บ่ายสอง
facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 3 นอนบ้านฉันไหม

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 นอนบ้านฉันไหม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ธ.ค. 2561 09:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 นอนบ้านฉันไหม
แบบอักษร

“โคโค่ฉันคิดว่าเธอน่าจะสนใจของอันนี้”  ในวันหนึ่งที่อากาศขมุกขมัวคีแกนก็ส่งไอแพดให้หญิงสาวดูข้อมูลบางอย่าง

            “ปิ่นเงิน?”  โคโค่เลื่อนดูภาพถ่ายปิ่นปักผมที่ทำขึ้นจากเงินแท้แต่ดูหมองนิดหน่อย  ปลายปิ่นมีพลอยสีสวยขึ้นเป็นรูปดอกไม้สองดอกเล็กๆ  ใจกลางเกสรทำจากทับทิมสีแดงสด  แม้จะดูมีราคาแต่ไม่ใช่ของชื่อดังของศิลปินคนใดเพราะดูแล้วปิ่นชิ้นนี้น่าจะออกจากร้านจิวเวอร์รี่มาไม่เกินห้าหกปีนี้

            “อันนี้เป็นของสั่งทำจากร้านดีจีไดมอนด์”  คีแกนให้ข้อมูลเพิ่ม

            “แล้วยังไง  เห็นๆ อยู่ว่าไม่คุ้มที่จะขโมยดูยังไงก็ไม่เกินห้าพันเหรียญ”  เธอเลื่อนดูรูปถ่ายปิ่นหลายๆ มุม

            “ไม่ใช่ที่ราคาแต่เป็นประวัติ  ของชิ้นนี้อยู่ในพิพิธภัณฑ์เอกชนครูสฮันเตอร์”

            “ชื่อประหลาดจัง”  โคโค่ขมวดคิ้ว

            “เป็นพิพิธภัณฑ์สะสมของอาถรรพ์น่ะ  แบบว่าของแรงๆ มีประวัติความเป็นมา”

            “ถ้าจำไม่ผิดเมื่อ 10 ปีก่อนเราเคยไปยกเค้าแหล่งรวมของอาถรรพ์ในโบสถ์บาร์ธาซ่าร์  ในหนึ่งร้อยชิ้นที่ว่าผีดุนักดุหนามีอยู่แค่ชิ้นเดียวที่มีจริงๆ แถมเป็นผียัยแก่เทซซี่ที่หลงๆ ลืมๆ จนต้องอยู่ในผ้าพันคอเพราะเดินสองก้าวก็ลืมว่าจะไปไหนนั่นอ่ะนะ”  ตอนนั้นเธอขนขยะเข้าบ้านของแท้  มีตั้งแต่ช้อนยันโคมไฟแตกเพราะคิดว่าเอาของไปฝากหลวงพ่อก็คงจะเฮี้ยนอยู่  แต่พอเอาเข้าจริงผีจริงๆ กลับไม่มีเยอะอย่างที่คิด  เพราะแบบนั้น 100 ปีผ่านมาครึ่งทางเธอจึงทำตามคำขอแล้วปลดปล่อยวิญญาณไปได้แค่ 249 ดวงรวมกับเจ้าหญิงโซฟีน่าเมื่อไม่กี่วันก่อนด้วย

            หาวิญญาณว่ายากแต่ก็ยังไม่ยากเท่าทำภารกิจตามคำขอ  บางดวงวิญญาณมีแรงอาฆาต  โกรธแค้นและเจ็บปวด  เธอจึงต้องทั้งเยียวยาวิญญาณทั้งลงมือล้างแค้นให้  บางครั้ง 1 เดือนถึงสำเร็จ  บางครั้ง 1 ปีถึงลุลวง  ทั้งเธอ คีแกนและชักกี้จึงหวังตามหาวิญญาณว่าง่ายและภารกิจง่ายๆ เช่นเจ้าหญิงให้มากหน่อย  แต่คนตายจนต้องไปสิงสิ่งของต่างๆ จะมีเรื่องราวง่ายๆ เช่นนี้ทุกคนเสียที่ไหนกัน

            “ฉันตรวจสอบแล้วว่าประวัติเป็นเรื่องจริง  ปิ่นอันนี้ปักอกผู้หญิงคนหนึ่งและผู้หญิงคนนั้นต้องเจ็บแค้นสุดๆ แน่  วางสองหมื่นเหรียญกับเลมอนทั้งเข่งอันนี้มีผีสิงแน่นอน”  คีแกนวางเดิมพันก่อนจะหันไปตะโกนถามชักกี้ที่เดินขึ้นมาจากห้องใต้ดินพอดี  “นายล่ะ  คิดว่าจะมีวิญญาณในปิ่นอันนี้ไหม”

            “ฉันเชื่อในวิทยาศาสตร์”  ชักกี้เปิดตู้เย็นก่อนจะอุ้มหัวเบนขึ้นมาจดๆ จ้องๆ ตรวจสอบอะไรบางอย่างอย่างพิจารณา

            “แต่นายเห็นผีนะ!”

