facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 2 (รีไรท์) ปีกอบอุ่นของชายโดดเดี่ยว

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 (รีไรท์) ปีกอบอุ่นของชายโดดเดี่ยว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.9k

ความคิดเห็น : 25

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ม.ค. 2564 21:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 (รีไรท์) ปีกอบอุ่นของชายโดดเดี่ยว
แบบอักษร

อากาศยามค่ำคืนกลางทะเลทรายเย็นเยียบต่างจากกลางวันโดยสิ้นเชิง แต่ทว่าโคโค่ที่กำลังนอนอยู่บนเตียงกว้างกลับกระสับกระส่าย เหงื่อกาฬแตกพลั่ก คิ้วเรียวขมวดเป็นปม เธอกำลังฝัน ฝันที่บอกไม่ถูกว่าดีหรือร้าย แต่มันเป็นอดีตที่เธอไม่เคยลืมแม้ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม

สองร้อยปีก่อนเป็นวันที่เธอเกิด ทั้งยังเกิดในเผ่าที่แสนวิเศษอย่างฟินิกซ์ สูงส่ง งดงามและเป็นอมตะ เพียงแต่ว่าเผ่านกไฟเช่นฟินิกซ์ค่อนข้างจะแปลกประหลาดอยู่บ้าง เพราะปกติแล้วนกไฟจะให้กำเนิดแต่ตัวผู้เท่านั้น ดังนั้นเพื่อการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ที่มีข้อจำกัด พวกเขาจึงเลี้ยงมนุษย์เด็กผู้หญิงกำพร้าตั้งแต่อายุน้อยๆ ให้เติบโตเพื่อแต่งงานกับชายหนุ่มในเผ่า วงจรชีวิตของผู้หญิงเหล่านั้นมีไม่มาก ถูกเลี้ยงดูอย่างดี โตเป็นสาว ฟินิกซ์วัยเจริญพันธุ์เลือกไปเป็นคู่ ตั้งท้อง คลอดฟินิกซ์ตัวผู้ออกมา จากนั้นก็รอวันตายตามอายุขัยของมนุษย์ซึ่งเทียบกับนกฟินิกซ์แล้วมันช่างแสนสั้น 

มาถึงตรงนี้ฟังๆ ดูแล้วเหมือนชีวิตจะสุขสบาย แต่พวกเธอเหล่านั้นไม่เคยได้รับอิสระ โลกภายนอกเป็นอย่างไรไม่อาจรับรู้ แต่ก็เป็นธรรมเนียมและข้อปฏิบัติที่เผ่าฟินิกซ์ทำมาโดยตลอด จนกระทั่งเธอเกิด

แม่ของเธอก็เป็นมนุษย์ผู้หญิงที่ถูกเลี้ยงดูเพื่อเติบโตเป็นเจ้าสาวของนกไฟหนุ่ม ความผิดพลาดเดียวที่ตัดสินชีวิตคือเธอเกิดมาเป็นทารกผู้หญิง เหล่าผู้อาวุโสแตกตื่นกลัวว่าเธอจะกลายเป็นตัวหายนะ ไม่ว่าจะตำราโบราณ คำทำนายที่ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ แต่หลายหมื่นหลายพันปีไม่เคยมีฟินิกซ์ตัวเมียถือกำเนิดมาก่อน สุดท้ายจึงตัดสินใจฆ่าทิ้งเพื่อตัดปัญหา

ทิ้งเหมือนขยะไร้ค่าชิ้นหนึ่ง ส่วนลานประหารก็คือกองขยะเน่าเหม็นที่สูงเป็นภูเขา

ตอนนั้นเธอไม่รู้ว่าการถูกตัดคอแล้วละลายกระดูกมันเจ็บปวดแค่ไหน แต่ฟินิกซ์โดยทั่วไปสามารถเผาไหม้ตัวเองแล้วถือกำเนิดใหม่ได้หากชิ้นส่วนร่างกายหลงเหลือ พวกเขาจึงเลือกวิธีที่โหดเหี้ยมและถอนรากถอนโคน บั่นคอจนขาด ละลายเลือดเนื้อและกระดูก แต่พวกเขากลับละเลยบางอย่าง หยดเลือดเพียงหยดเดียวบนกระป๋องนมเก่าๆ ทำให้เธอสามารถเผาไหม้ตัวเองแล้วถือกำเนิดใหม่จากกองขี้เถ้า มันเป็นความพิเศษที่พวกเขาไม่รู้ และเธอเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าทำได้อย่างไร แถมเธอยังเป็นเพียงทารกอายุแค่ไม่กี่วัน ความจำในส่วนนั้นจึงไม่หลงเหลืออยู่ในสมองสักเท่าไหร่

เธอตายไปครั้งหนึ่งแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว และในวันเดียวกันนั้นแม่ของเธอก็พาหนีออกจากเผ่า เธอไม่รู้ว่าแม่มนุษย์อ่อนแอเปราะบางถึงเพียงนั้นสามารถหอบทารกแล้วหนีออกมาได้อย่างไร แม้กระทั่งการข้ามผ่านประตูเชื่อมระหว่างเผ่าฟินิกซ์และโลกมนุษย์ก็ยังทำได้สำเร็จ

เมย์คือชื่อของแม่เธอ หญิงสาวแรกรุ่นที่เดิมพันทั้งชีวิต หอบทารกในอ้อมกอดระหกระเหินไร้ทิศทาง ในหัวเอาแต่คิดว่าถ้าจะหนีปีกแห่งไฟก็ต้องหนีให้ไกล แต่เพราะถูกเผ่าฟินิกซ์เอาตัวไปเลี้ยงตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ เธอจึงหนีไปแบบไร้ทิศทาง อากาศก็อยู่ในช่วงฤดูหนาวที่หิมะเริ่มตก ทั้งหนาวและหิวเกือบจะตายอยู่บนกองหิมะ ยังดีที่มีคนยื่นมือช่วยเหลือในวินาทีที่สิ้นหวังที่สุด

