โซซอล
facebook-icon

เลขาซอ... การได้เจอกับพวกซาดิสม์ คือสิ่งที่เธอต้องการงั้นเหรอ?

01-1 มาโซคิสต์ที่รุนแรง

ชื่อตอน : 01-1 มาโซคิสต์ที่รุนแรง

คำค้น : พลิกรักร้ายลงล็อก นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 24.7k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 27 พ.ค. 2562 07:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
01-1 มาโซคิสต์ที่รุนแรง
แบบอักษร

01. มาโซคิสต์ที่รุนแรง

 

แม้จะเป็นเรื่องน่าขุ่นเคือง ทว่ากลับน่าสนใจตั้งแต่จุดเริ่มต้น

เขาหยิบเอกสารตารางงานของวันนี้ขึ้นมา ก่อนจะวางลงอีกครั้งด้วยแรงที่มากกว่าปกติ ฮันฮีสะกดกลั้นลมหายใจไว้ข้างในขณะที่จ้องมองเอกสารที่ตัวเองวางลงเสียงดังตึงอย่างเงียบๆ ที่นี่คือบริษัทและยังคงอยู่ในเวลาทำงานด้วย เขารู้ว่ามันไม่ถูกต้องที่จะแสดงความรู้สึกส่วนตัวออกมา

ถ้าเป็นอย่างนั้น เจ้านายของเขาเป็นคนแบบไหนกันล่ะ อีกฝ่ายรู้อยู่แล้วว่าคำพูดและการกระทำของตัวเองจะส่งผลแบบไหนออกมาบ้าง ยังจะพูดไปเรื่อยอีกงั้นเหรอ แน่นอนว่าฮันฮีก็รู้ด้วยเหมือนกันว่าคนเป็นเจ้านายเป็นผู้กล้าที่จะเปิดเผยความจริง สำหรับคนที่พูดเล่นจนเหมือนกับมันเป็นเรื่องจริงแล้ว

มันเป็นเรื่องปกติที่คำพูดที่ไม่หนักแน่นของอีกฝ่ายจะลอยมาและหายไปก่อนที่จะถึงหัวใจของคนอื่น

แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นผู้ชายที่ใช้ทั้งแผนการและลูกเล่น เพราะคนๆ นั้นคือว่าที่ประธานบริษัทคนต่อไปของชินซากรุ๊ปไม่ใช่เหรอ ความจริงแล้วภายใต้ใบหน้าที่ที่ยิ้มเหมือนไม่มีอะไรอะไรกำลังวางแผนที่มีเล่ห์เหลี่ยมและรอบคอบแค่ไหนก็ไม่มีใครรู้ ถ้าไม่ใช่ตัวเขาเองหรือคนที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้นฮันฮีก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอีกคนถึงได้พูดเล่นใส่เขาแบบเมื่อกี้ เกิดสนใจตัวเขาขึ้นมาอย่างนั้นเหรอ พอนึกถึงการพูดหยอกเย้าของเจ้านาย คิ้วของฮันฮีก็ขมวดขึ้นมาอีกครั้ง

“เลขาซอ โดนผู้อำนวยการแกล้งมาอีกแล้วเหรอ”

“ครับ เปล่าครับ... เรื่องแบบนั้นน่ะ ไม่ใช่หรอกครับหัวหน้าฝ่าย”

“แต่หน้าแบบนั้นเนี่ย มันแสดงออกชัดเจนเลยนะ”

ถึงจะสาบานว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะไม่แสดงความรู้สึกออกมาทางสีหน้าเด็ดขาด แต่น่าอายที่หัวหน้าเลขารู้ดีอย่างกับมีตาทิพย์ทุกครั้งเลย ต่อให้ฮันฮีจะเป็นคนอายุสามสิบที่เก่งแค่ไหน แต่ก็ดูเหมือนเขาจะไม่สามารถหลบสายตาของผู้อาวุโสที่อยู่มานานกว่าเขาเกือบยี่สิบปีคนนี้ได้เลย ฮันฮีชำเลืองมองนิ้วมือที่มีรอยย่นดันแว่นตากรอบทองที่ใส่อยู่ขึ้นไปบนหน้าที่กำลังยิ้มอยู่ หัวหน้าเลขาที่อายุมากกว่าเจ้านายที่รับใช้อยู่มากเคยทำงานให้กับท่านประธานคังจีอุงจนกระทั่งท่านป่วย หลังจากนั้นจึงได้รับมอบหมายให้เปลี่ยนมาทำงานกับกรรมการผู้จัดการคังยุนซองแทน

เทียบกับข่าวลือที่ได้ยินมาหนาหูว่ามันคือหน้าที่ผู้ควบคุมที่ท่านประธานเป็นคนส่งมาด้วยตัวเอง นอกจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้าเลขากับกรรมการผู้จัดการคังก็ดูไม่แย่นัก เพราะอีกฝ่ายเป็นหนึ่งไม่กี่คนที่ทำงานรับใช้ครอบครัวของท่านประธานมานาน ในฐานะเลขากิตติมศักดิ์ ต่างจากเลขาธรรมดาส่วนมากที่ทำงานชั่วคราวแค่สองปีโดยประมาณ

