TwentyMon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 271

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ธ.ค. 2561 16:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5
แบบอักษร

​บทที่ 5

          เหลือเวลาอีก 3 เดือนที่โรงเรียนสำนักศึกษาหลวงจะเปิดรับสมัครนักเรียนรอบใหม่ หยางอินหมดความสนใจที่จะเข้าเรียนแล้ว ด้วยหลายครั้งที่เขาออกไปข้างนอกซื้อหนังสือประวัติศาสตร์ของโลกนี้มาอ่านมันทำให้เขารู้ว่าคนข้างนอกอ่อนแอเหลือเกิน สู้เขาเรียนรู้ตำราในผลึกมิติจะไม่สามารถพัฒนาตนเองได้ดีกว่าหรือ แต่พอคิดอีกทีถ้าเกิดเขาจะสร้างตระกูลที่ยิ่งใหญ่ได้ เขาควรสร้างที่มาที่ไปให้กับตนเองเสียก่อน ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงตั้งใจว่าจะเข้าเรียนที่สำนักศึกษาหลวงแน่ ๆ

          และจากการอ่านหนังสือข้างนอกนั้นมันทำให้เขาทราบประวัติโลกภายนอกเป็นครั้งแรก ในดินแดนนี้แบ่งการปกครองเป็น 7 แคว้นหรือ 7 อาณาจักร ได้แก่ แคว้นถังที่เขาอยู่ แคว้นหลง แคว้นหง แคว้นหมิง แคว้นอู่ แคว้นเถา และแคว้นโชซึ่งชื่อแคว้นตั้งหมดตั้งตามชื่อราชวงศ์และมีมากมายหลายสกุลขุนนางเป็นฐานเรืองอำนาจของอาณาจักร นอกจากนี้ยังมีสำนักศึกษากระจายทั่วดินแดนกว่า 32 แห่ง มีสำนักเวทย์ใหญ่ ๆ 7 สำนัก พรรคยุทธ์ใหญ่ ๆ อีก 4 พรรคและพรรคย่อยอีกนับไม่ถ้วน มีสมาคมการค้าอีกมากมาย เช่น การค้าผ้า การค้าสมุนไพร เป็นต้น และยังมีองค์กรระหว่างอาณาจักรไม่ว่าจะเป็น สภาปราชญ์ 7 อาณาจักร ที่รวบรวมผู้ใช้เวทย์ระดับปรมาจารย์ขึ้นไปทั่วทั้งดินแดน ซึ่งทั้ง 7 อาณาจักรมีเพียง 120 กว่าคนเท่านั้น หรือจะสภาผู้หลอมโอสถระหว่างอาณาจักร องค์กรที่รวบรวมผู้หลอมโอสถที่ถึงแม้จะรวมเอาทั้งหมดทุกระดับชั้นก็มีจำนวนไม่ได้ต่างจากสภาปราชญ์ 7 อาณาจักรที่รวบรวมเฉพาะระดับปรมาจารย์ขึ้นไปเลย และนั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมเขาถึงอยากให้หยางอ้ายเข้าสู่ปรมาจารย์เวทย์โดยเร็วเพื่อที่จะได้เป็นสมาชิกสภาปราชญ์นั่นเองสร้างฐานอำนาจให้กับสกุลนั่นเอง

          “ท่านแม่ ข้าว่าท่านน่าจะมีสัตว์พันธะได้แล้วนะขอรับ” สัตว์พันธะเป็นสัตว์อสูรหรือสัตว์เทวะที่จะทำพันธะสัญญากับมนุษย์ โดยมนุษย์ทั่วไปจะทำได้กับเฉพาะสัตว์ที่มีแก่นปราณธาตุเดียวกันกับธาตุหลักตนเท่านั้น เป็นสาเหตุที่คนโดยทั่วไปมีสัตว์พันธะสัญญาเพียงหนึ่งตัว หรืออัจฉริยะหน่อยก็ 2 ตัวแต่ในความจริงข้อนี้ยินสามารถมีได้ถึง 9 ตัวแต่ตนเองมีเสี่ยวอันซึ่งเป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ไปแล้วจึงเหลือเพียง 8 ตัวเท่านั้น หยางอ้ายตกใจแทบสิ้นสติ การที่จะมีสัตว์พันธะได้ส่วนใหญ่ก็มีแต่บุตรชายเจ้าตระกูลระดับกลางขึ้นไปเท่านั้นที่มี หรือถ้าผู้หญิงส่วนมากก็ต้องเป็นคนในราชวงศ์ หรือบุตรีจากภรรยาเอกของเจ้าตระกูลใหญ่ หรือศิษย์หญิงสำนักศึกษาอันดับต้น ๆ เท่านั้น การที่นางซึ่งเป็นเพียงบุตรอนุภรรยาเจ้าตระกูลกลาง ๆ มิได้รับการศึกษาจากสำนักเพียงเรียนความเป็นกุลสตรีและอ่านเขียนอยู่ที่จวนเท่านั้นเองสามารถยกระดับมาเป็นจอมเวทย์ได้ก็น่าเหลือเชื่ออยู่แล้ว แล้วนี่ลูกชายบอกว่าควรจะมีสัตว์พันธะเป็นของตัวเองนับว่าฝันไปทีเดียว

