Amano

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

วันที่ 19.5 ผู้เปิดผนึกร้านค้า (5)

ชื่อตอน : วันที่ 19.5 ผู้เปิดผนึกร้านค้า (5)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 26

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ธ.ค. 2561 16:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วันที่ 19.5 ผู้เปิดผนึกร้านค้า (5)
แบบอักษร

วันที่ 19.5 ผู้เปิดผนึกร้านค้า (5)  

.

.

(เนื้อเรื่องมุมส่วนนี้จะเป็นมุมมองในส่วนของหยางเจี้ยนนะครับ มันจะดูซ้ำกับตอนของวิศ แต่คืออารมณ์ของคนนอกที่ไม่ได้เก่งเทพเหมือนวิศเบิร์น)

.

       เราเดินทางกลับในเช้าวันรุ่งขึ้นโดยที่คอสทำให้มอนสเตอร์ทุกตัวกลายเป็นลูกแก้วเก็บไว้ในข้อมือธนูของเขา ผมกำลังกังวลเรื่องพาพวกมันเข้าเมืองอยู่แต่แบบนี้น่าจะไม่เป็นไร

.

       เราเดินทางโดยขี่ออสตินไป ด้วยขนาดเจ้าตัวที่ใหญ่มากผมเลยคิดว่าต้องเปลี่ยนจากคำว่าขี่เป็นนอนแทนเพราะคอสหลับไปอีกรอบเนื่องจากขนนุ่มๆของออสติน 

.

       เมื่อใกล้ถึงเมืองพวกเราก็ลงจากออสติน เจ้าหมาก็น่าจะรู้ตัวมันย่อตัวให้เล็กลงแล้วรอคอสทำให้กลายเป็นลูกแก้ว จากนั้นพวกเราจึงเดินเข้าเมืองได้โดยไม่มีปัญหาอะไร ...ตอนออสตินที่ย่อตัวให้เล็กนี่มันก็ยังใหญ่อยู่ดีนะผมว่า

.

       หลังจากกลับมาที่บ้านเฟรมก็พาคอสไปอาบน้ำ ส่วนผมก็เปิดร้านเพราะมีคนมารอซื้อของอยู่ด้วย นั่งได้ไม่นานผมก็ได้เห็นป้ายแสงที่แสดงรายชื่อคนที่จะถูกไล่ออกจากเมือง ตกใจพอสมควรแต่ก็ทำให้รู้ว่าเจ้าของเมืองมาถึงที่นี่แล้ว

.

        แปลก นั้นคือความรู้สึกแรกหลังจากได้พบเจ้าของเมืองแห่งนี้ ‘วิศ’ นั้นคือชื่อของเขา ก่อนหน้านี้ผมมีโอกาสได้เห็นเขาจากระยะไกลๆเท่านั้นแต่ก็พอจะเห็นได้ถึงออร่าพลังรอบตัวเขา

.

       ครั้งนี้มันต่างจากครั้งนั้นมาก ออร่ารอบตัวเขาไม่ได้เป็นเพียงสีเขียวเท่านั้น มันกลับมีสีทองส่องประกายออกมาอีกด้วย อีกทั้งพลังออร่าพวกนั้นยังบริสุทธิ์และดูสูงศักดิ์มากอีกด้วย ผมเลยแปลกใจที่เขาพูดคุยอย่างเป็นกันเอง

.

       ตอนแรกก็นึกว่าเขาจะมายึดร้านคืนแต่กลับกลายเป็นว่าเขาจะให้ผมทำงานให้ในฐานะ’เงา’ของเมืองแห่งนี้ ยอมรับเลยครับว่าโกรธโฮวอี้ที่เอาความลับและเรื่องส่วนตัวของผมไปบอกวิศแต่เขาไม่ใช่เอไอของผมเต็มตัวเหมือนเลิ่นเพราะงั้นคงได้แต่ทำใจ

.

       ผมรับข้อเสนอของวิศอย่างช่วยไม่ได้ ถึงผมจะอยากทิ้งอาชีพเก่าไปแต่เหตุผลของวิศก็เข้าท่าเพราะผมสามารถระวังภัยร้ายที่จะทำอันตรายครอบครัวผมได้และยังสามารถมีกองกำลังของตัวเองอีกด้วย

.

