียนอักษรบางอย่างต่อ ไม่นาน อักษรพวกนั้นก็ซึมลงบนหนังของข้า ก่อนจะค่อยๆ จางหายไปเรื่อยๆ จนไม่เหลือคราบเดิม

“เอาล่ะ ข้าเขียนพรให้เจ้าแล้ว ทันทีที่เข้าสู่โลกวิญญาณเจ้าจะรับรู้ถึงเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมา...ไปกันเถอะ” คงเป็นเพราะเห็นข้าทำสีหน้าไม่ถูก ท่านยมทูตจึงยิ้มกว้างก่อนจะคว้าแขนของข้าให้เดินไปตามทางที่เขาเดินไป

แต่ข้าไม่ได้อยากรู้เสียหน่อย!!

“แต่ข้าน้อยไม่ได้...”

“เอาเถอะน่า นี่คงเป็นเรื่องบังเอิญ...” สิ้นทางเดิน ร่างกายของท่านยมทูตก็แปลกเปลี่ยนไป เมื่อพวกเราเข้าสู่ปากถ้ำ ร่างของท่านกลับขาวสง่าต่างจากเดิมที่ข้าเห็น ใบหน้าคมเข้มเมื่อครู่ดูสง่ารับเข้ารูปยิ่งกว่าเดิม รอบกายของเขามีออร่าบางๆ สีขาว

ขัดกลับบรรยากาศภายในถ้ำที่แดงเถือกไปทั่วทุกสารทิศ ไม่ว่าจะมองไปทางใด ข้าก็รู้สึกว่าที่นี่คือนรกชัดๆ

“จริงดังข้าคิด เจ้าคือดวงวิญญาณที่ข้าไปรับมาเสมอ ยามข้าท่องเที่ยวในโลกมนุษย์ เหตุใดเด็กน้อยของข้าถึงตายได้ง่ายดายเร็วไวเช่นนี้กัน ฮ่าๆ” มือหนาของเขาขยี้หัวของข้าอย่างเอ็นดู

‘ไม่! ท่านหลอกข้า’

‘เช่นนั้นท่านต้องให้ข้ารอถึงเมื่อไรกัน...’

‘อีกแล้วนะเจ้าคะที่ท่านผิดสัญญา ตัวข้าไม่ดีตรงไหนกัน’

‘ได้โปรดช่วยน้องของข้า!’

ภาพเรื่องราวในชีวิตของใครหลายคนฉายอยู่ในหัวทั้งหญิงและชายปะปนกันไปหมด แต่ที่น่าเลวร้ายที่สุดคือจุดจบของทุกคนล้วนตายอย่างน่าสงสาร ไม่ว่าจะกี่คนต่อกี่คนก็มักจะถูกลอบฆ่าเสมอ...นี่มันเรื่องอะไรกัน ข้ากุมหัวตัวเองด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะค่อยๆ ทรุดลงกับพื้นดินแข็งๆ

“อะไรกัน...พวกเจ้าเป็นใคร” ข้าเอ่ยอย่างเหม่อลอย ไม่สนใจสิ่งรอบข้างอีกแล้ว ยามนี้ข้าปวดหัวเหลือเกิน ทุกคนล้วนโดนหลอกและมีจุดจบเช่นเดียวกัน พวกเจ้าจะน่าสงสารเกินไปแล้ว!

“เช่นนั้นรึ ความทรงจำทุกชาติกลับมาแล้วงั้นสิ น้องข้า” ท่านยมทูตยังคงพูดเรื่อยๆ ก่อนเรื่องบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับชายข้างกายจะเข้ามาในหัวข้าอีกครั้ง

‘เจ้าน่าสนใจเสียจริง...’ ทุกครั้งที่ชายข้างกายข้าออกมารับวิญญาณของคนกลุ่มนั้น มักจะเอ่ยคำพูดเช่นนี้กับทุกคน รวมถึงข้า...เช่นกัน

‘เช่นนั้นเจ้าเรียกข้าว่าท่านพี่แล้วกัน ส่วนเจ้าเป็นน้องของข้าดีหรือไม่’ เสียงของเขาถามกลับหนึ่งในคนกลุ่มนั้น

