โซซอล
facebook-icon

เลขาซอ... การได้เจอกับพวกซาดิสม์ คือสิ่งที่เธอต้องการงั้นเหรอ?

ชื่อตอน : Intro

คำค้น : พลิกรักร้ายลงล็อก นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 48k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 27 พ.ค. 2562 07:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Intro
แบบอักษร

SIX SEX6

Final. Control me

 

เป็นช่วงเวลาที่กังวล

การพบกับเจ้านายระดับสูงจนเกินเอื้อมถึงน่ะ ยังไงก็คลายความกังวลลงไม่ได้เลย

ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็เป็นแบบนั้นอยู่เสมอ ยิ่งถ้าเป็นผู้ชายคนที่จะได้เจออีกไม่นานนี้แล้วละก็ ยิ่งไม่มีอะไรจะพูดเลยล่ะ

ยิ่งท้ายชื่อของอีกฝ่ายมีตำแหน่ง ‘กรรมการผู้จัดการ’ ใส่ไว้อยู่ และในตอนนี้ก็เป็นผู้เข้าชิงที่มีแนวโน้มสูงที่สุดว่าจะได้ขึ้นเป็นประธานบริษัทในอนาคต

ภายหลังจากเสียงเคาะประตูสิ้นสุดลง มันถูกแทนที่ด้วยการรายงานของคุณเลขา และในระหว่างที่เขาพักหายใจสักครู่นึงก็ถูกต้อนรับด้วยใบหน้าอันคุ้นเคยที่อยู่เหนือกองเอกสารจากอีกฝั่งหนึ่งของประตูที่ถูกเปิดออก ถึงแม้จะรู้ว่ามีคนเข้ามา แต่สายตาของอีกฝ่ายกลับกำลังจดจ้องอยู่แค่เอกสารตรงหน้าราวรับไม่รับรู้ว่ามีคนอื่นอยู่ในห้อง ใบหน้าที่ดูเคร่งเครียดแล้วก็จริงจังจนไม่มีช่องว่างให้แทรกเข้าไปได้เลย

“กรรมการผู้จัดการครับ ผมเอารายงานล่าสุดที่เกี่ยวกับรถยนต์รุ่นใหม่ของ ‘เพรสทีจ’ มาให้ตามที่สั่งแล้วครับ”

‘กรรมการผู้จัดการ คังยุนซอง’ ยุนอูแอบมองชื่อที่ถูกเขียนไว้อย่างชัดเจนบนป้ายชื่อสีดำสนิท ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะทำงานอย่างผ่านๆ ก่อนจะกลับมามองที่ชายหนุ่มอีกครั้ง ในที่สุดเจ้าของตำแหน่งก็เงยหน้าขึ้นมา แม้แต่ปากกาหมึกซึมสีเงินที่อยู่ในมือก็หยุดตามไปด้วย อีกฝ่ายมองยุนอูอย่างเงียบๆ สักพักก็ปิดฝาปากกาหมึกซึมแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างไม่รีบร้อน

“กำลังรออยู่พอดีเลย หัวหน้าทีมฮัน”

โกหก นี่เป็นท่าทีที่สบายเกินไปสำหรับคนที่กำลังรออยู่นะ แต่ถึงอย่างนั้นสีหน้าที่เคร่งครัดในการทำงานก็เปลี่ยนไปในชั่วพริบตา ใบหน้าที่บอกว่าอายุแค่สามสิบต้นๆ ก็มีคนเชื่อ แม้จะมีข่าวลือว่าอายุจริงๆ จะเข้าช่วงสามสิบปลายๆ แล้วก็ตาม คนตรงหน้ายิ้มมุมปากขณะที่วางปากกาลง

“ไม่ต้องสงสัยเลยล่ะว่า ฉันคงจะได้ข้อสรุปที่ถูกใจผมอย่างแน่นอน”

“ถ้าเป็นเรื่องข้อสรุป คุณก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ”

“แต่สิ่งที่ได้ฟังจากปากของหัวหน้าทีมฮันน่ะ มันต่างไปนี่นา แถมน่าตื่นเต้นกว่าด้วย”

นิสัยเสีย ถึงแม้จะอยู่ต่อหน้าเจ้านายระดับสูง ยุนอูก็ยังเผลอขมวดคิ้วอยู่ดี ไม่ว่าจะมองจากตรงไหน ข้อสรุปแพ้ชนะที่ชัดเจน มันก็อยู่ในมือของเขานี่นา