      ยังมีเรื่องที่เราค่อยกลับมาคุยกันอีกครั้งคือเรื่องสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่จะให้เฟรมดูแล ผมเองก็ตื่นเต้นนะเพราะว่าลูกๆของผมจะได้มีเพื่อนเล่น เรื่องการขายอาวุธก็ได้รับการอนุมัติเรียบร้อยไม่น่าจะมีปัญหาอะไรอีก

.

       หลังจากพวกเขาออกไปจากร้าน ผมได้ไปบอกกับเฟรมเรื่องจะไปที่ทะเลทรายอีกครั้ง เธอกับคอสบอกว่าจะมาด้วยแต่ผมห้ามไว้เพราะว่าเพิ่งกลับมาเหนื่อยๆกัน มันไม่ดีต่อคนท้องและเด็กนักที่พาไปๆกลับๆที่ลำบากแบบนั้นแต่ก็ขอคอสพาออสตินไปด้วย เพราะเจ้าหมาเฒ่ามันรู้ทางมากที่สุด ก่อนไปเฟรมทำแซนด์วิชให้ผมสองชุดและผมเองก็ไม่ลืมที่จะมอบเหรียญต้นไม้ให้เธอและคอสพร้อมบอกวิธีใช้

.

        ผมมาถึงจุดนัดหมายคนสุดท้าย รู้สึกว่าจะมีปัญหาอะไรสักอย่างกับคนที่ชื่อแดเนียลแต่ทุกอย่างคลี่คลายแล้ว เอาจริงๆหน้าแดเนียลมันก็ดูหยิ่งๆกวนๆนั้นแหละครับ คนนี้ผมขอเก็บเข้าบัญชีคนที่ต้องเฝ้าระวังคนแรกเลย

.

        กลุ่มคนที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเมืองนี้ที่ผมเห็นนั้น...อ่อนแอ ความประทับใจแรกของผมติดลบ ทั้งเลเวลและสกิลดูเหมือนจะเป็นของคนทั่วไป ถึงจะเหนือกว่าคนอื่นแต่ก็ด้อยกว่าผม ลูกคอสกับเมียผมยังเก่งกว่าอีก

.

       แต่พอลองมาคิดอีกที...ผมไม่ควรคิดอย่างนั้นครับเพราะผมเอามาตรฐานคือคุณวิศและคุณเบิร์นซึ่งมันออกจะสูงไปหน่อย ไม่สิ สูงเกิ๊นต่างหาก ตัวผมเองก็เอาไปเทียบไม่ได้อีกเพราะตัวผมนั้นเป็นลูกครึ่งสัตว์อสูร คอสกับเฟรมก็ได้อานิสงส์จากไอเทมระดับสูง สรุปคือพวกเขาถือเป็นคนธรรมดาทั่วไปจริงๆ

       ระหว่างที่เราเดินทางกันพวกเขาไม่ได้แสดงฝีมือกันเลย เหตุผลแรกเพราะยังปรับสภาพร่างกายกับความร้อนจัดแบบกะทันหันไม่ได้ ส่วนเหตุผลที่สองก็เพราะ...ออสตินกับคุณเบิร์นจัดงานแข่งเล็กๆขึ้นมากันสองคน 

.

       ความเร็วที่น่าเหลือเชื่อและการโจมตีที่ดุดันทำให้ไม่มีมอนสเตอร์ตัวไหนรอดเงื้อมือของทั้งสองไปได้ จะว่าไปผมไม่เห็นไอเทมตกซักชิ้นเลยแฮะ สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหมาเฒ่ามันเก็บไว้หมดตัวเดียวแล้วกัน

.

       เมื่อเดินทางเข้ามาพักในถ้ำโอเอซิสที่ผมมาพักเมื่อคืน ผมก็โดนคุณวิศแซวเรื่องรูที่เพดานถ้ำแต่ดูเหมือนว่าเขาจะยอมรับผมมากขึ้นในเรื่องที่ให้อยู่เบื้องหลังการดูแลเมือง

.

