มอมิ้น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เมื่อผมเป็นได้เพียงตัวร้าย ตอนที่11

ชื่อตอน : เมื่อผมเป็นได้เพียงตัวร้าย ตอนที่11

คำค้น : เมื่อผมเป็นได้เพียงตัวร้าย ตอนทีึ่11

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.1k

ความคิดเห็น : 77

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ธ.ค. 2561 20:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
เมื่อผมเป็นได้เพียงตัวร้าย ตอนที่11
แบบอักษร

ตอนที่11

#เมื่อผมเป็นได้เพียงตัวร้าย



ช่วงสายของวันแซมกำลังนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่บนเก้าอี้ตัวยาวภายในตัวอาคารขนาดกว้างที่มีผู้คนมากหน้าหลายตากำลังเดินผ่านไปมากันให้ขวักไขว่ ครบกำหนดวันที่พวกเราจะต้องเดินทางไปดูงานกันที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแซมไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเนื่องเพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่จะได้เดินทางออกนอกประเทศ แต่ครั้งนี้คงมีเรื่องน่ารำคาญใจนิดหน่อยก็ตรงที่มีแขกไม่ได้รับเชิญอย่างฟีนห้อยสอยติดมาด้วย แซมเบ้ปาก มองไปที่หญิงสาวที่กำลังคุยจ้ออยู่กับพ่อและแม่ของนายเหมือนสนิทสนมกับอีกคนมากเสียเต็มประดา ทำตัวยังกับตัวเองไม่มีผัวทั้งที่ก็ยังไม่ได้เลิกกับไบค์ซะหน่อย


ถึงแม้ว่าทางฝั่งของไบค์จะเหมือนตัดการติดต่อหรือให้ความสนใจต่อฟีนไปแล้ว

แต่ถึงยังไงคนทั้งคู่ก็ยังถือว่าอยู่ในฐานะคนรักของกันและกันอยู่ดี


“ไร้ยางอาย” แซมพึมพำกับตัวเอง เขาขมวดคิ้วหงุดหงิดที่เห็นฟีนกำลังตีสนิทกับแม่ของนาย

“เดี๋ยวถ้ากลับมาจากญี่ปุ่นฟีนจะเอามาให้ดูนะคะ คุณแม่ของฟีนท่านก็สนใจเรื่องพวกของตกแต่งบ้านชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ทำจากไม้เหมือนกัน...อยู่ที่บ้านของฟีนมีแจกันโบราณอันนึง สวยมากเลยนะคะ...ว่างๆคุณน้าลองให้นายพาเข้ามาดูก็ได้” เธอพูดน้ำไหลไฟดับเหมือนว่าชาตินี้เพิ่งจะหัดพูดได้คล่อง แซมกลอกสายตามองบน เล่ห์เหลี่ยมของผู้หญิงนี่มันน่ากลัวเหมือนอย่างที่ใครต่อใครว่าจริงๆ พอมองไปที่นายพบว่ารายนั้นกำลังยืนคุยเรื่องงานอยู่กับพ่อของตัวเองนั่นยิ่งเบิกทางให้ฟีนสามารถเข้าตีสนิทแม่ของอีกคนได้เข้าไปอีก


“นี่แซม ฝากดูน้องด้วยนะ...ถ้าเรื่องไหนน้องไม่เข้าใจก็ช่วยๆบอกด้วยละ” แต่พอแม่ของนายหันมาคุยกับเขาเอง แซมก็ยิ้มอย่างผู้ชนะให้แก่หญิงสาวที่กำลังยืนชักสีหน้า

“ผมว่าต้องเป็นนายมากกว่าที่ดูแลผม”

“ไม่หรอก ยังไงถ้าเรื่องงานแซมก็เก่งกว่านายอยู่แล้ว”