ผู้หญิงที่ช่วยสองแม่ลูกไว้เป็นอาชญากรที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ เธอมีชื่อว่าแจ๊คกี้ หญิงสาวสวยจัดคนนี้ทำการฆ่าคนต่อเนื่องถึง 50 ศพและกำลังหลบหนีเช่นกัน เมย์ไม่มีหนทางไป ส่วนแจ๊คกี้กำลังหาที่หลบซ่อน สุดท้ายทั้งคู่ตัดสินใจร่วมหัวจมท้ายมุ่งหน้าไปยังเกาะคนบาป เกาะที่เป็นแหล่งรวมเหล่าคนสารเลวทุกรูปแบบเอาไว้ ตั้งแต่ขอทาน โจรกระจอก ไปจนถึงอาชญากรข้ามชาติ ที่แห่งนั้นไม่มีกฎหมายไม่มีอะไรทั้งสิ้น 

โคโค่ใช้ชีวิตและเติบโตที่นั่นถึง 100 ปี

ชื่อเกาะคนบาปผู้คนอาจคิดถึงความเลวร้ายแบบสุดกู่ แต่ในสายตาของโคโค่ พวกคุณลุงและป้าๆ ทั้งหลายกลับเหมือนข้าราชการวัยเกษียณเสียมากกว่า อย่างลุงจอร์จข้างบ้านเคยเป็นมือหนึ่งเรื่องการงัดแงะ เขามักอารมณ์ดีและมีมุกตลกชวนขำกลิ้ง วันๆ เอาแต่ปลูกผักปลูกหญ้าจนแบ่งกินได้ทั้งเกาะ ป้าเมลดี้มือทำระเบิดฝั่งตรงข้ามถักผ้าพันคอได้เก่งมาก หรืออย่างยายลาล่าผู้เป็นถึงโจรขโมยสุสานชื่อดังก็ผันตัวมาเป็นหญิงชราผู้รักการตกปลา จากที่พูดมาเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น และพวกเขาเหล่านี้คืออาจารย์ในชั้นเรียนนอกตำราของเธอ

ส่วนชื่อโคโค่เธอก็ได้มาจากบางสิ่งบางอย่างในเกาะนี้ แม่เธอไม่รู้หนังสือเพราะถูกเลี้ยงดูมาให้เป็นคนผลิตลูกขยายพันธุ์เท่านั้น สุดท้ายจึงได้ขอให้อาแจ๊คกี้ตั้งชื่อให้ แต่ใช่ว่าฆาตกรต่อเนื่องจะมีอารมณ์กวีรู้ศาสตร์ศิลป์อะไร อาแจ๊คกี้จึงจนปัญญาสุดๆ จนกระทั่งเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง

“ชื่อโคโค่เถอะ น่ารักดีนะ” แจ๊คกี้จ้องหน้าเด็กน้อยที่เธอหลงรักตั้งแต่แรกเห็น “หมาบ้านของจอจิน่าก็ชื่อนี้ ทั้งแข็งแรง ว่าง่าย แถมยังฉลาด”

โคโค่ของบ้านจอจิน่าเป็นหมาพันทางอ้วนท้วนตัวหนึ่ง หลังจากนั้นมาพอใครเรียกโคโค่ คนหนึ่งหันส่วนอีกตัวก็กระดิกหางโดยพร้อมเพรียง

พูดถึงเรื่องอาแจ๊คกี้ก็คิดได้อยู่เรื่องหนึ่ง สมัยตอนที่เธออยู่เกาะคนบาปมันสนุกมาก ทุกคนรวมใจกันถ่ายทอดวิชาให้จนจำแทบไม่หวาดไม่ไหว เรียนรู้หลายสิบปีก็ไม่มีหมด แม้แต่ขอทานระดับกะลาทองอย่างกั๊ฟฟี่ยังพยายามสอนเธอเช่นกัน ทำนองว่าต้มตุ๋นอย่างไรคนถึงจะมอบเงินให้ ยกเว้นอาแจ๊คกี้ที่ไม่ยอมแพร่งพรายเรื่องงานที่เคยทำออกมาแม้แต่คำเดียว เธอเคยรบเร้าถามครั้งหนึ่ง และคำตอบที่ได้ทำให้เธอไม่เคยถามถึงมันอีกเลย

“ฝันร้ายที่สร้างขึ้นด้วยน้ำมือตัวเองจนตายมันก็ไม่หนีไปไหนหรอกนะโคโค่” ตอนที่อาแจ๊คกี้พูดประโยคนี้ดวงตางดงามคู่นั้นเศร้ามาก

แต่ต่อให้ตั้งมั่นอย่างไรก็มีวันหนึ่งที่แจ๊คกี้ต้องผิดคำพูด วิธีฆ่าคนที่เป็นเหมือนฝันร้ายหลอกหลอนแบบนั้นเธอต้องสอนให้หลานรักเป็นกรณีพิเศษ

ผ่านไปสี่สิบปีเกาะคนบาปได้เปลี่ยนไป โคโค่อายุสี่สิบแต่หน้าตากลับหยุดนิ่งตั้งแต่อายุยี่สิบแล้ว เธอยังคงเป็นสาวน้อยน่ารักรูปร่างโดดเด่น ทว่าอาชญากรคนเก่าๆ ที่สนิทสนมเริ่มล้มหายตายจากไปตามอายุ แม่ของเธอเองก็แก่ชราและเจ็บออดๆ แอดๆ แต่เกาะกลับเจริญรุ่งเรืองจนขยายขึ้นแผ่นดินใหญ่ไปบางส่วน จากเมือง S ถูกเรียกใหม่ว่าเมืองคนบาป เกาะเล็กๆ แห่งนี้จึงถูกกลืนกิน มีผู้คนมากหน้าหลายตาเริ่มเข้ามาครอบครองพื้นที่บนเกาะเพื่อขยายอิทธิพล และเธอเริ่มถูกคุกคาม