          “แม่คงไม่อาจ”

          “ทำไมขอรับ ท่านเป็นถึงจอมเวทย์ที่อีกไม่นานคงเลื่อนระดับเป็นปรมาจารย์การมีสัตว์พันธะเป็นของตนเองนับว่าสมควร” หยางอินยังคงยืนยันคำเดิม

          “แล้วเราจะไปหาซื้อกันที่ไหน แม่ไม่อยากให้เสียเงินเสียทองไปมากกว่านี้เลยถึงแม้ว่าลูกแม่จะร่ำรวยเพียงใดก็ตาม” เป็นความจริงที่หยางอ้ายเห็น สัตว์พันธะตัวหนึ่งใช่ว่าจะถูก ๆ ถึงแม้ว่านางจะเห็นกองสมบัติหรือกระทั่งรู้ว่าป่าด้านนอกนั้นแท้จริงคือสมุนไพรล้ำค่า แต่นางก็ไม่อยากผลาญเงินโดยใช่เหตุ

          “ใครว่าจะซื้อเล่าขอรับ ลูกจะพาออกล่าต่างหาก” หยางอินว่าพลางยกยิ้มยินดีในขณะที่หยางอ้ายช็อคตาตั้งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาเคยอ่านเจอว่าชายแดนแคว้นถังกับแคว้นเถามีป่าหมื่นอสูร ที่คนทั่วไปเข้าใช้ได้เพียงเขตนอกไม่มีใครกล้าล่วงเลยเข้าสู่เขตกลางหรือเขตใน เพราะอดีตคนที่เคยเข้าไปล้วนแล้วแต่ไม่ได้ออกมาอีกเลย จะมีก็แต่ระดับปรมาจารย์ที่เคยเข้าไปแล้วออกมาเขียนหนังสือว่ามันเป็นที่อยู่ของเหล่าสัตว์อสูรและสัตว์เทวะชั้นสูงเท่านั้นแต่นั่นก็เข้าไปถึงเพียงชั้นกลางยังไม่มีใครสามารถเข้าสู่ชั้นในแล้วกลับออกมาเล่าให้ฟังได้เลย แต่ก็นั่นแหละหยางอินกับเสี่ยวอันที่พัฒนาถึงอาณาปราณสีเขียวขั้นปลายด้วยเพราะว่ายังเด็กอยู่ระดับขั้นจึงไม่อาจพัฒนาได้เร็วนักก็ไปลองป่าชั้นกลางมาแล้วเช่นกัน พวกเขาก็ยังไม่อาจหาญกล้ารุกล้ำถึงป่าชั้นในได้เลย แต่แค่นั้นมันก็มากพอแล้วเมื่อชั้นกลางมีสัตว์มากมายที่หยางอินเองก็อยากได้มาประดับสวนไว้ ด้วยเพราะมองดูพื้นที่ในผลึกมิติทีไรก็อดรู้สึกว่าไร้ชีวิตชีวาไม่ได้เลยทุกที

          วันต่อมา หยางอ้าย หยางอินและเสี่ยวอันก็เดินทางมาถึงป่าหมื่นอสูรด้วยเวทย์เคลื่อนย้าย หยางอ้ายตกใจอีกครั้งด้วยรู้ชื่อเสียงป่านี้มาไม่น้อยจากหนังสือที่หยางอินหาเข้ามา หลัง ๆ นางเองก็กลายเป็นหนอนหนังสือเช่นเดียวกับบุตรชายหรืออาจะจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำด้วยบุตรชายยังต้องเฉียดเวลาไปฝึกยุทธ์ ปรุงยาและออกไปนู่นไปนี่ตามประสา ในขณะที่นางอยู่แต่ในคฤหาสน์อ่านหนังสือทั้งวันจะมีลุกขึ้นไปฝึกยุทธ์บ้างนิดหน่อยหรือไม่ก็อาจจะทดลองเวทย์ เขียนอักขระหรือกระทั่งปรุงยาตามบุตรชายที่แนะนำด้วยเห็นว่านางมีธาตุรองเป็นธาตุไฟกับพฤกษาเหมาะสำหรับปรุงยาได้เป็นอย่างดี และนับว่านางในตอนนี้เป็นหอสมุดเคลื่อนก็ว่าได้โดยเวลาเพียง 3 เดือนกว่า ๆ นางก็รอบรู้ศาสตร์ต่าง ๆ ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งนักฉายแววความเป็นปราชญ์อย่างแท้จริง รวมทั้งประวัติของป่านี่

