Gardy

นิยายเรื่องนี้เป็นภาคต่อจาก Love Mafia ทาสรัก (คาร์ลพระจันทร์) เป็นคู่ของ จีซัสxพระพาย ค่ะ

KILL MAFIA ครั้งที่ 26

ชื่อตอน : KILL MAFIA ครั้งที่ 26

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.9k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ธ.ค. 2561 19:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
KILL MAFIA ครั้งที่ 26
แบบอักษร

KILL MAFIA ครั้งที่ 26

          บรรยากาศเงียบงันน่าอึดอัดเข้าปกคลุมทั่วทั้งโรงฝึกในยามเช้าของอีกวัน ตรงหน้าผมคือหัวหน้าแก๊งมาเฟียหนุ่มที่แผ่รังสีน่าหวาดกลัวออกมาราวกับจะฆ่าใครตายได้ด้วยสีหน้าถมึงทึง มันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยถ้าอยู่ๆ อีกฝ่ายไม่เดินเข้ามาแล้วกระชากแขนผมไปบีบไว้แน่นขณะที่กำลังฝึกซ้อมอยู่แบบนี้


            พรึ่บ!


            “อ๊ะ!”


            “เมื่อคืนไปไหนมา” คำถามเรียบนิ่งไม่สบอารมณ์พูดขึ้นขณะที่ผมเงยหน้าจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ


            “เรื่องของผม” ผมตอบพลางสะบัดแขนให้หลุดจากพันธนาการ หากแต่ไม่ได้ผล


            “อย่าคิดว่าฉันใจดีให้หน่อยแล้วจะทำตัวยังไงก็ได้นะพระพาย” คนร่างสูงพูดเสียงรอดไรฟันพร้อมกับแรงบีบที่แขนที่มากขึ้นจนผมเผลอนิ่วหน้าออกมาด้วยความเจ็บ


            “ผมจะไปไหนแล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณ!” ผมตวาดใส่ด้วยท่าทีไม่พอใจ


            “นายไม่ทำตามคำสั่งฉัน” จีซัสกดเสียงไล่สายตามองผมด้วยอารมณ์ครุกรุ่น เรื่องของเรื่องคือเมื่อคืนผมไม่ได้ไปนอนที่ห้องของคนร่างสูงตามที่อีกฝ่ายบังคับน่ะสิ หลังจากซ้อมรอบค่ำเสร็จผมก็ตัดสินใจนอนค้างอยู่ที่โรงฝึกจนถึงเช้าขัดคำสั่งของอีกฝ่ายอย่างไม่คิดใส่ใจ  


            “แล้วคุณจะเดือดร้อนทำไม” ผมตอบกลับเสียงนิ่งจ้องตอบแววตาคู่คมนั่นอย่างไม่เกรงกลัวพลางบิดแขนให้ออกจากฝ่ามือแกร่งของคนตรงหน้า


            “…”


            “ปล่อย! ผมเจ็บ” ผมพูดย้ำด้วยสีหน้าเหวี่ยงใส่ ผมรู้สถานะตัวเองดีว่ากำลังอยู่ในกำมือคนตรงหน้า แต่ถ้าให้อยู่เฉยๆ เป็นที่รองรับอารมณ์เวลาเขาที่หงุดหงิดก็ไม่ใช่เรื่อง


            “ที่ดีๆ มีให้นอนไม่ใช่หรือไง” จีซัสพูดออกมาด้วยสีหน้าหงุดหงิด คนร่างสูงจัดการดึงตัวผมเข้ามาใกล้ก่อนจะฝังจมูกลงที่ซอกคอขาวอย่างไม่ทันตั้งตัว


            พรึ่บ!