            “ผีมีในโลกด้วยเหรอ  ที่เห็นนั่นชิ้นส่วนขี้ไคลที่นายทำหลุด”  ชักกี้เก็บหัวเบนเข้าตู้เย็นไปใหม่ก่อนจะเดินกลับลงไปห้องใต้ดินอีกครั้ง

            “ที่มันพูดหมายความยังไง”  คีแกนหันมาถามโคโค่ด้วยความงุนงง  เขาบอกแล้วว่ามันเป็นคนพูดไม่รู้เรื่องแถมยังเข้าใจยาก

            “นายอาบน้ำครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”  หญิงสาวขยับตัวออกห่างเขาเล็กน้อย  “ดูเหมือนเขาจะแขวะอยู่นะ”

            “สารเลวชักกี้!!  มึงด่ากู”  คีแกนผุดลุกแล้ววิ่งลงไปยังห้องใต้ดินเพื่อชำระความ  ทิ้งให้โคโค่นั่งหน้าเหรอหรา  เธอใช้คำว่าแขวะแต่สมองของคีแกนตีความไปแล้วว่าโดนด่าอยู่  เห็นได้ชัดว่าเขามีปัญหากับการทำความเข้าใจเรื่องปฏิสัมพันธ์สมาคมทางคำพูดกับคนอื่นๆ อย่างมาก  

            สุดท้ายด้วยแรงคะยั้นคะยอโคโค่จึงตกลงขโมยปิ่นนั่นจากพิพิธภัณฑ์ครูสฮันเตอร์  งานนี้เรียกว่าง่ายยิ่งกว่าวิ่งราว  เพราะที่แห่งนี้ถึงจะเรียกว่าพิพิธภัณฑ์แต่ก็เป็นของเอกชนเล็กๆ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวที่ชอบเรื่องราวลึกลับมาดูแบบวันต่อวัน  ประตูเป็นแบบกุญแจคล้อง  กล้องวงจรปิดธรรมดาและไม่มีสัญญาณกันขโมยก็แน่ล่ะใครจะคิดว่าจะมีคนมาขโมยของผีสิงแบบนี้กัน

            “รอบนี้ไม่ต้องทิ้งขนนกล่ะ  ขายขี้หน้าฉายาแบล็กวิงซ์ที่มาขโมยของผีสิง”  คีแกนส่งเสียงผ่านหูฟังจิ๋ว

            “นายให้ฉันมาขโมยไม่ใช่หรือไง”  โคโค่มองปิ่นเงินที่วางไว้บนแท่นในตู้กระจก  ด้านล่างมีประวัติถึงความเฮี้ยนต่างๆ แต่กลับมีที่มาแบบคร่าวๆ เท่านั้น  เห็นได้ชัดว่าเรื่องราวพยายามหลบเลี่ยงการกล่าวถึงบุคคลที่สาม

            “อย่างว่าแหละหมาน้อยมักแทะไม่เลือก  เธอจะทิ้งไว้ก็ได้นะ”  คีแกนยังฝอยอย่างต่อเนื่อง  วันนี้เขาทำแค่หน้าที่ควบคุมกล้องวงจรปิดเท่านั้น

            “ระยำคีแกน...ต่อหน้าฉันทำไมถึงไม่ด่า  พอฉันทำงานทีไรถึงได้ปากหมานักวะ”

            “เธอเคยต่อยฉัน”

            “เพราะวันนั้นนายบอกว่าฉันอ้วนขึ้น”  เรื่องแบบนี้เอามาล้อเล่นกับผู้หญิงได้เหรอ

            “อ๋อ...วันหลังจะบอกแค่ว่าอวบๆ แล้วกัน”  คีแกนหัวเราะ

            “ระยำ!”

