โซซอล
facebook-icon

เลขาซอ... การได้เจอกับพวกซาดิสม์ คือสิ่งที่เธอต้องการงั้นเหรอ?

01-4 มาโซคิสต์ที่รุนแรง

ชื่อตอน : 01-4 มาโซคิสต์ที่รุนแรง

คำค้น : พลิกรักร้ายลงล็อก นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.7k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 29 พ.ค. 2562 07:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
01-4 มาโซคิสต์ที่รุนแรง
แบบอักษร

​“อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าต้องทำงานล่วงเวลา วันพรุ่งนี้เธอก็เข้างานสายได้ ไม่ก็ไม่มีงานที่จะต้องทำ”

“ผมทราบเกี่ยวกับข้อนั้นดีครับ”

“ฉันค่อนข้างคาดหวังนะ เพราะบอกให้เธอรู้ล่วงหน้าแล้ว จำไว้ด้วยล่ะ เพราะฉันน่ะ เป็นเจ้านายที่โหดร้าย”

พอมองใบหน้าที่ยิ้มอย่างเป็นมิตรต่างจากคำพูดก็เป็นจังหวะเดียวกับคำว่าเจ้านายที่โหดร้ายจบลงพอดี ฮันฮีพ่นหัวเราะทางจมูกอยู่ในใจ ยังสงสัยอยู่เลยว่าอีกฝ่ายรู้ตัวว่าตัวเองเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่า

ก่อนจะนึกถึงสลิปเงินเดือนที่ผ่านมาแทน เดือนแรกหลังจากได้งาน ฮันฮีไม่รู้แม้แต่การมีอยู่ของ ‘ตารางงานที่ไม่เป็นทางการ’ ด้วยซ้ำ ทว่าตั้งแต่เดือนที่สองเขาก็เริ่มการติดตามเจ้านายไปทุกที่ในฐานะเลขาผู้ติดตาม และหัวหน้าเลขาระเบิดหัวเราะพร้อมกับถามว่าไม่ใช่เพราะว่าเจ้านายชอบฮันฮีหรอกเหรอ ถ้าไม่มีความเชื่อใจล่ะก็ จะกล้าพาไปจนถึงที่แบบนั้นเหรอ

น้ำตาจะไหล มีอะไรที่ต้องขอบคุณไหมนะ แต่ถ้ามีอะไรที่ฮันฮีจะต้องขอบคุณเจ้านาย ก็คงเป็นยอดเงินในบัญชีนั่นแหละ ตั้งแต่เดือนที่สองคำว่า ‘เงินพิเศษ’ ที่เขียนไว้ในสลิปของเขาเยอะจนเกือบๆ จะใกล้เคียงกับเงินเดือนมาตราฐานอยู่แล้ว การจ่ายเงินครั้งที่สามมันสอดคล้องอย่างชัดเจนกับจำนวนของ ‘ตารางงานส่วนตัว’ ที่ฮันฮีจะต้องติดตามไปด้วยในเวลาหนึ่งเดือน บางทีตั้งแต่เดือนนี้ไปอาจจะพุ่งพรวดจนเกินเงินตามมาตราฐานถึงหกพันต่อปีเลยก็ได้

แน่นอนว่าไม่ใช่แค่เรื่องเงิน ในเงินพิเศษจำนวนมากมีข้อ ‘การรักษาความลับ’ ที่เขาจะต้องไม่พูดอะไรเลยรวมอยู่ด้วย หมายความว่าไม่ว่าจะได้ยินหรือได้เห็นอะไรก็ให้ลืมไว้ที่นั่นได้เลย

ที่ชินซากรุ๊ป แม้เขาจะยังไม่สามารถเอาเปลือกของคำว่าเด็กใหม่ออกไปได้ แต่ฮันฮีก็ยอมรับว่าอาชีพเลขาเป็นอาชีพที่เหมาะกับตัวเองมาก ถึงขนาดที่แม้จะไม่ต้องพูดเขาก็รู้อยู่แล้ว

นอกเหนือจากนั้นอีกฝ่ายก็เป็นเจ้านายที่ดี เจ้านายที่ให้เงินมากกว่าการทำงาน

“ถ้าอย่างนั้น ผมจะสั่งให้รถรอจนถึงสามทุ่มนะครับ”

 

* * *

 

‘อ่า อยากจะมีอะไรกับผู้ชายคนนั้นเดี๋ยวนี้เลย’

การประเมินความรู้สึกโดยรวมเกี่ยวกับผู้ชายที่ชื่อว่า คังยุนซอง มาอย่างยาวนาน ก็มีแค่เรื่องนั้นแหละที่เป็นข้อสรุป อยากจะมีอะไรด้วยจังกับเขาคนนั้นน่ะ