“ยังไงก็ดูเหมือนเขาจะชอบนายมากเลยนะ ถ้าถึงขนาดที่พูดเล่นกับเลขาที่เพิ่งเข้ามาทำงานแค่สามเดือนนิดๆ น่ะ”

“ถ้าพูดแค่เรื่องงานก็คงจะดีกว่ามากเลยนะครับ”

“ถ้านายไม่ชอบก็คือไม่ชอบละนะ แต่มันอาจจะเป็นวิธีทำให้หายประหม่าได้ไม่ใช่เหรอ”

เพราะว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง อีกฝ่ายเลยจบลงที่การระเบิดเสียงหัวเราะและทิ้งเขาไว้ข้างหลัง ฮันฮีส่ายหัว ถึงแม้จะทำแค่ในใจก็เถอะ การประเมินของหัวหน้าเลขาเกี่ยวกับคนเป็นเจ้านายน่ะ มีจุดที่ใจดีจนเกินไปอยู่ ต่อให้เป็นเจ้านายมากแค่ไหนก็ตาม อาจจะเพราะว่าอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับท่านประธานคังก็เลยไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทำตัวอ่อนโยนกับชายหนุ่มรุ่นลูก แต่ขณะที่คิดว่าอีกฝ่ายจะสนับสนุนความคิดเห็นของเจ้านาย ความคิดมันดันออกมาไม่ตรงกันซะมากกว่า

แน่นอนว่าถึงจะคิดแบบนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาก็แอบให้คะแนนชายหนุ่มไว้สูงเหมือนกัน

คังยุนซองแห่งชินซากรุ๊ปได้ขึ้นมาเป็นกรรมการผู้จัดการตั้งแต่อายุยังน้อย ถึงแม้จะไม่สามารถมองข้ามเบื้องหลังของเขาที่เป็นสายเลือดแท้ ๆ ของท่านประธานคังจีอุงได้ก็เถอะ แต่ด้วยความสามารถที่ชัดเจนและสไตล์การบริหารแบบเชือดเฉือน คังยุนซองจึงเป็นชายหนุ่มที่มีชื่อเสียงมากเกินกว่าจะไม่มีใครในแวดวงธุรกิจไม่รู้จัก

และเมื่อไม่นานมานี้ เขาทำให้ตำแหน่งผู้สืบทอดคนต่อไปของชินซากรุ๊ปมั่นคงมากขึ้นด้วยการคืนชีพให้กับ ‘เพรสทีจ’ แบรนด์รถยนต์ในเครือของชินซากรุ๊ปได้อย่างงดงาม ในขณะที่เริ่มมีการทะเลาะแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกับกรรมการบริษัทจูมุนโจ ผู้เป็นอา ด้วยเหตุนี้เองกรรมการบริษัทจูจึงถูกปลด และแน่นอนว่ารวมถึงลูกน้องทุกคนในฝ่ายนั้นด้วย พร้อมกับข่าวที่แพร่สะพัดในตามบริษัทในเครือว่า กรรมการบริษัทจูไม่สามารถเป็นคู่แข่งของกรรมการผู้จัดการคังได้อีกต่อไป

แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ภูมิหลังเท่านั้น ถ้าจะให้บอกว่าใครคือคนที่ยุ่งที่สุดในบริษัทละก็ ไม่ว่าใครก็คงจะนึกถึงกรรมการผู้จัดการคังยุนซอง ชายหนุ่มผู้จัดการงานจำนวนมหาศาลในทุก ๆ วัน จนถึงขั้นปริปากออกมาเองเลยว่าตัวเขาเป็นพวกบ้างาน

แม้แต่เลขาที่ทำงานด้วยก็ยังมีถึงสี่คน นำโดยหัวหน้าฝ่ายเลขา ตามมาด้วยเลขาผู้จัดการงาน เลขาผู้บันทึกตารางงาน และเลขาผู้ติดตาม

ซึ่งฮันฮีทำงานเป็นเลขาผู้ติดตามของชายหนุ่ม เขามีหน้าที่ต้องติดตามเจ้านายตามตารางงานทั้งในและนอกบริษัท ถ้ารวมวันนี้ด้วย เขาก็เข้ามาทำงานเป็นเวลาประมาณสามเดือนแล้ว เลขาผู้ติดตามคนก่อนหน้านี้ถูกเปิดโปงว่าจริงๆ แล้วเป็นคนของกรรมการบริษัทจูมุนโจ และช่วงที่เขาเข้ามาในบริษัทจึงได้รับตำแหน่งที่กำลังว่างอยู่นี้พอดี

“ตารางงานตอนเที่ยงเป็นยังไงบ้าง”

“มีนัดหมายส่วนตัวครับ กรรมการผู้จัดการ”

“อืม พอลองนึกดูแล้ว วันนี้เป็นวันพุธที่สามของเดือนใช่ไหม”

ฮันฮีพลิกตารางงานกลับไปด้านหลังแทนคำตอบ ครับ ถูกต้องแล้วครับ วันนี้เป็นวันพุธที่สามสุดเฮงซวยของเดือนนั่นแหละ

