TwentyMon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 6

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 263

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ธ.ค. 2561 10:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6
แบบอักษร

บทที่ 6

          เหล่าทหาร 5 นายกำลังมึนงงกับสถานการณ์ตรงหน้า มีเด็กน้อยอายุไม่เกิน 12 ขวบกับ 5 ขวบมาอ้างตนว่าเป็นหมอพวกเขาควรจะทำอย่างไรดี ใจหนึ่งก็อยากหัวเราะแล้วไล่เด็กพวกนี้ไป อีกใจก็เห็นว่าเป็นโอกาสเด็กนี่อาจจะมีอาจารย์เป็นแพทย์และมีหยูกยาติดตัวมาด้วยไม่มากก็น้อยถึงกล้ากล่าวอาสา พระอาการองค์ชายเองก็สำคัญด้วยพิษลุกลามไปเกือบจะทั่วพระวรกายแล้ว ยิ่งคิดถึงข้อนี้ก็ยิ่งเจ็บใจด้วยไม่รู้ต้นตอว่าใครมันมาลอบทำร้ายองค์ชายขณะเสด็จแปรพระราชฐานเป็นการส่วนพระองค์มายังเมืองชายแดนนี้

          “เด็กน้อย ถ้าเจ้ามีวิชาแพทย์จริงก็ช่วยเหลือด้วยแล้วจะตบรางวัลให้อย่างงาม แต่สถานที่นี้มันอันตรายเมื่อครู่ข้าสัมผัสได้ถึงระดับพลังที่เหนือกว่า” หนึ่งในทหารองครักษ์ว่าขึ้น หยางอินเหลือบตามองร่างเล็กข้างกาย ‘จะหนีไปไหนได้เล่า ในเมื่อพลังที่ว่านั่นมันมีต้นตอมาจากตรงนี้’

          “ไม่มีอะไรหรอกพี่ชายอาจจะเป็นสัตว์อสูรปล่อยกลิ่นอายเพราะเราไปรบกวนมันเข้าเท่านั้น อาการคนเจ็บสาหัสนักชักช้าจะมิทันการณ์” ว่าเสร็จหยางอินก็รีบวิ่งเข้าไป เสี่ยวอันส่ายหน้าไม่พอใจอย่างถึงที่สุด ‘คนพวกนี้จะฆ่าเจ้านะหยางอิน’

          เหล่าทหารแตกออกให้เด็กน้อยวิ่งเข้าไปดูพระอาการก่อนจะกระจายกำลังระแวดระวังภัย หยางอินรีบเข้าไปดูพระอาการเห็นพระพักตร์ซีด ทรงหายใจหอบถี่พระเนตรทั้ง 2 ปิดสนิทอย่างน่าเป็นห่วง หยางอินจับชีพจรประเมินเห็นว่าพิษลุกลามเกือบจะทั่วพระวรกายแล้ว ช้ากว่านี้ถึงกับสิ้นแน่ เขาตรวจโดยละเอียดอีกครั้งเห็นแผลเหมือนโดนลูกศรสีดำสนิท หยางอินใช้มือป้ายยกขึ้นดม “พิษจากดอกกั๋วซี่ รักษาไม่ยาก” ชายหนุ่มรำพึงซึ่งถูกไปแค่ 1 ส่วน คือพิษนี้ได้จากดอกกั๋วซี่ซึ่งมีแต่ในป่าหมอกพิษ แต่รักษาไม่ยากนั้นเห็นจะมีแต่เขา และเหล่าเทพเซียนเท่านั้นที่พูด เพราะปุถุชนคนธรรมดาต่อให้เป็นหมอหลวงก็คงอับจนหนทางเช่นกัน

          หยางอินเอายาขับพิษออกมาจากแหวนเทพไป่หูที่เขาพกติดตัวตลอดเวลาก่อนจะสอดใส่ไว้ใต้พระชิวหาด้วยต้องการให้ยาละลายแล้วถูกดูดซึมเข้าทางหลอดพระโลหิตฝอยโดยทันทีพร้อมถ่ายทอดพลังปราณเข้าเสริมฤทธิ์ยาอย่างรวดเร็ว ฉับพลันองค์ชายทรงรู้สึกร้อนไปทั่วพระวรกาย ทรงดิ้นพรวดพราดขับพระเสโทออกเป็นพระโลหิตแดงชุ่มมีสีดำปะปน เด็กหนุ่มใช้ผ้าขาวสะอาดที่ผ่านธาตุศักดิ์สิทธิ์ทำให้บริสุทธิ์แล้วซับออกจนกระทั่งหมดก็ทรงสงบลง หยางอินไม่รอช้าหายาบำรุงเลือด บำรุงกายและบำรุงปราณออกมาจนครบสูตร ก่อนจะเอายาใส่พระโอษฐ์ก็พอดีพระเนตรคู่งามนั้นลืมขึ้น

          “โอสถบำรุงกระหม่อม เสวยแล้วจะทรงดีขึ้น” ไม่รู้เพราะความสับสนหรือเพราะคนตรงหน้าเป็นเพียงเด็กจึงไร้ข้อกังขาที่จะปฏิเสธเลยเสวยโอสถนั้นพลันรู้สึกเย็นไปทั่วพระวรกาย เมื่อเสร็จสิ้นหยางอินจึงลุกขึ้น