กลางดึกคืนหนึ่งบ้านเธอถูกบุกรุกจากชายฉกรรจ์สามคน แม่ของเธอถูกทำร้ายส่วนเธอดิ้นรนแทบคลั่ง พวกสัตว์นรกมันจะข่มขืนเธอ ทว่าเพียงมือสกปรกแตะคอเสื้อเลือดสดสีแดงฉานก็สาดกระเซ็น ชายชั่วล้มลงไปกองกับพื้นโดยมีอาแจ๊คกี้ถือมีดด้วยสีหน้าเย็นเยียบอยู่ด้านหลัง

“จับมีด แทงแล้วบิด” บทเรียนแรกจากอาแจ๊คกี้มาพร้อมกับมีดที่ถูกยัดใส่มือ “หลอดลม กกหู เบ้าตา ชายโครง ต้นขาด้านใน”

ชายชั่วที่เหลืออีกสองคนกลายเป็นตุ๊กตาฝึกหัด คืนนั้นเธอฆ่าคนเป็นครั้งแรก และนั่นทำให้เธอรู้ว่าอาแจ๊คกี้ไม่ใช่ฆาตกรต่อเนื่องและมนุษย์ อาแจ๊คกี้คือปีศาจงูขาวที่เหลือตัวสุดท้าย เผ่าพันธุ์ถูกคนกลุ่มหนึ่งล้มล้างจนหมดสิ้น ส่วนห้าสิบชีวิตที่ฆ่าก่อนจะหนีมาอยู่บนเกาะคนบาปคือการเอาเลือดล้างเลือด

หลังจากที่บ้านถูกบุกรุกโคโค่ระแวดระวังตัวมากขึ้น ที่นี่ไม่มีตำรวจไม่มีกฎหมาย อยู่หรือตายก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเอาตัวรอดเองทั้งสิ้น เธอจึงเริ่มลักขโมยของมีค่าของพวกมาใหม่บนเกาะ อาจจะเรียกว่าขโมยต่ออีกทีก็ได้ในเมื่อของพวกนี้เจ้าพวกนั้นก็ขโมยมาเหมือนกัน และเหตุนี้เองเธอจึงได้รู้ว่าสิ่งที่ถูกสอนมาตั้งแต่เด็กคือบทเรียนจากบุคคลในตำนานทั้งสิ้น ตั้งแต่ย่องเบา งัดแงะ ฉ้อฉล ต้มตุ๋นและหลอกลวง ทุกสิ่งทุกอย่างที่อาชญากรคนหนึ่งจะมีได้เธอมีมันทั้งหมด

“โคโค่ออกจากเกาะพาเมย์ไปหาหมอเถอะ” แจ๊คกี้พูดขึ้นในวันหนึ่ง เพราะเมย์แก่ชรามากแล้ว และอาการในวันนี้ทำท่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่

“แม่ไม่ยอมไป แม่บอกว่าที่นี่เป็นบ้าน” โคโค่ยิ้มเศร้า ตลกสิ้นดีที่เผ่าสวยหรูกลับเหมือนขุมนรกของผู้หญิงคนหนึ่ง แต่เกาะโสมมคนบาปแห่งนี้กลับเป็นบ้านที่แสนอบอุ่นหาใดเปรียบ

เพราะเมย์ไม่อยากจากบ้านหลังเล็กนี้ไป เพียงไม่นานจากวันนั้นเมย์ก็จากไปอย่างสงบ โคโค่และคนเก่าแก่ที่ยังพอมีชีวิตอยู่ร่วมเผาศพเมย์อย่างอาลัย ที่นี่ไม่มีสุสานเป็นที่นอนหลับหลังความตาย เถ้ากระดูกของแม่ผู้แข็งแกร่งจึงถูกโปรยไปตามสายลมที่หอบเอาวิญญาณดวงหนึ่งไปด้วย

ในวันนั้นโคโค่ยืนริมผาอยู่นาน จนกระทั่งพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าถึงได้กลับบ้าน อันที่จริงเธออยากร้องไห้ แต่ฟินิกซ์ไม่มีน้ำตา

โคโค่อาศัยทำเงินอยู่ในเกาะคนบาปอีกหกสิบปีถึงทิ้งบ้านหลังเล็กแล้วจากมาในตอนที่อายุครบร้อยพอดี สาเหตุเพราะอาแจ๊คกี้ถูกคนที่เธอติดหนี้ชีวิตจองเวรโดยมีเทพีเนเมซิสแห่งการล้างแค้นเป็นคนออกหน้าจัดการ ทั้งห้าสิบชีวิตเรียกร้องต่อรองหลังเป็นดวงวิญญาณว่าเผ่าปีศาจงูขาวเลวร้ายจำต้องกำจัดทิ้ง แจ๊คกี้สูญเสียหนึ่งครอบครัวทว่าพวกเขาผู้เป็นถึงนักบวชบำเพ็ญตนต้องสูญเสียถึงห้าสิบชีวิต เรื่องนี้มองอย่างไรก็ไม่ยุติธรรม นักบวชเช่นพวกเขาทำคุณประโยชน์ให้เหล่าเทพเสมอมา นอกจากบูชาแล้วยังคอยเป็นหูเป็นตาเพื่อแลกกับอายุขัยที่ยืนยาวอีกนิดเท่านั้น

เทพีเนเมซิสพิจารณาอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายเห็นแก่คนห้าสิบชีวิตที่ปฏิบัติตัวต่อเหล่าเทพอย่างดี จึงตัดปัญหาด้วยการจองจำแจ๊คกี้ 500 ปีเพื่อทำโทษที่ลงมือเกินกว่าเหตุ ปีศาจงูขาวขาดเพียงอิสระแต่ไม่ถึงตาย นางเองคิดว่าเรื่องนี้เที่ยงธรรมพอ