“ท่าน...พี่” ข้าเอ่ยเสียงแผ่วก่อนจะหันไปมองท่านยมทูตอย่างไม่เชื่อสายตา

“จำได้แล้วรึ พี่ไม่คิดเลยว่าระหว่างเดินเล่นยามค่ำคืน จะเจอเจ้านอนหมดลมหายใจ...เด็กน้อยของพี่” ยิ่งเขาพูดข้ายิ่งไม่เข้าใจ ได้แต่ยื่นมือไปหามือหนาที่ส่งมาตรงหน้าข้าเท่านั้น เพียงร่างสูงออกแรงดึงเล็กน้อย ตัวข้าก็กลับมายืนสงบตามเดิมอยู่ข้างกายเขา

“ข้าไม่เข้าใจขอรับ”

“แน่นอนสิ ก็ข้าเพิ่งให้พรใหม่แก่เจ้า ให้รับรู้ทุกเรื่องที่ผ่านมา” เขากล่าวอย่างออกรส

“คนพวกนั้นคือข้า...อย่างงั้นหรือ?” ข้าลอบกลืนน้ำลายก่อนจะถามกลับอย่างกล้าๆ กลัวๆ

“เช่นเจ้าคิด เจ้าในชาติแรกคือคนที่ข้าเอ่ยให้เรียกข้าว่าพี่ ส่วนตัวเจ้าเป็นน้อง หลังจากนั้น...เมื่อเวลาบรรจบ ให้ข้าได้พบกับเจ้าอีกครั้ง แม้จะรู้ว่าเจ้าคือน้องที่ข้าเอ็นดูราวกับน้องแท้ๆ แต่ข้าก็ไม่อาจเข้าไปยุ่งช่วงเวลาชดใช้กรรมของเจ้าได้” เสียงทุ้มเข้มเอ่ยอย่างเศร้าหมอง ดวงตาคู่สวยเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจนน่าสงสาร

“...” ข้าได้แต่ยืนฟังคนตัวโตกว่าอย่างเงียบๆ ไม่เอ่ยคำใดๆ ออกมา

“จนกระทั่งข้าได้เจอกับเจ้าในครั้งนี้ ดันเผลอไปให้พรเสียแล้ว เจ้าคงเจ็บปวดใช่หรือไม่? ที่ตนเองต้องตายในแบบเดิมๆ ซ้ำๆ” ดวงตาอ่อนโยนมองมาที่ข้า เหตุใดข้าถึงรู้สึกเจ็บปวดแทนท่านกัน...หากตัวข้าเฝ้ามองน้องๆ ทั้งสองตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าคงปวดใจไม่แพ้กัน

“เช่นนั้นท่านพี่ก็อย่าได้โทษตัวเองเลย หากนี่เป็นเวรกรรมของข้า ข้าก็ขอชดใช้มัน” ข้าเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ขอเลือกที่จะปล่อยวางทุกอย่างไว้ในฐานะมนุษย์ เมื่อยามนี้เป็นเพียงวิญญาณก็ขอไม่สนใจเรื่องใดอีก

“เพราะเช่นนั้นไงเล่า กายเนื้อของเจ้าถึงได้งดงามกว่าทุกยามที่เจอ...น้องพี่เจ้าจงไปเกิดเสียเถอะ พี่ยุ่งเรื่องของเจ้ามามากมายเหลือเกิน” ร่างสูงจับจูงมือของข้ามายังประตูสูงไร้ซึ่งผู้คน ก่อนจะดันร่างของข้าให้ก้าวเข้าไปในนั้น

ทันทีที่เท้าของข้าเหยียบย่างเข้าไปในประตู ข้าก็ไม่สามารถก้าวออกมาได้อีก มีเพียงต้องเดินต่อไปเท่านั้น แต่ก่อนที่ข้าจะออกเดินทาง ท่านพี่ยมทูตได้เอ่ยบางประโยคกับข้า ประโยคที่แม้จะต้องเกิดใหม่ก็ขอให้จำได้แม้เพียงชั่ววินาทีก็ยังดี

‘เจ้าตายเพราะคนรักเสมอ จุดจบย่อมเหมือนเดิม...ความจริงทุกชาติของเจ้าล้วนน่าสงสาร เช่นนั้นชาติใหม่นี้ เจ้าจงทำแต่กรรมดี อย่าได้ก่อกรรมชั่ว แม้พี่จะผิดต่อเจ้าที่ต้องให้ของที่เท่าเทียมแก่คนผู้นั้นก็ตาม ไว้พบกันใหม่น้องรักของพี่’

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น