          “เสร็จแล้ว ด้วยทรงถูกพิษหนักพักสักครู่ก็ทรงหาย” หยางอินว่าเหล่าทหารที่เห็นพระพักตร์องค์ชายขึ้นพระโลหิตฝาดไม่ได้ซีดเซียวอย่างแต่ก่อนก็อ้าปากค้างตกใจ

          “เหอะ คนเจ็บก็รักษาแล้วทีนี้จะเอายังไงกับการที่พวกเขาพุ่งหอกใส่เจ้าดี” เสี่ยวอันว่าอย่างไม่สบอารมณ์นายทหารทั้ง 5 ได้ยินเข้าก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั่วทั้งกายและเมื่อเห็นองค์ชายที่ค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นก็แทบจะทิ้งตัวร้องไห้ “เมื่อครู่ข้าได้ยินมาว่ารักษาเสร็จจะตบรางวัลให้ เช่นนั้นรางวัลที่ว่าข้าขอเป็นชีวิตพวกเจ้าเพื่อไถ่โทษเป็นไรกัน” สิ้นเสียงเสี่ยวอันเหล่าทหารก็ทรุดตัวคุกเข่าทันที

          “อภัยให้ข้าด้วย ข้านึกว่าพวกลอบทำร้ายองค์ชายจึงทำการโดยประมาทมิได้ไตร่ตรอง” นายทหารหนึ่งนั้นกล่าวขึ้นด้วยเห็นว่าพระคุณคนตรงหน้าที่มีต่อราชวงศ์นี้บั่นคอพวกเขาได้จริง ๆ

          “อภัยงั้นหรือ พี่ชายข้าเพิ่งจะอายุ 12 ขวบปีเท่านั้น พวกเจ้าถึงกับพุ่งหอกใส่ ลองข้าพุ่งใส่ลูกเต้าที่อายุเท่านี้แล้วขออภัยพวกเจ้าจะว่ายังไง” เสี่ยวอันโวยวายใหญ่ ใจจริงอยากจะฆ่าพวกป่าเถื่อนนี่ให้หมดเลยด้วยซ้ำ นับว่าตนเองยังเป็นทหารอยู่หรือ

          “ข้าขออภัยที่คนของข้าล่วงเกินพวกเจ้า แต่คนเหล่านี้ทำไปโดยเป็นห่วงข้า เอาอย่างนี้ซีเด็กน้อย เจ้าต้องการสิ่งใดให้บอกกล่าว เมื่อข้าถึงวังหลวงแล้วจะรีบหามาให้เพื่อทดแทนบุญคุณข้อที่พี่ชายเจ้าช่วยเหลือเราไว้ แต่ขอเว้นชีวิตพวกเขาไว้แล้วกัน” เป็นองค์ชายที่รับสั่งขึ้นท่ามกลางสถานการณ์เด็กข่มขู่ผู้ใหญ่เช่นนี้

          “พอเถอะเสี่ยวอัน ข้าก็ปลอดภัยดี” เป็นหยางอินที่พูดแทรกเด็กน้อยที่กำลังจะเถียง ถึงอย่างไรก็เป็นเชื้อพระวงศ์พูดผิดแต่ประการเดียวอาจถูกกล่าวหาว่าหมิ่นเบื้องสูงได้ ถึงแม้นว่าจะมีความชอบแต่ก็อาจต้องโทษประหารได้ทีเดียว “มิได้กระหม่อม เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเมตตา แต่กระหม่อมเป็นหมอเจอคนป่วยย่อมรักษาเป็นปกติวิสัย อย่าใส่พระทัยถือเอาเป็นบุญคุณเลย” หยางอินคำนับทูลตอบอย่างใจเย็น

          องค์ชายแห่งแคว้นถังทรงพระสรวลน้อย ๆ ด้วยโปรดนิสัยเด็กคนนี้ยิ่งนัก อายุเพิ่งจะ 12 ปีแต่คำพูดคำจาหรือกระทั่งกิริยาท่าทางนับว่าสมควรทีเดียว ช่างน่าแปลกที่คนรู้ธรรมเนียมราวได้รับการอบรมสั่งสอนมาดีเช่นนี้มาอยู่ในป่า

          “เอาเถอะ เช่นนั้นก็จงรับสิ่งนี้ไว้ แม้มิได้ใช้ก็เก็บไว้เป็นของที่ระลึกเถิดหนา ถือเสียว่าเป็นสินน้ำใจอย่าได้ปฏิเสธเลย” ทรงยื่นเหรียญทองสลักรูปโบตั๋นซึ่งเป็นดอกไม้ประจำราชวงศ์ หยางอินมองปราดเดียวก็รู้ว่าเหรียญนี้เป็นตรากล้าหาญที่ฮ้องเต้หรือองค์รัชทายาทจะใช้พระราชทานแก่ผู้ที่เห็นควร มันมีอำนาจชนิดสั่งเป็นสั่งตายได้ทีเดียวจึงไม่มีความเสียหายที่จะรับไว้ แน่นอนว่าตระกูลกู้ก็มีเฉกเช่นกัน และการที่ได้เห็นเหรียญนี้ก็เท่ากับว่าเชื้อพระวงศ์ตรงหน้าหาใช่ทั่วไปหากแต่เป็นองค์ชายรัชทายาทไม่ผิดตัวแน่ และที่โปรดให้เหล่าทหารเรียกองค์ชายเฉย ๆ คงเพราะมิต้องการให้ใครทราบความสำคัญมิเช่นนั้นอาจเกิดโศกนาฏกรรมแต่ถึงขนาดนั้นหน้าต่างมีหูประตูมีช่องก็ย่อมีผู้ล่วงรู้เลยเกิดเหตุการณ์นี้เข้า