แม้ ‘เพรสทีจ’ บริษัทรถยนต์ของชินซากรุ๊ปที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกรรมการผู้จัดการคังจะมีอุปสรรคมากมาย แต่การนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ก็เป็นไปด้วยดี ไม่เพียงเท่านั้นยังเอาชนะรถยนต์รุ่นใหม่ของบริษัท ‘วายเจ มอเตอร์’ ที่บังเอิญออกมาในช่วงเวลาเดียวกันได้อย่างขาดลอย

สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่การเปิดตัวที่ประสบความสำเร็จของรถยนต์รุ่นใหม่เท่านั้น กรรมการผู้จัดการคังที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขา ยังได้รับชัยชนะจากการแข่งขันกับกรรมการบริษัทจู ซึ่งเคยมีเรื่องทะเลาะแบ่งพรรคแบ่งพวกกันภายในบริษัทมาก่อนผ่านงานนี้ แถมยังได้รับหุ้นเพิ่มอีกห้าเปอร์เซ็นจากท่านประธานคังจีอุงผู้เป็นพ่อที่กำลังป่วยอยู่ และนั่นเป็นส่วนสำคัญสุดที่ทำให้ข่าวลือว่าคังยุนซองจะเป็นผู้สืบทอดชินซากรุ๊ปชัดเจนมากขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้น่ะไม่ว่าจะมองยังไงก็เป็นการแข่งขันกันระหว่างคนระดับสูง และไม่เกี่ยวกับยุนอู หัวหน้าทีมโฆษณา ซึ่งมีหน้าที่แค่ทำโฆษณารถยนต์รุ่นใหม่เลยแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นความรับผิดชอบทั้งหมดของเขาก็อยู่ในขอบเขตของ ‘โฆษณา’ เท่านั้น ไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องสนใจเลยว่ารถยนต์รุ่นใหม่จะขายได้เท่าไหร่ หรือเมื่อไหร่จะถึงจุดคุ้มทุน แต่ถึงอย่างนั้นเจ้านายก็ยังสั่งให้เขาเป็นคนรายงานอยู่ดี

ให้รายงานโดยตรงต่อหน้าเลยนี่แหละ

“จะเริ่มรายงานแล้วนะครับ”

สุดท้ายสภาพจิตใจของยุนอูที่ได้รับมอบหมายในทำรายงานฉบับล่าสุด เกี่ยวกับในส่วนธุรกิจของเพรสทีจผสมปนเปกันจนอธิบายไม่ถูก เพราะเห็นได้ชัดว่าจุดประสงค์หลักก็คือเพื่อก่อกวนเขา รายงานนี่เป็นแค่ข้ออ้างเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม มันก็เรียกว่าชีวิตการทำงาน เขาผ่านหน้าแรกของรายงานไปด้วยความรู้สึกว่า ‘นายจะไปทำอะไรได้ นายแค่ต้องทำสิ่งที่นายต้องทำ’

ชายหนุ่มที่เอาแต่สั่งยุนอู ประสานมือไว้บนเข่าที่ไขว้อยู่พร้อมกับยิ้มมุมปากราวกับจะบอกว่าพร้อมที่จะฟังแล้ว โชคร้ายอย่างน่าตลก ที่การกระทำเล็กน้อย ไม่สลักสำคัญอะไรนี่ ในอีกมุมหนึ่งกลับทำให้คนเป็นเจ้านายผ่อนคลายอย่างมาก

“การจำหน่ายรถยนต์รุ่นใหม่ ทำรายได้ทะลุมาตรฐาน ด้วยปริมาณยอดขายทั้งหมดถึงสิบจุดสองเปอร์เซ็นในวันที่เปิดตัว...”

ถ้าพูดถึง ‘กรรมการผู้จัดการคังยุนซอง’ แล้วละก็ นอกเหนือจากเหตุผลที่เขาเป็นลูกชายแท้ ๆ ของประธานบริษัทคนปัจจุบันแล้ว เขายังเป็นหนึ่งในผู้บริหารไม่กี่คนที่ได้รับการเคารพนับถือในหลายๆ ด้านแต่สำหรับยุนอู อีกฝ่ายถือเป็นข้อยกเว้น สำหรับพวกคนระดับหัวหน้า และแน่นอนว่ารวมไปจนถึงพวกพนักงานธรรมดาด้วยนั้น ชายหนุ่มตรงหน้าช่างเป็นบุคคลที่น่าอิจฉา แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าความจริงแล้วเขาเป็นมนุษย์ประเภทที่มีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ

 

ไม่ว่าอะไรก็ต้องเป็นไปตามที่ตัวเองคิดเท่านั้น ถึงจะพอใจ

แค่เห็นสถานการณ์ตอนนี้ก็ไม่ใช่ว่ารู้ได้เลยเหรอ อยากรู้จริงๆ ว่า นิสัยใจคอโหดร้ายที่สั่งให้ยุนอูถือรายงานฉบับล่าสุดเข้ามาแล้วนำเสนอด้วยตนเองออกมาจากที่ไหนกัน รายงานน่ะไม่ใช่จุดประสงค์ตั้งแต่ทีแรกหรอก แต่มันเป็นวิธีที่จะทำให้คนตำแหน่งสูงกว่าสนุกสนานกับชัยชนะของตัวเองได้อย่างเต็มที่ต่างหาก

ตอนนี้แม้แต่ยุนอูก็เข้าใจ นี่เป็นครั้งที่สามในเดือนนี้แล้วที่เขาถูกเรียก ข้ออ้างก็มีหลากหลายรูปแบบ ถึงยุนอูจะเพิ่งมีโอกาสได้เผชิญหน้ากับยุนซองโดยตรงรวมวันนี้แล้วก็แค่สามครั้ง แต่ในระยะเวลาอันสั้นนี้มันก็มากพอที่จะทำให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าคนตรงหน้าเป็นผู้ชาย ‘นิสัยเสีย’

แล้วก็ไม่คิดที่จะปิดบังตัวตนของตัวเองเลยด้วย

“...เป้าหมายถัดไป เพื่อให้บรรลุยอดขายที่ตั้งไว้ ฝ่ายธุรกิจของเพรสทีจและทีมโฆษณาของบริษัทกำลังวางแผนที่จะผลิตโฆษณาตัวที่สอง และ...”

การอ่านรายงานเป็นไปอย่างราบรื่น แม้เสียงสูงๆ ต่ำๆ ที่ไม่ต่างกันมากนักจะฟังดูน่าเบื่อ แต่เมื่อเทียบกับความคิดมากมายที่มีอยู่เต็มหัวแล้วนั้น...

ไม่ว่าคิดยังไงก็น่าโมโหอยู่ดี ในยุคที่เราสามารถรับส่งข้อมูลได้อย่างง่ายดายด้วยสมาร์ทโฟนหรืออีเมลน่ะ การอ่านรายงานให้ฟังเนี่ย ช่างเป็นคำสั่งอันสุดคลาสสิคของกรรมการผู้จัดการคังที่สาบานได้เลยว่าทำเอกสารเอ็กเซลล์ได้ดีกว่ายุนอูเสียอีก หรือถ้าจะให้พูดตรงๆ เลยล่ะก็ อีกฝ่ายทำได้ดีกว่าเขา 'แน่นอน'

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าซักไซ้ไล่เรียงอย่างละเอียดแล้ว จะรู้ว่าชายหนุ่มไม่ใช่เจ้านายโดยตรงของยุนอู เว้นแต่ว่าเขาเป็นเจ้านายของเจ้านายยุนอูอีกที

“...เท่านี้ครับ”

ดวงตาที่ปิดอยู่เปิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ยุนอูไม่รู้ว่ากรรมการผู้จัดการคังพอใจกับน้ำเสียงอ่านรายงานของเขาหรือเปล่า แต่โชคดีที่เหมือนจะพอใจในตัวรายงาน แม้จะเรียกมันว่า ‘ความพึงพอใจของผม’ แต่ถ้าหากเจอสิ่งที่ไม่ถูกใจในงาน เจ้านายจะเก็บทุกรายละเอียดทันที

ยุนอูรู้สึกประหม่าอีกครั้งเมื่อสบตากับอีกฝ่ายโดยตรงจนกระทั่งเปิดปากพูด

“ไปกันได้ดีกับบอมหรือเปล่า”

“อะไรนะครับ”

สีหน้าของยุนอูดูบูดเบี้ยวขึ้นเล็กน้อย มันเป็นคำถามที่ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับงาน และแน่นอนว่าไม่เกี่ยวกับรายงานเมื่อกี้ด้วย ‘บอม’ หรือจะพูดให้เต็มๆ ก็คือคังบอม เป็นชื่อคนรักของยุนอู ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นลูกนอกสมรสของประธานบริษัท และเป็นน้องต่างมารดาของผู้ชายตรงหน้าเขาด้วย