            “สกปรก”


            “มันก็ไม่ใช่เรื่องของคุณ!” ผมตวาดใส่พลางขยับหนีอีกฝ่ายอย่างตกใจ ใบหน้าหวานเห่อร้อนแดงขึ้นอย่างโกรธจัดผิดกับคนร่างสูงที่ทำเพียงยกยิ้มยียวนจ้องมองผมด้วยดวงตาเป็นประกาย


            “พยศดีจริง” จีซัสสบถขึ้นอย่างพอใจก่อนที่คนร่างสูงจะไล่สายตาหันไปมองต้าหมิงที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ไม่ไกลจากผม


            “ต้าหมิงไปเตรียมสนามยิงปืนให้ฉันซะ”


            “จะให้เขาฝึกยิงเลยเหรอครับ” ต้าหมิงขมวดคิ้วไล่สายตาเรียบนิ่งมาทางผมไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ


            “ฉันสั่ง!” จีซัสกดเสียงออกคำสั่งย้ำอย่างไม่ต้องการพูดมาก ก่อนที่ต้าหมิงจะเป็นฝ่ายก้มหัวแล้วผละตัวออกจากโรงฝึกไปทำตามหน้าที่


            “คุณจะทำอะไร”


            “หมดเวลาฝึกอะไรไร้สาระแล้วพระพาย” เขาพูดก่อนจะออกแรงดึงแขนผมให้เดินตามตัวเองออกไปจากโรงฝึก


            “อ๊ะ! ดะ เดี๋ยว! จะพาผมไปไหน”


            “ฉันจะสอนนายยิงปืนเอง ไม่ดีหรือไงนายจะได้ฆ่าฉันง่ายขึ้น” น้ำเสียงยียวนกวนประสาทดังขึ้นอย่างท้าท้ายทำให้ผมขมวดคิ้วไล่สายตามองคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ ต่อให้คิดยังไงก็ไม่มีใครอยากฝึกเรื่องการต่อสู้ให้คนที่จะฆ่าตัวเองหรอก


            “ผมไม่เข้าใจคุณจริงๆ” ผมพึมพำพูดขึ้นกับตัวเองขณะที่มองแผ่นหลังกว้างตรงหน้า จีซัสเป็นคนยังไงกันแน่


            “ผมเตรียมสนามไว้ให้แล้วครับ อุปกรณ์ก็เตรียมไว้หมดแล้ว” เสียงของต้าหมิงดังขึ้นทันทีที่พวกผมมาถึงสนามยิงปืน นอกจากโรงฝึกที่ผมใช้ซ้อมมวยแล้วที่นี่ยังมีสนามแบบนี้อยู่ด้วย ถึงจะเป็นแก๊งมาเฟียแต่จะเว่อร์เกินไปหรือเปล่า


            “ไล่คนออกไปให้หมด”


            “ครับ!” คำสั่งเรียบนิ่งหากแต่ยำเกรงทำให้คนเป็นลูกน้องก้มหัวรับคำสั่งแทบทันที ใช้เวลาเพียงไม่นานสนามยิงปืนก็เหลือเพียงแค่ผมกับจีซัสสองคนเท่านั้น


            “คิดดีแล้วเหรอที่จะให้ผมฝึกยิงปืน” ผมพูดขึ้นขณะที่มองคนร่างสูงเดินไปหยิบอาวุธสีดำวาวบนโต๊ะอย่างพิจารณา


            “ถ้านายคิดจะฆ่าฉันจริงๆ ก็ฝึกมันให้ชินซะ”


            “คุณเป็นพวกโรคจิตหรือไง ไม่กลัวตายเหรอ” ผมเลิกคิ้วถามกลับไปพลางมองคนร่างสูงที่เดินถือปืนในมือยื่นมาให้ผม


            “หึ! ถ้ากลัวตายฉันคงไม่ได้เป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟีย”


            “คุณได้ตายสมใจแน่!” ผมตอบกลับอีกฝ่ายอย่างไม่สบอารมณ์พร้อมกับรับปืนมาถือไว้ในมือนิ่ง คนร่างสูงกระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างพึงพอใจก่อนจะก้าวขานำผมไปที่จุดเล็งเป้าของสนาม