            “เธอด่าคำนี้มาร้อยปีแล้วพัฒนาบ้างล่ะโคโค่  แค่นี้นะอีก 5 นาทีระบบวงจรปิดจะทำงาน”  คีแกนตัดสัญญาณทันที  การขโมยรอบนี้ของโคโค่ไม่มีอะไรที่เขาต้องห่วง

            หญิงสาวสบถทิ้งท้ายอีกสองคำก่อนจะไขตู้กระจกด้วยลวดเส้นเล็ก  การกระทำรวดเร็วฉับไวและเบากริบ  ปิ่นเงินธรรมดาๆ ก็มาอยู่ในมือ  เธอยัดปิ่นเงินเสียบร่องอกระหว่างชั้นในเพราะวันนี้ใส่เสื้อรัดรูปสีดำพร้อมลวดในกระเป๋าแจ๊กเก็ตและมีดสั้นที่เหน็บด้านหลังอยู่เล่มเดียว  ส่วนรถก็จอดห่างไปอีกสองบล็อกเพราะครั้งนี้เน้นความคล่องตัวอย่างที่สุด

            ถนนมืดๆ กับอากาศชื้นๆ ของหน้าฝนทำให้โคโค่เร่งฝีเท้าออกจากบริเวณที่ตั้งพิพิธภัณฑ์  อันที่จริงเจ้าของคงคิดว่าหากจะให้ได้บรรยากาศของพิพิธภัณฑ์อาถรรพ์ที่ตั้งก็ควรจะเปลี่ยวสักหน่อยอะไรประมาณนั้นแล้วก็สำเร็จเสียด้วยเพราะตอนนี้มันได้บรรยากาศน่าดู  อย่างกับว่าจะมีผีโผล่มาแฮ่ใส่ไม่ตอนใดก็ตอนหนึ่ง  ตึกร้างสองข้างทางมืดสนิท  แสงดวงจันทร์สลัวราง  ถ้ามีเสียงหมาป่าหอนเธอจะคิดไปไกลถึงขั้นมีผีดูดเลือดดักรอเหยื่ออยู่ด้วย

            หญิงสาวมองซ้ายมองขวาเท้าก็ก้าวไปอย่างไม่ขาดจังหวะ  เธอไม่ได้กลัวผีแต่หากใครเคยเข้าบ้านผีสิงจะเข้าใจความรู้สึกเธอตอนนี้  แบบว่าบรรยากาศมันพาไปพอให้ใจตุบๆ ต่อมๆ เลือดสูบฉีดแล้วก็ตกใจแบบเอ๊ะๆ เมื่อผีโผล่มาพอให้คุ้มค่าตั๋ว  แน่นอนว่าหากไม่ใช่ผีเธอก็เตรียมเชือดคอคนดวงซวยแล้วหมกศพมันไว้ตรงซอกตึกเช่นกัน

            “คิตตี้!” 

            “อ๊า!..ตายห่าไปเลยคีแกน!!”  เสียงที่ทะลุผ่าความเงียบและความมืดทำให้โคโค่โวยวายด้วยความตกใจแต่ไม่วายสาปแช่งคนไปพร้อมๆ กัน  และคีแกนซวยไปก่อนคนแรกเพราะเพิ่งกวนโมโหเธอมา          

            “เวลาเธอตกใจเธอด่าคนหรือไง”  ซีโร่เดินออกมาจากมุมตึกร้างข้างทาง

            “ซีไร่!  โผล่มาดีๆ มันจะตายไหม...ใจหล่นตุ๊บๆ เลย”  เธอเก็บมีดสั้นที่แอบดึงออกมาเข้าที่เดิม

            “เธอเป็นโจรนะ”  ชายหนุ่มยกยิ้ม

            “โจรก็ตกใจได้แล้วห้ามเรียกฉันว่าคิตตี้อีก” 

            “ห้ามได้เหรอ  เห็นเธอแต่งตัวออกศึกทีไรเหมือนแมวป่าทุกที”  เขากวาดมองไปทั่วร่างระหงที่ใส่ชุดดำรัดรูปเพื่อความคล่องตัว  เธอมักทำให้เขาหลงใหลเสมอ...เซ็กซี่เป็นบ้า

            “งั้นก็แคทไม่ใช่ลูกแมว  แล้วมาทำไม? จะแย่งของอีกเหรอ”  พักนี้เธอรู้สึกว่าเขาตามติดเธอแปลกๆ