ทำไมต้องพูดชื่อนั้นออกมาที่นี่กันล่ะ

ชายหนุ่มเกยคางบนมือที่ประสานกันอยู่พร้อมกับยิ้มมุมปาก และเฝ้ามองว่ายุนอูจะตอบโต้กลับมาแบบไหนราวกับคาดหวังในคำตอบของเขาอย่างมาก

“มันเป็นคำถามที่ไม่เกี่ยวกับงานนะครับ”

“ใช่แล้ว แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นคำถามที่เกี่ยวกับงาน”

ถ้าอย่างนั้นต้องการอะไรล่ะ คราวนี้ยุนอูเริ่มถามบ้างแล้ว

เพียงแค่ไม่ได้เปิดปากพูดสิ่งที่อยากจะพูดออกมาเท่านั้น

แต่รอยยิ้มที่ชัดเจนนั่นน่ะ มันทำให้คนที่เห็นต้องขบกรามแน่นเลยทีเดียว

“เลิกทำตาโตได้แล้วหัวหน้าทีมฮัน ถึงจะเป็นน้องคนละแม่ แต่บอมก็เป็นน้องของผมนะ ผมถามถึงน้องชายจากคนรักของเขาไม่ได้เหรอ”

“...กรรมการผู้จัดการครับ ที่นี่คือบริษัทนะครับ”

“แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือห้องทำงานส่วนตัวของผมด้วย”

ถ้าอยากจะพูดอย่างนั้น ก็อย่าเรียกคนอื่นมาถึงที่นี่เพื่ออ่านรายงานไร้สาระสิ

ยุนอูที่นานๆ ทีจะอารมณ์เสียกำลังขบเคี้ยวเขี้ยวฟัน คนที่สามารถทำให้หัวหน้าทีมฮัน ผู้มีชื่อเสียงในเรื่องการแยกงานกับเรื่องส่วนตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบตกอยู่ในอารมณ์ฉุนเฉียวแบบนี้ได้มีอยู่แค่สองคนเท่านั้นแหละ คนแรกคือคนรักของเขาและอีกคนก็คือผู้ชายตรงหน้า อย่างไรก็ตามดูเหมือนจะเป็นส่วนที่เข้ากันได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ระหว่างยุนอูกับคนในตระกูลคัง

“ผมยอมรับว่ารู้สึกโกรธอยู่ลึกๆ กับการที่ถูกแย่งหัวหน้าทีมฮันที่ตัวเองมองมาตลอดไปง่ายๆ จะไม่ให้ผมระบายความโกรธนี้เลยเหรอ”

ถ้าไม่อย่างนั้น ก็คงแสร้งว่าเข้ากันได้ดีละมั้ง แม้ว่ายุนอูเกือบจะหัวเราะออกมาทางจมูกกับคำพูดที่ว่า ‘ที่ตัวเองมองมาตลอด’ แต่ก็ต้องอดทนไว้อย่างอยากลำบาก เป็นหยอดคำหวานที่ไม่เหมือนกับหยอดคำหวาน มั่นใจได้เลยว่าถ้าเขาไม่ได้คบกับบอมละก็ อีกฝ่ายก็คงไม่เรียกเขามาที่นี่

แม้ยุนอูจะอยากพูดไปว่า จะระบายความโกรธด้วยการถามไถ่สารทุกข์สุขดิบแบบนี้เหรอ แต่เขาก็ทำได้เพียงกลั้นมันเอาไว้ และก็ยังมีเรื่องดีๆ อย่างหนึ่ง ก็คือความรู้สึกประหม่าในตอนแรกหายไปแล้ว ตอนนี้มันปกติทุกอย่าง

คำพูดว่าเจ้านาย ‘ที่อยู่สูงจนเกินเอื้อมถึง’ น่ะ ไม่ใช่แค่คำพูดที่เอาไว้เสียดสีเท่านั้นนะ แต่เป็นคำพูดที่เขาเข้าใจมันเป็นอย่างดีเลยล่ะ

“ผมกับบอมน่ะ ไปกันได้ดีเลยแหละครับ คงเป็นเพราะกรรมการผู้จัดการเป็นห่วงเรามากขนาดนี้แน่ๆ”