          “เป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นพะยะค่ะ องค์รัชทายาท” หยางอินสะบัดมือเอางานอย่างธรรมเนียมจีนก่อนรับของแล้วโค้งคำนับพร้อมเอ่ยยศลองเชิง องค์รัชทายาทยกมุมพระโอษฐ์แย้มพระสรวล

          “เก่งนี่ เห็นแค่ตาก็รู้ว่าเราคือใคร”

          “ทรงกล่าวหนักเกินไปแล้วพะยะค่ะ” หยางอินทูลกลับอย่างถ่อมตัวก่อนเสียงภูติพันธะจะดังขึ้นในห้วงแห่งสำนึก

          ‘หยางอิน เจ้าคนชักช้า ถ้าเกิดเจ้าไม่รีบออกมาจากพวกมนุษย์นี้ข้าจะฆ่าองค์ชายนี่เสีย’ หยางอินเหลือบตามองภูติพันธะตัวน้อยที่จ้องมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้ออย่างเหลืออด

          “กระหม่อมขอพระราชทานอภัยโทษแทนน้องชายหากล่วงเกินพระองค์เข้า เขายังเด็กนักไม่รู้ประสา ตอนนี้ก็เหมือนจะอยากกลับบ้านเต็มทีแล้วอย่างนั้นขอทูลลาพะยะค่ะ” พูดจบสองพี่น้องก็หายวับไป

          “เดี๋ยว” องค์รัชทายาททรงเอ่ยห้ามแต่ก็ไม่ทันการณ์ เมื่อเด็กน้อยหายวับไปต่อหน้าต่อตาก็ทรงแปลกพระทัยมากทีเดียว เด็กประหลาดที่เนื้อตัวมีกลิ่นหอมเหมือนดอกไม้ทั้งสองคนนี่เป็นใครเหตุใดเก่งกาจนัก ทั้งเรื่องการแพทย์และศาสตร์ทางเวทย์มนต์ ด้วยการเคลื่อนที่ตรงหน้าเป็นเวทย์เคลื่อนย้ายแน่ ๆ และด้วยความที่มนต์มันยากคนที่ใช้เวทย์นี้ได้ 7 อาณาจักรคงสัก 50 คนเท่านั้นกระมัง ข้างฝ่ายเหล่าทหารองครักษ์เองก็ตกใจอ้าปากค้างจะถึงพื้นเสียแล้วด้วยมิเคยเห็นใครหายตัวได้ก็พาลไปนึกว่าทั้งสองอาจจะเป็นเทพเซียนจำแลงมา ดีนะที่พวกตนยังมีความเคารพอยู่บ้างมิได้ทำอะไรบุ่มบ่าม มิเช่นนั้นเขาไม่อยากจะนึกสภาพเลยทีเดียว

          “เจ้านะเจ้า ปล่อยเสือเข้าป่า” เสี่ยวอันว่าขึ้นเมื่อเข้ามาในคฤหาสน์ หยางอินยกยิ้มไม่ถือสาพลางหยิบเหรียญกล้าหาญขึ้นมาเชยชมเหมือนเขาได้กลิ่นอำนาจลอยออกมาจากเหรียญนี่เลยที่เดียว

          “เจ้าก็นะ แผ่นดินนี้ราชวงศ์เป็นใหญ่ควรผูกมิตรไว้ดีกว่าไปสร้างศัตรู ดูเอาเถิดแค่เหรียญกล้าหาญที่องค์รัชทายาทประทานมานี่ข้าสามารถสั่งคนเป็นคนตายได้ทีเดียวนะ” หยางอินว่าขึ้น

          “เจ้าว่าอะไรนะ เจ้าเจอองค์รัชทายาทและท่านประทานเหรียญกล้าหาญให้เจ้า” เป็นหยางอ้ายที่ทันเข้ามาได้ยินพอดีถามขึ้น

          “ขอรับ ท่านเสด็จมาเมืองชายแดนเป็นการส่วนพระองค์แต่ถูกลอบทำร้ายบาดเจ็บหนีมาอยู่ป่าเขตกลางนี่เองขอรับ ลูกไปเจอเข้าได้ถวายการรักษาเลยทรงเมตตาพระราชทานให้” เด็กชายตอบกลับมารดาที่ฟังแล้วลมจะจับ

