TwentyMon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 4

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 265

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ธ.ค. 2561 19:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4
แบบอักษร

บทที่ 4

          วันนี้นับเป็นที่ดีในรอบสิบกว่าปีของหยางอ้ายเลยทีเดียว จะไม่ให้นางมีความสุขได้อย่างไรในเมื่อบุตรชายที่ป่วยมาตั้งแต่กำเนิดของนางต้องทนทุกข์ทรมานกับคำดูถูกเหยียดหยามสารพัด ในที่สุดเขาก็สามารถหายจากอาการป่วยเป็นปลิดทิ้งและยังบ่มเพาะพัฒนาอาณาปราณถึงสองขั้นภายในวันเดียวอีก ใครที่อ้างตนว่าเป็นอัจฉริยะรู้เข้าคงไม่กล้ากล่าวอ้างตนอีกแล้ว

          หยางอ้ายค่อย ๆ เลือกสรรอาภรณ์สวยงามที่นางไม่ค่อยได้ใส่นักเนื่องจากไม่มีกระจิตกระใจ คอยแต่พะว้าพะวงเป็นห่วงลูก ตอนนี้นางอยู่ในชุดสีชมพูอ่อนประดับเครื่องทรงหรูหราทิ้งคาบสตรีสภาพอิดโรยเมื่อครู่อย่างหมดจดทีเดียว เมื่อแต่งตัวเสร็จหยางอ้ายเดินออกจากเรือนทันที นางไม่มีข้ารับใช้เหมือนเรือนอนุคนอื่นของแม่ทัพกู้ ด้วยเบี้ยหวัดที่เรือนนางได้รับนั้นตระกูลกู้ได้ตัดไม่ให้กู้หยางอินทำให้มีแต่นางคนเดียวที่ยังได้รับอยู่จึงเกิดความขัดสนไม่พอใช้จ่ายจ้างข้ารับใช้ และนางยังไม่ชอบใจที่เหล่าข้าพวกนั้นทำเหมือนกับบุตรนางเป็นขยะนางจึงไล่พวกมันออกไปจากเรือนจนหมด

          วันนี้นับเป็นเรื่องแปลกของจวนตระกูลกู้ที่อยู่ ๆ อนุภรรยาลำดับที่ 12 ของเจ้าตระกูลลุกขึ้นมาแต่งเนื้อแต่งตัวเสียสวยงามพลางเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมาจากเรือนทั้งที่โดยปกตินางจะเก็บตัวอยู่ในเรือนไม่ออกไปไหน นานครั้งจะวิ่งวุ่นอกไปหาซื้อสมุนไพรในสภาพกระเซอะกระเซิง

          “ข้าได้ข่าวว่าบุตรนางฝืนฝึกร่างกายหนักทำให้ได้รับบาดเจ็บ เห็นทีจะตายเสียกระมังนางถึงได้เสียใจจนเป็นบ้าเดินยิ้มออกมาจากเรือนได้”

          “ข้าว่าไม่ได้บ้าหรอก ลางทีนางอาจจะสำนึกได้แล้วว่าบุตรนางไร้ค่าไม่ควรแก่การใส่ใจ นางจึงคิดแต่งตัวสวยเพื่อปรนนิบัตินายท่านเสียมากกว่า” เสียงกระซิบกระซาบของสาวใช้ดังขึ้นเป็นระยะที่หยางอ้ายเดินผ่าน นางไม่ได้สนใจฟังเพียงตั้งใจไปถึงแต่เรือนใหญ่อันเป็นที่พักของแม่ทัพกู้ที่เดียวเท่านั้น

          “พ่อบ้านกู้เรียนท่านกู้ว่าข้าขอพบ” หยางอ้ายกล่าวกับพ่อบ้านอย่างอารมณ์ดีสร้างความตกอกตกใจแก่พ่อบ้านผู้นี้ยิ่งนัก เพราะนานแสนนานมาแล้วที่เขาไม่ได้เห็นอนุภรรยาจากตระกูลเซี่ยมีอารมณ์แจ่มใสเช่นนี้

          “เรียนเซี่ยฮูหยิน โปรดรอสักครู่” เขาคำนับอย่างนอบน้อมก่อนจะเดินเข้าไปข้างในสักครู่หนึ่งถึงออกมา

          “เรียนเซี่ยฮูหยิน นายท่านให้เข้าไปพบได้” หยางอ้ายยิ้มอย่างยินดีก่อนนางจะเข้าไปข้างใน บุรุษวัย 50 ปีนั่งถมึงทึงอยู่บนตั่งสูงที่นั่งตำแหน่งเจ้าประจำตระกูล ด้านข้างกันเป็นที่นั่งหลั่นลงมาของฮูหยินใหญ่ที่กำลังนั่งประจำอยู่ ด้านล่างลงมาอีก มีเหล่าอนุภรรยาและข้ารับใช้กำลังนั่งเรียงรายหน้าสลอนกันเป็นแถวยาวสองฝากหันหน้าเข้าหากัน หยางอ้ายคำนับทำความเคารพทันที