“ฮะฮ่าขอบคุณครับ” เขาได้แต่ยิ้มรับไปและแม่ของนายก็เดินเข้ามาลูบหัวของคนตัวเล็ก นั่นยิ่งทำให้ฟีนรู้สึกหงุดหงิดเข้าไปอีก แต่เธอก็พยายามไม่แสดงท่าทางอะไร เพราะแซมจะสนิทกับครอบครัวของนายก็คงไม่แปลกเพราะทั้งคู่เป็นญาติกัน ส่วนเขาไม่ได้สนิทกับทางพ่อแม่อีกคนก็เพราะว่าพวกเราเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนที่ไม่ได้บ่อยที่จะมาบ้านของกันและกัน


แต่เดี๋ยวอีกไม่นานหรอก

พ่อกับแม่ของนายจะไม่ได้รู้จักเธอในฐานะแฟนของไบค์ แต่จะต้องรู้จักเธอในฐานะของลูกสะใภ้ตางหาก


“ไปกันเถอะ ต้องขึ้นเครื่องแล้ว” กระทั่งเสียงของนายดัง

“เดี๋ยว!” และแซมพูดขัดขึ้นนั่นทำให้ทุกสายตาหันกลับมามองคนตัวเล็กว่ามีอะไร และแซมยิ้มกว้าง

“ยังมีอีกคนนึงครับที่กำลังจะมาถึง”

“.........”

“อะ...นั่นไงมาแล้ว!...ไบค์ ทางนี้!!” ตอนนี้ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้างเมื่อพบว่าคนที่แซมกำลังเรียกให้เดินมาหาคือใคร คนรักของเธอที่ไม่ได้ติดต่อกันมานับอาทิตย์ กระทั่งที่มาเจอกันในตอนนี้ฟีนถึงต้องขยับตัวออกห่างจากนายแล้วออกไปยืนคนเดียวให้ดูเหมือนว่าเธอมาที่นี่เพียงเพราะเรื่องงานเท่านั้น


“พี่ไบค์?ทำไมไม่เห็นมีใครแจ้งผมก่อนว่าจะมีคนนอกมาด้วย” เสียงจากนายถาม

“คนนอก?มึงใช้คำว่าคนนอกไม่ได้สิไอ้นาย บริษัทกูก็ถือหุ้นอยู่กับของมึงตั้งเยอะแยะ แถมงานตัวนี้ที่บริษัทมึงจะรับเข้ามา เราก็คุยกันไม่ใช่หรอว่าจะร่วมลงทุนด้วยกัน...เพราะงั้นกูจะมาดูงานด้วยมันแปลกหรอวะ” ประโยคจากปากของไบค์เรียกรอยยิ้มพึงพอใจจากแซม เพราะไบค์มันยังมีไหวพริบดีและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เพราะความเจ้าเล่ห์ของมันเสมอ นายทำเพียงพ่นลมหายใจ เพราะดูท่าทางคงไม่พอใจเท่าไหร่กับการที่ต้องมีไบค์มาร่วมการเดินทางด้วย


คงจะตั้งใจอยากไปสวีทกับนังผู้หญิงคนนั้นซะเต็มที่หละสิ

หึ ฝันไปเถอะ


“คิดว่ามึงจะไม่มาซะแล้ว” ระหว่างที่กำลังเดินไปขึ้นเครื่องแซมพูดขึ้น

“ต้องมาสิพี่ มีอะไรสนุกๆให้ทำตั้งเยอะจะไม่มาได้ไง” เอ่ยจบคำไบค์เดินนำเขาแล้วตรงไปหาร่างบางของหญิงสาวที่เดินนำอยู่ แซมแอบยิ้ม อยากรู้ว่าไบค์มันจะทำอะไรที่ให้เขาได้เซอไพร์สอีก


“ช่วงเรานี้ไม่ได้คุยกันเลยนะ”

“ก็พี่ไม่ติดต่อฟีนมาเองไม่ใช่หรอคะ” หญิงสาวถามคนรักกลับและไบค์กระตุกยิ้ม

“กลัวโทรไปเจอตอนอยู่กับผู้ชายคนอื่นอะดิ เลยไม่โทรดีกว่า”

“.......!”