          “แล้วนี่ตอนนี้ทรงประทับอยู่ที่ไหน” หยางอ้ายถามอย่างร้อนรน

          “น่าจะอยู่ป่าชั้นกลางที่เดิมขอรับ” อยางอินตอบก่อนจะตาเหลือกเมื่อนึกอะไรได้

          “นั่นมิใช่เขตสัตว์อันตรายดอกหรือ” สิ้นเสียงมารดาสองแม่ลูกก็หายวับไปปรากฏยังที่ที่ขบวนองค์ชายทรงเคยประทับอยู่แต่ก็ไม่เจอใครสัยแล้ว หยางอินเรียกเสี่ยวอันออกมาด้วย

          “ตามไปถวายอารักขาเถอะ” ว่าจบหยางอ้ายก็วิ่งไปด้วยความเร็วตามทางที่คิดว่าองค์รัชทายาทเสด็จผ่านและก็เจอจริง ๆ หยางอินกับเสี่ยวอันตามเข้ามาถึงติด ๆ สองแม่ลูกกับหนึ่งภูติหรือจะเรียกว่าสามแม่ลูกก็ไม่ผิดด้วยคิดไปว่าหยางอ้ายรักภูติน้อยเป็นลูกอีกคนในขณะที่เสี่ยวอันเองก็ยึดถือท่านแม่นายพันธะเป็นมารดาไปเสียแล้วติดตามขบวนองค์ชายไปอย่างลับ ๆ และก็ตามคาดมีสัตว์เจ้าถิ่นดุร้ายหลายตัวหมายเข้ามาแต่พอได้กลิ่นภูติจากเสี่ยวอันพวกมันก็วิ่งหากจุกตูดหนีไป หยางอ้ายและลูก ๆ นางตามส่งเสด็จถึงนอกป่าตามแต่นั้นแล้วแต่พระบุญญาธิการขององค์รัชทายาทล้วน ๆ เลยแล้วกัน

          นับเป็นเวลาหนึ่งเดือนผ่านไปที่พวกเขาบุกป่าหมื่นอสูร ด้วยความบริสุทธิ์ของธาตุธรรมชาติในผลึกมิติ หรือสมุนไพรหายากที่เกิดขึ้นราวกับดอกเห็ดบวกกับโอสถวิเศษของหยางอินสร้างสิ่งอัศจรรย์มากมาย เพราะตอนนี้มู่หลินทะลุขีดของเผ่าพันธุ์พัฒนามาสู่ระดับสีม่วงขั้นต้นแล้ว ลูก ๆ ของนางรวมทั้งมังกรน้ำซึ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นสายพันธุ์มังกรเจ้าวารีที่ฟักออกจากไข่ก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีแก่นปราณถึงระดับสีเหลืองตอนปลายแล้ว ดูเหมือนเด็กน้อยทั้งสามจะมีความสัมพันธ์และชื่นชอบที่จะอยู่ใกล้หยางอินเป็นพิเศษด้วยตอนเป็นไข่เขาถ่ายทอดปราณเข้าไปในไข่เพื่อส่งเสริมตัวอ่อนอยู่เสมอ ข้างฝ่ายหยางอ้ายเองก็เข้าสู่ระดับอาณาสีเขียวแล้วซึ่งเป็นระดับที่ร่างกายจะหยุดพัฒนาการเจริญเติบโตมันจึงเป็นเหมือนตราการค้าว่านางเป็นอัจฉริยะอยู่กราย ๆ สามารถเป็นปรมาจารย์เวทย์ได้ด้วยวัยเพียง 30 ต้น ๆ เท่านั้น แต่กระนั้นด้วยโอสถของหยางอินทำให้นางดูสวยงามผิวพรรณเปล่งปลั่งดังสาวอายุ 20 กลาง ๆ เท่านั้นเอง ข้างฝ่ายเหลาเฟิ่งเองตอนนี้ก็สามารถเข้าสู่ระดับราชันย์แปลงกายเป็นเด็กชายวัย 16-17 ปีได้นับว่ารูปงามทีเดียว ผู้เฒ่าเต่าไป่ซิ่วเองก็พัฒนาขึ้นเช่นกันในรอบหลายร้อยปีสี่ขั้นจักรพรรดิระดับปลายแล้ว ข้างฝ่ายเสี่ยวอันก็ไม่ได้น้อยหน้าตอนนี้แก่นปราณพัฒนาเข้าสู่สีฟ้าขั้นกลางแล้วเช่นกัน หรือแม้กระทั่งสัตว์ที่หยางอินรับมาเองก็ทะลุขีดจำกัดเผ่าพันธุ์ไปมาก  อย่างมากพวกที่แก่นปราณสีขาวก็ก้าวสู่สีเหลือง พวกที่สีเหลืองก็กลายเป็นสีเขียวแล้วเช่นกันและความเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพหลายอย่างก็เกิดขึ้น อย่างจิ้งจอกหลังเงินแต่เดิมพวกมันมี 1 หางตอนนี้พัฒนาเป็น 2 หางบ้าง 3 หางบ้าง และพวกแก่นปราณสีเขียวนี่เองก็มีสติปัญญามากขึ้น หลายตัวอาสาเข้ามารับใช้เด็กหนุ่มด้วยสำนึกในบุญคุณที่เขาช่วยให้พวกมันพัฒนาถึงขั้นนี้ได้ ตอนแรกเด็กหนุ่มก็ปฏิเสธแต่พวกมันก็ยังยืนยันพลางจัดตั้งกลุ่มทำนู่นทำนี่เพื่อแบ่งเบาภาระซึ่งก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากเท่าไรเนื่องจากทำอะไรไม่เป็นสักอย่างแต่นั่นก็ทำให้หยางอินใจอ่อนจับมาฝึกหัดพร่ำสอนโดยเฉพาะพรายไม้ ที่เขาเอามาอยู่ด้วยเยอะเป็นพิเศษ พวกมันมีลักษณะคล้ายมนุษย์มากชั่วแต่มีหูที่ยาวกว่าและนัยน์ตาสีเขียวมรกตเท่านั้น ตัวไหนที่พอจะสื่อสารได้แล้วและอาสาเขาก็จับมาสอนภาษาและงานบ้านงานเรือนถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้ที่คุณยายทวดสอน หรือกระทั่งความรู้ใหม่ที่ได้จากการอ่านหนังสือ เช่นการทอผ้าต่าง ๆ เป็นต้น ทำให้ตอนนี้มารดาและเขาเบางานไปโขด้วยมีเหล่าพรายน้ำมาช่วยคลายแรง และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ตอนนี้คฤหาสน์ของเขามีคนงานเต็มไปหมด หลายวันเข้าเหล่าพรายไม้ก็มาขอทำพันธะกับเขา หยางอินไม่รู้จะทำพันธะอะไรจึงเลือกทำพันธะรับใช้ซึ่งพวกมันก็เต็มใจเป็นอย่างดี ในอดีตเรียกว่าพันธะสัญญาทาสแต่หยางอินไม่ชอบชื่อนั้นเท่าไรนัก พอสัตว์ตัวอื่น ๆ ที่พอมีปัญญาทราบก็เสนอตัวทำด้วยกันเยอะแยะหยางอินก็สนองให้ไม่ขัดใจอีก แต่หากตัวไหนไม่พอใจจะทำเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรกลับปล่อยให้มีอิสระในผลึกมิติดังเดิม แต่ถึงอย่างนั้นก็สร้างความไม่พอใจแก่ภูติน้อย ด้วยมองว่ามันเป็นอักขระพันธะที่หยาบคายที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมาทีเดียว ลำบากหยางอินต้องง้อน้องเล็กอยู่หลายวัน ข้างฝ่ายหยางอินเองตอนนี้อายุ 13 ปีบริบูรณ์แล้ว และพัฒนาร่างกายจนสามารถเข้าสี่สีเหลืองขั้นกลางตามอาณาที่วิญญาณเขามีได้แล้ว นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีทีเดียวแต่ท้ายที่สุดเขาก็เลือกที่จะเปิดเผยเพียงสีขาวตอนต้นเท่านั้น ซึ่งข้อนี้หยางอ้ายก็เห็นด้วยเพราะนี่เมื่อเทียบกับวัยเดียวกันก็นับว่าอัจฉริยะอยู่มากทีเดียว