            “ขอดูหน่อยเอาอะไรมา”  ชายหนุ่มแบมือพรางสืบเท้าเข้าหาหญิงสาว

            “ของราคาไม่กี่เหรียญ  ครั้งนี้ให้ไม่ได้เด็ดขาดถ้าแย่งฉันฟาดกระบาลนายแน่”

            “ที่รัก...เธอก็รู้ว่าเรื่องนี้เธอสู้ฉันไม่เคยได้”  ซีโร่เข้าประชิดร่างนุ่มนิ่ม  ทว่าเขาไม่อาจดูถูกโคโค่ได้เลย  เธอปราดเปรียวและว่องไวเหมือนนางแมวป่า  กรงเล็บที่ซ่อนเอาไว้ก็แสนคมกริบเช่นตอนนี้ที่มีดสั้นเงาวับตวาดเฉียดผ่านลำคอของเขา  สำหรับเขาแล้วโคโค่ไม่เคยออมมือให้สักครั้ง

            ชายหนุ่มเอนตัวหลบแล้วขยับเข้าประชิดเธอใหม่  มือซ้ายตะปบแล้วบีบก้นเต่งตึงของเธออย่างฉวยโอกาส  “ที่จริงฉันยากฟาดก้นเธอมากกว่า  ถ้าเธอจะอยู่นิ่งอีกนิด” 

            “ระยำซีโร่!”  โคโค่ดีดตัวออกห่างชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว  เธอรู้ว่าเธอไม่เคยสู้กันด้วยกำลังกับเขาได้สักครั้ง  แล้วทุกครั้งเขามักจะลวนลามก้นเธอเหมือนเป็นเรื่องที่ต้องทำสักครั้งยามพบหน้า

            “โคโค่เธอจะด่าทุกคนว่าระยำไม่ได้”  ซีโร่หัวเราะ  เธอก็เป็นแบบนี้ไม่พอใจก็ระยำ  อยากด่าก็ระยำ  อ๋อ...สารเลวอีกคำด้วย

            “สารเลวซีโร่!”  เธอเปลี่ยนใหม่  อันที่จริงเธอใช้สองคำนี้จนชินแล้ว

            “จะให้ฉันดูของดีๆ ไหม  ฉันรู้ว่ามันอยู่ตรงไหนในร่างเธอ  ถ้าได้จับรับรองว่าจะไม่ปล่อยนะบอกไว้ก่อน”  เขายอมรับว่าตอนนี้กำลังจะกลายเป็นคนระยำขึ้นจริงๆ แล้ว  กว่าร้อยปีเขาปรารถนาเธอมาตลอดแต่ตัวเขาที่มีกลิ่นอายความตายจึงไม่อยากเข้าใกล้จนทำให้เธอรู้สึกแย่แม้แต่น้อย  แม้เธอจะเป็นฟินิกซ์แต่เขาก็ไม่อยากเห็นเธอเจ็บปวด  เขาจึงใช้เวลา 100 ปีฝึกฝนควบคุมความดำมืดในตัวเองจนตอนนี้เขากลายเป็นนายของมัน  ควบคุมมันไว้แบบเบ็ดเสร็จได้แล้ว

            “ทำไมนายถึงชอบมาแย่งของๆ ฉันนะ  ครั้งนี้มันเป็นแค่ปิ่นเงินธรรมดาจริงๆ”  โคโค่เบะปาก  เธอเองก็ไม่ได้เก่งกาจมาจากไหน  ชีวิตมีแค่ขโมยและขโมยให้สู้รับปรบมือก็พอเอาตัวรอด  แต่จะให้สู้กับซีโร่ที่เป็นเหมือนปีศาจร้ายเธอจะเอาอะไรไปฟัดกับเขา

            “กล้าพูดว่าเป็นของเธอทั้งที่เพิ่งขโมยมาเนี่ยนะ...ส่งมา”  เขาไม่สนว่ามันราคาเท่าไหร่  แต่เขาสนว่าวิญญาณในปิ่นต้องการอะไร  เขารู้ว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่  ตลอดร้อยปีจึงสอดมือเข้ามาเกี่ยวแล้วแย่งบางส่วนไปเพราะรู้ว่าคำขอไม่ธรรมดา  วิญญาณทุกดวงก็เป็นมนุษย์มาก่อนมีทั้งกิเลสและตัณหา  ขอเพียงคำขอคาบเกี่ยวกับการสร้างความลำบากให้เธอเขาจะชิงตัดหน้าทำลายทิ้งเสียเอง  เขาเป็นบุตรของเทพแห่งความตายการสัมผัสเสี้ยววิญญาณจึงเป็นเรื่องง่ายๆ เหมือนพลิกฝ่ามือ 