          “หยางอ้ายคำนับเจ้าตระกูลกู้และฮูหยินใหญ่”

          “ไม่ต้องมากพิธี มีอะไรหรือถึงทำให้เจ้ามาหาข้า” เสียงทุ้มติดจะแหบของกู้ทิงเหมียนพูดขึ้นอย่างแปลกใจ

          “ท่านกู้ ตอนนี้กู้หยางอินบุตรชายข้าหายป่วยแล้ว...” หยางอ้ายพูดเกริ่นเพื่อจะกล่าวถึงเรื่องที่จะขอให้บุตรนางได้ศึกษาเล่าเรียน แต่ยังไม่ทันพูดจบดีก็ถูกขัดโดยอนุภรรยาคนอื่นเสียก่อน

          “น้องเซี่ย นี่เจ้ายังมีบุตรชายอยู่อีกรึ” หนี่ฮูหยินอนุลำดับที่ 5 กล่าวขึ้น

          “ใช่ ข้านึกว่าเด็กคนนั้นตายไปแล้วเสียอีก อุ๊ย” อนุลำดับที่ 9 จากตระกูลหลี่ผู้น้องกล่าวพลางเอามือปิดปากอย่างใส่จริต

          “ลูกข้ายังไม่ตาย และตอนนี้เขาหายดีแถมยังสามารถบ่มเพาะอาณาปราณจากผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้นมาเป็นขั้นปลายได้แล้วด้วย ที่ข้ามานี่ก็เพื่อจะมาขอให้ท่านกู้ส่งบุตรข้าเข้าโรงเรียน” หยางอ้ายพูดขึ้นอย่างเหลืออด สิบกว่าปีทีเดียวที่นางทนฟังคำกระแนะกระแหนพวกนี้

          “เหลวไหล เมื่อวานข้ายังได้ข่าวว่าบุตรเจ้าฝืนร่างกายทำให้เส้นชีพจรแตกอาการจะตายแหล่มิตายแหล่ วันนี้เจ้ามาบอกว่าเขาหายดีแถมบ่มเพาะอาณาปราณถึงสองขั้นในวันเดียวกระนั้นหรือ ท่านกู้เป็นใครที่เจ้าจะมาสารถโกหกต่อหน้าได้” ฮูหยินใหญ่ตวาดขึ้น ด้วยคำว่าตำแหน่งและอำนาจที่มากกว่าทำให้หยางอ้ายได้แต่ก้มหน้าฟังอย่างขมขื่น

          “นี่แหนะน้องเซี่ย ข้าเตือนด้วยความหวังดี ข้าว่าเจ้าไม่ควรที่จะดื้อรั้นปล่อยบุตรคนนั้นตายไปแล้วหันมาตั้งใจรับใช้ท่านกู้ดีกว่านะ” หลี่หนิงอ้าย ฮูหยินตระกูลหลี่ผู้พี่อนุลำดับที่ 3 ว่าขึ้น

          “ข้าเห็นด้วยกับพี่หนิงอ้ายนะ เจ้าอย่าได้คาดหวังว่าบุตรเจ้าจะได้เข้าเรียนเลยน้องเซี่ย ถ้าเกิดชาวบ้านรู้เข้าว่าบุตรเจ้าเจ็บป่วยไร้สามารถจะเป็นขี้ปาก” เป็นหลี่ฮูหยินผู้น้องอีกเช่นเคย

          “ที่พี่หลี่ทั้งสองพูดก็มีเหตุผลนะพี่เซี่ย ขืนพี่พาบุตรชายท่านเข้าเรียนคนเขาจะครหาว่าตระกูลเซี่ยไร้สามารถนำความแปดเปื้อนมาสู่ตระกูลกู้ได้ ถ้าท่านต้องการต้องการให้บุตรเข้าเรียน ทำไมไม่เปลี่ยนเขาเป็นคนตระกูลเซี่ยเสียเล่า ตระกูลท่านก็เพียงตระกูลพ่อค้าเล็ก ๆ คงมิได้เสียหายขายหน้ามากหรอกกระมัง” อั๋นฮูหยินอนุที่ 14 กล่าวสมทบและตามด้วยอนุคนอื่น ๆ ที่พูดจากระทบกระทั่งว่าร้ายบุตรชายของนางและตระกูลของนางสารพัด ทั้งยังพูดเชิงไล่ให้นางหอบลูกหอบเต้ากลับไปหาสกุลเซี่ยไม่ได้ขาดพลางหัวเราะต่อกระซิกคิกคักอย่างสาแก่ใจ สร้างความเครียดแค้นแก่หยางอ้ายเป็นยิ่งนัก นางเหลือบมองกู้ทิงเหมียนผู้สามีที่นั่งนิ่งมิได้กล่าวอันใดอย่างไม่ใส่ใจจะห้ามปราม เซี่ยฮูหยินเจ็บช้ำน้ำใจและน้อยใจราวไฟมาไหม้อก สามีที่นางเคยรักและเคารพหวังเป็นร่มไม้ให้พักพิงกลับเพิกเฉยเมื่อนางถูกต่อว่าพาดพิงถึงขั้นตระกูลของนาง แถมไม่ยินดียินร้ายแม้สายเลือดตัวเองจะถูกดูถูกอยู่ปาว ๆ นับว่าเป็นพ่อและสามีที่ไม่ได้เรื่อง หยางอ้ายหยากกรีดร้องออกมาแต่ก็ต้องสงบสติอารมณ์ สุดท้ายได้แต่กำหมัดแน่นก้มหัวคำนับเท่านั้น

