บ่ายสอง
facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 2 ปีกอบอุ่นของชายโดดเดี่ยว

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 ปีกอบอุ่นของชายโดดเดี่ยว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.4k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ธ.ค. 2561 12:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 ปีกอบอุ่นของชายโดดเดี่ยว
แบบอักษร

หญิงสาวที่นอนกระสับกระส่ายบนเตียงกว้างเหงื่อตก  คิ้วเรียวขมวดเป็นปมแต่กลับไม่ยอมตื่น  เธอกำลังฝัน  ฝันที่บอกไม่ถูกว่าดีหรือร้าย...อดีตของเธอ

เมื่อ 200 ปีก่อนเป็นวันที่เธอเกิด  และเธอเกิดในเผ่าที่แสนวิเศษทั้งงดงามและเป็นอมตะ  เพียงแต่ว่าเผ่านกไฟเช่นฟินิกซ์ค่อนข้างจะเหยียดเพศอยู่นิดหน่อย...เธอคิดว่าอย่างนั้นนะ  เผ่าฟินิกซ์จะให้กำเนิดแต่นกฟินิกซ์ตัวผู้  ดังนั้นเพื่อการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์พวกเขาจะเลี้ยงมนุษย์เด็กผู้หญิงที่แสนบริสุทธ์ให้เติบโตเพื่อแต่งงานกับชายหนุ่มในเผ่า  แต่งงานมีลูกชายและรอวันตายตามอายุขัยของมนุษย์ซึ่งเทียบกับนกฟินิกซ์แล้วมันช่างแสนสั้น  ธรรมเนียมแบบนี้เป็นมาหลายร้อยหลายพันปีไม่มีอะไรผิดพลาดจนกระทั่งเธอเกิด

            แม่ของเธอก็เป็นมนุษย์ผู้หญิงที่ถูกเลี้ยงดูเพื่อเติบโตเป็นเจ้าสาวของนกไฟหนุ่ม  ความผิดพลาดเดียวที่ตัดสินชีวิตคือเธอเกิดมาเป็นทารกผู้หญิง  เหล่าผู้อาวุโสแตกตื่นกลัวว่าเธอจะกลายเป็นตัวหายนะสุดท้ายจึงตัดสินใจฆ่าทิ้งเพื่อตัดปัญหา...ทิ้งเหมือนขยะชิ้นหนึ่ง

            ตอนนั้นเธอไม่รู้หรอกว่าการถูกตัดคอแล้วละลายกระดูกมันเจ็บปวดแค่ไหน  ทว่าขอให้เหลือเพียงหยดเลือดเธอก็สามารถเผาไหม้ตัวเองแล้วกลับมาได้  เธอตายไปแล้วครั้งหนึ่งกว่าจะรู้ความก็คงจะเป็นตอนที่แม่แอบพาเธอหนี  เมย์แม่ของเธอมาเจอตอนที่เธอเผาไหม้ในกองขยะที่กลายเป็นลานประหารของเด็กทารกที่ผิดพลาด  จิตใจของผู้เป็นแม่ในยามนั้นคือต้องหนี...หากจะรักษาชีวิตลูกก็ต้องหนีไปให้ไกล

            เมย์หอบลูกหนีออกจากเผ่า  แต่หากจะหนีให้พ้นจากปีกแห่งไฟจะไปที่ไหนได้กันแล้วสุดท้ายเธอก็เจอที่พักพิง  เธอถูกช่วยในขณะที่กำลังจะอดตายทั้งแม่ทั้งลูกบนกองหิมะหนาวเหน็บ

            ผู้หญิงที่ช่วยสองแม่ลูกไว้เป็นอาชญาการที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ชื่อแจ๊คกี้  แจ๊คกี้ทำการฆ่าคนต่อเนื่องถึง 50 ศพและกำลังหลบหนีเช่นกัน  สุดท้ายพวกเขาจึงไปเกาะแห่งคนบาป  เกาะที่เป็นแหล่งรวมเหล่าคนสารเลวทุกรูปแบบตั้งแต่ขอทาน  โจรกระจอกไปจนถึงอาชญากรข้ามชาติ  ที่แห่งนั้นไม่มีกฎหมายไม่มีอะไรทั้งสิ้น  โคโค่ใช้ชีวิตที่นั้นถึง 100 ปี

            ตอนแรกพอคนพูดถึงเกาะคนบาปต้องคิดถึงความเลวร้ายแบบสุดกู่แต่ในสายตาของโคโค่  พวกคุณลุงและป้าๆ ทั้งหลายกลับเหมือนข้าราชการวัยเกษียรเสียมากกว่า  อย่างลุงจอร์จข้างบ้านเคยเป็นมือหนึ่งเรื่องการงัดแงะยังเอาแต่ปลูกผักปลูกหญ้าจนแบ่งกินได้ทั้งเกาะ  ป้าเมลดี้มือทำระเบิดฝั่งตรงข้ามถักผ้าพันคอได้เก่งมาก  และที่นั่นก็เป็นแหล่งรวมวิชาของเธอและชื่อแรกที่เธอได้รับในชีวิตคือ...โคโค่