          “เราจะหาสัตว์อสูรกันที่ป่าเขตนอกใช่หรือไม่” หยางอ้ายถามอย่างเป็นกังวลและความกังวลของหล่อนก็ได้รับการเพิ่มเติมขึ้นมาอีกเมื่อบุตรชายส่ายหน้า

          “ข้างนอกเป็นสัตว์ที่มีแก่นปราณต่ำเกินไป เราไปข้างในดีกว่าท่านแม่” ว่าเสร็จเจ้าตัวก็คว้าเอาข้อมือท่านแม่ของเขาหายวับเข้าป่าทันที ความจริงหยางอ้ายก็ใช้เวทย์เคลื่อนย้ายได้ แต่การเคลื่อนย้ายจะต้องรู้เส้นทางมิเช่นนั้นก็อาจจะหลงทางเป็นสาเหตุที่ทำให้หยางอินต้องพามารดาไปไหนมาไหนด้วยทุกครั้งเพราะนางไม่เคยมาที่นี่แต่เขาเคยมาสำรวจแล้วนั่นเอง

          ทันทีที่ปรากฏตัวอยู่ในป่าเขตกลางหยางอินยกยิ้มยินดีที่สัมผัสได้ถึงพลังวายุบริสุทธิ์ ด้วยเพราะเขาถือคอรงธาตุศักดิ์สิทธิ์จึงรับรู้ถึงการมีอยู่ของธาตุในอากาศได้ และนั่นเขาก็รู้ด้วยว่ามันคือสิ่งใด มันคือปักษาวายุสวรรค์ สัตว์ระดับราชันย์ที่เขาเคยมาสำรวจพบเข้าเมื่อเดือนที่แล้ว มันเป็นนกที่มีขนสีขาวแซมสีเงิน มีหงอนเป็นขนยาว 2 เส้นบนหัว นัยน์ตาวีฟ้าวาวามงดงามและสง่านับว่าเหมาะสมกับท่านแม่ยิ่งนัก

          “เสี่ยวอัน เจ้าปล่อยกลิ่นท้าทายไปได้หรือไม่ ปล่อยน้อย ๆ หละเกรงใจกลิ่นอายระดับบรรพกาลเจ้าด้วย เดี๋ยวสัตว์ในป่าก็หนีหายหมด” หยางอินพูดกับเสี่ยวอันมิวายแซะภูติน้อยจากเหตุการณ์เดือนที่แล้วที่เจ้าตัวปล่อยกลิ่นอายออกมาเต็มที่ทำให้ไม่มีสัตว์ตนใดกล้าอยู่ในรัศมีที่พวกเขาอยู่เลยแม้แต่น้อย เป็นเหตุให้ต้องรั้งรอกว่า 3 วันเหตุการณ์ในป่าถึงปกติเขาจึงสามารถสำรวจได้ เสี่ยวอันแยกเขี้ยวใส่หยางอินเล็กน้อยก่อนจะปล่อยกลิ่นอายออกมาบางเบาแต่นั่นก็เทียบเท่าสัตว์ที่มีแก่นปราณสีเขียวทีเดียว ทั้งสามรออยู่นานปักษาวายุสวรรค์เจ้าถิ่นก็มิได้ปรากฏกาย

          “เกิดอะไรขึ้น” เขารำพึงออกมาเมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ด้วยธรรมดาวิสัยสัตว์เหล่านี้หวงถิ่นนัก การมาปล่อยกลิ่นอายในเขตมันนับว่าเป็นการท้าทายทีเดียว เสี่ยวอันปล่อยกลิ่นล่อขนาดนี้มันจะต้องโผล่หัวออกมาซี แต่นี่กลับไร้วี่แววไม่เห็นสักตัว

          “ข้าว่าเราไปดูที่รังกันเถอะ” เสี่ยวอันว่า หยางอินพยักหน้าเห็นด้วย

          ทั้งสามมุ่งหน้ามายังรังปักษาวายุสวรรค์ก่อนจะตกใจแทบสิ้นสติกับการต่อสู้ของสองสัตว์เทวะ หนึ่งปักษาวายุสวรรค์ที่พยายามปกป้องรังของมัน หากเมื่อสังเกตดี ๆ จะมองเห็นไข่ 2 ฟองวางอยู่ในนั้น กับอีกหนึ่งที่เข้ามาท้าทายมันเป็นสัตว์ที่ลำตัวยาวมีเกล็ดสีเทาทั่วทั้งตัวกับปีกนกสีขาวขนาดใหญ่