          “ได้ ได้ ข้าขอขอบคุณทุกคนที่หวังดี ข้าจะไม่อยู่แล้วตระกูลกู้นี่ ข้าขอตัว ลาก่อน” ว่าเสร็จเซี่ยหยางอ้ายก็เดินออกมาจากห้อง นางรีบจ้ำอ้าวไปให้ถึงเรือนตัวเองโดยเร็วที่สุด ครั้งถึงแล้วน้ำหูน้ำตาต่างไหลพรั่งพรูออกมาราวกับเขื่อนแตกด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ

          “หยางอิน” นางเดินไปเปิดประตูเข้าไปเห็นบุตรชายอยู่บนเตียงก็โผเข้ากอด “ไป ไปกับแม่ แม่ ไม่อยู่แล้วตระกูลกู้นี่” หยางอ้ายพูดด้วยแรงอารมณ์ผู้เป็นบุตรมึนงงกับสถานการณ์ตรงหน้า

          “เกิดอะไรขึ้นท่านแม่” เขาถามมารดาด้วยความสงสัย

          “หยางอินอย่าเพิ่งถามแม่เลย เจ้าจงเก็บข้าวของแม่จะพากลับตระกูลเซี่ย ต่อไปนี้แม่ไม่ใช่คนของตระกูลกู้อีก เจ้าก็ด้วย” หยางอ้ายว่าเสร็จก่อนจะลุกเดินเข้าห้องเก็บข้าวของตนเองจนเสร็จสิ้น หยางอินไม่รู้จะทำอะไร เขาลุกเดินเก็บของอย่างงง ๆ จนแล้วเสร็จหยางอ้ายก็หอบของเข้ามา

          “เราจะเดินทางกันตอนนี้เลยหรือขอรับ นี่ก็เย็นมากแล้ว” หยางอินอดถามไม่ได้

          “ใช่ แม่ไม่อยากอยู่แม้แต่วินาทีทีเดียว เสร็จแล้วก็รีบไปกันเถอะ” สองแม่ลูกหอบข้าวหอบของเดินผ่านสายตาเหล่าอนุภรรยาเจ้าตระกูลกู้กับสาวใช้ทั้งหลายที่เมื่อทราบข่าวว่าเซี่ยฮูหยินจะออกจากตระกูลกู้ก็มารอดูพลางกระซิบกระซาบหัวเราะคิกคักโดยไม่ทันสังเกตเห็นเด็กชายที่หิ้วของตามมาว่าไม่ได้มีอาการของคนป่วยเลยแม้แต่น้อย

          “เซี่ยฮูหยิน เซี่ยฮูหยิน” ก่อนจะถึงหน้าประตูจวนเสียงพ่อบ้านตระกูลกู้ก็ดังขึ้น

          “พ่อบ้านกู้” หยางอ้ายหันกลับไปทัก

          “เซี่ยฮูหยินระงับโทสะ อย่าเพิ่งออกไปจากจวนเลยขอรับ”

          “พ่อบ้านกู้ ตอนที่เหล่าภรรยานายท่านกล่าวเหมือนว่าไล่ข้า ท่านกู้มิได้เอ่ยปากห้ามปรามแต่อย่างใด มิเท่ากับเจ้าตระกูลของท่านต้องการขับไสไล่ส่งข้าเช่นกันกระนั้นหรือ” หยางอ้ายว่าด้วยความเจ็บใจและน้อยใจ

          “เซี่ยฮูหยิน...” พ่อบ้านกู้กำลังจะกล่าวรั้งอีกครั้งแต่เจ้าของชื่อกลับยกมือห้าม นางสูดลมหายใจลึกอย่างคนตัดสินใจที่เด็ดขาด

          “ข้าไม่ใช่เซี่ยฮูหยินของตระกูลกู้อีกแล้ว ต่อไปนี้ข้าคือเซี่ยหยางอ้าย และฝากท่านไปเรียนท่านเจ้าตระกูลกู้ว่า หากเขาไม่ต้องการบุตรคนนี้ ข้าจะรับไว้เป็นกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวและเขาห้ามเรียกร้องภายหลัง และเพื่อไม่ให้ตระกูลกู้แปดเปื้อนอย่างที่พวกเขาเกรงหลัว กู้หยางอินก็จะไม่มีแล้วเช่นกัน จะมีแต่เซี่ยหยางอินเท่านั้นฝากท่านรายงานตามนี้ด้วย อ่อ แล้วอีกอย่าง” หยางอ้ายเปิดหีบล้วงเอาสมบัติมากมายทั้งปิ่นแหวนเงินทองออกมายัดเข้าไปในมือพ่อบ้านกู้ “ค่าเลี้ยงดูตลอด 10 กว่าปี นับแต่นี้ตระกูลเซี่ยตระกูลกู้มิได้มีอันใดติดค้างกันอีก” ว่าจบเซี่ยหยางอ้ายก็คว้าเอาบุตรชายตนเองออกจากจวนไปทันที