        ระหว่างนั้นผมได้นั่งทานแซนด์วิชที่เฟรมทำให้และคุยกับอีกสี่คนที่ร่วมเดินทางมาด้วยทำให้เรามีความสนิทสนมกันมากขึ้น คนที่ผมชื่นชมมากที่สุดคือโจ้ เขาเป็นคนที่สามารถควบคุมและดูแลกลุ่มของตนได้ด้วยตัวคนเดียวในฐานะหัวหน้าแตกต่างจากนุ่นที่ยังมีกริซช่วย กริซเอาแต่จ้องปืนผมจนผมต้องบอกให้เขามาหาที่ร้านผมในภายหลังถ้าอยากได้ ส่วนแดเนียลนั้นผมยังระแวงเขาอยู่จึงทำเป็นไม่สนใจแต่จับตาดูเขาตลอด

.

        ส่วนอีกหนึ่งคน หนึ่งมอนสเตอร์นั้นผมยังไม่มีโอกาสได้คุยด้วย แต่ก็รู้ชื่อจากการเรียกของคุณวิศว่าชายหนุ่มลูกครึ่งผมทองคนนั้นคือกันต์ ส่วนมอนสเตอร์ตัวนั้นชื่อคาทอส กันต์นั้นมีออร่าใกล้เคียงกับวิศแต่ยังอ่อนแสงอยู่มาก ส่วนเบิร์นนั้น...ผมไม่กล้ามองเขานานๆเพราะออร่าแสงที่สว่างเกินไป คาทอสก็ดูธรรมดาแต่ผมว่าต้องเก่งไม่แพ้กัน

.

        ในที่สุดเราก็ถึงจุดหมาย มันเป็นเมืองร้างที่เต็มไปด้วยฝุ่นทรายและมอนสเตอร์ ผมได้กลิ่นของพวกมันลอยอยู่เต็มพื้นที่นี้ วิศสั่งการหน้าที่ให้แต่ละคน ผมคิดว่าเขาต้องการดูการทำงานร่วมกันของพวกโจ้จึงให้พวกนั้นเข้าสู้กับบอส

.

        ถือว่าเข้าขากันดีมากสำหรับคนที่ค่าพลังน้อยๆ การทำงานเป็นทีมเวิร์คนั้นทำให้บอสไม่สามารถโจมตีพวกเขาได้ ยิ่งได้รับการช่วยเหลือจากพื้นทรายที่ยืนยากให้กลายเป็นพื้นดินสมบูรณ์ทำให้โจ้เป็นตัวแทงค์ที่ได้ประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีก เอาเถอะ รวมๆก็คือเข้าขากันดีนั้นแหละ ผมประทับใจแค่เรื่องทีมเวิร์กเท่านั้น

.

      ที่ตื่นเต้นคือการเสกทรายเป็นดินที่คุณวิศทำต่างหาก ผมไม่รู้ว่าพวกนักเวทย์ทำได้ไหมเพราะเคยเห็นแค่ยิงลูกไฟหรือน้ำอะไรแค่นั้น แต่การเปลี่ยนสภาพนี่ต้องเป็นเวทย์ขั้นสูงแน่ๆ พอผมกำลังจะถามคุณวิศก็ตอบขึ้นมาก่อนว่า

.

      “มันสะดวกกว่าถ้าพื้นเป็นดินก็แค่นั้น” หมดคำพูดครับเวทย์ขั้นสูงก็แค่เพื่อความสะดวก

.

       เหตุผลที่สองก็เพราะผมไปสนใจทางคุณเบิร์นอยู่น่ะสิครับ ผมเห็นว่าเขากำลังลุยอย่างเมามันแต่อยู่ๆก็กลับมาข้างๆกันต์แล้วเริ่มสอนกันต์สู้ ทั้งกระบวนท่า จังหวะหลบ การรุกไล่ ...เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ควรมาสอนกันหรอครับ!!

.

       แล้วไหนจะคาทอสอีก เขาใช้โอกาสจากการขู่ของออสตินทำให้ควบคุมเหล่ามอนสเตอร์ได้ ไม่เพียงแค่นั้นการสั่งการมอนสเตอร์ยังเข้าขั้นระดับแม่ทัพแล้วไหนจะบัพที่แจกให้พวกมอนสเตอร์ฝั่งตนเองจนพวกมอนสเตอร์ฝั่งศัตรูเป็นเศษกระดาษ

.