แต่พอตัดสินไปแล้วนางกลับถูกเด็กผู้หญิงคนหนึ่งโวยวายใส่ วิหารของนางถูกขโมยของบูชาครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อต่อต้าน หนักข้อขึ้นหน่อยแม้แต่ล้อเกวียนกับปีกรูปปั้นของนางก็ยังถูกขโมยไป กลายเป็นว่านางต้องลงมาหาเด็กคนนี้โดยเฉพาะเพื่อยื่นเงื่อนไขบางอย่าง ซึ่งเงื่อนไขที่ว่าสามารถเบาแรงนางได้พอสมควร นางเป็นเทพีแห่งการล้างแค้น ในโลกใบนี้มนุษย์มีจิตอาฆาตพยาบาทมากมายและมีหลายประเภท และประเภทที่นางเบื่อที่สุดคือวิญญาณที่สิงสู่ในสิ่งของ วิญญาณพวกนี้มักสงบนิ่งแต่ใจพยาบาทคั่งแค้นจนรบกวนนางอยู่เสมอ แต่เวลาตามหานั้นยากมาก แถมจัดการอย่างไรก็ไม่หมดเสียที จะอาศัยตอนที่เหล่ายมทูตมาจัดการก็นับว่ารอโดยเปล่าประโยชน์ ที่ไหนๆ ก็ไม่ยุ่งเท่าที่นรก ถ้าเช่นนั้นไม่สู้ยืมมือเด็กสาวผู้มีความสามารถกวนประสาทคนนี้สักระยะหนึ่ง อย่างน้อยก็พอปัดเรื่องกวนใจออกไปได้บ้าง

“ภายในสองร้อยปีหลังจากนี้ จงปลดปล่อยวิญญาณห้าร้อยดวงจากความอาฆาตแค้นพยาบาทที่สิงสู่ยึดกับสิ่งของ ทำงานสองร้อยปีแลกห้าร้อยปีของงูขาว”

โคโค่พยักหน้ารับปากเมื่อรู้เงื่อนไข เพียงสองร้อยปีกับการทำตามคำขอของเหล่าวิญญาณที่เจ็บแค้นทุกข์ทรมานนับว่าเป็นสิ่งที่เธอพอทำได้ แต่ใครจะไปรู้ว่าหลังลงมือทำแล้วกลับยุ่งยากกว่าที่คิด เธอจะรู้ได้อย่างไรว่าใครมันจะสิงอยู่ในหม้อไหใบไหนบ้าง ดังนั้นเธอจึงขโมยและขโมย สุ่มๆ เดาๆ เลือกที่เก่าหน่อยประวัติแฟนตาซีอีกนิด จนได้มาเจอคีแกนและชักกี้งานจึงง่ายขึ้นเล็กน้อย

แต่ระหว่างที่เธอเป็นโจรล่าวิญญาณก็ยังพยายามหลบเลี่ยงสิ่งที่พัวพันกับเผ่าฟินิกซ์อย่างเต็มกำลัง จนชักกี้ที่รู้ประวัติของเธอยังอดปากถามไม่ได้ 

ตอนนั้นเขาถามว่าไม่โกรธแค้นเหรอที่เผ่าทำกับเธอแบบนี้ ซึ่งเธอตอบกลับไปแบบไม่ต้องคิด แค้นแล้วทำอะไรได้ แค้นแล้วจะเอาอะไรไปสู้กับเผ่าที่แข็งแกร่งและเป็นอมตะแบบนั้นกัน นอกจากใช้ชีวิตให้ดีแล้วเธอก็ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวสักเท่าไหร่ บอกไว้เลยว่าเธอเป็นพวกกลัวตายและรักชีวิตสุดๆ ถึงจะเกิดใหม่ได้แต่ใครจะการันตีว่ามันจะไม่มีวันผิดพลาดกันล่ะ

แต่ยังดีที่โลกนี้มีเทพไม่มากมีปีศาจยิ่งน้อยกว่า ไม่อย่างนั้นเธอคงซุกหัวอยู่แต่ในมุมมืด เพราะหากเผ่าฟินิกซ์รู้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่รู้ว่าจะถูกฆ่าซ้ำหรือถูกเมินเฉยทำเป็นไม่รู้จักกันแน่

โคโค่ตื่นขึ้นในช่วงสาย แล้วเดินโหลเหลไปอาบน้ำหวังชะล้างความฝันชวนหนักอึ้ง จากนั้นก็ยืนเลือกเสื้อผ้าในตู้อยู่นาน เรื่องอื่นเธออาจปล่อยปละละเลยไปบ้าง แต่ทว่าเรื่องแต่งตัวกลับพิถีพิถันอย่างยิ่ง ทุกชุดของเธอเป็นการสั่งตัดทั้งหมด รูปแบบล้วนโดดเด่นไม่เหมือนใคร เนื่องจากเธอยังหลงใหลความเป็นกอธิคที่มีรายละเอียดจำเพาะ บางชุดที่ร่วมสมัยหน่อยก็จะเป็นสไตล์กอธิคโลลิต้า ซึ่งเดี๋ยวนี้หลายๆ คนอาจใส่มันในงานเทศกาล แต่เธอกลับใส่มันเป็นประจำในวันแสนธรรมดา

“สีดำ สีดำ...” นิ้วเรียวไล่ไปตามชุดที่แขวนไว้อย่างดี ก่อนจะหยุดที่ชุดลูกไม้สีดำคอตั้งกระโปรงยาวครึ่งแข้งมาสวมในวันนี้ อันที่จริงเธอทำเป็นเลือกไปอย่างนั้นเอง เสื้อผ้าเธอมีอยู่ไม่กี่สี มากหน่อยสีดำ รองลงมาสีแดง รองอีกหน่อยสีม่วง ที่พอมีบ้างคือเขียวหัวเป็ด

หลังสวมเสื้อผ้าและรองเท้า โคโค่ก็ผัดแป้งเพียงบางๆ ดวงตาแต่งแต้มเพิ่มสีสัน ริมฝีปากอวบอิ่มเคลือบด้วยสีแดงก่ำดั่งเลือด นี่นับว่าปรานีแล้ว ถ้ามีเวลามากกว่านี้เธอจะทำผม ติดกิ๊บ หางตามีสติกเกอร์วิบวับ จากที่ว่ามานี่เป็นการแต่งตัวอยู่บ้านธรรมดาๆ เท่านั้น ไม่เยอะอะไรเลย