          พ่อบ้านตระกูลกู้เมื่อตั้งสติได้กำลังจะเอ่ยห้ามปรามก็ต้องชะงักเมื่อพลันสายตาเหลือบไปเห็นเด็กน้อยที่อดีตฮูหยินลำดับที่ 12 จูงมืออยู่ ถึงจะเด็กแต่ก็รู้ว่ารูปงาม ผิวพรรณขาวเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ใบหน้าอิ่มเอิบอย่างคนสุขภาพดีเสียยิ่งกว่าดีอีก นี่น่ะหรือนายน้อยตระกูลกู้ที่เขาว่าป่วยมาร่วม 10 กว่าปี ถ้านี่คือสภาพของคนป่วยแล้วอย่างไรคือของคนสุขภาพดีกันเล่า

          สองแม่ลูกขึ้นรถม้ารับจ้างออกจากตระกูลกู้สู่จวนสกุลเซี่ยซึ่งอยู่เมืองหลวงเขตนอกทันที เมื่อมาถึงหน้าจวน หยางอ้ายกังวลเป็นอย่างมากด้วยความสำคัญในสกุลเซี่ยตนก็เพียงลูกอนุภรรยาเจ้าตระกูลที่ถูกแต่งออกไปเชื่อมสัมพันธ์เท่านั้น แถมมารดาของนางยังเสียชีวิตแล้วอีกด้วย หยางอ้ายค่อย ๆ เดินพลางหอบของและจูงมือลูกชายเข้าไปในจวนด้วยความประหม่า ยังไม่ถึงตัวเรือนใหญ่ฮูหยินใหญ่และลูกสาวของนางพร้อมสาวใช้อีก 3 คนเดินปรี่เข้ามาขวางทันที

          “มาทำไมเสียมืดค่ำ” ฮูหยินใหญ่เอ่ยขึ้น

          “คารวะแม่ใหญ่ คาราวะพี่รอง” นางยอบตัวต่ำทำความเคารพทั้งสอง แต่สองแม่ลูกกลับทำท่าทีไม่สนใจ “ข้าออกจากตระกูลกู้แล้วหวังกลับมาอยู่กับท่านพ่อ”

          “ชะชะ ที่แท้ก็ถูกท่านแม่ทัพใหญ่เฉดหัวออกมาจากบ้านนั่นเอง แม่เจ้าก็ตายไปแล้วยังจะมาเอาอะไรอีก ไสหัวไป” เซี่ยฮวาอั๋นลูกสาวฮูหยินใหญ่ว่าขึ้น

          “แต่นี่ก็มืดค่ำแล้ว ข้าขอค้างสักคืนแล้วพรุ่งนี้เช้าจะรีบไป” หยางอ้ายเรียกร้อง แต่ไฉนเลยจะได้รับความเมตตา

          “ไม่ ถ้าขืนยังดื้อด้านข้าจะให้บ่าวไพร่มาลากตัวเจ้าออกไป” ฮูหยินใหญ่พูดเสียงเด็ดขาด หยางอ้ายรู้สึกกล้ำกลืน นางร้องขอพบเจ้าตระกูลก่อนแต่ถูกขีดขวาง ในที่สุดก็ต้องจำใจจูงมือบุตรเดินออกมา

          “อย่าริปริปากให้ท่านเจ้าตระกูลรู้ทีเดียว มิเช่นนั้นจะหาว่าข้าไม่เตือน” ฮูหยินใหญ่เอ่ยขึ้นหลังลับร่างหยางอ้ายกับหยางอินแล้ว เหล่าข้ารับใช้และลูกสาวก้มหน้ารับคำอย่างเต็มอกเต็มใจ

          ขณะนี้สองแม่ลูกเคว้งคว้างเหมือนเรือไร้หัวเสือ ความหวาดวิตกและความรู้สึกผิดประเดประดังเข้าโถมทำร้ายหัวใจของหยางอ้ายมิได้ขาด เป็นนางเองที่อารมณ์ร้อนพาลูกมาลำบากเยี่ยงนี้ หล่อนเหลียวมองบุตรวัย 12 ขวบปีของตนเองก่อนจะทรุดตัวลงกอดแล้วร้องไห้ออกมา