“ห้องที่ซื้อให้เอาคนอื่นมานอนกี่คนแล้วหละ....หรือแค่ไอ้นายคนเดียว” ประโยคไม่สะทกสะท้านและใบหน้าที่ไม่ได้มีความเจ็บปวดหรือเศร้าอะไรเหมือนจะสร้างความตกใจให้ฟีนเสียมากกว่า เพราะอย่างน้อยไบค์ควรจะมีเสียใจบ้างที่รู้ว่าแฟนตัวเองนอกใจ แต่นี่...


“งั้นเราก็เลิกกันเลยเถอะค่ะ ฟีนจะได้คบกับนายแบบเปิดเผย”

“โอเคครับ ตามสบาย” แม้เธอจะลองใจอีกคนไปแบบนั้น แต่ไบค์ก็ยังตอบรับเหมือนไม่แคร์อะไร หญิงสาวชะงักนิ่งไป เธอทำได้เพียงมองตามร่างสูงของคนรักที่เดินนำขึ้นเครื่องไปแบบไม่สนใจใยดี ฟีนกำหมัดแน่น ภาพที่เห็นคือแซมที่กำลังหัวเราะเหมือนถูกใจอะไรบางอย่างเมื่อไบค์พูดบางอย่างให้ฟัง


นี่สินะ

เหตุผลที่ไบค์ทิ้งเธอไปแบบไม่ใยดี....


“เป็นอะไรไป” แต่เสียงจากนายที่เดินตามหลังมาและเอ่ยถามทำฟีนต้องเปลี่ยนสีหน้า

“เปล่าหรอก แค่ทะเลาะกับพี่ไบค์นิดหน่อยน่ะ...เหมือนพี่เขาจะมีคนอื่นที่ถูกใจมากๆ แต่ฟีนชินแล้วหละ” ท้ายประโยคที่ยิ้มออกมาแต่แสร้งทำนัยตาเศร้า อย่างน้อยตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าไบค์ไม่สนใจเธอ อีกไม่นานก็คงจะโดนชายหนุ่มเฉดหัวเพราะงั้นทางที่ดีควรทำตัวให้นายสงสารเข้าไว้จะดีกว่า โดนไบค์ทิ้งมาก็จะได้ยังมีนายที่ดูแลเธอต่อเพราะไม่งั้นได้อดตายไม่มีเงินใช้จ่ายกันพอดี


“ทะเลาะอะไรกัน”

“เรื่องเดิมๆ พี่เขาคงอยากจะเลิกกับฟีนแล้วหละ” เธอพูดเสียงเศร้าและนายเพียงพยักหน้ารับก่อนเดินนำออกไป ถึงตรงนี้ฟีนตาโต อย่างน้อยอีกคนควรจะพูดในเชิงที่ว่าไม่เป็นไรยังไงก็ยังมีนายอยู่ หรืออะไรทำนองนั้นสิ


แต่นี่ทำไม....


“กรี๊ดดดด!” เธอส่งเสียงกรีดร้องจนคนรอบข้างที่ผ่านไปมาหันมองด้วยความตกใจ

“มองอะไร!ไม่เคยเห็นคนกันหรือไง!” ตอนนี้ทั้งอารมณ์ที่ถูกทิ้ง อารมณ์ที่อยากเอาชนะแซมกำลังทำให้หญิงสาวคลั่งแทบบ้า เธอเดินตามคนทั้งสามไปยังส่วนของชั้นบินเฟิสคลาสที่ทางด้านของนายจองเอาไว้ เหตุการณ์ตรงหน้าที่เธอเดินขึ้นมาเจอ


“พี่มานั่งกับผมสิ” เสียงของไบค์พูดบอกแซม

“แล้วไม่นั่งกับแฟนตัวเองหรือไง?” ซึ่งนายถามไบค์พร้อมหันมองอีกคนสลับกับการมองฟีนด้วย

“ผมมีเรื่องงานที่ต้องคุยกับพี่แซม”

“.......”