          “มังกรสมีรา” หยินเอ่ยขึ้นอย่างตกใจ มังกรสมีราเป็นสัตว์ตระกูลมังกรชั้นสูงระดับราชันย์ แต่ตอนนี้มองดูเหมือนมันจะเพิ่งเข้าสู่วัยรุ่นและต้องการอาณาจักรจึงได้เข้าทำร้ายปักษาวายุสวรรค์ หยางอินมองภาพเบื้องหน้าอย่างตื้นเต้นแต่มิวายอดเป็นห่วงปักษาวายุสวรรค์ที่เขาจะให้ท่านแม่มิได้เพราะเท่าที่ดูสถานการณ์นับว่าวิหคเสียเปรียบอยู่มาก ถึงแก่นปราณจะเข้าสู่จุดสูงสุดของเผ่าพันธุ์มากกว่ามังกรผู้ท้าชิง แต่มันกลับสู้ไม่เต็มที่หยางอินเดาเอาว่ามันคงพะว้าพะวงกับไข่ในรังนั้น “มิได้การล่ะ ขืนเป็นเช่นนี้ปักษาวายุสวรรค์แย่แน่ ท่านแม่ท่านเข้าไปหาปักษาวายุสวรรค์ แล้วข้าจะจัดการกับมังกรเอง” สิ้นเสียงหยางอินก็กระโดดเข้าไประหว่างการต่อสู้ทันที หยางอ้ายอ้าปากตกใจแต่พอตั้งสติได้นางก็เข้าไปท้าดวลกับปักษาวายุสวรรค์หน่อย นับว่าเป็นการดีที่นางบาดเจ็บ แต่สิ่งมีชีวิตระดับราชันย์ที่โตเต็มที่แล้วนั้น หาใช่สิ่งที่ประมาทได้สองนางจึงเข้าประลองกันทันที

          “เจ้าต้องการสิ่งใด” เสียงวิหคเอ่ยขึ้น หากในยามปกตินางจะไม่ลดตัวมาคุยเช่นนี้แต่จะฆ่าผู้ที่บังอาจมารุกรานอาณาจักรโดยทันที แต่ด้วยอาการบาดเจ็บประกอบกับเป็นห่วงไข่ของนางหากเลี่ยงการต่อสู้ได้นางก็ไม่อยากเสี่ยง

          “พันธะสัญญา” หยางอ้ายตอบกลับสร้างตกใจแก่ปักษาวายุสวรรค์

          “มนุษย์ชั้นต่ำเช่นเจ้าน่ะหรือ” นางแผดเสียงก่อนจะบินถลาใส่หยางอ้ายด้วยความโกรธ สิ่งมีชีวิตธาตุลมย่อมขึ้นชื่อเรื่องความเร็วแต่กระนั้นจอมเวทย์ธาตุลมอย่างหยางอ้ายก็ใช่สิ่งที่จะประมาท นางใช้เวทย์เคลื่อนย้ายไปโผล่อีกทีบนรังนก นางวิหคตกใจแทบสิ้นสติเป็นห่วงไข่ของมัน

          “จะเป็นเจ้าหรือไข่ของเจ้าที่ทำพันธะสัญญากับข้า” หยางอ้ายว่าขึ้นด้วยรู้ดีว่าการทำพันธะสัญญากับสัตว์มี 3 วิธีด้วยกัน หนึ่งคือสัตว์ตัวนั้นยินยอม สองคือทำเมื่อตอนมันสิ้นสติ และสามคือทำตอนที่เป็นไข่ซึ่งซึ่งหากอยากได้สัตว์ที่แข็งแกร่งเหล่าลูกผู้ดีทั้งหลายก็นิยมแบบที่ 3 กัน ไม่มีใครบ้าบิ่นพอจะเอาแบบแรกหรือแบบสองเพราะต้องต่อสู้จนกว่าพวกมันจะยินยอมหรือสลบไป มีเพียงนางกับบุตรชายเท่านั้นที่กล้าเล่นกับสัตว์เทวะระดับราชันย์เช่นนี้

          “ข้ายอมแล้ว ปล่อยลูกข้าไป” นางวิหคว่าขึ้นอย่างจำนน นางยอมมีพันธะดีกว่าปล่อยให้มันทำกับลูกที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรของตน “แล้วถ้าข้าทำพันธะกับเจ้า ใครจะอยู่ดูแลลูกข้า”