          หยางอินกอดปลอบมารดาที่กำลังร้องไห้พลันนึกในใจว่าคงถึงเวลาเนียนแล้วกระมัง เขานึกถึงกำไลหยกที่มีจี้เป็นผลึกสีรุ้งฉับพลันกำไลยินอวี้และผลึกมิติก็ปรากฏขึ้นในมือก่อนที่เขาจะโยนมันออกไปตกไม่ใกล้ไม่ไกล

          “ท่านแม่นั่นแสงอะไรกัน” จะว่าเคราะห์ดีก็ว่าได้ที่มันเรืองแสงนวลเย็นจนเห็นเด่นชัด หยางอ้ายคลายกอดก่อนจะหันตามไปดู หยางอินไม่รอช้าผละตัวออกจากมารดาแล้วทำทีวิ่งไปดูต้นตอของแสงนั่น

          “กำไลนี่ขอรับ แปลกจริงของผู้ใดกัน” เขาว่าขึ้นอย่างใสซื่อ

          “ไหนขอดูหน่อยซิ” หยางอ้ายว่าพลางย่อตัวลงดูกำไลหยกขาวในมือบุตร ‘ของมีค่าขนาดนี้ใครลืมไว้กัน’ นางรำพึงรำพันในใจก่อนที่หยางอินจะกระตุ้นพลังวิญญาณเข้าไปที่จี้กำไลพร้อมระบุว่าจะพาท่านแม่เข้าไปด้วยฉับพลันซุ้มประตูหินอ่อนสลักอักขระโบราณก็ปรากฏขึ้น

          “ท่านแม่นั่นประตูอะไรขอรับ” เขาชี้ให้มารดาดู หยางอ้ายอ้าปากค้างมองซุ้มประตูตามมือบุตร ‘มันมีอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน’ ไม่รอช้าหยางอินรีบวิ่งไปหอบของทั้งหมดแล้วเข้าไปข้างในทันที หยางอ้ายเห็นดังนั้นก็ตกใจวิ่งเข้าไปด้วย

          “สวยมาก” หยางอ้ายอุทานขึ้นเมื่อเห็นดินแดนภายใน มันเป็นป่าต้นไม้ขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้างในสายตาหล่อน ไหนจะแสงสีบนท้องฟ้ายามกลางคืนที่ราวกับผลงานจิตรกรรมชิ้นเอกนั่นอีก

          ‘เสี่ยวอัน’ หยางอินส่งกระแสสื่อสารผ่านพันธะไปหาภูติตนเองทันที

          ‘อะไร’ ปลายสายตอบ

          ‘ช่วยมาหาข้ากับท่านแม่ที่หน้าปราสาททีแล้วแสดงตัวว่าเจ้าเป็นเจ้าของมิตินี้หน่อย’ หยางอินส่งสารไปในขณะที่ตาก็จ้องมองมารดาที่กำลังอ้าปากค้างตกตะลึงกับคฤหาสน์หลังหรูอยู่ ‘อ่อ แล้วช่วยทำทียกมันให้กับข้าในฐานะที่ข้าเป็นคนพบเจอมันเข้าอะไรทำนองนี้ด้วยนะ’ หยางอินแจกแจงบทให้กับภูติน้อยเพื่อการแสดงละครตบตาครั้งยิ่งใหญ่ของเขาให้สำเร็จ เจ้าตัวนักแสดงก็โวยวายใหญ่ว่าเขาพาทำอะไรไร้สาระ แต่สุดท้ายภูติน้อยก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าเขากับท่านแม่อยู่ดี

          “ข้าเสี่ยวอันเจ้าของมิตินี้ เจ้ามาเจอมันเข้าโชคดีจังเลย งั้นข้ายกให้เจ้าละกัน” เสี่ยวอันพูดรัวเร็วหน้าตาย พอพูดจบร่างน้อยนั่นก็หายไปทันที หยางอ้ายเหลียวมองดูลูกชายด้วยความตกใจสุดขีด ส่วนหยางอินเหงื่อตกกับการแสดงที่แข็งทื่อของภูติพันธะ เขายกยิ้มแหย ๆ ให้กับมารดา

          “เย้ เหมือนข้าจะเป็นเจ้าของที่นี่แล้วหละท่านแม่ เรามีที่นอนแล้วเข้าไปข้างในกันเถอะ” ว่าจบเจ้าตัวก็ลากสังขารของมารดาที่ราวกับไร้วิญญาณเข้าไปในตัวปราสาท และแอบใช้เวทมนต์เคลื่อนย้ายจัดการข้าวของตนเองกับท่านแม่ทันที

          ข้างนอกว่าสวยแล้ว ข้างในก็ไม่แพ้กัน หยางอ้ายทำอะไรไม่ถูกได้แต่นิ่งและอ้าปากค้างวันนี้ไม่รู้ว่านางตื่นตะลึงตกใจอะไรไปบ้างแล้ว ตกใจกับความงามของคฤหาสน์ด้านนอก ตกใจที่มันกลายเป็นของลูกชาย แถมยังต้องมาตกใจข้างในคฤหาสน์ที่ถูกตกแต่งหรูหรายิ่งกว่าพระราชวังเสียอีก หยางอินมองมารดาที่ช็อคไปเป็นที่เรียบร้อย เขาก็ได้แต่จูงแขนหยางอ้ายเดินขึ้นไปชั้นบนพาไปพักผ่อนยังห้องว่างห้องหนึ่งเป็นอันเสร็จพิธี