          1 เดือนก่อนการเปิดรับสมัครนักเรียนของสำนักศึกษาหลวงนี้ เป็นเวลาสมควรที่พวกเขาจะสร้างตระกูลขึ้นมาใหม่จริง ๆ และออกไปอยู่อาศัยด้านนอกเสียที

          ข้างฝ่ายสำนักงานสารบาญประชากรสังกัดกรมพลเรือนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการบันทึกจำนวนประชากรในแคว้น ในต่างจังหวัดหากต้องการเปลี่ยนชื่อแซ่ให้ไปเปลี่ยนที่อำเภอแต่ในเขตเมืองหลวงที่นี่ก็รับเปลี่ยนชื่อแซ่เช่นกัน และวันนี้ก็เป็นปกติดั่งเช่นทุกวันที่มีเหล่าพนักงานประจำโต๊ะนั่งจดเอกสารกันยิก ๆ บ้างก็นั่งอ่านหนังสือบ้างก็ฟุบหลับกับโต๊ะไปเลยก็มีนับว่าเป็นเหตุการณ์ปกติทีเดียวจนกระทั่งมีการปรากฏตัวของสองแม่ลูกคู่หนึ่งปรากฏตัวขึ้น ฝ่ายแม่นั้นสวมชุดขนแกะเขาโค้งสีขาวสะอาดก่อนจะทับด้วยเสื้อคลุมยาวหรูหราสีขาวแซมเงินเป็นรูปวิหคสะท้อนแสงวับวามซึ่งมันทำมาจากขนสุนัขจิ้งจอกหลังเงินในสวนที่ผลัดขนแล้วเหล่าพรายไม้ก็ไปเก็บเอามาถักทอเป็นลวดลายให้นายหญิงและนายน้อยนั่นเอง นับว่าสายพันธุ์นี้มีพรสวรรค์ด้านศิลปะเพราะขนาดงานแกะสลักผักผลไม้ ในปัจจุบันนี้พวกมันสามารถทำได้ประณีตกว่าหยางอินที่เป็นผู้สอนเสียอีก หยางอ้ายเดินอาด ๆ อย่างสง่าเข้ามาในสำนักงานเหล่าพนักงานต่างแตกตื่นวิ่งวุ่นมาให้การต้อนรับ ด้วยเครื่องแบบหรูหราทั้งยังสวมหมวกปีกลายดอกไม้มีชายผ้าขาวย้อยลงปกปิดหน้าจนมิดชิดยิ่งขลับให้ดูสูงส่งยิ่งขึ้นไปอีก ไหนจะคุณชายน้อยหน้าหยกที่นางจูงมือมาก็อยู่ในชุดขาวหรูหรามิต่างกัน สองแม่ลูกนี้หาใช่ธรรมดา ลางทีอาจเป็นเชื้อพระวงศ์เสด็จมาเป็นการส่วนพระองค์ก็เป็นได้