ยุนอูยืดตัวขึ้นขณะที่ตอบกลับไป โดยเฉพาะคำว่า ‘มาก’ ที่เขาพูดแบบใส่อารมณ์ขึ้นไปอีก ถึงกรรมการผู้จัดการไม่พอใจอย่างมากที่ได้รู้เรื่องความสัมพันธ์อันร้อนแรงของน้องชายคนละแม่กับลูกน้องก็จริง แต่ถ้ามองในทางกลับกัน มันก็หมายความว่าเขาสามารถตอบโต้กลับไปได้เหมือนกัน ในเมื่อชายหนุ่มจับผิดความสัมพันธ์ของเขาก่อน

“อย่าตอบอย่างชัดเจนแบบนั้น เพราะประชดสิ”

“ประชดเหรอครับ”

คราวนี้ยุนอูหัวเราะออกมาทางจมูกอย่างห้ามไม่ได้ ประชดเหรอ คำพูดเหมือนประชดสินะ

ผู้ชายตรงหน้าน่ะ ห่างไกลจากคำว่าน่าประชดประชันที่สุดในบรรดาคนที่เขารู้จักเลย เพราะว่าไม่จำเป็นต้องรู้สึกอย่างนั้นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และมันเหมาะที่จะออกมาจากปากคนที่รู้จักกับความผิดหวังเท่านั้น

“หยุดพูดไร้สาระสักทีเถอะครับ เริ่มจะไม่สนุกแล้วนะ”

“เปลี่ยนเป็นผมแทนเป็นไง ยังไม่เบื่ออีกเหรอ”

มันเป็นการจู่โจมที่รุนแรง แม้ว่าจะป้องกันตัวอย่างดีแล้วก็ตาม จากนั้นชายหนุ่มก็ลุกจากเก้าอี้ เดินอ้อมโต๊ะออกมาและนั่งลงบนขอบโต๊ะโดยไม่ละสายตาไปจากยุนอูเลย เพราะอย่างนั้นระยะห่างระหว่างยุนซองกับยุนอูที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะจึงใกล้เข้ามามากขึ้น

เกือบประมาทไปแล้วเชียว เป็นผู้ชายที่เดาไม่ถูกเลยว่าจะทำอะไรในอีกหนึ่งวินาทีต่อจากนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของยุนอูถูกแทนที่ด้วยการขมวดคิ้วอีกครั้ง

“ไม่ว่าจะมองยังไง ผมก็เหนือกว่าบอมอยู่ดี”

“ผมขอปฏิเสธอย่างสุภาพนะครับ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ”

อารมณ์ของชายหนุ่มห่างจากคำว่าโมโหไปไกล เขาระเบิดหัวเราะออกมาทันทีกับคำตอบที่ยุนอูตอบออกมาราวกับข้อเสนอของตัวเองไม่มีค่าให้คิดด้วยซ้ำ

ถ้าจะอธิบายถึงหัวหน้าทีมโฆษณาของบริษัท ฮันยุนอูแล้วล่ะก็ เขามีชื่อเสียงในฐานะของคนที่เป็นเหมือนกับตู้ขายของอัตโนมัติ ถ้ากดปุ่มเมื่อไหร่ก็จะได้รับการตอบสนองตามที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ทันที และไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่ของออกมาไม่ตรงกับปุ่มที่กดเลย นั่นหมายความว่าเป็นคนที่น่าเชื่อถือด้วย ดังนั้นคำว่า ‘ที่มองอยู่’ ของยุนซองก็ไม่ใช่เรื่องโกหกด้วยเหมือนกัน

นิ้วเรียวเชยคางของยุนอูอย่างแผ่วเบา ทว่าไม่มีความลังเลเลย และนี่เป็นการเริ่มต้นที่ยุนอูไม่ได้คาดหวังไว้ ใบหน้าของเขาก็เลยบูดเบี้ยวขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

“ช่วยเก็บไปคิดอย่างจริงจังด้วยนะ เพราะว่าข้อเสนอของผมน่ะ ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ใช้ได้เสมอ”

“...กรรมการผู้จัดการครับ ได้โปรดหยุดล้อเล่นด้วยเถอะครับ เพราะว่าเข้ามาที่นี่ งานของผมก็เลย...”