ความหมายของคำนี้ก็คือ ‘อยากจะเอาขาไปเกี่ยวกระหวัดกับเอวที่แกร่งนั่น แล้วหอบหายใจจนถึงเช้า’ และ ‘อยากจะขยับเอวตั้งแต่ตอนที่ขึ้นไปคร่อมจนถึงตอนที่หมดสติไปเลย’ มันจะสามารถอธิบายได้แค่ไหนกันนะ ทำไมเขาถึงมีความคิดแบบนี้ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นผู้ชายที่ไม่รู้ว่าจะกลายเป็นเจ้านายของเขาเร็วๆ นี้หรือเปล่าด้วย ถ้าถามว่าไม่เขินเหรอ ก็ทำไมล่ะ เขาเป็นเกย์และรสนิยมก็ชัดมาก และค่อนข้างมาตรฐานก็สูงด้วย แต่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ฮันฮียังมีความคิดนั้นอยู่

ถึงจะเหมือนว่าในทุกๆ วันเขาจะได้เจอกับผู้ชายที่ตรงสเปกของตัวเอง แต่ที่ดูผ่านๆ ด้วยสายตา อีกฝ่ายมีทั้งบริษัทที่ล่มสลายและครอบครัวที่แตกแยก ยิ่งไปกว่านั้นเจ้านายน่ะ ไม่มีทางรับรู้เกี่ยวกับความต้องการของฮันฮีหรอก ไม่คิดจะรู้ แล้วก็คงไม่อยากรับรู้ด้วย ทำไมน่ะเหรอ...

มีเหตุผลมากมายเลยล่ะ ตามที่ยืนยันมายังไงก็ไม่มีทางที่จะตกสัมภาษณ์ได้หรอก ดังนั้นเหตุผลแรกก็คือ ยุนซองกลายเป็นเจ้านายโดยตรงของฮันฮีแล้ว ส่วนความจริงที่ว่าเลขาผู้ติดตามมีหน้าที่ต้องตามติดเจ้านาย ไม่ว่าเจ้านายจะไปไหนจนกว่าจะเลิกงาน คือเหตุผลที่สอง

การถูกตัดสินจากเจ้านายที่ต้องเจอหน้าทุกวันจนเบื่อ ถ้านับว่ามันเป็นข้อที่สองแล้วล่ะก็น่าจะไม่ค่อยถูกต้อง และมันเป็นงานที่เหนื่อยมากสำหรับเขา

แน่นอนว่าอีกฝ่ายเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวนักธุรกิจที่มั่งคั่ง ถึงตัวจะอยู่ข้างๆ กันตลอดเวลา แต่ก็เหมือนกับใช้ชีวิตอยู่กันคนละระดับ เหนือสิ่งอื่นใด ผู้ชายที่ผ่านประสบการณ์หย่ามาแล้วครั้งนึงน่ะ เปอร์เซ็นต์จะเป็นเกย์ก็เหมือนกับไม่มีนั่นแหละ

ที่บอกว่าอย่ามองต้นไม้ที่ปีนไม้ได้น่ะ สุดท้ายก็เจ็บคอเปล่าๆ

ใช่ไหมล่ะ จนกระทั่งก่อนที่จะเกิดเรื่องวันนี้

‘ผู้ชายฉันก็โอเค...’

ไม่ได้ถามเลยนะครับ ท่านกรรมการผู้จัดการ... ฮันฮีขมวดคิ้วกับเสียงที่นึกขึ้นมาได้อีกครั้ง โชคดีที่พนักงานที่ยังเหลือในห้องสังเกตการณ์ตอนสองทุ่มมีแค่ฮันฮีคนเดียว ถ้าเกิดหัวหน้าฝ่ายเห็นสีหน้าแบบนี้ เขาจะต้องได้ยินคำพูดอะไรอีกแน่นอน

เยี่ยมเลย การตอบคำถามที่ไม่ได้ถามอย่างเป็นธรรมชาตินี้ ก็คงบอกไม่ได้ว่าพูดผิด นี่มันศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแล้ว ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะพูดถึงรสนิยมทางเพศของตัวเอง ไม่ว่ามันคืออะไร จะชอบผู้ชายหรือจะชอบผู้หญิง เราผ่านยุคนั้นมาแล้ว ยุคที่จะถูกลากตัวไปที่ค่ายกักกันซัมชอง* เพราะบอกว่าชอบเพศเดียวกัน

แต่เหตุผลที่น่ารำคาญก็คือ การที่อีกคนตั้งใจเปิดเผยให้เขาฟังนี่แหละ

เพราะเจ้านายน่ะ รู้อยู่แล้วว่าเขาเป็นเกย์

 

มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว

เหตุการณ์ในวันนั้นสามารถอธิบายออกมาได้แค่คำว่า ’ดวงโคตรซวย’ มันเป็นวันที่ฮันฮีทำงานล่วงเวลาเป็นครั้งแรกด้วย