ชั้นล่างของโกดังสองหนุ่มตื่นนอนกันหมดแล้ว หรือมองอีกทีเหมือนจะยังไม่มีใครได้นอน เพราะคีแกนเพิ่งเอามีดเซอร์เซสเปิดประมูลในเว็บใต้ดินไปเมื่อคืน จนถึงเช้าราคาก็ยังถูกปั่นไม่จบสิ้น เนื่องจากมีดเล่มนี้เป็นฝีมือการขโมยของแบล็กวิงซ์ที่พักหลังๆ ไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวมากนัก

ส่วนชักกี้วางมื้อเช้าไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็โบกมือทักทายแล้วเดินกลับห้องใต้ดินไปเงียบๆ

“วันนี้ชักกี้ใจดี เขายอมทำอาหารแทนฉันด้วย” คีแกนหัวเราะคิกคัก ปกติแล้วเวรทำอาหารจะผลัดกัน แต่เพราะโคโค่และเขามีฝีมือล้ำหน้าไปไกล แม้แต่เทพก็รับรสความอร่อยทะลุดวงดาวไม่ถึง ทำให้ชักกี้ต้องรับอาสาทำอาหารเป็นส่วนใหญ่ ถึงแม้ชักกี้จะบอกแล้วว่าอันที่จริงแล้วอาหารฝีมือเขาก็ไม่ได้อร่อย แต่เพราะยังเหนือกว่าเพื่อนร่วมบ้าน เขาจึงต้องก้มหน้าทำไปแบบจำยอม

โคโค่ยิ้มแป้น เธอเดินไปเปิดตู้เย็นแล้วหยิบนมถังใหญ่ออกมาเตรียมกระดกซดย้อมใจสักอึกสองอึก

“เดี๋ยว!!” คีแกนร้องเสียงหลงเมื่อหางตาเหมือนเห็นอะไรแวบๆ ในตู้เย็น คล้ายกับว่ากำลังสบตาเข้ากับใครบางคน

“หือ?” หญิงสาวเลิกคิ้ว ก่อนจะเปิดประตูตู้เย็นกว้างขึ้น

“เพราะแบบนี้หมอนั่นถึงยอมทำอาหารแทนฉันใช่ไหม!? ตู้เย็นก็ซื้อให้ใช้ส่วนตัวแล้วทำไมยังมาใช้ตู้นี้อีก” เขาโวยวายเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในตู้เย็นชัดๆ หัวคนปริศนาดวงตาเบิกโพลงตั้งเด่นเป็นสง่ารับไอความเย็น

“เบนจี้!” โคโค่ทักทายหัวมนุษย์ในตู้เย็นอย่างสนิทสนม

“รู้จักเหรอ?”

“เมื่อหลายวันก่อนชักกี้ไปขุดศพมาหลายศพ เขาแนะนำให้ฉันรู้จักเบนจี้ก่อนตัดหัว”

“ของแบบนี้ยังจะตั้งชื่อทำไม” คีแกนตาเหลือก ข้างๆ ไอ้เจ้าเบนจี้ไม่ใช่เค้กที่เขาซื้อมาหรอกเหรอ

“เบนจี้ไม่ใช่ของนะ เขาเป็นเบนจี้ หล่อมากเลย”

ปึง!

ชายหนุ่มหัวยุ่งปิดตู้เย็น จากนั้นก็เขย่าตัวเพื่อนสาวเพื่อเรียกสติ “มีหัวคนในตู้เย็นนะลูกหมา หัวคน”

“แปลกตรงไหน?”

“แปลกสิ แปลกแน่ๆ ชักกี้ไปขโมยศพมาเท่าไหร่ตู้เย็นข้างล่างถึงใช้ไม่พอ นั่นหมายความว่าชั้นใต้ดินของเรากำลังเต็มไปด้วยศพ ทีนี้ตอนขนออกทำไมขนออกไปน้อยนัก ไม่ใช่ว่า...”

เขาทำปากเคี้ยวมุบมับแล้วกลืน

“กรี๊ด!! ชักกี้กินศพ” สองหนุ่มสาวกรีดร้องโวยวาย ประเด็นเรื่องหัวคนในตู้เย็นถูกเพิกเฉย กลายเป็นว่าปริศนาชักกี้กินศพมันเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่พวกเขาดันเชื่อไปแล้ว ข่าวเล่าลือโคมลอยแบบนี้มักน่าเชื่อเสมอนั่นแหละ

ส่วนชักกี้ผู้เป็นเจ้าของหัวข้อนอนกอดหมอนข้างไม่รู้เรื่องรู้ราว จริงอยู่ว่าเขาชอบไปขโมยศพตามสุสาน แต่เขาเป็นพวกอยากรู้อยากเห็น สนใจอันไหนก็จะแช่เย็นหรือดองเก็บไว้ก่อน ทั้งยังชอบเปรียบเทียบอะไรหลายๆ อย่างกับมนุษย์ที่แสนซับซ้อน ซึ่งเรื่องล่าสุดที่เขาสนใจคือสมองมนุษย์กับสมองนกฮูกต่างกันอย่างไร ติดตรงที่ว่าคีแกนไม่ยอมให้เขาผ่าดูสมองนกฮูกผู้ทรงปัญญา สุดท้ายโครงการนี้ก็ต้องพับไว้ชั่วคราว

“ผ่านมาร้อยปีแล้วเขายังรู้เรื่องร่างกายมนุษย์ไม่หมดอีกเหรอ หมอนั่นตั้งใจจะทำอะไรกันแน่นะ” คีแกนโขกหัวกับตู้เย็น เมื่อคืนที่ชักกี้เดินมาบอกว่า ‘ขอเปิดสมองสักทีหนึ่งสิ’ เขายังผวาไม่หาย

“ร้อยปีที่แล้วเรายังไม่รู้คิดว่าร้อยปีหลังจากนี้เราจะรู้เหรอ” โคโค่ย่นจมูก ก่อนใบหน้าจะซีดเผือด “กรี๊ด!! ชักกี้กินศพมาร้อยปีแล้วน่ะสิ”