            “ปืนที่นายถือเป็นปืนสั้นออโต้รุ่นวอลเธอร์ พีพีเค ยิงกระสุนได้เจ็ดถึงแปดนัด ขนาดมันเล็กพอที่นายจะใช้ฝึกได้” จีซัสพูดอธิบายพร้อมกับผมที่ยกปืนขนาดเล็กในมือขึ้นพิจารณา ถึงจะไม่ชอบที่ต้องถืออาวุธทำร้ายใครแต่ก็ยังดีกว่าทำอะไรไม่เป็นแล้วแต่มองคนที่รักถูกทำร้ายโดยที่ตัวเองช่วยไม่ได้


            “ลองยกปืนเล็งไปที่เป้าดูสิ” สีหน้าจริงจังของจีซัสทำให้ผมพยักหน้าทำตามอย่างว่าง่าย ท่าทางเคร่งครึมดูเป็นผู้ใหญ่ของคนร่างสูงช่างผิดแปลกไปจากที่เคยเห็น


            “อืม” ผมรับคำก่อนจะจับปืนในมือแล้วยกขึ้นเล็งไปที่เป้าด้วยหัวใจสั่นไหว ภาพที่พวกพ่อค้าทาสใช้อาวุธชนิดนี้ฆ่าคนยังติดอยู่ในความทรงจำ ผมเองก็เคยเป็นเป้าของอาวุธชิ้นนี้เหมือนกัน ความรู้สึกที่มองว่ามันน่ากลัวและอันตรายยังติดอยู่ในความรู้สึกตลอดเวลา


            “ตัวสั่นนะ” เสียงทุ้มต่ำดังกระซิบอยู่ข้างหู ผมสะดุ้งขึ้นอย่างตกใจเมื่อจีซัสอ้อมมาด้านหลังแล้วใส่ที่ปิดหูให้อย่างเบามือ ผมเหลือบตามองคนร่างสูงพยายามระงับความหวาดหวั่นต่ออาวุธชิ้นนี้ แต่ดูเหมือนจะรอดจากดวงตาคู่คมไปไม่ได้


            “เวลาจับต้องผ่อนคลายกว่านี้” น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้นพร้อมวงแขนแกร่งที่เอื้อมมากอบกุมทับมือผมที่จับลำปืนไว้ทั้งสองข้าง กลายเป็นว่าผมในตอนนี้อยู่ในอ้อมแขนของหัวหน้าแก๊งซือหลิวไปอย่างไม่ทันตั้งตัว


            “อ๊ะ!”


            “หึ! ก่อนจะยิงนายต้องลั่นไกปืนก่อน” เสียงหัวเราะขำในลำคอดังขึ้นที่ข้างหูก่อนที่จีซัสจะจับมือผมให้ฝึกลั่นไกปืนแล้วยกขึ้นเล็งไปที่เป้าอีกครั้ง


            แกร็ก! 


            “เล็งไปที่เป้าดีๆ มองให้นิ่งอย่าให้พลาด” จีซัสพูดบอกเสียงทุ้ม เจ้าตัวไล่สายตาจ้องมองเป้าอย่างนิ่งเย็นผิดกับผมที่ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เสียงน้ำลายเหนียวหนืดถูกกลืนลงคออย่างยากลำบาก หยาดเหงื่อเริ่มผุดซึมตามฝ่ามือที่กระชับเข้าหากัน หากแต่ฝ่ามือหนาที่กอบกุมไว้แน่นกลับมั่นคงนิ่งสนิท คล้ายกับเป็นที่พึ่งพาในยามหวาดหวั่น


            “คะ คุณไม่กลัวสินะ” ผมพูดขึ้นน้ำเสียงสั่นพร่า ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องถามอะไรแบบนี้ออกไปด้วยในเมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงมาเฟียที่เคยยิงกระสุนใส่ผมด้วยซ้ำ


            “ถ้ากลัวก็ช่วยใครไม่ได้” คำตอบสั้นห้วนไม่มีแววล้อเล่นอย่างที่เป็นทำให้ผมชะงักนิ่งไป นั่นสินะ! ขืนมัวแต่กลัวเมื่อไรผมจะช่วยคนที่รักได้