          “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ข้ามิได้จะกักขังเจ้าไว้ในดวงจิตอย่างเดียวหรอกนะ ข้าก็มีพื้นที่ให้เจ้าอยู่ดูแลลูกเช่นกัน” เมื่อตกลงผลประโยชน์กันเสร็จสรรพ หยางอ้ายก็วาดอักขระพันธะสมัยใหม่ขั้นสูงกลางอากาศด้วยยังศึกษาไม่ถึงอักขระโบราณที่ซับซ้อนกว่า ก่อนจะผลักเข้าสู่ตัววิหกวายุทันที

          ข้างฝ่ายหยางอินเองก็กำลังต่อสู้กับมังกรสมีรา นับเป็นข้อดีที่มังกรยังเป็นวัยรุ่นมีแก่นปราณสีเขียวระดับต้นเท่านั้น แต่มันก็มากกว่าหยางอินอยู่ดี เจ้าตัวจึงต้องหาเทคนิคอุบายต่าง ๆ ขึ้นมาใช้ในการต่อสู้ด้วยแต่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะมังกรสมีราเป็นมังกรธาตุลมเรื่องความเร็วจึงนับว่าไม่เป็นสองรองใคร การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด มังกรพยายามที่จะพุ่งเข้าฉีกกระฉากเด็กหนุ่มหรือกระทั่งสร้างสมสลาตันซัดใส่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หยางอินใช้เวทย์เคลื่อนย้ายหลบทันอย่างเส้นยาแดงผ่าแปด พร้อมปล่อยพลังเวทย์ธาตุต่าง ๆ และอักขระกักขังพุ่งใส่เจ้ามังกรก็บินหลบได้อย่างช่ำชอง หยางอินโมโหหนักที่ทำอะไรมันไม่ได้จึงส่งพลังเข้ากระตุ้นกำไลยินอวี้ฉับพลันเปลี่ยนแปลงเป็นขลุ่ยมีผลึกมิติห้อยเป็นพู่

          หยางอินทาบปางลงกับเครื่องดนตรีก่อนจะเป่าเพลงทำนองที่ช้าแสนช้าฟังสบาย ๆ มังกรสมีราเมื่อเห็นมนุษย์นั่งนิ่งก็ต้องการจะพุ่งใส่จบการต่อสู้ทันที แต่ยิ่งบินเข้าใกล้มันให้รู้สึกว่าความเร็วตนเองช้าลง ร่างกายเริ่มรู้สึกหนักอึ้งเรื่อย ๆ โดยเฉพาะหนังตาก่อนจะร่วงหล่นสู่พื้นนอนหลับสบายใจทันที หยางอินเห็นดังนั้นก็หยุดเป่า

          “นี่เจ้ากะจะเป่าให้หลับใหลกันทั้งป่าหรือยังไง ดีนะที่ข้าอุดหูทัน” เป็นเสี่ยวอันที่แยกเขี้ยวออกมาโวยวายให้กับเขา ด้านฝั่งหยางอ้ายกับวิหคคู่พันธะนอนสลบเหมือดไปเป็นที่เรียบร้อย

          “แล้วจะเอายังไงกับเจ้านี่ดี จะปล่อยทิ้งไว้ก็เสียดายหรือจะทำพันธะตอนมันหลับอยู่” เสี่ยวอันถาม

          “ก็ตั้งแต่ทำพันธะตอนที่เจ้าสลบอยู่ ก็ไม่คิดจะทำมันกับใครตอนที่ไม่ได้สติอีกเดี๋ยวกักขังไว้ก่อน มันยอมก็ทำ ไม่ยอมก็ฆ่าเสียยังไงแก่นปราณก็มีประโยชน์” หยางอินตอบกลับก่อนจะทรุดตัวลงนั่ง แม้!! แค่เป่าขลุ่ยแค่นี้ผลาญพลังปราณไปเยอะทีเดียวเชียว

          เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง หยางอ้ายกับปักษาวายุสวรรค์รวมถึงสัตว์ตัวอื่น ๆ ที่หลับใหลด้วยฤทธ์ขลุ่ยยินอวี้ก็เริ่มฟื้นขึ้นอย่างงง ๆ รวมทั้งเจ้ามังกรสมีราที่เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่ามันถูกขังอยู่ในอักขระ

          “ปล่อยข้านะเจ้ามนุษย์” เสียงมังกรหนุ่มว่าขึ้น

          “ได้ แต่ก็ต่อเมื่อเจ้ายอมทำพันธะสัญญากับข้านะ” หยางอินว่าขึ้น มังกรสมีราสะอึกอึ๊กพลางคิดในใจ มนุษย์ผู้นี้ถึงจะมีอาณาปราณเพียงสีขาวแต่ก็เก่งกาจ มิเสียหายหากจะรับใช้