หลังจากนั้นสองหนุ่มสาวก็กรีดร้องโวยวายอีกครั้ง  

‘ใครหนอกินศพ ก็ชักกี้อย่างไรเล่า’

เรื่องสะเทือนใจของชักกี้ทำให้โคโค่ต้องหนีออกจากบ้านไปพักผ่อนย่อนใจชั่วคราว ในยามปกติที่เบื่อๆ เธอจะไปเดินเล่นบนถนนของหมู่บ้านชนบทเล็กๆ วันนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่เดินได้ไม่นานฝนก็ต้องปรอยๆ ไม่หนักหนาจนร่มลูกไม้สีดำที่ติดอยู่ในรถสามารถบดบังได้พอสมควร

เธอเดินกางร่มท่ามกลางสายฝน ถนนราบเรียบเงียบสงบไม่มีรถวิ่งผ่านสักคัน ด้านหนึ่งเป็นทุ่งนาเขียวชอุ่ม  อีกด้านเป็นภูเขาสูง อากาศเช่นนี้แตกต่างจากทะเลทรายที่เธออาศัยอยู่มาก อย่างน้อยๆ ความชื้นชุ่มปอดแบบนี้ก็หาแทบไม่ได้ พูดไปแล้วก็อยากจะขโมยกลับไปที่ทะเลทรายให้เธอเอาไว้เดินเล่นแค่คนเดียว จะได้ไม่เจอใครบางคนที่ยืนทำเท่ตรงป้ายรถเมล์ขัดอารมณ์อย่างตอนนี้

ป้ายรถเมล์แบบเก่าที่สร้างขึ้นจากไม้ด้วยฝีมือชาวบ้านถูกชายคนหนึ่งจับจองจนเต็มพื้นที่ ร่างสูงใหญ่ของเขาเหมือนเสาต้นหนึ่งไม่มีผิด อีกทั้งการแต่งตัวเลิศหรูมีรสนิยมทำให้ป้ายรถเมล์เก่าซ่อมซอยิ่งดูเก่าโกโรโกโสเข้าไปใหญ่ ผมสีเงินยวงตัดเข้าทรงรับกับใบหน้าหล่อเหลา เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นชายหนุ่มที่ใส่ใจพิถีพิถันและรู้ตัวว่าตัวเองมีรูปลักษณ์โดดเด่นเพียงใด

“ไงคิตตี้” เขาทักทายหญิงสาวที่ทำท่าจะเดินผ่านไปหน้าตาเฉย หนุ่มหล่อยืนให้ท่าขนาดนี้ยังกล้าทำเป็นไม่เห็นได้ยังไง

“ซีโร่” โคโค่เบะปากทักทายอย่างเสียไม่ได้ ชายคนนี้จะว่าเป็นคนรู้จักก็ไม่ใช่เพื่อนก็ไม่เชิง ถ้าให้ตรงตัวอีกหน่อยเขาเหมือนเป็นศัตรูทางธุรกิจมากกว่า เพราะเวลาเธอไปขโมยของเจ๋งๆ เขาก็มักโผล่มาฉกฉวยจากมืออีกต่อ อย่างน้อยเกือบร้อยปีมานี้ก็ปาเข้าไปหลายสิบชิ้นทีเดียว

ซีโร่เป็นคนที่มาอย่างปริศนา เขามักโผล่หัวในจังหวะที่เหมาะเจาะเสียทุกครั้ง ไม่ต้องลงแรงก็ได้ของดีจากมือเธอไป ทั้งๆ ที่มีใบหน้างดงามชวนหลงใหล ดวงตาคมสีเทาขมุกขมัวสะกดผู้คนให้ลุ่มหลง มองมุมไหนล้วนพูดได้ว่าดูดีเกินปกติ เหมือนภาพฝันมากกว่าความเป็นจริง ทว่าอะไรบางอย่างในตัวเขาไม่ชวนให้ใกล้ชิดสักเท่าไหร่ ถ้าเปรียบว่าชักกี้มีกลิ่นอายน่าสะอิดสะเอียนของความชั่ว ชายคนนี้ก็เหมือนมีไอความตายเป็นพลังชีวิต อย่างกับว่าใครอยู่ใกล้จะถูกกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่จิตวิญญาณ

โคโค่ทักทายจบก็เดินผ่านเขาไป เพราะถ้าอยู่นานอีกหน่อยอาจจะกระโดดกัดหูเขาก็ได้ ครั้งก่อนเธอเสียรองเท้าของพระนางฮาริฟาในยุคต้นศตวรรษไปคามือ ในนั้นคีแกนสืบเสาะมาแล้วด้วยว่ามีวิญญาณสิงอยู่

ซีโร่มองตามแผ่นหลังที่เดินหายไปกับม่านหมอกของสายฝน ในห้วงความคิดมีภาพทับซ้อนคล้ายๆ กันเกิดขึ้นมา เพียงแต่วันนั้นหิมะตก ท้องฟ้ามืดสนิท แต่เธอยังใส่ชุดสีดำเช่นนี้ ถือร่มเช่นนี้ เดินไปตามทางสายยาวเช่นนี้  ส่วนเขาก็อยู่ในป้ายรถเมล์เก่าซ่อมซ่อเช่นนี้

เขาจดจำเธอได้ฝังใจ แต่เธอกลับจำเขาไม่ได้

ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งอายุครบหนึ่งร้อยปี ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเขาก็กลายเป็นตัวหายนะของคนรอบข้าง เขาเป็นบุตรชายของทานาทอสเทพแห่งความตาย มีแม่เป็นปีศาจค้างคาวที่คลอดแล้วตายจากไป เพียงเกิดมาไอความตายเขาได้กลืนกินร่างผู้เป็นแม่ ทานาทอสพ่อของเขาไม่ได้ไยดีกับการรักสนุกแล้วเกิดเขาขึ้นมา แถมสถานะมารหัวขนของเขายังครึ่งๆ กลางๆ จะเป็นเทพก็ไม่ใช่ปีศาจก็พูดได้ไม่เต็มปาก สุดท้ายโลกมนุษย์จึงกลายเป็นบ้านที่พักพิง หรือที่พวกเทพและปีศาจมักค่อนขอดว่าถังขยะใบโตสำหรับทิ้งเด็กสถานะมีปัญหาอย่างพวกเขา