       สุดท้ายไม่ใช่ใคร คนข้างตัวผมเอง มีหลายครั้งที่เขาปล่อยให้มอนสเตอร์เข้ามาใกล้ตัวจนผมต้องยิงช่วยเขา เหมือนต้องการทดสอบผมแล้วไหนจะการใช้หอกนั้นอีก ดูก็รู้ว่าเจ้าตัวยังไม่เอาจริงแค่เล่นๆเท่านั้น

.

         เหตุการณ์ทั้งหมดนั้นทำให้ผมรู้สึกตัวว่าผมเองก็ไม่ได้เก่งอะไรเลยเมื่อเทียบกับพวกเขาเดี๋ยวๆแล้วไอ้ไม้เท้ามังกรนั้นมาจากไหน จะว่าไปทั้งคุณวิศ คุณเบิร์นและกันต์ก็ไม่ได้พกอาวุธมานี่น่า กระเป๋ามิติหรอ อยากรู้จังเว้ย!

.

        ไม้เท้ามังกรนั้นลอยอยู่ข้างๆและส่องแสงออกมาจากนั้นก็มีสายลมยกไอเทมทั้งหมดมากองรวมไว้ด้านหลังผมและคุณวิศ

.

       “สะดวกดีนะครับ จะได้ไม่ต้องวิ่งไปมาไล่เก็บของ” คุณวิศพูดขึ้นลอยๆ ผมก็ได้แต่มองและยิงต่อไป

.

       ในที่สุดบอสก็ล้มลง คุณวิศให้พวกเราแบ่งของกันแต่ผมแอบตามเขาเข้าไปด้วย มันน่าเหลือเชื่อมากเมื่อผมได้เห็นการสร้างของคุณวิศ ทั้งโครงสร้างและอักษรสีทองต่างๆ เลิ่นไม่สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมดแต่ก็รู้ว่ามันคือการสร้างโกเลมและอักษรเวทย์

.

      “เห็นหมดแล้วสินะ”

.

      “!!!!” ผมตกใจเมื่อมีเสียงทักมาจากด้านหลังโดยที่ยังไม่ได้ทำอะไรมือของอีกฝ่ายก็ปิดปากผมไว้ ...เขาคือคุณเบิร์นนั้นเอง

.

      “ก็รู้นะว่าไอ้น้องมันให้เอ็งทำหน้าที่อะไรแต่การที่เอ็งมาแอบดูแบบนี้มันดีแล้วหรอว่ะ” พอผมไม่ขัดขืนคุณเบิร์นเลยเอามือออก

.

       “ขอโทษครับ ผมแค่อยากรู้...วันนี้เจออะไรที่เปิดหูเปิดตาผมมากทีเดี๋ยวก็เลย เหลิงไปหน่อย...” รู้เลยว่าหูตัวเองลู่ลงเพราะผมสำนึกผิดจริงๆ

.

        “ชิ! พี่จะยกโทษให้เอ็งเพราะมีฐานะ’เงา’ที่ไอ้น้องมันให้อยู่ แต่อย่ามีครั้งต่อไป...กลับไปที่เมืองเดี๋ยวอัพเกรดเลิ่นกับโฮวอี้ให้ ถ้าอย่างไงก็เงียบๆสิ่งที่เห็นไว้แล้วกัน” 

.

       หลังจากเจ้าตัวพูดจบก็หายตัวกลับไปยืนข้างคุณวิศอย่างรวดเร็ว ผมคิดว่าคุณวิศเองก็ไม่น่ารู้สึกตัวด้วยซ้ำ ผมย่องกลับออกมารวมกับคนอื่นๆเลือกเอาการ์ดอาวุธและกระสุนแค่นั้น เมื่อคุณวิศกลับมาพวกเราจึงเดินทางกลับเมือง

.

        หลังจากแยกย้ายกันกลับที่พักผมได้เดินผ่านซอยแคบที่หนึ่ง เมื่อมองเข้าไปภายในซอยมืดๆนั้นผมก็เห็นอะไรบางอย่าง เป็นเงาของคนประมาณ7คน ในฐานะของ’เงา’นี่ถือได้ว่าเป็นงานแรกของผม

.