“ล้อเล่นเหรอ”

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง รอยยิ้มที่เหมือนกับใส่หน้ากากไว้บนใบหน้าของอีกฝ่ายก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว ด้วยระยะห่างที่ใกล้แค่นี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ยุนอูรู้สึกหวาดกลัว

“ล้อเล่น”

ประโยคดูหนักแน่นขึ้นเมื่อพูดโดยใช้ประโยคบอกเล่า ไม่ใช่ประโยคคำถาม ยุนอูกลืนน้ำลายอย่างไม่รู้ตัว มันไม่ใช่เพราะคำพูดที่ไม่ธรรมดา จะว่าเป็นเพราะการกระทำที่คุกคามก็ยิ่งไม่ใช่เข้าไปใหญ่ แต่เป็นบรรยากาศกดดันจากคนตรงหน้าต่างหาก

แน่นอนว่าเขาแกล้งทำเป็นไม่รู้ ไม่ใช่ว่ามันจะปฏิเสธไม่ได้ซะหน่อย อาการประหม่าที่หายไปแล้ว มันกลับมาใหม่เหมือนเปิดสวิตซ์ผิดอัน กลืนน้ำลายลงคอ จังหวะหนึ่งเขาคิดขึ้นมาว่า ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ก็ไม่รู้จะเกิดเรื่องอันตรายขึ้นมาจริงๆ หรือเปล่า

“หัวหน้าทีมฮันยุนอู ถ้าคุณคิดว่าผมล้อเล่นจริงๆ ละก็ ต่อไปผมคงต้องยิ้มให้น้อยลงหน่อยแล้วล่ะ”

“.......”

“นั่นไม่ใช่ท่าทีที่เหมาะสมที่จะปฏิบัติกับเจ้านายใช่ไหม”

ยุนอูตั้งสติสักพักหนึ่ง หลังจากฟังคำอธิบายที่น่ารำคาญจบ ก็ได้รู้ความจริงที่ว่าเขาถูกแกล้ง ดูเหมือนวันนี้อีกฝ่ายก็เอาชนะได้อย่างสวยงามอีกแล้ว นี่เป็นครั้งที่สามแล้วนะ

คราวนี้ชายหนุ่มหัวเราะเหมือนอย่างเคยต่างกับใบหน้าของยุนอูที่บึ้งตึงขึ้นเรื่อยๆ รอยยิ้มดูเย้ยหยันเหมือนแอบคิดอะไรอยู่ในใจ แต่เขากลับบอกว่าไม่ได้คิดอะไรเลย

“ผมว่าวันนี้คงต้องพอแค่นี้ก่อน เพราะดูเหมือนก้างจะมาแล้ว”

ยุนซองถอยออกไปข้างหลังพร้อมปล่อยมือออกจากคางของยุนอู สีหน้าของยุนอูที่หันไปมองประตูอย่างอัตโนมัติก็ยิ่งบึ้งตึงขึ้นไปอีก เพราะเลขาของคนตรงหน้าเข้ามาตอนไหนก็ไม่รู้และกำลังยืนมองพวกเขาด้วยใบหน้าเรียบเฉย

ไม่คิดเลยว่าจะมีพยานอยู่ด้วย นอกจากนี้เรื่องซุบซิบนินทาไร้สาระที่จะถูกดึงเข้าไปเกี่ยว ก็คงหนีไม่พ้นพวกเรื่องความสัมพันธ์อย่างแน่นอน เขายิ่งไม่อยากเป็นหุ่นเชิดของกรรมการผู้จัดการอยู่ด้วย ยุนอูโค้งให้เจ้านายโดยไม่กล่าวคำลา ทันทีที่เลขาที่ยืนอยู่ข้างๆ ประตูพยักหน้าให้เบาๆ เขาก็เอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู

“ครั้งหน้าอย่าลืมถอดแว่นก่อนมาล่ะ”

ความสามารถในการปั่นประสาทคนอื่น เป็นหนึ่งในพรสวรรค์ของชายหนุ่มคนนี้ที่เขาหวังว่าจะไม่ได้สัมผัสกับมันอีก

ยุนอูกัดริมฝีปากหลังจากที่หันหลังและปิดประตูห้องแทนคำตอบ บริเวณนั้นปกคลุมไปด้วยความเงียบอยู่พักหนึ่ง

“...คำว่าก้างน่ะ คงไม่ได้หมายถึงผมใช่ไหมครับ”