            “ตั้งสมาธิแล้วเล็งไปที่เป้าซะพระพาย” จีซัสกระซิบบอกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ฝ่ามือหนาจะค่อยๆ ผละออกจากการกอบกุมแล้วเลื่อนมาจับที่ไหล่บางแน่นให้ความรู้สึกว่าผมไม่ได้อยู่เพียงลำพัง


            ผมกลืนน้ำลายฝืดคอลงพลางตั้งสมาธิทำตามที่คนร่างสูงพูดบอก ดวงตาคู่สวยจดจ้องไปที่เป้าผ่านลำปืนสีดำวาวในมือก่อนจะตัดสินใจเหนี่ยวไกปืนไล่ยิงที่เป้าตรงหน้าด้วยแววตานิ่งเรียบ


            ปัง!


            “ยะ ยิงแล้ว” ผมพึมพำขึ้นกับตัวเองพร้อมกับจ้องมองผลงานที่เพิ่งลั่นกระสุนใส่ไป แม้จะไม่โดนจุดตรงกลางแต่ก็ถือว่าโดนเป้า


            “หึ! ก็ไม่ได้แย่เท่าไร” จีซัสกระตุกยิ้มไล่สายตามองรอยกระสุนที่เป้าก่อนจะลดสายตาลงมองมาทางผมที่กำลังเงยหน้ามองคนด้านหลังด้วยใบหน้าสงสัย


            “คุณให้ผมฝึกทำไม อยากจะตายมากงั้นเหรอ” ผมถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทั้งที่เขารู้ว่าผมต้องการฆ่าเขา แต่ก็ยังช่วยผมฝึกการต่อสู้พวกนี้อย่างกับคนโรคจิตที่ไม่กลัวตาย


            “แลกกับการที่นายเป็นทาสฉันไปตลอดชีวิตก็ไม่เลวนักหรอก” จีซัสกระตุกยิ้มมุมปากพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงยียวนก่อนจะผละตัวออกจากผมแล้วตะโกนเรียกคนของตัวเองให้เข้ามารับคำสั่ง


            “ต้าหมิง!”


            “ครับ”


            “ต่อไปนี้ห้ามให้คนมาใช้สนามยิงปืนนี่อีกนอกจากเมียฉัน แล้วก็ฝึกเรื่องใช้มีดให้เขาด้วย”


            “ผมไม่ใช่เมียคุณ!” ผมตวาดใส่สีหน้าแดงเรื่อด้วยอารมณ์คุกรุ่น


            “ทำตามที่ฉันสั่งซะต้าหมิง” จีซัสไม่สนใจผมที่ตวาดเสียงใส่เขา เจ้าตัวหันไปออกคำสั่งนิ่งเรียบกับคนของตัวเองก่อนจะยกแขนขึ้นโอบไหล่ผมแล้วกระชับให้เข้ามาใกล้ชิดกับลำตัวแกร่ง


            พรึ่บ!


            “อ๊ะ!”


            “ทราบแล้วครับ” ต้าหมิงรับคำก่อนจะเดินไปจัดเตรียมอาวุธตามคำสั่งของคนเป็นนาย ผมตวัดตามองคนร่างสูงที่โอบกอดไหล่ตัวเองอย่างไม่พอใจพลางสะบัดตัวให้หลุดจากการพันธนาการ


            “ปล่อย!” ผมพูดเสียงขึ้นอย่างไม่พอชอบใจ ก่อนที่เห็นใบหน้าคมกระตุกยิ้มขึ้นมองมาทางผมนิ่ง


            “คนเอากันไม่ให้เรียกเมียจะให้เรียกอะไร” จีซัสเลิกคิ้วถามขึ้นอย่างยียวนกวนประสาทจนผมต้องขบกัดริมฝีปากตัวเองแน่นระงับความหงุดหงิดที่เกิดขึ้น


            “คำๆ นั้นมันไม่มีค่ากับผมหรอกจีซัส แต่ถ้าคุณจะยกทาสชั้นต่ำแบบผมให้เป็นเมียก็ไม่ว่ากันนะ” ผมเหยียดยิ้มตอบกลับอย่างไม่ยอมทิ้งศักดิ์ศรี เพราะคนอย่างจีซัสเป็นไม่มีทางยอมยกคนชั้นต่ำให้มีค่าขึ้นมาง่ายๆ หรอก