          “นายหญิงต้องการสิ่งใดให้ข้าน้อยรับใช้ขอรับ” หัวหน้าสำนักงานพูดขึ้น

          “ข้ากับลูกจะมาเปลี่ยนแซ่” หยางอ้ายตอบกลับไปสร้างความงุนงงให้กับเหล่าพนักงาน

          “เชิญนายหญิงและคุณชายด้านนี้ขอรับ” สองแม่ลูกเดินตามหัวหน้าสำนักงานไปยังโต๊ะโต๊ะหนึ่ง

          “เชิญท่านเขียนจำนงขอเปลี่ยนชื่อแซ่และส่งป้ายประจำตัวขอรับ” หยางอ้ายพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะส่งป้ายประจำตัวของตนเองกับของลูกชายให้หัวหน้าสำนัก

          “นายน้อยกู้...” เขาอุทานตกใจเมื่อเห็นชื้อกู้หยางอิน แสดงว่านายหญิงท่านนี้มีความสัมพันธ์กับท่านกู้มิผิดแน่ และเหมือนความสัมพันธ์นั้นจะจบลงแล้วนับเป็นข่าวใหญ่ทีเดียวที่คนสกุลกู้จะเปลี่ยนแซ่ ด้วยตระกูลกู้เป็นตระกูลใหญ่มีอำนาจล้นฟ้าเป็นรองเพียงฮ้องเต้เท่านั้น คนมากมายก็ล้วนต้องการใช้ชื่อแซ่กู้คุ้มกะลาหัวกันทั่วบ้านทั่วเมืองแต่สองแม่ลูกนี้กลับคิดจะเปลี่ยนเสียอย่างนั้น เขาอยากรู้จนตัวสั่นว่าสองแม่ลูกนี้จะเข้าตระกูลใดในเมื่อละทิ้งตระกูลที่เรืองอำนาจที่สุดไปเช่นนี้ ฉับพลันเจ้าสำนักก็ถูกแรงกดดันประหลาดทำให้ถึงกับเข่าทรุด

          “อย่าพูดจาส่งเดช ลูกข้ามิใช่คนสกุลกู้อีกแล้ว” เขาเงยหน้ามองสตรีเจ้าของเสียงถึงกับตาเหลือกตกใจ ละอองสีเขียวที่พวยพุ่งออกมานี่มิใช่ของระดับปรมาจารย์ดอกหรือ มีคนออกจากตระกูลกู้ว่าเรื่องใหญ่แล้วแถมคนที่ออกยังปรากฏตัวพร้อมกับปรมาจารย์อีกนับว่าเรื่องใหญ่มากเลยทีเดียว เขานึกไปถึงว่าสกุลกู้มีปรมาจารย์อยู่ 5 คน คนที่หนึ่งกู้ทิงเหมียนเจ้าตระกูล คนสองกู้เหวยทิงน้องชายเจ้าตระกูล และอีก 3 คนเป็นผู้อาวุโสของตระกูล แต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออกว่ามีสตรีคนใดในจวนที่มีพลังระดับนี้ได้พอนึกไปถึงว่าป้ายชื่อนายหญิงผู้นี้มาจากแซ่เซี่ยแสดงว่ามาจากสกุลเซี่ยเข้าเกี่ยวดองกับสกุลกู้แน่นอน เขาจะจดจำไว้ให้แม่นยำทีเดียว

          “นายหญิงระงับโทสะ ข้าน้อยขออภัย” หัวหน้าสำนักงานเอ่ยขึ้นเสียงสั่น

          “ท่านแม่ขอรับ ท่านเป็นผู้ใช้เวทย์ระดับปรมาจารย์ทีเดียวนะ การที่ท่านปล่อยแรงกดดันขนาดนี้ลูกมิลำบากแย่หรือ” หยางอินว่าอย่างใสซื่อก่อนที่ความกดดันจะหายไปทำให้หัวหน้าสำนักงานถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะลุกขึ้นทำหน้าที่ต่อ

          “นายหญิงกับคุณชายต้องการจะเปลี่ยนแซ่เป็นอะไรหรือขอรับ” ด้วยความอยากรู้จึงเสี่ยงจะถามไปแต่นายหญิงที่ว่ากลับไม่สนใจเลย เพียงแต่เขียนเอกสารที่ตนมอบให้จนเสร็จก่อนส่งคืน