โลกใบนี้พ่อเป็นคนหอบเขามาทิ้งด้วยตัวเอง แม้จะจัดหาพ่อบ้านให้คอยเลี้ยงดูอีกทั้งยกคฤหาสน์หลังใหญ่พร้อมสมบัติพัสถานให้ แต่มันก็คล้ายกับว่านี่เป็นความเมตตาปรานีถึงที่สุดแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย เพราะถูกทิ้ง เด็กน้อยเช่นเขาถูกความเหงาโดดเดี่ยวครอบงำ การถูกทิ้งเป็นปมฝังแน่นในจิตใจ ทำให้สุดท้ายก็กลายเป็นคนขาดความรัก โหยหาเพื่อนและสังคมถึงขีดสุด

พอรู้ความเขาก็เริ่มออกเที่ยว คบหาเพื่อนกลุ่มใหญ่ดีเลวอย่างไรไม่สน และเพราะหน้าตารวมถึงเงินตราที่มีใช้ไม่ขาดมือ ทำให้เขากลายเป็นจุดศูนย์กลางของมิตรสหาย เพียงแต่เพื่อนมีมากแค่ไหนก็อยู่กับเขาได้ไม่นาน อะไรบางอย่างที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิดเริ่มกัดกินพลังชีวิตของเพื่อนๆ ครอบงำจนหลายๆ คนซูบเซียวอ่อนแอ แล้วตายจากไปตั้งแต่อายุไม่เท่าไหร่

พ่อบ้านที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เล็กเห็นเขาสูญเสียเพื่อนไปครั้งแล้วครั้งเล่าก็อดปากพูดไม่ได้ ประมาณว่าตัวเขานั้นมีไอความตายเข้มข้นจนเกินไป หากควบคุมไม่ได้เขาก็จะกัดกินพลังชีวิตของมนุษย์ที่อยู่ใกล้ไปเรื่อยๆ ตอนแรกที่รู้เขายังต่อต้านด้วยความดื้อด้านและอ่อนเดียงสา จนกระทั่งผู้หญิงที่เขาคบหาด้วยความรักเป็นครั้งแรกหันหลังให้

ช่วงอายุหนึ่งร้อยห้าปีเขามีคนรักอยู่คนหนึ่ง เป็นเหมือนรักแรกที่ใช้เวลาเหยียบร้อยปีกว่าจะเจอ เธอเป็นมนุษย์ผู้หญิงที่แสนอ่อนหวานช่วยละลายความเสเพลของเขาไปจนสิ้น แต่ในวันที่เขาตั้งใจจะขอเธอแต่งงาน จู่ๆ โลกทั้งใบก็เหมือนพังทลาย

เธอปฏิเสธเขา

เธอยอมรับตามตรงว่าหวาดกลัวกับข่าวลือไม่ดีบางอย่างเกี่ยวกับตัวเขา ทำนองว่าเข้าใกล้ใครคนนั้นก็ตายกันหมด แต่ที่ยอมคบหาเพราะหน้าตาและฐานะที่ดึงดูดใจ เพราะเขาไร้เดียงสาในเรื่องความรัก จึงดูลุ่มหลงงมงายเทิดทูนเธอไว้ดั่งของล้ำค่า ใจกว้างกับกระเป๋าเงินที่เหมือนหลุมลึกไม่มีวันหมดสิ้น เธอปรารถนาอะไรพูดคำเดียวก็ได้มาอยู่ในมือ ที่สำคัญ เรื่องบนเตียงของเขามันเร่าร้อนแผดเผาเธอได้เสมอ สิ่งที่ดีขนาดนี้คิดว่าควงชั่วครั้งชั่วคราวเอาไว้โอ้อวดและเสพสมคงดีไม่น้อย พอถึงเวลาที่เหมาะที่ควรก็ตีจากไม่ต้องเอาชีวิตเข้าแลกให้ตายเปล่า

หลังเธอปฏิเสธเขาไปเพียงเดือนเดียวเธอก็แต่งงานกับชายอื่น ดูเหมือนว่าอันที่จริงแล้วเธอเลือกทางเดินได้ตั้งแต่ต้น ส่วนเขาก็แค่ของที่เธอฉกฉวยมาเชยชมเล่นระหว่างทาง จากนั้นก็โยนทิ้งเมื่อเข้าใกล้ถึงจุดหมาย

พอมาถึงตรงนี้เขาจะว่าอะไรเธอได้ ร้อยกว่าปีมานี้เขาเคยมอบใจให้ใครเสียที่ไหน หญิงสาวที่ผ่านมาแล้วผ่านไปส่วนใหญ่เริ่มที่เตียงจบที่ความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย พอใครทำท่าจะเข้าหาเขาก็ตีจากอย่างไม่ไยดี วันนี้มาโดนเสียเองคงทำได้แค่ขำกับชีวิต เพียงแต่อกหักครั้งแรกเขาดันรู้สึกเจ็บแปลบๆ ความเศร้าตรอมตรมที่ไม่เคยพบเจอทำเสียศูนย์

เขาดื่มและดื่ม ในหนึ่งวันเมามายเสียครึ่งวัน ส่วนเวลาที่เหลือคือการพยายามค้นหาตัวตนของตัวเองว่าเหตุใดไอความตายพวกนี้ถึงอยู่ติดกับเขา และได้พรากหลายๆ อย่างของเขาไป สุดท้ายก็ค้นพบวิธีควบคุมมันได้โดยบังเอิญ และเป็นความบังเอิญในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปแบบไม่มีวันหวนกลับ