          “ได้ ข้ายินดี” มันว่าขึ้นก่อนจะสร้างรอยยิ้มดีใจให้กับหยางอิน พูดง่ายเสียจริง ถ้ามังกรตัวนี้ตอบ ‘ไม่’ เข้าก็จะไม่บังคับมันอีกแล้วแท้ ๆ และกำลังคิดหนักว่าเขาจะใจกล้าฆ่ามันหรือเปล่าอยู่แล้วเชียว ดีที่มันตอบตกลงก่อน หยางอินสลายอักขระกักขังก่อนจะสร้างอักขระพันธะสัญญากับมังกรสมีราตัวนี้แล้วป้อนยาฟื้นฟูให้กับสัตว์พันธะเพราะคงสูญเสียพลังไปไม่น้อยกับการต่อสู้เมื่อกี้ทีเดียว

          “แสดงว่าวันนี้เราได้สัตว์ระดับราชันย์ถึง 2 ตัวกับไข่อีก 2 ฟอง โอ๊ยตายแม่จะเป็นลม” หยางอ้ายพูดจะเป็นลมจริง ๆ “เสร็จแล้วก็กลับกันเถอะ”

          “ใครว่าล่ะท่านแม่” หยางอินยกยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะออกหาสัตว์และเก็บสมุนไพรอีกมากมายในป่า เขาได้สัตว์พันธะสัญญามาเพิ่ม 1 ตัว เป็นเต่าดินที่เรียกตามลักษณะที่กระดองอันใหญ่โตของมันมีต้นไม้ใบหญ้าขนาดเล็กขึ้นอยู่เหมือนเป็นพื้นดิน บวกกับการที่มีแก่นปราณธาตุดินระดับจักรพรรดิอายุพันสองร้อยปี ด้วยการที่มันมีชีวิตมายาวนานอาศัยการกินสมุนไพรเป็นหลักทำให้เลือดของมันมีสรรพคุณปรุงยาได้ 108 ชนิด และต้านยาพิษได้อีกมากมายอีกด้วย มันเป็นสัตว์รักสงบไม่ค่อยอยากจะต่อสู้เท่าใดนักแต่ด้วยระดับที่สูงผู้คนจึงหวาดกลัวไม่กล้าท้าสู้ ซึ่งหยางอินรู้ข้อนี้ดีในตำราสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่เลือดสามารถนำมาใช้ปรุงยาวิเศษก็กล่าวถึงมัน ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงได้ใจกล้าไปท้าประลอง ซึ่งผลก็ออกมาไม่ผิดคาดนักเมื่อมันตอบว่ายอมทำพันธะดีกว่าต่อสู้ก่อนจะหันหลังกลับไปกินต้นสมุนไพรต่ออย่างไม่สนใจ

          นอกจากนี้เขายังได้ไข่มังกรน้ำชนิดหนึ่งที่ถูกพวกลิงลมกำลังขโมยออกมาอยู่พอดี และยังได้สัตว์แก่นปราณสีขาวอย่างแกะเขาโค้ง กระทิงสายฟ้า ไก่ฟ้าสีเพลิง ปลาหินหาบ ปลาผีเสื้อ และสีเหลืองอย่างพวกลิงลม วิหควายุ ปลานิลสีรุ้ง จิ้งจอกหลังเงิน และเหล่าพรายไม้ที่สืบสายมาจากภูติพฤกษามาไว้ในผลึกมิติ ในเรื่องของแก่นปราณของสัตว์นี่แตกต่างไปจากของมนุษย์ เซียน เทพและภูติอย่างสิ้นเชิง แก่นปราณของสัตว์นอกจากมันจะใช้เป็นพลังในการต่อสู้แล้วยังเป็นตัวพัฒนาสติปัญญาได้อีกด้วย อย่างเช่นสัตว์โดยทั่วไปจะมีแก่นปราณก่อกำเนิดและแรกเริ่ม ซึ่งพวกนี้จะไม่มีสติปัญญานิยมนำมาใช้งานและทำอาหาร สูงขึ้นมาหน่อยก็สีขาวกับสีเหลืองมันมีคุณสมบัติทางเวทย์พิเศษ เช่นอาจจะมีแก่นธาตุร่วมด้วย ซึ่งสองระดับนี้พอมีสติปัญญาอยู่บ้างแต่ยังสื่อสารไม่ได้ต้องสีเขียวขึ้นไปถึงจะสื่อสารได้ และถ้าถึงสีฟ้าก็จะกลายร่างเป็นคนได้เช่นเดียวกันนั่นเอง โดยจุดแรกเริ่มแก่นปราณนั้นอาจไม่เท่ากัน บางชนิดอาจเริ่มที่ไม่มีเลยก่อนพัฒนามาเรื่อย ๆ ในขณะที่บางชนิดก็เริ่มขั้นสีเหลืองเลยอย่างพวกภูติเป็นต้น และมีจุดสูงสุกของแก่นปราณเช่นกัน แต่นั่นยังไม่ตายตัวด้วยบางคนหรือบางตัวสามารถทะลุขีดจำกัดของเผ่าพันธุ์ได้