“ตามมา” ก่อนประโยคนี้นายจะหันไปสั่งแซมซึ่งคนตัวเล็กมีท่าทีหนักใจแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ที่จะเดินตามหลังนายไปยังส่วนที่จองเอาไว้ เพราะเป็นชั้นเฟิสคลาสดังนั้นพื้นที่เลยถูกจัดแบ่งไว้เป็นส่วนตัว นายซื้อตั๋วไว้สี่ใบเพราะการจองของที่นี่คือเป็นเตียงกึ่งนั่งกึ่งนอนที่ติดกันสองที่เลยทำให้ต้องซื้อเป็นคู่ และถ้าเกิดไบค์ไม่มาด้วยแซมคิดว่าเขาคงจะต้องได้โดนไล่ให้ไปนั่งคนเดียวแน่ แต่ที่จริงแล้ว...


“ทำไมไม่นั่งกับฟีนหละ เห็นกะมาสวีทกันไม่ใช่หรอ”

“ก็บอกว่ามีเรื่องงานจะคุยด้วย อย่าสำคัญตัว” โดนนายสวนมาแบบนี้แซมเลยเงียบปากลง คนตัวเล็กเพียงนั่งลงยังเก้าอี้อีกตัวที่ว่างซึ่งอยู่ติดกับนาย ห้องถูกแบ่งไว้เป็นโซนส่วนตัวอย่างดี แอร์โอสเตจเพียงเดินมาดูแลพวกเราก่อนเครื่องจะขึ้น แต่เมื่อเครื่องบินขึ้นฟ้าและสงบแล้วพวกเธอก็ไม่ได้มากวนใจอะไรเพราะภายในนี้มีอาหารและเครื่องดื่มเตรียมไว้ให้เสร็จสรรพ


..ครืดด.. ระหว่างที่นั่งอยู่ข้อความจากไลน์เด้งขึ้น แซมรีบกดเปิดเพราะเห็นว่ามาจากไบค์


//ไง ถ้าผมไม่มาด้วยมีหวังพี่ไม่ได้นั่งกับไอ้นายหรอ// และแซมรีบกดพิมพ์ตอบกลับไป

//ส่วนมึงก็ได้นั่งกับเมียไม่ใช่หรอ ก็ควรดีใจนี่//

//ไม่อะ ผมมานั่งที่ที่ผมจองไว้ ฟีนนั่งคนเดียว// เจอข้อความนี้ที่ไบค์ส่งกลับมาแซมยิ่งพึงพอใจ ถ้าให้เดาในตอนนี้หญิงสาวคงกำลังนั่งโวยวายด่าเขาอยู่เป็นแน่ ถึงตรงนี่แซมลองชำเลืองมองไปที่นายซึ่งก็กำลังนอนเล่นโทรศัพท์ของตัวเองอยู่เหมือนกัน คนตัวเล็กขมวดคิ้วเพราะตอนแรกอีกร่างบอกว่ามีเรื่องงานจะคุยด้วยนี่


“นาย มีเรื่องอะไรจะคุยกับพี่หรอ”

“ไม่มี” แต่คำตอบที่ได้ทำแซมขมวดคิ้ว

“แต่เมื่อกี๊บอกว่ามีเรื่องงานจะคุยไม่ใช่....”