“เป็นวันที่จะต้องเจอมาดามชินนี่นา”

คำนั้นแหละครับ คราวนี้ฮันฮีก็ตอบกลับไปแค่ในใจ แน่นอนว่าเขาไม่อยากจะพูดออกเสียงออกไป เพราะถึงจะพูดออกไปก็คงไม่มีอะไรแตกต่าง แต่ที่จริงมันคือการตอบโต้แบบเด็กๆ การให้ความสนใจภรรยาคนก่อนของเจ้านายที่เลิกรากันไปแล้วมันเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ ฮันฮีตัดสินใจยอมรับความจริงอย่างสุภาพ

“ผมจองร้านอาหารไว้แล้วนะครับ เป็นร้านสเต็กแฮมเบิร์กที่ลูกชายคุณชอบ”

“ทำดีมาก ถ้าเป็นที่ที่เลขาซอเลือกแล้วล่ะก็ ฉันไม่จำเป็นต้องกังวลเลยสินะ”

แน่นอน เพราะเป็นร้านอาหารที่ 'ฮอต' ที่สุดในช่วงนี้ราวกับระเบิดเลยล่ะ ส่วนมากพวกคนมีชื่อเสียงจะแวะเวียนมากันคนละครั้ง และถ่ายรูปเช็คอินลงบนแอคเคาท์โซเชียลมีเดียส่วนตัวกัน ถึงรสชาติอาหารจะอร่อย แต่กลับมีชื่อเสียงด้วยการตกแต่งร้านสไตล์แคชชวลเลยเป็นที่ที่ถูกจับตามองมากกว่าเหตุผลอะไรทั้งหมด

คู่สามีภรรยาที่ปั้มตราลงบนเอกสารการหย่าเมื่อหนึ่งปีที่แล้วน่ะ ฝ่ายหนึ่งเป็นสมาชิกของตระกูลนักธุรกิจที่มั่งคั่ง ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งตอนนี้ก็ไม่น้อยหน้าด้วยการเป็นเจ้าของเอเจนซี่โมเดล ตั้งแต่การแต่งงานไปจนถึงการหย่าร้างของทั้งคู่ ไม่มีใครรู้ว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรที่พัวพันกันนั้นมันคืออะไรกันแน่ แต่สิ่งที่คนเป็นจ้านายต้องการก็คือการที่มองจากภายนอกแล้ว พวกเขายังเป็นครอบครัวที่ดูรักใคร่ปรองดองกันดี

ทางด้านสื่อก็เช่นกัน การปั้นแต่งเรื่องราวให้จบลงอย่างงดงาม อาทิเช่น ‘การเลิกกันเพราะความแตกต่างทางชนชั้น’ ‘คนสองคนที่ตัดสินใจเดินตามทางของตัวเอง’ ‘หัวใจที่ยังคงรักลูกเหมือนเดิม’ ไอ้สิ่งที่เรียกว่าความรู้สึกส่วนตัวน่ะ รู้กันแค่คร่าวๆ ก็พอแล้ว

ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงหย่ากันนะ หนุ่มหล่อสาวสวยนี่เหมาะสมกันดีอยู่แล้วนี่นา ฮันฮีข่มความต้องการที่อยากจะซักถามโดยไม่จำเป็นไว้อย่างเต็มที่ เย็นไว้... โยกหัวไปมาให้กับความรู้สึกที่สมกับเป็นตัวเองเลย เป็นการตอบสนองที่ไม่สมกับเขาจริงๆ

 

“เหมือนกรรมการผู้จัดการจะถูกใจร้านอาหารที่เลือกไปให้ก่อนหน้านี้นะ... เออนี่ แล้ววันนี้พวกเราจะกินอะไรกันดี”

“ถ้าหัวหน้าฝ่ายไม่ว่าอะไร ซุนแดกุกดีไหมครับ”

ถึงอยากจะกินเหล้าเรียกน้ำย่อยสักแก้ว แต่ก็คงจะไม่ได้สินะ ฮันฮีปิดตารางงานลงพร้อมกับวางความคิดหนักๆ ลงไปด้วย ขณะที่ใครบางคนไปรับภรรยากับลูกและใช้เวลาอย่างรื่นเริงสนุกสนานภายในร้านอาหารที่มีชื่อเสียง ใครบางคนก็ผ่านมื้อนี้ไปด้วยการคลุกกุ้งหมักในซุนแดกุก ชีวิตก็แบบนี้แหละ จะทำยังไงได้ล่ะ

“ผมรู้จักร้านดีๆ แถวนี้ครับ”

มันเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว บางคนก็เกิดมาในครอบครัวนักธุรกิจและกินดีอยู่ดีตั้งแต่เกิด แต่อีกคนมัวแต่สรรหาสถานที่สำหรับนัดทานข้าวกลางวันเพื่อทำให้ชายหนุ่มที่เป็นรักแรกพบได้เจอกับอดีตภรรยาและลูกชาย

สิ่งใดที่แน่นอน มันก็เป็นเรื่องที่แน่นอน

ฮันฮียิ้มอย่างขมขื่น

 

* * *

ความคิดเห็น