          เมื่อออกล่าจนพอใจ หยางอินก็พาเหล่าสัตว์ทั้งหลายเข้าไปปล่อยในมิติสร้างความเพลิดเพลินจำเริญใจแก่เขายิ่งนัก ‘สวยงามจริง ๆ’ เขารำพึงรำพันในใจ

          “หยางอิน ข้าไม่ยอม ข้าให้สัตว์ตัวอื่นเข้ามาในอาณาเขตเขาศิลาที่เจ้ายกให้ข้าได้ยกเว้นเจ้างูลมนั่น” ฉับพลันความสบายอกสบายใจทั้งหลายของเขาก็พังทลายหายไปทันที เมื่อ ‘มู่หลิน’ ปักษาวายุสวรรค์ในร่างสตรีวัยกลางคนเดินเข้ามาโวยวายไม่ยอมให้มังกรสมีรา นาม ‘เหลาเฟิ่ง’เข้าใกล้เขตแดนของนาง เพราะยังโมโหที่มันบังอาจมาทำร้ายตนกับลูกอยู่

          “ใจเย็นมู่หลิน ตอนนี้ก็เป็นคนในครอบครัวกันแล้ว” หยางอินตอบอย่างใจเย็น นางวิหคฮึดฮัดไม่น้อย

          “อย่างนั้นข้าให้มันเข้ามา แต่ห้ามเข้าใกล้รังเข้าเกินกว่า 3 วาเข้าใจหรือไม่” มู่หลินต่อรอง

          “ได้ ข้าจะพูดคุยให้” หยางอินรับปาก ก่อนนางจะแสดงสีหน้าพอใจขึ้นมาบ้างแต่ไม่วายยังหงุดหงิดอยู่แล้วแปลงกายเป็นปักษาวายุสวรรค์บินกลับรังไป

          “เฮ้อ คิดถูกคิดผิดนี่ที่นำพวกเขาเข้ามา วุ่นวายทีเดียว” ว่าพลางเหลือบมองผู้เฒ่าเต่าที่บัดนี้แปลงกายเป็นชายชราในชุดสีดำสนิทนาม ‘ไป่ซิ่ว’ กำลังนั่งจิบชาผสมสมุนไพรบำรุงปราณบนเสื่อหน้าคฤหาสน์สบายใจเฉิบอยู่ ข้างล่างก็เป็นเหล่าสัตว์มากมายที่ใช้ชีวิตปกติ มองไปไกล ๆ อีกเขาเห็นเหลาเฟิงกำลังบินเล่นกับพวกลิงลมอยู่อย่างสนุกสนาน นับว่าดีที่ปรับตัวได้เร็วขนาดนี้

          หยางอินเดินเข้าไปข้างในซึ่งมีเสี่ยวอันกับหยางอ้ายนั่งจ้องไข่ใบสีฟ้าใบหนึ่งที่ถูกลงอักขระธาตุน้ำวางอยู่บนโต๊ะตรงกลางพวกเขา

          “เราไม่ฝากมู่หลินฟักไข่ใบนี้จริง ๆ หรือหยางอิน” เป็นหยางอ้ายที่ถามขึ้นมา

          “ไม่ขอรับ มู่หลินมีธาตุลมบริสุทธิ์ไม่ดีต่อพัฒนาการของลูกมังกรน้ำในไข่ใบนี้” เขาตอบกลับไป

          “พันธะสัญญาก็ไม่ทำ รอมันโตก่อนแล้วมาขย้ำเจ้าหรือยังไง” เสี่ยวอันบ่นขึ้นอย่างหัวเสียที่เห็นนายพันธะตนเองเอาไข่เสือไข่จระเข้มาเลี้ยงโดยไม่ขังไว้เสียก่อน