“เงียบดิ ดูหนังอยู่” ซึ่งนายตัดบทมาแบบนี้นั่นทำให้แซมต้องขมวดคิ้วก่อนพูดลอยๆใส่คนที่นอนอยู่ข้างกัน

“ทีหลังอยากให้มาอยู่ด้วยก็บอกตรงๆก็ได้”

“.......” นั่นทำให้นายหันหน้ามามองเขาด้วยแววตาเรียบเฉย

“สุดท้ายก็กลับมาตายรังอยู่ดี” แซมพูดต่อ


“มั่นใจอะไรขนาดนั้น” และเสียงทุ้มถามกลับมาเหมือนกำลังคุยเรื่องที่ไม่ได้สำคัญอะไร ดวงหน้าและแววตาที่เรียบนิ่งไร้ความรู้สึกใดทำให้แซมเริ่มไม่อยากจะสนทนากับนายในตอนที่อีกคนมีท่าทางแบบนี้ มันเดาอารมณ์ยากว่าคนตัวสูงกำลังคิดอะไร ถ้านายโกรธเขาก็จะได้รับมือถูก แต่ว่าตอนนี้...


“แค่ยังอยากเล่นด้วยกับยังรักอยู่ มันต่างกันนะ...แยกแยะให้ออก”

“.......”

“แล้วหุบปากได้แล้ว น่ารำคาญ” พูดจบประโยคนายหันกลับไปสนใจหนังที่กำลังเปิดอยู่ในหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองต่อ แซมถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนพลิกตัวหันหลังให้อีกคนแล้วนอนเล่นโทรศัพท์ของตัวเองไปแบบเงียบเชียบ แอร์ที่เย็นและบรรยากาศภายในห้องหรูที่ถ้าไม่มองออกไปนอกหน้าต่างก็คงไม่รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่บนท้องฟ้า เตียงนอนแสนนุ่มที่เหมาะสมกับตั๋วราคาแพง แซมเผลอหลับไปก่อนรู้สึกตัวอีกครั้งกับสัมผัสเย็นชืดจากบางสิ่งบางอย่าง


เขาลืมเปิดเปลือกตาขึ้นมา

และกลุ่มผมสีดำขลับของใครบางคนคือสิ่งแรกที่เขาได้เห็น


..หมับ.. มือเล็กจับหมับเข้าที่เส้นผมนิ่มและนั่นทำให้ใบหน้าคมที่ซุกไซร้อยู่กับซอกคอของเขาในตอนแรกต้องเงยขึ้นมอง รอยยิ้มมุมปากของนายคือสิ่งที่ได้รับ แซมรู้สึกไม่ปลอดภัยกับท่าทีแบบนี้ของอีกคน


“อย่านาย...ถ้าเกิดแอร์โฮสเตจเข้ามา....”

“ผมแจ้งเขาไปแล้วว่าให้เข้ามาอีกทีตอนที่เครื่องจะลง”


“........” คนตัวเล็กเงียบ ดวงตาคู่กลมกำลังสั่นระริกเมื่อเห็นว่านายหยิบอะไรออกมา

“เอานี่มาให้ด้วย คิดถึงมันมั้ย” เข็มฉีดยาแท่งเล็กที่ภายในนั้นบรรจุน้ำสีใสข้นเอาไว้


แซมรู้ดีว่ามันคืออะไร

และดวงหน้าหวานส่ายรัวเป็นคำตอบให้แก่คนตัวสูงที่ท้าวแขนคร่อมอยู่บนร่าง


“ปกติไม่เคยต่อต้านนี่ ทำไม...ห่างกันแค่นี้ทำเป็นไม่อยากใช้มันหรอ”

“หมอบอกพี่ว่าให้งดใช้สารเสพติด แต่พี่ไม่ได้เล่นยา..และนั่นมันหมายความว่า”

“เอ้าฉลาดนี่ รู้ด้วยหรอว่าสภาพตัวเองเป็นแบบนี้เพราะอะไร” คำถามของนายดังกลับมาทั้งเสียงกลั้วหัวเราะ แซมพยายามจะดิ้นออกจากคนบนร่างแต่มือหนาของนายรวบแขนของเขาทั้งสองข้างเอาไว้พร้อมกดมันลงบนเตียง  ดวงตาคู่กลมกำลังแข็งกร้าว มันมีอาการหวาดหวั่นอยู่ในนั้นแต่แซมเลือกที่จะจ้องนายด้วยความโกรธเคือง


“ปล่อย!”