       ด้วยความที่ผมมีทักษะในการย่องเบาทำให้ผมสามารถที่จะเข้าไปใกล้พวกเขามากพอที่จะได้ยินเขาคุยกัน พวกเขาแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ใหญ่3คนที่กำลังพยายามฉุดเด็กผู้หญิง2คนในกลุ่มและเด็กผู้ชายอีกสองคนกำลังนอนกุมท้องอยู่

.

       “ก็กูบอกดีๆแล้วว่าให้ส่งนังสองคนนี้มา พวกมึงก็ไม่เชื่อเอง” ชายคนหนึ่งในกลุ่มผู้ใหญ่บอกแล้วเลียไปที่ใบหน้าของเด็กผู้หญิงที่มันกอดอยู่

.

       พวกมันพยายามจะฉุดเด็กหญิงทั้งสองไปข่มขืนแน่นอน ผมเดินออกมาจากเงามืดเข้าไปใกล้ๆมันแล้วใช้มีดตัดไปที่เอ็นเท้าและข้อมือของมัน

.

       แน่นอนว่ามีดในมือผมนั้นไม่ใช่มีดธรรมดา มันคือของที่ผมเพิ่งได้มาหลังจากกลับมาจากการล่าครั้งนี้ ‘มีดพลังมานา’ มันเป็นมีดที่มีแต่ด้ามจับและจะมีใบมีดขึ้นมาต่อเมื่อใส่พลังมานาเข้าไป มีความคมมากพอที่จะตัดเหล็กได้และยังไร้ร่องรอย เมื่อรวมกับความเร็วของผมมันถือได้ว่าเป็นอาวุธที่นี่กลัว ในส่วนของไร้ร่องรอยก็คือเมื่อกี้ผมตัดเส้นเอ็นของไอ้ชั่วนั้นไป แน่นอนว่าเส้นเอ็นมันขาดแต่ไม่มีเลือดไหลออกมา

.

     ตุ้บ อ้ากกกกก!! 

.

      ร่างของมันทรุดลงไป ถึงจะไม่มีเลือดแต่แน่นอนว่าความเจ็บยังคงมีอยู่ มันเหมือนเครื่องมือทรมานและฆ่าทั้งที่ไม่มีเลือดให้เห็นนั้นเอง พวกผู้ใหญ่ที่เหลืออีกสองคนตกใจเสียงเพื่อนแต่ก็มองมาที่ผมอย่างมุ่งร้ายและพุ่งเข้ามาหาผม

.

        เลิ่นบอกว่าพวกมันมีเลเวลอยู่มี่13และ17ถือว่าหมัดของพวกมันมีแรงพอๆกับวัวขวิดใส่ได้เลยแต่ผมที่เป็นนักฆ่ากลับมองพวกมันเป็นแค่...นักเลงข้างถนนที่ไร้ค่า

.

      ฉึก! ฉับ! ตุบ!

.

      เพียงเบี่ยงหลบเล็กน้อยและแทงมีดไปที่กลางอกของคนแรก ตามด้วยตวัดกลับไปหาคนที่สองที่อยู่ด้านหลังไปที่คอ ร่างของทั้งสองก็ทรุดลงไร้การเคลื่อนไหว ก็แน่ล่ะตัดขั้วหัวใจกับตัดคอขนาดนั้น พวกมันตายโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

.

       ระบบของเมืองทำงานทันทีด้วยการสลายศพของทั้งสองคนนั้นหายไป ส่วนอีกคนที่พิการอยู่ตอนนี้ได้แต่นอนมองผมด้วยความหวาดกลัว ผมเดินผ่านมันไปหาเด็กๆที่กำลังกอดกันกลมด้วยความตกใจ

.

       “ตามฉันมา ถ้าอยากจะแข็งแกร่งขึ้น”

.

        ผมบอกเพียงแค่นั้นและเดินหันหลังกลับออกจากซอยนั้น พวกเขาลังเลก่อนที่เสียงฝีเท้าของเด็กคนแรกเดินตามมาเช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆ

.