          “ตระกูล จง” หัวหน้าสำนักงานอุทานตกใจ พยายามนึกว่าตระกูล ‘จง’ ที่ยอดปรมาจารย์หญิงผู้นี้จะไปอยู่เป็นของผู้ใดกันก็นึกไม่ออก ยิ่งสร้างความตกตะลึงแก่เขายิ่งนัก มิเท่ากับว่าสองแม่ลูกออกจากตระกูลยิ่งใหญ่ไปอยู่ตระกูลที่ไม่มีชื่อเสียงเรียงนามอะไรเลยหรือ

          “ข้ากับลูกจะได้ป้ายชื่อเมื่อใด” หยางอ้ายไม่สนใจท่าทีแปลกประหลาดกลับถามออกไป หัวหน้าสำนักงานสะดุ้งตกใจก่อนจะได้สติ

          “ขอรับ ขอรับรอไม่นานทีเดียว” ว่าเสร็จก็รีบวิ่งรนรานเข้าไปข้างในให้ช่างทำป้ายชื่อโดยเลือกไม้เนื้อดีที่สุดในการทำใช้เวลาไม่นานก็ออกมายื่นให้สองแม่ลูก

          หยางอ้ายยิ้มรับป้ายชื่ออย่างยินดีก่อนจะเดินออกจากสำนักงานไป และเป็นไปตามคาดหลังลับร่างสองแม่ลูกเหล่าพนักงานก็รุมซักไซ้ไต่ความกับหัวหน้าสำนักงานทันที หยางอ้ายกับหยางอินยกยิ้มพอใจเห็นทีข่าวยอดปรมาจารย์หญิงสายเวทย์ผู้ปรากฏตัวกับนายน้อยอดีตตระกูลกู้ซึ่งออกจากตระกูลแล้วจะแพร่กระจายไปไวราวกับเขื่อนแตกตามที่คิด ด้วยทั้งหมดเป็นแผนของสองแม่ลูกที่ได้วางไว้ก่อนหน้าให้หยางอ้ายแสดงอาณาปราณสีเขียวเพื่อให้สภาปราชญ์ได้รู้ข่าวแล้วมาเชิญนางไปเป็นสมาชิกนั่นเอง หลังจากเปลี่ยนแซ่เสร็จเป้าหมายต่อไปคือการหาจวน หยางอ้ายจูงมือบุตรมุ่งตรงไปยังร้านนายหน้าที่ดินทันที พวกเขาเลือกอยู่นานสองนานก็เลือกที่ดินผืนหนึ่งอยู่ในเขตเมืองหลวงชั้นกลางแต่ค่อนข้างชนบททีเดียว และนั่นเป็นเรื่องดีที่จะไม่วุ่นวาย มันเป็นพื้นที่ที่กว้าง หยางอินวางแผนจะเอาสมุนไพรมาลงเยอะแยะเพราะในมิติของเขาเต็มไปด้วยสมุนไพรหายากก็จริง แต่สมุนไพรธรรมดาแทบจะไม่มีเลยและหมายใจจะให้ตระกูลจงทำการค้าสมุนไพรอีกด้วย แถมที่ดินผืนนี้มีเรือนอยู่แล้วด้วยจะได้ไม่ต้องเสียเวลาสร้างใหม่ซึ่งนั่นก็แลกมาด้วยราคาที่แพงแสนแพง แต่กระนั้นหยางอินก็ยังซื้อที่ดินที่หนึ่งไม่ใกล้ไม่ไกลพร้อมทั้งให้นายหน้าติดต่อสร้างอาคารและโกดังไว้ด้วยเพื่อทำการค้าสมุนไพรและเปิดร้านอาหาร นับว่าการออกมาครั้งนอกเทียวนี้ผลาญสมบัติเทพไป่หูไป 1 ส่วน 4 ทีเดียวแต่มันก็คุ้มค่ามากในสายตาเด็กหนุ่ม หยางอ้ายตกลงทำสัญญาซื้อขายกับนายหน้าเสร็จสรรพก็แจ้งไปว่าจะย้ายเข้าในอีก 3 อาทิตย์ข้างหน้าเพื่อให้ทางร้านได้เตรียมทำความสะอาดไว้รอ พอเสร็จสิ้นพวกเขาก็เดินไปในที่ลับตาคนก่อนจะหายตัววับเข้าไปในผลึกมิติที่หลัง ๆ มาหยางอินกับหยางอ้ายจับไต้ได้ว่าสามารถใช้เวทย์เคลื่อนย้ายเข้าไปได้โดยไม่ต้องผ่านประซุ้มแล้วแต่นั่นก็ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของอย่างหยางอินก่อนล่ะนะ