“อะไร!มึงจะไปไหน!” เสียงทุ้มตะโกนถามมาพร้อมมือหนาที่เข้ากระชากท้ายทอยของคนที่ดิ้นไม่หยุด

“มีอะไรกันเฉยๆไม่ต้องใช้ยาก็ได้...” แซมพูดออกมาอย่างหมดหนทาง


“ไม่เอาหรอก อย่างพี่มันไม่มีค่าพอที่จะเสวยสุขกับร่างกายผมแบบสนุกๆหรอก”

“.............”

“ถ้ายังหน้าด้านจะอยู่ก็ต้องเจอแบบนี้แหละ ถ้าเกิดว่ารับไม่ได้...งั้นก็เลิกยุ่งกับผมไปสิ”

“...........” และนาย ก็เพียงแค่ทำทุกวิธีทางเพื่อที่จะไล่เขาออกไปจากชีวิตเท่านั้น แซมนอนมองอีกคนเงียบ ดวงตาของเขายังคงจ้องอยู่กับดวงตาคู่คมที่ไร้แววเห็นใจหรือสงสาร ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นเมื่อสัมผัสเย็นเชียบจากปลายเข็มกำลังเกลี่ยที่บริเวณข้อพับแขน


...ฉึก...


“อ้ะ..!” แซมส่งเสียงร้องเมื่อมือหนาแทงเข็มในมือลงอย่างไม่เบาแรง เมื่ออีกคนดึงออกมีเลือดสีแดงสดที่ไหลซึมตามออกมาจากรอยเข็ม พวกเรายังคงมองหน้ากัน แววตาของแซมสั่นระริกแต่นายกำลังยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ ผ่านไปเพียงไม่นานเท่าไหร่ร่างกายของแซมเหมือนร่องรอย ร่างกายเล็กขยับเบียดเข้าหา นายไม่ต้องใช้กำลังในการบังคับเพราะในตอนนี้มันเป็นแซมเสียเองที่กำลังร่ำร้องหาความสุขจากเขา


ผ่านไปเนิ่นนานกับบทเพลงรักเร่าร้อนที่เคล้าคลอเสียงครางหวีดร้องของความเจ็บปวด

แซมร่ำร้องหามัน ยิ้มกว้างพึงพอใจทั้งที่น้ำตาและเลือดในกายรินไหล

ร่างกายที่ตอบสนองความรุนแรงแต่ในใจกลับปวดหนึบ กายเล็กบิดเร้าโต้ตอบแท่งเนื้อร้อนที่กำลังขยับเข้าออกภายในร่าง รอยช้ำจากการขบกัดและรอยบีบจากมือหนา เลือดและรอยแตกที่มุมปากจากแรงกัดของคนตัวสูง


“เจ็บ....” ส่งเสียงเล็กเครือออกมากับการร้องคราง

“หึ ชอบหรือเปล่า”

“อะอื้ออชอบ” ไร้สิ้นสติแต่ภายในใจยังรับรู้ถึงทุกความเจ็บปวดที่มันปวดหนึบ


ร่างกายสุขสมแต่ในใจกลับปวดร้าว

ปากยิ้มกว้างส่งเสียงร้องครางแต่นัยน์ตากลับเศร้าและมีน้ำตารินไหล


“ใครเป็นเจ้าของ อ๊า....บอกให้ฟังหน่อยสิว่าใครเป็นเจ้าของชีวิต” เสียงทุ้มถามออกมาแหบพร่า

“นาย...อ้ะ...เป็นของนาย พี่รักนายนะ...มีแค่นายคนเดียว”

“ดี”

...หมับ!... มือหนาบีบเข้าที่ปลายคางเล็ก ก่อนดวงตาคมจะจ้องนิ่งไปที่ดวงหน้าหวาน


“แล้วอย่าเสือกไปเอากับใครอีก อย่าคิดว่ากูไม่รู้...ถ้าคิดจะยังหน้าด้านกับกู แม้แต่ไอ้ไบค์ก็ห้ามไปนอนกับมัน”

“........” แซมพยักหน้ารับ

“ต่อให้คนทั้งโลกจะไม่มีใครรู้ว่ามึงเป็นของใคร แต่มึงเองจะต้องรู้แล้วจำใส่หัวเอาไว้ ว่ามึงเป็นของกูได้แค่คนเดียว”



...........................................