         ตอนนี้เย็นมากแล้ว ร้านของผมจึงไม่มีใครเข้ามาซื้อของ ผมพาพวกเด็กๆเข้ามาและปิดร้านพวกเขาดูตื่นเต้นและระแวงผมอยู่ ผมนำพวกเขาเข้ามาด้านในส่วนที่พักและเจอเฟรมกำลังเตรียมอาหารอยู่โดยที่คอสกำลังนั่งรอกินข้าวอยู่ที่โต๊ะ

.

       “กลับมาแล้ว” ผมเดินเข้าไปสวมกอดเฟรม

.

       “อุ่ย! ตกใจหมดเลย ยินดีต้อนรับกลับค่ะ”

.

       “คุณพ่อ!” คอสกระโดดเกาะหลังผมแล้วมองไปที่เด็กคนอื่น “ใครครับ?”

.

       “เฟรม คอส พวกเขาคือเด็กๆที่ผมคิดว่าจะรับมาดูแล ไหนๆเราก็ทำสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอยู่แล้ว”

.

       “ดีเลยค่ะ ฉันสนับสนุนเต็มที่” เธอมองเด็กด้วยแววตาอ่อนโยนทำเอาทั้งสี่เขินและทำอะไรไม่ถูก

.

       “คืนนี้นอนที่นี่ไปก่อนแล้วกัน ตามมาเดี๋ยวฉันพาไปที่ห้อง” ผมบอกแล้วเดินนำพวกเขาขึ้นไปชั้นสอง

.

         “ให้เด็กๆอาบน้ำแล้วลงทานข้าวด้วยนะเดี๋ยวฉันทำเพิ่มให้” เฟรมตะโกนบอก

.

         “จ้าๆ”

.

        ผมให้พวกเขานอนรวมกันในห้องเดียวเพราะบ้านหลังนี้ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนักแต่พวกเขากลับบอกขอบคุณเพราะมันยังดีกว่าข้างถนนเยอะ

.

       ผมแยกตัวไปอาบน้ำที่ห้องแล้วกลับมารับพวกเขาอีกที เสื้อผ้ายังเป็นชุดเก่าๆตัวเดิมแต่หน้าตาของทั้งสี่สะอาดและดูดีขึ้น สงสัยคงต้องหาเสื้อผ้าให้ด้วยวันพรุ่งนี้ ...ถ้าพวกคุณสงสัยเรื่องสบู่ยาสีฟันล่ะก็เฟรมให้คอสเอาขึ้นมาให้แล้วครับ

.

       เรามารวมตัวกันในมื้ออาหารที่เต็มโต๊ะมากกว่าปกติเพราะมีคนเพิ่มขึ้นมา คอสร้องหาออสตินที่ผมลืมไปว่าให้เขากลับมาในลูกแก้วตอนจะเข้าเมืองแล้วไม่ได้ปล่อยเขาออกมา

.

         แล้วก็เป็นดั่งคาด พอออกมาก็บ่นผมใหญ่เลยจนต้องเอาน่องไก่ยัดใส่ปากให้เงียบๆไป เด็กๆทั้งสี่ดูจะเกร็งๆเพราะนอกจากไม่คุ้นกับพวกเราแล้วยังมีมอนสเตอร์ในบ้านอีกแต่คอสก็เป็นคนบอกเองว่าไม่เป็นไรแล้วยังพาเด็กพวกนั้นไปลูบออสตินด้วย ผมบอกให้พวกเขากลับมากินข้าวไม่อย่างงั้นก็กินกันไม่เสร็จซะทีเพราะเจ้าแสบคอสชวนคุยนั้นแหละ...สงสัยดีใจที่จะได้พี่ชายพี่สาว

.

        หลังจากเก็บกวาดเรียบร้อยก็ถึงเวลานอน ผมไปส่งคอสและเฟรมเข้าห้องแล้วพาทั้งสี่กลับห้องของพวกเขา เมื่อทุกคนเข้ามาหมดแล้วผมก็เริ่มเรื่องที่จะคุย

.

        “ฉันพาพวกเธอมาเพื่อที่จะฝึกให้เป็นนักฆ่า”

.

        “.........”

///////////- - - - - - - -

        ติได้แต่อย่าด่านะครับ

        1 เม้น = 1 กำลังใจ

       คนแต่ง : Amano , ฝ่ายQc : Kibou

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}