เลขาที่ยืนนิ่งเหมือนหุ่นอยู่หน้าประตูเปิดปากพูดช้าๆ พลางก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน ในขณะเดียวกันยุนซองก็เดินอ้อมโต๊ะกลับไปนั่งที่เดิม เขานั่งลงบนเก้าอี้ของตัวเองแล้วเปิดฝาปากกาหมึกซึมเหมือนกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

“จากสถานการณ์ทั้งหมดนี่ ไม่คิดว่าเป็นชื่อเรียกที่เหมาะกับเลขาซอมากๆ เหรอ ไม่เคาะประตูล่ะ”

“กรรมการผู้จัดการบอกเองไม่ใช่เหรอครับ ว่าไม่ต้องเคาะประตู ถ้าแขกไม่ใช่ระดับผู้จัดการขึ้นไป เพราะมันรบกวนการทำงาน”

ชายหนุ่มยิ้มมุมปากให้กับคำตอบของเลขาที่ตอบกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้ ก็มันเป็นเรื่องจริงนี่นา

“คำตอบจากบริษัทฟรีโอ้มาถึงแล้ว บอกว่ามีแพลนจะมาที่เกาหลีเร็วๆ นี้ครับ ถึงกำหนดการที่แน่ชัดจะยังไม่ออกมา แต่ถ้าสามารถนัดหมายได้ก่อนพวกวายเจ มอเตอร์ ก็ถือว่ามีโอกาสชนะแล้วครับ”

“งั้นเหรอ ในที่สุดก็ดูเหมือนจะมีความคิดที่จะมาเยือนเกาหลีด้วยตัวเองสักที”

เรื่องที่สำคัญที่สุดและเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันก็คือ การเปิดโอกาสสร้างคอนเนคชั่นกับแบรนด์รถยนต์ระดับโลกของอิตาลี ตามโรยัล ร็อคของอเมริกา ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ใช่ว่าบริษัทฟรีโอ้ก็เป็นบริษัทที่ผ่านแข่งขันอันดุเดือดมาหลายเดือนหรอกเหรอ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรเป็นพิเศษในเสียงของยุนซองเลย

เพราะเขารู้ถึงตำแหน่งของตัวเองกับเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้ว ชายหนุ่มยกมือนวดคอที่ปวดเมื่อย และเปลี่ยนไปถามเรื่องอื่นที่น่าสนใจกว่าแทน

“เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะ”

“ตั้งแต่ตอนที่กรรมการผู้จัดการจูบกับหัวหน้าทีมฮันแล้วครับ ไม่รู้ตัวเลยเหรอครับ”

แย่หน่อยที่เมื่อกี้ไม่ได้มีเหตุการณ์ใหญ่โตอย่างการจูบกันเกิดขึ้นหรอก แต่จากมุมของเลขาก็คงเหมือนผู้ชายสองคนเอาปากมาแตะกันละมั้ง ยุนซองยักไหล่แทนการตอบคำถาม ไม่มีเหตุผลจะต้องปฏิเสธ แล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยอมรับ

“เหมือนเขาจะอยู่ในมือของฉันแต่ก็ไม่อยู่ เขาเป็นคนเก่งนะ น่าเสียดายจริงๆ”

เจ้านายเอาสองมือประสานไว้ที่ท้ายทอยพร้อมกับเอนหลังพิงเก้าอี้ และพนักเก้าอี้ก็ค่อยๆ เอนไปข้างหลังอย่างเงียบๆ ถึงจะเป็นท่าทางที่ดูสบายแต่น้ำเสียงของเขากลับจริงจัง ในขณะเดียวกันก็เป็นน้ำเสียงที่ไม่ได้ใส่ใจเกี่ยวกับความจริงที่ว่าเพิ่งถูกเลขา... เห็นเขาจูบกับลูกน้อง... ในห้องทำงานของตัวเอง... เลยสักนิด

“เพราะกรรมการผู้จัดการเป็นคนที่ไม่สามารถคาดเดาได้เลยครับ ว่าข้างในกำลังคิดอะไรอยู่...”