            “ไม่!!”  แย่งของจากมือโจรก็เรียกว่าหยามกันแล้ว

            “ดี...ฉันก็รอคำปฏิเสธนี่แหละ”  ซีโร่แสยะยิ้มร้ายกาจเหมือนหมาป่าจ้องเหยื่อ  เขาคว้าข้อมือเล็กที่ตวัดมีดได้เฉียบคมแต่ก็ไม่ไวพอสำหรับเขาก่อนใช้รูปร่างที่ได้เปรียบดันร่างเล็กที่สูงเพียงแค่อกติดกำแพงของตึกร้าง  มืออีกข้างที่ว่างของเธอเขาจัดการตรึงมันแล้วพลิกไพล่หลังไว้พร้อมเสร็จสรรพ

            โคโค่หน้านิ่วเมื่อหลังอัดเข้ากับกำแพงจนเจ็บ  เธอแทงเข่าเข้าสีข้างของชายหนุ่มอย่างแรงแล้วเตรียมบิดข้อมือข้างที่ถือมีด  ทว่าซีโร่กลับบิดกลับจนมีดหล่นพร้อมจับมือเธอไพล่หลังไปคู่กันกับข้างที่ไปรอแล้วก่อนหน้า  เขาใช้มือซ้ายมือเดียวรวบข้อมือของหญิงสาวเอาไว้เป็นอันดับสุดท้ายก่อนมองอกอวบที่แอ่นขึ้นเล็กน้อยอย่างพอใจ

            “เข่าแหลมขนาดนี้ตอนอยู่บนเตียงก็ด็อกกี้เถอะ  ไม่อย่างนั้นซี่โครงได้หักกันพอดี”  เขาพูดขำๆ ก่อนจะจับปลายคางเล็กแล้วโยกไปมาเหมือนเล่นกับลูกหมาลูกแมว  “ดื้อ”

            “ปล่อยแล้วฉันจะหยิบของให้”  เธอสะบัดหน้าให้หลุดจากมือเขา  แพ้เป็นโจรไม่ได้เสียศักดิ์ศรีอะไรถ้าจะกลับคำ

            “เธอตัดสินใจช้าไปแล้ว”  ซีโร่ใช้ปลายนิ้วเกี่ยวเสื้อกล้ามตัวในที่ถูกคลุมทับด้วยแจ๊กเก็ตไม่ติดกระดุม...เนื้อเข้าปากมีหรือเขาจะไม่ขย้ำ

            มือของเขาล้วงลงไปในคอเสื้อเธอตรงร่องอก  ปลายนิ้วของเขาลากสัมผัสความอวบอิ่มเต็มตึงอย่างอ้อยอิ่ง  กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวหญิงสาวยิ่งเสริมความเย้ายวนและปลุกอารมณ์เขาจนไม่อยากปล่อยมือ

            “ถ้านายล้วงสุ่มสี่สุ่มห้าฉันสาบานเลยว่านิ้วนายได้กุดแน่”  โคโค่จ้องหน้าเขา  ปิ่นมันไม่ได้ล้วงยากล้วงเย็นสักหน่อย 

            “โคโค่วันนี้เธออยากไปบ้านฉันไหม”  เขามือสั่นกับจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่  เมื่อก่อนก็แต่หยอกเย้าแล้วก็ปล่อยแต่ไม่เหมือนกับครั้งนี้

            “ระ...”  เธอยังไม่ทันด่าจบคำปากอุ่นร้องของเขาก็ประกบจูบลงมา  เขาบดขยี้รุนแรงจนกลีบปากเธอแทบช้ำ  ลิ้นร้อนลวกของเขาพยายามแทรกเลาะไปตามแนวฟันของเธอ  เธอจึงเม้มปากแน่นเพื่อต่อต้านเขา