          “ข้าบอกแล้วไง จะไม่ทำพันธะสัญญากับใครโดยที่ไม่เต็มใจอีก” หยางอินว่าขึ้น

          “แล้วทีกับข้าล่ะ” เสี่ยวอันว่าขึ้น

          “ข้าบอกแล้ว ข้าไม่ได้ตั้งใจ เสี่ยวอันเราคุยเรื่องนี้กันหลายรอบแล้วนะเจ้าจะให้ข้าทำเช่นไรเล่า” หยางอินพยายามอธิบายให้ภูติน้อยฟัง แต่เจ้าดีกับสะบัดหน้าหนีก่อนจะเดินขึ้นข้างบันไป หยางอนส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ก่อนจะออกจากผลึกมิติไปทิ้งหยางอ้ายนั่งเอ๋อเหรออยู่คนเดียว ด้วยทำอะไรไม่ถูกนางจึงออกไปจิบชากับท่านผู้เฒ่าเต่าด้านนอก

          ทางฝ่ายหยางอินที่ไม่อยากหัวร้อนไปกว่านี้จึงหนีออกจากผลึกมาโผล่ป่าหมื่นอสูรชั้นกลางแล้วตั้งใจจะออกเก็บสมุนไพรเล่น ๆ และวางแผนไว้ว่าเสร็จแล้วจะออกไปเที่ยวเมืองชายแดนด้านนอก

          ระหว่างเขากำลังเก็บสมุนไพรเพลิน ๆ อยู่นั่นก็สัมผัสได้ถึงสิ่งแปลกปลอม หยางอินกระโดดหลบคมหอกที่พุ่งตรงมายังเขา     

          “เกิดอะไรขึ้นหยางอิน เมื่อกี้เจ้าตกอยู่ในอันตราย” เป็นเสี่ยวอันที่ปรากฏกายขึ้นมาทันทีข้าง ๆ เขา ก่อนจะตามด้วยผู้เฒ่าเต่า ท่านแม่ และมังกรเหลาเฟิง

          “ไม่มีอะไร พวกท่านกลับเข้าไปข้างในก่อน มีคนอยู่ในนี้” สัตว์พันธะกับมารดาพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะหายวับไปเหลือไว้ก็แต่ภูติประจำตัวที่ดื้อรั้น

          “ข้าจะอยู่ด้วยจะทำไมเล่า” เจ้าตัวว่าหน้าตาย

          “ก็ช่างซี” หยางอินยักไหลก่อนจะหันไปตะโกนใส่ต้นตอของหอก “ใคร? รอบกัดเช่นนี้ยังมีศักดิ์ศรีอยู่อีกรึ”

          “แล้วนั่นใคร หลบคมหอกได้ผู้ใช้ยุทธ์รึ” เสียงตอบกลับของคนที่ไม่แสดงตัวสร้างความไม่พอใจแก่ภูติน้อยยิ่งนัก เสี่ยวอันรำคาญความพิลี้พิไลแยกเขี้ยวปล่อยพลังกดดันเข้าไปเล็กน้อย แต่นั่นก็มากพอให้ผู้ที่ได้รับรู้สึกถึงอันตราย

          “อ๊าก! พาองค์ชายหนีไปเร็วเข้า” เสียงตะโกนดังลั่นป่าบ่งบอกว่าจะหนี แต่ลอบกัดกันขนาดนี้ใครจะยอมให้หนีกัน เสี่ยวอันคิดก่อนจะวิ่งไปทางต้นเสียง

          “เสี่ยวอัน” หยางอินกลัวว่าภูติพันธะจะทำอะไรเกินเลยก็วิ่งตามเข้าไป ถึงจะโมโหแต่ก็ยังไม่อยากให้เด็ก 5 ขวบอย่างภูติน้อยไปฆ่าใคร

          “คุ้มกันองค์ชาย” ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าเป็นเหล่าทหารกำลังล้อมป้องกันเด็กชายอายุประมาณ 14-15 ปีที่ท่าทางอ่อนแรงเสียเต็มที หยางอินสัมผัสได้ถึงพลังปราณที่แปรปรวนแสดงภาวะบาดเจ็บหนัก “เด็ก?” นายทหารนายหนึ่งที่เห็นทั้งสองก็อดที่จะอุทานไม่ได้ เสี่ยวอันตั้งท่าจะเข้าทำร้ายหมาลอบกัดทันทีแต่กูถูกห้ามไว้

          “เสี่ยวอัน พอเถอะพวกเขามีผู้บาดเจ็บ” หยางอันว่าขึ้นด้วยจรรยาบันวิชาชีพแพทย์ที่พร่ำเรียนมา 6 ปียังไหลเวียนในสายเลือด เมื่อเห็นคนเจ็บก็อดไม่ได้ที่จะให้การรักษา “ข้ามีความรู้เรื่องการแพทย์ ให้ข้าดูอาการเขา”


...................................................................................................................................

มาอัพก่อนจะหนีไปอ่าหนังสือสอบ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น