            “หึ! ปากดี” คนร่างสูงกระตุกยิ้มขึ้นก่อนจะผละแขนออกจากผมเตรียมจะก้าวเดินออกไปจากสนามฝึกโดยไม่ลืมที่จะทิ้งท้ายประโยคคำสั่งไว้ให้ผมด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง


            “ฉันจะไปเคลียงานต่อ เย็นนี้จะมารับ”


            “ไม่ต้อ…”


            “จะมารับ” อีกฝ่ายรวบรัดบังคับอย่างเอาแต่ใจก่อนจะก้าวขาเดินออกจากสนามยิงปืนโดยทิ้งผมไว้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของต้าหมิง ดวงตาคู่สวยไล่มองแผ่นหลังกว้างอย่างไม่เข้าใจในหลายเรื่องก่อนจะกลับมาเพ่งสมาธิฝึกซ้อมต่อเมื่อถูกคนของซือหลิวส่งเสียงเรียก

..

..

JISUS PART

          “งานครบรอบแก๊งใกล้เข้ามาทุกที เตรียมทุกอย่างพร้อมหรือยังฟูหลง” น้ำเสียงทุ้มเข้มเอ่ยถามลูกน้องคนสนิทของตัวเองก่อนที่สองเท้ายาวจะก้าวเข้าสู่ห้องแล็บสำหรับทดลองยาในชั้นใต้ดินของคฤหาสน์


            “ผมสั่งคนของเราให้แจกบัตรเชิญแขกคนสำคัญเรียบร้อยแล้วครับ ส่วนเรื่องการจัดงานก็เป็นไปตามแผน”


            “หึ! พวกแก๊งมาเฟียส่วนใหญ่คงไม่ปฏิเสธที่จะมางานนี้แน่” ผมกระตุกยิ้มมุมปากตอบกลับคนของตัวเองก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากันนิดๆ เมื่อนึกถึงเรื่องที่น่าเป็นกังวลมากที่สุด


            “พวกแก๊งเฉินก็คงมาเหมือนกัน”


            “ผมจะเตรียมคนคุ้มกันให้หนาแน่นขึ้นครับ” ฟูหลงพูดขึ้นอย่างรู้ทันความคิดของผม สมกับเป็นคนที่ทำงานด้วยกันมานาน


            “อืม! งานนี้คงไม่ต่างอะไรกับสงครามมาเฟีย” ผมว่าพลางเดินไปหยิบหลอดแก้วสีแดงสดที่กำลังอยู่ในขั้นตอนทดลองขึ้นมาดูอย่างพิจารณา


            “ยาล็อตนี้ต้องเป็นที่สนใจแน่ครับ” ฟูหลงพูดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศเงียบงัน ผมกระตุกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจในผลงานตัวเองก่อนวางหลอดยาทดลองลงที่เดิมแล้วหันไปมองหน้าลูกน้องคนสนิทของตัวเองนิ่ง


            “แน่อยู่แล้วฟูหลง มันเป็นยาปลุกชนิดพิเศษเชียวนะ”


            “ครับ”


            “ยังมีเรื่องอะไรที่ฉันต้องรับรู้อีกไหมฟูหลง” ผมเลิกคิ้วถามรู้สึกตงิดใจนิดๆ เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดจากคนของตัวเอง


            “พวกแก๊งหลินจาง…”


            “หื้ม!”


            “ดูเหมือนพวกเขาจะตามสืบข้อมูลของคุณพระพายอยู่ครับ” ฟูหลงเอ่ยขึ้นเสียงเครียดก่อนที่ผมจะขมวดคิ้วเข้าหากันมุ่น เรื่องที่ฟูหลงบุกไปชิงตัวพระจันทร์ พวกแก๊งหลินจางคงสงสัยอะไรบ้างสินะ แต่แปลกที่พวกมันเพิ่งคิดจะสืบเรื่องของพระพาย


            “แน่ใจแล้วใช่ไหม”