ฤดูหนาวที่หิมะตกหนัก เขาที่อยู่ในอาการอกหักหมาดๆ ทั้งเปลี่ยวเหงาและเศร้าหมอง เดินโซซัดโซเซไปแบบไม่รู้ทิศ ในหัวเอาแต่ถามตัวเองว่าทำไมและทำไม ทั้งคนรักและเพื่อนฝูงบ้างหนีหายบ้างตายจาก เขาทรุดนั่งลงบนชั้นพักเท้าของป้ายรถเมล์แห่งหนึ่ง ดวงตามองฝ่าความมืดพร้อมแสงไฟสีเหลืองริบหรี่ หิมะตกหนักจนกลายเป็นม่านขาวหนาทึบแต่เขากลับไม่รู้สึกหนาวสักนิด

“หิมะตก”

เสียงหวานเอ่ยขึ้นตรงหน้า เขาไล่สายตามองตั้งแต่รองเท้าสีดำ ชายกระโปรงกรุยกรายสีเดียวกัน นิ้วมือเรียวสวยกำด้ามร่มลูกไม้ที่ก็ยังสีดำสนิทแปลกตาเช่นเดียวกัน แล้วสุดท้ายก็ไปหยุดตรงใบหน้าของหญิงสาวปริศนา เธอไม่ใช่คนสวยชวนตะลึง แต่ดวงตากลมโตสุกใสปลายหางชี้ขึ้นเล็กน้อยบ่งบอกถึงความมีชีวิตชีวา จะว่าไปแล้วเธอออกไปทางน่ารักน่าใคร่เหมือน ‘ลูกแมว’ แต่เป็นแมวดำปราดเปรียวไม่ใคร่ใส่ใจกับกฎเกณฑ์หรือทุกสิ่งอย่างบนโลก

“อืม...หิมะตก” เขาตอบกลับ

“เอานี่ไป” เธอยื่นร่มในมือให้เขา ก่อนที่จะยกหมวกคลุมผมทรงแหลมมาใส่ ตอนนี้เธอเหมือนแม่มดตัวน้อยๆ แทนเสียแล้ว

“ให้ผมทำไม?” เขามองร่มในมืออย่างสนเท่ห์

“ฉันอุ่นพอแล้ว แต่นายไม่” เธอหยักไหล่ด้วยท่าทางยียวน

“ไม่มีอยู่จริงๆ นั่นแหละ ขอบคุณมาก” เขายิ้มเย้ยหยันให้ตัวเอง

“อ๋อ...” เธอพยักหน้าทำเสียงรับรู้

“คุณว่าความโดดเดี่ยวกับความตายอันไหนน่ากลัวกว่ากัน?” ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงถามคนแปลกหน้าด้วยคำถามรุนแรงเช่นนี้ แต่อาจเป็นเพราะดวงตากระจ่างใสไม่สนใจโลกคู่นี้ที่ทำให้อดปากไม่อยู่

“ความตายกับตัวฉันมันพูดยาก” ริมฝีปากอิ่มเบะเล็กน้อยเหมือนนึกถึงเรื่องไม่น่าพิสมัยขึ้นมา  “แต่ความโดดเดี่ยวสำหรับฉันมันไม่น่ากลัว ชั่วเวลาหนึ่งของมนุษย์มากสุดก็ร้อยปี จะไม่มีสักวันสองวันเชียวเหรอที่สบายใจ แต่ถ้ายิ่งมีเวลาเป็นชั่วนิรันดิ์จะไม่มีสักปีสองปีเชียวเหรอที่จะไม่โดดเดี่ยว”

เธอตบหมวกทรงสูงเพื่อไล่หิมะที่เริ่มเกาะกันหนา ปากก็พูดต่อ “เสียเวลากับสิ่งไร้ค่า จมอยู่กับความคิดบั่นทอน สำหรับฉันนั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัว หิมะฤดูนี้ผ่านฤดูหน้าก็วนกลับมาอีก หวังว่าถึงตอนนั้นฉันคงไม่เห็นนายมานั่งอยู่ตรงนี้อีกนะ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริงนายก็เป็นสิ่งไร้ค่าที่ฉันเสียเวลาพูดด้วย”

คำพูดเชือดเฉือนของเธอคล้ายกับน้ำเย็นถังหนึ่งสาดโครมใหญ่ เป็นน้ำเย็นที่ทำให้สมองเขาปลอดโปร่ง เขาคืนร่มในมือให้เธอ ก่อนที่ปลายนิ้วจะสัมผัสกันโดยบังเอิญ วินาทีนั้นเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นแปลบปลาบ หัวใจเจ็บช้ำเหมือนได้รับการเยียวยา อีกทั้งยังมีความอบอุ่นชวนจั๊กจี้คล้ายปีกผีเสื้อปัดผ่าน

“คืนทำไม?” เธอถามโดยไม่รู้สึกถึงอาการประหม่าของเขา

“ตอนนี้ผมอบอุ่นมากพอแล้ว” เขายิ้มอ่อนโยน ดวงตาเศร้าซึมกระจ่างใส ม่านหมอกความทุกข์ที่ไม่เคยก้าวผ่านถูกเปิดออก 

เธอพยักหน้ารับรู้แล้วหันหลังเดินจากไป  ส่วนเขายกมือกุมหัวใจที่กำลังเต้นกระหน่ำของตัวเอง ตอนนี้เหมือนจะเกิดรักครั้งใหม่ขึ้นมา รักแรกพบแสนบ้าคลั่งที่นรกและไอความตายก็ฉุดไม่อยู่

อนึ่ง...เรื่องสำคัญที่ซีโร่ไม่เคยรู้คือ สตรีปริศนาลงทุนลงแรงพูดกับเขาด้วยหลักการถึงเพียงนี้ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไร เธอมักมาเดินเล่นที่นี่ประจำ เห็นคนแปลกหน้ามาจับจองที่ของเธอก็อยากไล่ให้เขาไปไกลๆ ไม่ต้องกลับมาอีก เธอหวงถิ่นอย่างมาก มีโจรที่ไหนไม่หวงของของตัวเองกันบ้างเล่า

ความคิดเห็น