            “อ้าปาก”  เขากระซิบก่อนจะกัดปากล่างเธออย่างแรง

            “อ๊ะ!”  เพียงเผยอปากลิ้นร้อนลวกของเขาก็แทรกเข้ามา  สัมผัสไม่คุ้นเคยและความใกล้ชิดขนาดนี้ทำให้โคโค่ชะงักอึ้ง  เธอสับสนไปหมดว่าเขาเป็นอะไร  ปกติแล้วทั้งเธอและเขานอกจากปะทะฝีปากเล็กน้อยยามแย่งของกันแล้วก็ปะทะฝีมือแบบที่เธอมักเป็นฝ่ายแพ้  พอเขาได้ของที่ต้องการไปก็เลิกแล้วต่อกัน  ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่...วันนี้เขาเหมือนกับว่าความอดกลั้นสิ้นสุดลงแล้ว  เหมือนกำแพงที่เคยตั้งตระหง่านพังทลายไม่เหลือซาก

            ซีโร่ที่ตะโบมจูบเหมือนคนอดอยากรู้ดี  เธอคิดถูกว่าความอดกลั้นเขาสิ้นสุดลงแล้วจริงๆ  เขาไม่ต้องอดทนมองเธอห่างๆ อีกต่อไป  จะว่าเขาเป็นโรคจิตก็ใช่  เป็นจอมร้ายกาจก็ดีแต่เขาต้องการเธอ  ต้องการมาตลอดและต้องได้  เขาจะจับเธอมาอยู่กรงของเขาพันธนาการปีกไฟที่แสนอิสระของเธอให้บินอยู่ในสายตาของเขา

            ชายหนุ่มเหมือนคนคลั่งหลังได้รสลิ้มรสสัมผัสแสนหวานจากปากนุ่มนิ่ม  ลิ้นของเธอช่างไร้เดียงสาและน่ารักที่มาพร้อมกับลมหายใจแสนเย้ายวน

            “ฉันเป็นจูบแรกของเธอ”  เขาถอยห่างออกมาเล็กน้อย  ยิ้มพรางเลียริมฝีปากตนเองเหมือนได้เหยื่อที่แสนถูกใจ

            “สารเลวซีโร่  คนระยำ”  โคโค่หน้าแดงก่ำปากเห่อร้อนเหมือนกับสัมผัสของเขายังไม่จางหาย  กลีบปากล่างมีรอยฟันของเขาที่กัดทิ้งเอาไว้

            “ไปบ้านฉันเถอะ”  เขาไม่สนว่าเธอด่า...คำพวกนี้ชินเสียแล้ว  ชายหนุ่มอดใจไม่อยู่กดหอมแก้มนิ่มไปสองฟอดใหญ่ๆ

            “ปล่อย!  แล้วเอาปิ่นไป”  เธอบอกเขาหน้าตึง  คนบ้าอะไรชวนไปบ้านอยู่นั่นแหละ  เธอไม่ได้ซื่อจนคิดว่าเขาชวนไปนั่งดูสารคดีผสมพันธุ์ที่บ้านเฉยๆ เสียหน่อย

            “โคโค่ฉันต้องการเธอ”  เขาสารภาพ

            “แต่ฉันไม่”  รู้จักกันมาเกือบร้อยปีนี่เป็นครั้งแรกที่ซีโร่แสดงตัวตนจริงๆ ให้เธอเห็น  เขาร้อนแรงขัดภาพชายเสื้อขาวที่แสนสงบ  ปากเธอแตกจากรอยกัดเล็กน้อยคิดว่าเขาคงมีอารมณ์ดิบสายเอสซ่อนอยู่ในตัวแน่ๆ  ผู้ชายคนนี้...อันตราย

            “ดื้อ”  ชายหนุ่มสอดมือล้วงลึกลงไปในคอเสื้อเธอ  เขาจงใจปัดปลายนิ้วผ่านยอดถันเล็กๆ ไปมาจนเธอสะดุ้งเฮือก  เขาดื่มด่ำกับไข่มุกเม็ดเล็ก  ปากคอแห้งเป็นผงรู้สึกหิวนมขึ้นมาเสียดื้อๆ  ซีโร่ต้องใช้สำนึกดีทั้งหมดที่เคยมีในชีวิตคว้าปิ่นออกมาแทนที่จะบีบขย้ำเต้าขาวๆ แล้วก้มดูดกลืนมันแทน

            “ขอจูบอีกทีแล้วจะพาไปส่งที่รถ”  เขาเก็บปิ่นใส่กระเป๋าเสื้อก่อนก้มลงจูบเธอใหม่  ครั้งนี้เขาบังคับชักนำให้เธอตอบโต้เขา  ปลายลิ้นแสนช่ำชองของอดีตเพลย์บอยเกี่ยวกระหวัดจนหญิงสาวอ่อนระทวยตัวแทบรูดลงไปกองกับพื้น 