          “ดูเหมือนนางจะไม่สบายนะ” เสี่ยวอันว่าขึ้นหลังจากที่สังเกตเห็นภาพมาทั้งหมด

          “คงจะอย่างนั้น” หยางอินพูดก่อนจะเดินเข้าอีกห้องที่ว่างแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มทันที เหลือไว้ก็แต่ภูติน้อยที่ครุ่นคิดเรื่องมารดานายพันธะของตัวเองอยู่ก่อนจะรับรู้บางสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เขามองไปยังประตูที่หยางอินเปิดเข้าไป ก่อนจะตาเหลือก

          “เฮ้ นั่นมันห้องนอนข้านะ” ภูติน้อยเปิดประตู้เข้าไปโวยวายทันที แต่หยางอินก็เพลียเกินกว่าจะลุกขึ้นมาโต้เถียงจึงคว้าเอาร่างเด็ก 5 ขวบไปนอนกอดแล้วหลับไปไม่สนใจภูติที่ดิ้นกระแด่ว ๆ อยู่ในอ้อมกอด

          เช้าวันรุ่งขึ้น หยางอ้ายลืมตาตื่นขึ้นมาพบว่าสถานที่แปลกใหม่นี้ไม่ถูกต้อง หล่อนหลับตาปี๋ส่ายหน้าไปมา

          “ฝันไป ฝันไปเท่านั้น” หยางอ้ายสะบัดหน้าไปมาอย่างเสียจริตด้วยคาดหวังว่าลืมตาตื่นขึ้นจะเห็นตนเองนอนอยู่ในเรือนตระกูลกู้เหมือนทุกวัน แต่ในความเป็นจริงนั้นทุกอย่างกลับเหมือนเดิมก่อนประตูบานใหญ่จะเปิดออก

          “ท่านแม่ เดี๋ยวล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้วลงมากินข้าวกันขอรับข้าเตรียมอาหารไว้พร้อมแล้ว” เป็นลูกชายของนางที่ยกอ่างแก้วบรรจุน้ำลอยดอกไม้เข้ามาวางไว้บนโต๊ะข้างเตียง หยางอ้ายกวักน้ำล้างหน้าพลางสูดกลิ่นหอมสดชื่นจากน้ำก่อนจะได้สติขึ้นมาบ้าง

          “หยางอิน เราอยู่ที่ไหนกันลูก” นางเอ่ยถามบุตรชาย

          “ในดินแดนมิติขอรับ มันเป็นของลูกแล้วท่านแม่ไม่ต้องห่วง” ดินแดนมิติมิใช่อุปกรณ์เวทย์ในตำนานนั่นหรือ มันหายากขนาดที่ทั้งเมืองมีกันอยู่นับนิ้วได้ และส่วนใหญ่ก็เป็นคนในราชวงศ์และประมุขพรรคของชาวยุทธหรือเจ้าสำนักเวทย์เท่านั้น ด้วยต้องใช้ผู้มีอาณาปราณสีม่วงขึ้นไปถึงจะทำมันได้ แต่จะว่าไปเหมือนนางได้ยินมาว่าเจ้าตระกูลกู้เองก็มีมันเหมือนกันเป็นสมบัติล้ำค่าที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นไว้สำหรับเก็บยุทโธปกรณ์การรบ แต่บัดนี้ลูกชายของนางกลับได้มันมาฟรี ๆ อย่างกับส้มหล่น ไม่ใช่ซี นี่มันเพชรเม็ดโตหล่นลงมากันเลยทีเดียว เมื่อนางพยายามยอมรับอะไรต่อมิอะไรได้หยางอ้ายก็เดินลงมากินข้าวที่มีรสรูปกลิ่นแปลกประหลาดยิ่งนัก แต่อร่อยราวอาหารทิพย์แถมกลิ่นยังหอมเย้ายวนชวนหิว การจัดจานหรือกระทั่งผักผลไม้แกะสลักเหล่านี้ก็สวยงามจนแทบไม่กล้ากินในตอนแรกทีเดียว และในมื้อเช้านี้ก็มีแขกรับเชิญเป็นเด็กน้อยนามเสี่ยวอัน ที่หล่อนมารู้ทีหลังว่าเป็นภูติแถมเป็นภูติในพันธะกับลูกชายหล่อน นี่สวรรค์จะเข้าข้างลูกหล่อนไปถึงไหนกัน ภูตินี่มิใช่สิ่งมีชีวิตระดับบรรพกาลที่หายสาบสูญไปหลายพันปีแล้วหรือ