....................


ไบค์กำลังมองหาร่างของคนตัวเล็กที่ควรจะเดินลงมาจากเครื่อง ผู้คนมากหน้าหลายตากำลังเดินลงมาแต่กับคนที่ไบค์กำลังมองหาอย่างแซมกลับยังไร้วี่แวว ดวงตาคู่คมกำลังมองโดยรอบก่อนไปสะดุดเข้ากับร่างของหญิงสาวอดีตคนรักที่เดินผ่านเขาไปแบบไม่ใยดี ริมฝีปากได้รูปกระตุกยิ้ม เขาไมได้รู้สึกเสียดายเลยซักนิดกับการที่จะต้องเสียเธอไป แค่หาผู้หญิงมานอนด้วยซักคนมันไม่ได้ยาก ฟีนมันต้องการแค่เงิน และเขาก็แค่ปรนเปรอในสิ่งที่เธอต้องการไปเมื่อได้รับสิ่งที่เขาเองก็ต้องการอย่างเซกส์จากเธอกลับมา เอาเป็นว่า ต่างคนต่างได้รับในสิ่งที่ตัวเองต้องการก็แล้วกัน


“.........!” แต่แล้วดวงตาของไบค์ก็หันไปเจอกับแซมที่กำลังเดินลงมา เขารีบเดินเข้าไปหา

“ไง พี่อยู่กับมัน...” และเสียงทุ้มชะงักไปเมื่อสายตาสบเข้ากับร่องรอยที่เมื่อก่อนขึ้นเครื่องแซมยังไม่มีมัน

“พี่แซม ทำไมปากพี่มีรอยแตก”

“หรอ” คำตอบของแซมสั้นและเรียบนิ่ง มองลึกเข้าไปในดวงตาคู่หวานมันดูเซื่องซึมและเหม่อลอย


และไบค์ก็ไม่ได้ใสซื่อถึงขนาดจะไม่รู้ว่าแซมกำลังอยู่ในอาการอะไร

เขารีบหันกลับไปมองยังคนที่เดินอยู่ตามหลังอย่างนาย


“ไอ้นาย มึงทำอะไร” ถามไปแค่นี้แต่รู้ว่านายคงรู้ว่าไบค์พูดถึงเรื่องอะไร

“เปล่านี่ครับ” ก่อนได้คำตอบนี้มาจากเด็กหนุ่มพร้อมรอยยิ้มมุมปาก นายเดินนำหน้าพวกเขาสองคนไปหาฟีนที่กำลังยืนรออยู่ ไบค์มองคนทั้งคู่ก่อนส่ายหน้า ไบค์พอจะดูออกว่าบนเครื่องเกิดอะไรขึ้นระหว่างนายและแซม แต่ทำไมพอลงมาจากเครื่องและต้องพบเจอคนภายนอกนายมันก็กลับทำเหมือนแซมเป็นเพียงเพื่อนร่วมงาน ไม่มีแม้การจะเดินข้าง หรือการแม้แต่จะหันมาคุยกับแซมเหมือนอย่างที่ควรเป็น อย่างน้อยเพิ่งเอาเขาเสร็จก็ควรจะมีสัมพันธ์ที่ดีกันหน่อยมั้ยวะ แต่นี่นายมันเล่นเหมือนกับว่าก่อนหน้านี้ระหว่างมันและแซมไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น


ไอ้นี่แม่ง เหี้ยกว่าที่เขาคิดไว้เยอะเลยแหะ



# # # # # # # #

หูววว555555

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น