          ในระหว่าง 3 อาทิตย์ที่จะออกไปอยู่ข้างนอกทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องพร้อม หยางอินใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเตรียมเหล่าสัตว์ที่คิดเห็นว่าสามารถเอาไปด้านนอกได้ให้พร้อม จนกระทั่งครบกำหนด ตอนนี้มีสัตว์เลี้ยงที่เข้าสู่ระดับแก่นปราณสีฟ้าถึง 60 กว่าตนสามารถกลายร่างเป็นคนได้หยางอินคัดเลือกมา 50 ตนหมายใจจะเอาไปอยู่ในจวนด้วย ส่วนที่เหลือก็ให้ฝึกฝนบ่มเพาะในนี้ต่อไปและคอยช่วยเหลืองานในผลึกมิติ มู่หลินตอนนี้เข้าสู่ระดับจักรพรรดิขั้นกลางนางออกความเห็นว่านางพอแล้วสำหรับขั้นนี้นับว่าเลยขีดจำกัดเผ่าพันธุ์มาเยอะแล้ว เช่นเดียวกับเต่าดินที่มาถึงขั้นสัตว์เทพเจ้าแล้วก็รู้สึกเพียงพอมิต้องการจะพัฒนาอีก ข้างฝ่ายเหลาเฟิ่งก็เข้าสู่ราชันย์ตอนกลางแล้ว เด็กน้อยทั้งสามอันได้แก่ มู่หลานกับมู่หลายลูกชายทั้งสองของมู่หลินและมังกรเจ้าวารีที่หยางอินเรียกว่า ‘จินจิน’ เองก็เข้าสู่อาณาสีเขียวทำให้สามารถสื่อสารได้แล้ว ข้างฝ่ายจินจินตอนนี้ยอมทำพันธะกับหยางอินแล้วด้วย เด็กน้อยในร่างมังกรมักมาเออเซอะออดอ้อนเขาพร้อมเรียกว่า ‘ท่านพ่อ’ ด้วยความผูกพันกับพลังปราณในตัวเด็กหนุ่ม ถึงจะแปลกไปบ้างที่เด็ก 13 จะมีลูกเสียแล้วแต่หยางอินมิได้ว่าอะไร เป็นหยางอ้ายที่รู้สึกชอบใจหนักหล่อนมักเรียกจินจินว่า ‘หลานสาวของย่า’ เสมอ และคาดหวังเฝ้ารอเมื่อมังกรน้อยสามารถเป็นคนได้ ข้างฝ่ายหยางอ้ายเองก็ทะลุเป็นปรมาจารย์ขั้นกลางแล้ว นางจึงขอหยุดพักก่อนยังไม่อยากเข้าสู่ราชันย์ในเร็ววันนี้ เสี่ยวอันเองก็เข้าสู่สีฟ้าขั้นปลายแล้วนับว่าเร็วกว่าคนในเผ่าพันธุ์ที่กินเพียงสมุนไพรในป่าร้อยภูติยิ่งนัก และเจ้าตัวก็คิดจะหยุดพักบ้างเพราะภูติเมื่อเข้าสู่แก่นปราณสีม่วงจะหยุดการเจริญเติบโต เขาเองไม่อยากหยุดอยู่ที่เด็ก 5 ขวบเช่นนี้เช่นกัน ส่วนหยางอินระยะ 3 สัปดาห์นี้แทบไม่พัฒนาขึ้นเลยด้วยมัววุ่นแต่กับการปรุงยาขุนทุกคนให้เลื่อนระดับ ไหนจะต้องถ่ายพลังปราณบำรุงสมุนไพรที่ต้องทำเพิ่มขึ้นอีกเนื่องจากใช้เยอะและเผื่อเหล่าสัตว์ต่าง ๆ กินด้วย แต่นั่นก็ไม่เดือนร้อนอะไรเพราะเขาก็พอใจอาณาสีเหลืองนี้มากทีเดียว พอตระเตรียมทุกอย่างเสร็จก็ถึงเวลาที่นัดหมายพอดี หยางอินแต่งแต่งฉีเหว่ลิงลมให้เป็นหัวหน้าพ่อบ้านตระกูลจง แต่งตั้งหนิงหนิงพรายไม้อาวุโสสุดเป็นหัวหน้าสาวใช้คอยจัดการงานบ้านงานเรือนต่าง ๆ แต่งตั้งจวินฉีกระทิงสายฟ้าเป็นหัวหน้าดูแลความปลอดภัยพร้อมแบ่งหน้าที่ให้กับคนอื่น ๆ จนเสร็จสรรพ

          หยางอินให้ฉีเหว่ หนิงหนิงและจวินฉีนำคนไปจัดเตรียมของที่จวนก่อนในวันรุ่งขึ้นโดยเขาได้ซื้อรถม้า 3 คันกับม้าธรรมดาที่มีแก่นปราณเพียงระดับก่อกำเนิดเท่านั้นมา 6 ตัวไว้สำหรับโดยสาร ก่อนตนเองกับคนที่เหลือจะตามเข้าไปในอีกวัน โดยทำทีว่าวิ่งออกมาจากต่างจังหวัดมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงมิให้ใครสงสัยเท่านั้น เมื่อถึงจวนก็เกณฑ์ไพร่พลไปขึ้นทะเบียนเป็นคนสกุลจงกันหมด นับเป็นการเริ่มต้นสกุลที่ดีทีเดียว

.......................................................................

วันนี้ลงเร็วเพราะมีสอบ และคิดว่าสอบเสร็จน่าจะทิ้งร่างลงไปเลย แฮ่ๆ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น