          “ท่านแม่ ในเมื่อตระกูลกู้กับตระกูลเซี่ยมิต้อนรับเราอีก ข้าก็หวังจะเปลี่ยนแซ่สร้างตระกูลขึ้นมาใหม่” หยางอินพูดขณะรับประทานอาหาร มันเป็นผลมาจากการที่เขานอนคิดนั่งคิดทั้งเช้า ด้วยเห็นถึงความลำบากของตนเองกับมารดาในขณะที่อยู่ตระกูลกู้ ไหนเลยจะคำพูดจาขับไสไล่ส่งท่านแม่กับตนของคนสกุลเซี่ยอีก มันเป็นสิ่งที่เขายอมรับไม่ได้และนึกแค้นเคืองทีเดียว คอยดูเขากับท่านแม่จะสร้างตระกูลที่ยิ่งใหญ่กว่าสองตระกูลนี่ทีเดียว หยางอินหมายมั่นปั่นไว้ในใจ

          “แม่...” หยางอ้ายพูดอะไรมิออกด้วยในส่วนลึกก็อยากเปลี่ยนแซ่เสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่อีกใจก็ด่าทอว่าการเปลี่ยนแซ่นั้นเป็นการอกตัญญูต่อบรรพบุรุษ มิสมควรแม้แต่จะคิดทีเดียว

          “ท่านแม่ ท่านก็เห็นว่าสองตระกูลมิได้ใยดำใยดีเราเลย ข้าเองก็ลำบากใจแต่ขืนใช้แซ่ของคนเหล่านี้คนเขาจะครหาว่าเราเอาสกุลเขามาอ้าง ทั้งท่านแม่เองก็ได้ลั่นวาจาไปแล้วว่าข้ามิใช่กู้หยางอินแต่เป็นเซี่ยหยางอิน และตระกูลเซี่ยก็มิใคร่จะเต็มใจรับข้านัก ถ้าเราเปลี่ยนแซ่เสียก็จะสบายใจกันทั้งสามฝ่าย” หยางอินพยายามอธิบาย

          “เช่นนั้นก็แล้วแต่ลูกเถอะ แล้วเราจะใช้แซ่ว่าอะไร” หยางอ้ายหลังคิดตามคำพูดบุตรก็จนปัญญาจะโต้แย้งใด ๆ

          “ลูกยังคิดไม่ออก แต่ก่อนจะเปลี่ยนสกุลลูกเห็นว่าเราน่าจะพัฒนาตนเองก่อนดีกว่า ภายหน้าจะได้ป้องกันตนเองได้ ท่านแม่เห็นหนังสือนั่นไหม ลูกลองอ่านแล้วมันมีทั้งตำราเวทย์มนตร์ ตำราอักขระ ตำราโอสถและเคล็ดวิชายุทธมากมายทีเดียว” หยางอินชี้ให้หยางอ้ายดูชั้นวางหนังสือทำเอาผู้เป็นมารดาถึงกับตาค้างตกใจ