            “ครับ! สองสามวันนี้มีไอดีแปลกๆ เข้ามาในฐานข้อมูลของซือหลิว ผมลองตรวจสอบแล้วคิดว่าเป็นไอดีจากแก๊งหลินจางแน่นอนครับ” คำพูดของฟูหลงทำให้ผมนิ่งคิดไปทันที หมายความว่าพวกมันตั้งใจจะสืบเรื่องของพระพายจริงๆ


            “ปล่อยให้มันสืบต่อไป”


            “แต่ว่า…”


            “หึ! ให้มันรู้แค่ว่าพระพายเป็นทาสของฉันก็พอ” ผมพูดขึ้นอย่างมีเล่ห์นัย ใบหน้าคมเผยรอยยิ้มออกมาอย่างมีแผนในหัวก่อนจะยกมือขึ้นตบที่ไหล่แกร่งของคนเป็นลูกน้องเบาๆ


            “แก๊งหลินจางต้องมางานของฉันแน่ อดที่จะรอต้อนรับไม่ได้แล้วสิ” ผมพูดพร้อมกับแววตาลุกวาวราวกับเจอเรื่องสนุก นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เจอกับคาร์ลอสหัวหน้าแก๊งหลินจาง แค่คิดว่าจะได้เห็นหน้าตาเคร่งเครียดจากมันก็น่าสนุกแล้ว


            “มีอีกเรื่องที่ผมอยากขอร้องคุณได้ไหมครับ” สีหน้าจริงจังของฟูหลงทำให้ผมเหลือบสายตามองนิ่ง ไม่บ่อยนักหรอกที่คนของผมจะก้มหัวขอร้องใคร


            “คงเป็นเรื่องสำคัญสินะ” ผมกระตุกยิ้มยียวนถามกลับไป


            “งานครบรอบแก๊งซือหลิวครั้งนี้ค่อนข้างอันตราย ผมไม่อยากให้คุณพาคุณพระพายออกไปงานนี้ด้วย”


            “อย่าพูดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สิฟูหลง” ผมตอบกลับด้วยสีหน้ายียวน


            “พระพายเป็นคนของฉัน ไม่มีใครเหมาะที่จะควงฉันออกงานเท่าคนๆ อีกนี้แล้ว”


            “คุณจีซัส…”


            “จริงไหม…หื้ม!” ผมเลิกคิ้วถามก่อนจะหัวเราะขำออกมาในลำคอ คิดว่าคนอย่างผมไม่รู้งั้นเหรอว่าฟูหลงกำลังคิดอะไรอยู่ เด็กนั่นเป็นได้แค่ทาสของผมเท่านั้น คนอื่นไม่มีสิทธิ์!


            “ผมแค่คิดว่ามันอันตรายเกินกว่าที่คุณพระพายจะเอาตัวรอด”


            “เรื่องนั้นฉันจะเป็นคนตัดสินใจเอง” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง ถ้างานนี้ขาดพระพายไปผมคงอดสนุกกันพอดี อีกอย่างที่ผมฝึกเด็กนั่นมายังไงก็ไม่สูญเปล่าแน่


            “แต่ว่า…”


            “เฮ้อ! ไปทำงานดีกว่าฟูหลง ยังมีสัตว์ที่รอการทดลองจากฉันอยู่” ผมพูดตัดบทอีกฝ่ายก่อนจะผละตัวเดินออกจากห้องแล็บเตรียมไปดูผลทดลองยาของตัวเองอีกห้อง งานครบรอบแก๊งซือหลิวใกล้เข้ามามากขึ้นทุกที ถ้าสัตว์เลี้ยงของผมยังไม่ทิ้งนิสัยใจอ่อนนั่นไปคงลำบากแน่



  ………………………………………………...........................................

มาอัพต่อแล้วจ้าาา ตอนนี้มาช้านิดนึงงงง 

นุ้งพายเริ่มพัฒนาฝีมือเรื่อยๆแล้วน๊าาา ไว้ถึงวันที่น้องแข็งแกร่งเมื่อไรเถอะ หึหึ!

..

..

To Be Continued

ความคิดเห็น