สถานที่ที่เขาจัดเตรียมอย่างตั้งใจ จนกระทั่งไปสำรวจสถานที่หลังเลิกงานเองในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ เป็นการนัดพบรับประทานอาหารเย็นระหว่างพวกตัวแทนของบริษัทในเครือ แต่ใครมันจะไปคาดการณ์ได้ล่ะ ว่าจะเจอกับคู่ขาคนเก่าในที่แบบนั้น ยิ่งกว่านั้นอีกฝ่ายเป็นคนที่เลิกกันมาได้สามเดือนแล้วด้วย

หน้าที่ของฮันฮีคือ ไปส่งเจ้านายที่ร้านอาหารที่จองไว้อย่างปลอดภัยก็เท่านั้น มันคือที่ในการสร้างความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกัน มากกว่าจะเรียกว่าสานสัมพันธ์ทางธุรกิจ การนัดพบนั้นเดิมทีเป็นการรวมตัวของคนที่อยู่ฝ่ายของกรรมการผู้จัดการคัง และคนที่เคยเข้าร่วมกับฝ่ายกรรมการบริษัทจูแต่ปลีกตัวออกมาอีกครั้ง

การหว่าน ‘เหยื่อ’ ให้กระจายออกล่วงหน้าด้วยใจที่หวังว่าการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นที่จะจัดขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้าจะจบแบบไม่มีอะไรรบกวน เพราะถึงจะเป็นตำแหน่งที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้วอย่างไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม แต่มันก็ยังเหลือเรื่องที่ต้องกังวลใจอยู่หลายอย่าง

หนึ่งเลยก็คือ อายุของยุนซองที่เด็กกว่าผู้บริหารระดับสูงทั้งหลายมาก สองก็คือ กรรมการบริษัทจู ยังคงจ้องจะหาโอกาสในพื้นที่ที่เหลือของตัวเองในบริษัทอย่างแน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้นกรรมการบริษัทจูยังมีหุ้นเหลืออยู่มากกว่าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ถ้าเขาตัดสินใจที่จะสร้างเรื่องอะไรขึ้นมาล่ะก็ ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำไม่ได้อยู่แล้ว เพราะว่าถึงจะตัดแขนตัดขาของเขาได้สำเร็จ แต่คงต้องพันไว้ด้วยผ้าพันแผลอย่างแน่นหนาถึงสองชั้นเพื่อไม่ให้เนื้อเยื่อใหม่ๆ งอกขึ้นมาได้

ทว่าปัญหาก็คือ ฮันฮีที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยกลับถูกยัดด้วยเหยื่อที่หว่านไว้แทน

‘กรรมการผู้จัดการคัง เปลี่ยนเลขาใหม่เหรอครับ’

‘เลขาคิมที่เคยทำงานก่อนหน้านี้ลาออกเพราะเรื่องทางบ้านน่ะครับ นี่คือเลขาคนใหม่ ซอฮันฮีครับ’

คู่ขาเก่าจำเขาได้ในทันที และตัวเขาเองก็เหมือนจะจำอีกฝ่ายได้เช่นกัน ฮันฮีโค้งให้อีกคนแต่ระหว่างนั้นหลังของเขาก็เจ็บราวกับถูกตีด้วยสายตาที่จ้องมา เจ้านายที่ไม่รู้สถานการณ์ก็เปิดเผยตัวตนรวมทั้งชื่อจริงของเขาอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง

เป็นคู่ขาที่เจอกันในที่ ’แบบนั้น’ เซ็กซ์เฟรนด์งั้นเหรอ ถึงจะไม่เหมือนมากแต่ก็เหมือน แต่ว่าไม่ใช่หรอก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พวกเขารู้ซึ่งกันและกันก็มีแค่เบอร์มือถือเท่านั้น ความสัมพันธ์ที่เจอกันแค่ที่โรงแรม เป็นเรื่องแน่นอนว่า ชื่อที่ใช้ก็เป็นแค่นามสมมติด้วย

นอกจากจะไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงแล้ว ก็ไม่สงสัยด้วย แต่เขาก็รู้ถึงความจริงที่ว่าอีกฝ่ายน่ะ มีเงินเยอะ เพราะสถานที่ที่เจอกันทุกครั้งคือโรงแรมที่แค่เห็นชื่อก็น่าจะรู้จักกันหมดแล้ว และของที่อีกคนสวมใส่ก็มีแต่ของแพงๆ ทั้งนั้น เป็นผู้ชายที่ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะไม่สามารถโอ้อวดความรวยของตัวเองได้

 

* ค่ายกักกันดัดสันดาน สมัยประธานาธิบดีชอนดูฮวัน สร้างเพื่อแก้ไขปัญหาทางสังคมในสมัยนั้น​

ความคิดเห็น