          ภายหลังจากที่สองแม่ลูกออกจากตระกูลกู้นี่ก็นับเป็นเวลา 5 เดือน หยางอ้ายกับหยางอินต่างเก็บตัวพัฒนาฝีมือได้รวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์ นับตั้งแต่วันนั้นหยางอินมิได้ปิดบังความสามารถอะไรกับมารดาเลย ด้วยจะอ้างว่าเรียนรู้จากตำราในคฤหาสน์ตลอด ซึ่งหยางอ้ายก็มิได้เอะใจอะไรหนำซ้ำยังยินดีกับลูกชายที่มีความสามารถมาก แต่ก็หลายครั้งที่นางประหลาดใจกับพรสวรรค์ที่เกินมนุษย์ไปจริง ๆ อาทิเช่นการที่บุตรนางมีธาตุหลักถึง 8 ธาตุแถมทุกธาตุยังบริสุทธิ์เสียจนเป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ไปแล้วนับว่าอัศจรรย์มาก ด้วยคนทั่วไปจะมีธาตุในการใช้เวทย์และวรยุทธ์เพียง 3 ธาตุเท่านั้นแถมมีธาตุหลักที่สามารถใช้ได้ดีเพียงธาตุเดียว นอกนั้นก็เป็นธาตุรองไป อย่างตัวนางเองก็มีธาตุน้ำเป็นธาตุหลักมีธาตุพฤกษากับธาตุไฟเป็นธาตุรอง หรือกระทั่งนักเวทย์ระดับราชันย์อย่างราชครูจินหยูที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของฮ้องเต้แคว้นหลงที่ถูกยกย่องว่าเป็นผู้ใช้เวทย์ได้ดีที่สุดแห่งยุค ยังมีแค่ 4 ธาตุเลย แต่นี่เหมือนบุตรนางจะใช้ 8 ธาตุได้ดีไม่ต่างกันทีเดียว หรือจะการที่บุตรชายนางสามารถปรุงโอสถและเขียนอักขระได้นับว่าน่าประหลาดใจแต่พอนึกได้ว่าบุตรชายนางมีธาตุศักดิ์สิทธิ์ถึง 8 ธาตุนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ ‘สวรรค์ชดเชยสิ่งที่บุตรชายเสียไปเป็นเวลา 10 กว่าปีแล้ว’ หลายต่อหลายครั้งที่หยางอ้ายนั่งร้องไห้ด้วยความปลื้มปีติกับความสามารถของลูกหล่อน ตอนนี้หยางอินพัฒนาร่างกายจนสามารถรองรับอาณาปราณสีขาวขั้นกลางได้ เขาฝึกเคล็ดวิชาของเทพไป่หูมิได้ขาดจนร่างกายเขาแข็งแกร่งและสามารถใช้วรยุทธ์ระดับผู้ใช้ยุทธ์ได้แล้วอีกด้วย ข้างฝ่ายหยางอ้ายเองก็มิได้น้อยหน้าบุตร นางมีธาตุหลักเป็นธาตุน้ำธาตุรองเป็นธาตุไฟและธาตุพฤกษาที่หยางอินแอบถ่ายทอดพลังศักดิ์สิทธิ์ใส่อาหารให้กินบ้าง หรือกระทั่งปรุงยาธาตุศักดิ์สิทธิ์ให้กินโดยตรงทำให้ตอนนี้พลังปราณและธาตุของนางบริสุทธิ์ถึง 9 ส่วนนับว่ามากทีเดียว ตอนนี้หยางอ้ายบ่มเพาะอาณาปราณจากเดิมคือระดับแรกเริมขั้นกลางตอนนี้ถึงสีเหลืองขั้นกลางแล้วโดยได้รับการช่วยเหลือจากพลังปราณและโอสถของลูกชาย โดยนางเองก็ไม่สบายใจนัก การที่บุตรชายของนางถ่ายทอดพลังให้เช่นนี้นับไม่สมควรพลอยให้บุตรนางพัฒนาตนเองช้าไปด้วย แต่หยางอินให้เหตุผลว่าร่างกายตนเองมีข้อจำกัดทั้งวิญญาณยังมีธาตุทั้ง 8 สามารถพัฒนาได้ช้าอยู่แล้ว สู้เอาพลังฌานยกให้หยางอ้ายเร่งพัฒนาตนเองสู่อาณาปราณสีเขียวได้โดยเร็วจะดียิ่งกว่า เป็นการสร้างอำนาจให้กับตระกูลใหม่ที่จะเริ่มสร้างขึ้นด้วยเลย ซึ่งหยางอ้ายก็จนปัญญาที่จะโต้แย้งด้วยในใจก็เห็นด้วย ส่วนระดับการใช้ยุทธนางเป็นเพียงผู้ใช้ยุทธขั้นกลางเท่านั้น ในขณะที่การใช้เวทย์นางเป็นถึงจอมเวทย์ขั้นต้นทีเดียวแถมตอนนี้ยังสามารถปรุงโอสถและเขียนอักขระสีเหลืองได้แล้ว นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี มิใช่ซิที่ดีมากถึงมากที่สุดต่างหาก


----------------------------------------------------------------------------

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเม้นท์นะครับ ซึ่งตอนนี้เกิดความต้องการเป็นสองฝ่ายนั่นคือ

-1- อยากให้วาย

-2- ไม่อยากให้วาย

จริง ๆ แล้วผมเองก็มีบทสรุปในใจอยู่ 555 เอ้อ สารภาพด้วยว่าผมเป็นหนุ่มวายเน้ออ แอบเขินที่ต้องมาพูดอะไรแบบนี้ ฮาาา แต่ก็นั่นแหละครับด้วยส่วนตัวเป็นคนอ่านนิยายแฟนตาซีที่ไม่อินกับเรื่องที่มีความรักเท่าไร เอ้า!! แล้วสรุปจะเป็นวายไม่วาย ก็ไม่บอก 555 หลบเกิบหลบขวดแป็บ ติดตามเนาะเรื่องมันมีผู้ชายเยอะอาจจะมีฉากให้จิ้นบ้างพอเป็นกษัยแต่คงไม่หวือหวามาก แต่จะจบวายไม่วายอุบอิบไว้ก่อนเน้อ ยังไงคนที่ไม่ชอบอยากให้ลองเปิดใจหน่อยหนาอย่าเพิ่งหนีหาย กราบบบ

ปล. 1 เพิ่งรู้ว่าการเขียนนิยายมันยากและนานขนาดนี้ กราบไรท์เตอร์ทุกคนที่ปั่นผลงานดี ๆ ให้อ่านตลอด

ปล. 2 ขอบคุณที่อ่านมันนะครับ ยิ่งขอบคุณมาก ๆ ที่เม้นท์เพราะว่ามันเป็นกำลังใจจริง ๆ มีแรงฮึบจนไม่อ่านหนังสือสอบแล้ว 555 ผมสอบอีกแล้ว สอบทีไรปั่นนิยายทุกที T^T เพราะฉนั้นอย่าหนีหายกันไปไหนนะ

ปล. 3 ยังต้องการชื่อเรื่องอยู่นะครับ 555

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น