หลังโคโค่ถูกจูบจนสมองเบลอเธอก็เดินตามมือที่จับจูงต้อยๆ เหมือนลูกหมาเชื่องๆ  อีกมือของเขาก็หมุนปิ่นเงินในมือไปมา  ก่อนจะพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ

“อันนี้จะช่วยก็ช่วยเถอะ  แต่มือต้องเปื้อนเลือดหน่อยนะ”  เขาเสียบปิ่นกลับไปในร่องอกเธอ

“นายรู้ได้ยังไงว่าฉันจะทำอะไรที่ไหน”  หญิงสาวได้สติจึงถามเขาทันที  เขาโผล่มาแย่งของๆ เธอได้ถูกจังหวะตลอดจนน่าเจ็บใจ

“ตามฉันกลับบ้านสิแล้วจะบอก”

“ไม่!”  เธอไม่อยากรู้แล้ว

“ไม่ถามเหรอว่าทำไมฉันถึงจูบเธอ  ถ้าพูดให้ถูกคืออยากนอนด้วยในความหมายที่ว่านอนแบบแก้ผ้า”  ชายหนุ่มถามอีกครั้งขณะที่คนทั้งคู่เดินออกมาถึงบล็อกที่สองอันเป็นที่ๆ พอจะมีร้านรวงการค้าหนาตาหากจอดรถแล้วหายไปไม่นานจะไม่มีคนสงสัยเท่าใดนัก

“ไม่!”  เธอพูดคำเดิมหน้าแดงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้  เหมือนกับว่าร้อยปีที่ผ่านมาเพิ่งรู้จักเขาจริงๆ ก็วันนี้

“ดื้อ!”  เขามาส่งเธอถึงรถจริงๆ  ชายหนุ่มเปิดประตูรถให้แต่ก่อนจะปิดยังไม่วายหาเศษหาเลยขอของแถมหอมแก้มเธอทิ้งท้าย  “แต่แบบนี้แหละที่ฉันชอบ  น่าฟัดดี”

โคโค่รีบขับรถออกไปด้วยมือสั่นๆ เขาจะจัดจ้านโผงผางไปหน่อยมั้ง  บอกผู้หญิงโต้งๆ อย่างนี้เลยเหรอว่าอยากนอนด้วย  ถึงจะรู้จักกันมานานก็เถอะแต่มาลอกคราบปีศาจดิบๆ ให้เห็นแบบกะทันหันใครบ้างจะไม่ผวา

ซีโร่มองท้ายรถที่กระชากวิ่งออกไปด้วยความเร็วยิ้มๆ  อันที่จริงเขาเคยจีบผู้หญิง  แต่จีบในแง่เพื่อฟันแล้วแยกย้าย  อดีตคนรักที่เคยคิดว่าจะแต่งงานด้วยก็เป็นต่างคนต่างเข้าหา  ทว่าเขาไม่เคยไล่ตามใครอย่างบ้าคลั่งเป็นร้อยปีแบบนี้  เขารักเธออยากได้เธอก็พูดตรงๆ เข้าใจง่ายกว่าอ้อมไปอ้อมมาเยอะ...ก็อยากได้จริงๆ นี่  รับรองว่าได้มาแล้วจะดูแลอย่างดี  หน้าที่สามีไม่ขาดตกบกพร่องแน่นอน

ถนนเส้นยาวพาดผ่านทะเลทรายที่แสนโดดเดี่ยว  หญิงสาวที่ถูกจับจองเพราะดันไปยื่นร่มให้คนๆ หนึ่งจนเกิดความสัมพันธ์บางอย่างแสนยาวนานหัวอื้ออึงนิดหน่อย  เธอโมโหเขา  โกรธจนควันออกหูแต่กลับไม่รังเกียจเขา  ตั้งแต่เธอออกจากเกาะคนบาปเธอรู้จักผู้ชายเพียงสามคน  สองคนคือเพื่อนสารเลวอีกคนเรียกได้ว่าความสัมพันธ์คลุมเครือแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็เป็นสิ่งพิเศษบางอย่างและเป็นคนระยำ

------

เรื่องนี้พระเอกเอสหน่อยๆ นะคะ  ดิบๆ แต่ไม่ซึนนัวแรงสุด  ตื้อสุด  ดื้อสุดด้วย 5555

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น