น้ำเสียงของคนเป็นเลขาเรียบเฉยราวกับเรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก เขาทำเพียงแค่วางแฟ้มเอกสารที่ถือมาลงบนโต๊ะแล้วแสดงความคิดเห็นที่ต่างไปจากปกติ

“แต่ฉันว่าถ้าเป็นเลขาซอ จะต้องรู้ใจฉันแน่นอน”

“ผมว่ากรรมการผู้จัดการน่าจะต้องผิดหวังนะครับ เพราะผมคิดไม่ออกเลยว่าผู้ชายจะสามารถทำแบบนั้นกันได้ด้วย”

มือที่เรียงตัวสวยวางแฟ้มเอกสารลง ในเวลาเดียวกับที่สัมผัสปลายโต๊ะแล้วค่อยๆ ตกลงมา คิดไปเองหรือเปล่านะว่าตัวเองเริ่มตัวสั่นนิดๆ ถึงแม้จะบอกว่าสั่นแต่ภายนอกก็ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนไปเลย เขาทำได้เพียงแค่หวังแค่ว่าเจ้านายที่นั่งอยู่ตรงหน้าจะไม่สังเกต

แต่มันก็ไม่มีอะไรแสดงออกมาบนใบหน้าของเลขาเลยสักนิดต่างจากสิ่งที่เขากังวล การเห็นฉากจูบของเจ้านายต่อหน้าต่อตาแบบนี้ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่าตกใจสำหรับคนอื่น และคนเป็นเลขาอาจจะไม่รู้ว่าความสงบของตัวเอง ยิ่งชวนให้น่าสงสัยเข้าไปใหญ่

“พูดถึงเรื่องส่วนตัวแบบนี้ไม่สมกับเป็นเลขาซอเลย สงสัยอะไรอยู่เหรอ”

เราสบตากัน ชายหนุ่มเอาคางมาเกยไว้บนมือที่ประสานกันอีกครั้ง ในขณะที่เงยหน้ามองเลขาที่อยู่ตรงหน้าไปด้วย ถึงเขาจะกำลังหัวเราะอยู่ แต่สายตาที่ใช้มองน่ะ ไม่เคยจะไม่ดุดันเลยสักครั้ง มันเป็นสายตาที่มองนานๆ ก็ไม่มีเรื่องดีเกิดขึ้น ยิ่งมีแต่จะรู้สึกถูกทิ่มแทงซะมากกว่า

สุดท้ายเลขาก็เป็นฝ่ายหลบสายตาไปก่อน

“ไม่ครับ ไม่เลยสักนิด ฟังเหมือนจะเป็นคำแนะนำที่ไม่เหมาะสมสำหรับกรรมการผู้จัดการที่มีความสัมพันธ์อย่างว่ากับพนักงานนะครับ แต่ก่อนหน้านี้ไม่ว่าคุณจะพูดว่ามันเป็นห้องทำงานส่วนตัวของคุณยังไง มันก็ยังอยู่ในบริษัทอยู่ดีนะครับ”

“ก็เป็นไปได้นะ ถ้าจะให้ตอบน่ะ”

เลขากลั้นหายใจไปพักหนึ่ง

“ผู้ชายผมก็โอเค...”

มันเป็นคำตอบที่น่าอาย ในการพูดถึงรสนิยมที่ควรจะต้องเป็นเรื่องส่วนตัวออกมาน่ะ แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากสบตาอีกฝ่ายอีกครั้ง ไม่สิ นี่ไม่ใช่การสบตาสักหน่อย ไม่ได้แค่เหมือนถูกจับคอเสื้อเท่านั้น แต่เหมือนถูกกระชากลงไปเลย ถึงจะไม่อยากมองแต่ก็ต้องมองอยู่ดี

เพราะว่าเป็นเจ้านายน่ะ พูดอย่างละเอียดก็คือ มันเป็นสิ่งที่ผู้เป็นเจ้านายโดยตรงของเขาต้องการให้เป็นเช่นนั้น

“เป็นไง เริ่มสนใจหรือยัง”

เขาสูดลมหายใจที่กลั้นไว้เข้าไปเต็มปอด แต่สายตาของเลขา ยังคงสบกับสายตาของชายหนุ่มอยู่ตลอด ดังนั้นเขาสาบานได้เลยว่า สักวันเขาคงเลยเอยที่การชกใบหน้าไร้ยางอายนั่นสักครั้งแน่ๆ

“ไม่สักนิด อย่าเฝ้ามองต้นไม้ที่คุณปีนไม่ได้เลยครับ*”

ฮันฮียิ้มตามเจ้านายด้วยรอยยิ้มนุ่มนวลแบบไม่สามารถจินตนาการได้เลยถ้าเป็นเวลาปกติ

 

* สำนวนเกาหลี มีความหมายว่า อย่าหวังในสิ่งที่เป็นไม่ได้/เป็นไปได้ยากเลย

ความคิดเห็น