            ตอนที่เธอมาอยู่เกาะใหม่ๆ ไม่มีชื่อนั่นเพราะแม่ไม่รู้หนังสือ  แม่ถูกเลี้ยงมาให้เป็นคนผลิตลูกขยายพันธุ์เท่านั้น  สุดท้ายเมย์จึงไปขอให้อาแจ๊คกี้ตั้งชื่อให้  แต่ใช่ว่าฆาตกรต่อเนื่องจะมีอารมณ์กวีศิลปินอะไร  อาแจ๊คกี้จนปัญญาสุดๆ เพราะไม่รู้บทกวีดีๆ ชื่อเพราะๆ เช่นกันจึงนึกอะไรขึ้นได้

            “ชื่อโคโค่เถอะน่ารักดีนะ”  แจ๊คกี้จ้องหน้าเด็กน้อยที่เธอหลงรักตั้งแต่แรกเห็น  “หมาบ้านของจอจิน่าก็ชื่อนี้...ว่าง่ายดี”

            ตอนนั้นถ้าโคโค่รู้ความกว่านี้คงต้องขอเถียง  เพราะไอ้โคโค่ของป้าจอจิน่ามันเป็นตัวผู้แถมยังขี้เรื้อนอีกต่างหาก

            พูดถึงเรื่องอาแจ๊คกี้ก็คิดได้อยู่เรื่องหนึ่ง  สมัยนั้นตอนที่เธออยู่เกาะมันสนุกมาก  ทุกคนรวมใจกันถ่ายทอดวิชาให้เธอจนจำแทบไม่หวาดไม่ไหว  แม้แต่ขอทานระดับเกรดเออย่างกั๊ฟฟี่ยังพยายามสอนเธอเช่นกันว่าต้มตุ๋นอย่างไรคนถึงจะมอบเงินให้  ยกเว้นอาแจ๊คกี้ที่ไม่ยอมแพรงพรายเรื่องงานของเธอ  จวบจนโคโค่ 10 ขวบเธอก็เอาแต่ตามตื้อแล้วถามว่าเพราะอะไร

            “โคโค่ฆ่าคนมันไม่สนุกสักนิดเลยนะ”  ตอนที่อาแจ๊คกี้พูดคำนั้นดวงตาของอาแจ๊คกี้เศร้ามากจนสุดท้ายเธอจึงไม่ถามอีก  แต่จนแล้วจนรอดในวันหนึ่งเธอก็ได้รับการถ่ายทอดจากอาแจ๊คกี้อยู่ดีนั่นก็เพราะเกาะคนบาปเปลี่ยนไป

            วันที่โคโค่อายุได้ 40 หน้าตาของเธอหยุดนิ่งตั้งแต่ 20 แล้วจึงกลายเป็นสาวงามเย้ายวนตามเผ่าพันธุ์  อาชญากรคนเก่าๆ เริ่มล้มหายตายจากไปตามอายุ  แม่ของเธอก็เจ็บออดๆ แอดๆ  แต่เกาะกลับเจริญรุ่งเรืองจนขยายขึ้นแผ่นดินใหญ่ไปบางส่วน  มีคนใหม่ๆ แปลกหน้าเข้ามาและเธอเริ่มถูกคุกคาม

            กลางดึกคืนหนึ่งบ้านเธอถูกบุกรุก  แม่ของเธอถูกทำร้ายส่วนเธอดิ้นรนแทบคลั่ง  พวกสัตว์นรกมันจะข่มขืนเธอ  ทว่าเพียงมือสกปรกแตะคอเสื้อเลือดสดสีแดงฉานก็สาดกระเซ็น  ชายชั่วทรุดลงไปนอนโดยมีอาแจ๊คกี้ถือมีดมืออาบเลือดอยู่

            “จับมีด  แทงแล้วบิด”  คำสอนแรกพร้อมมีดที่ถูกยัดเข้ามาในมือ  “หลอดลม  กกหู  เบ้าตา  ชายโครง  ต้นขาด้านใน  จุดที่เห็นได้จากภายนอกหากคับขันเล็งพวกนี้ไว้ตัดกำลัง”

            ชายชั่วที่เหลือกลายเป็นตุ๊กตาฝึกหัดให้เธอฆ่าคนเป็นครั้งแรกและนั่นทำให้เธอรู้ว่าอาแจ๊คกี้ไม่ใช่ฆาตกรต่อเนื่องและมนุษย์  อาแจ๊คกี้คือปีศาจงูขาวที่เหลือตัวสุดท้าย  เผ่าพันธุ์เธอถูกล้มล้างส่วน 50 ชีวิตที่ฆ่าก่อนจะหนีมาอยู่บนเกาะคนบาปคือเลือดล้างเลือด

            หลังจากที่บ้านถูกบุกรุกโคโค่ระแวดระวังตัวมากขึ้น  ที่นี่ไม่มีตำรวจไม่มีกฎหมายอะไรอยู่หรือตายก็ด้วยขาตัวเองทั้งสิ้น  เธอจึงเริ่มลักขโมยของมีค่าของพวกมาใหม่บนเกาะ  อาจจะเรียกว่าขโมยต่ออีกทีก็ได้ในเมื่อของพวกนี้เจ้าพวกนั้นก็ขโมยมาเหมือนกัน  และเหตุนี้เองเธอจึงได้รู้ว่าสิ่งที่เธอถูกสอนมาตั้งแต่เด็กคือจากบุคคลในตำนานทั้งสิ้น  ตั้งแต่ตีสองหน้า  งัดแงะ  ฉ้อฉล  ต้มตุ๋นและหลอกลวง  ทุกสิ่งทุกอย่างที่อาชญากรคนหนึ่งจะมีได้เธอกลับมีมันทั้งหมด

            “โคโค่ออกจากเกาะพาเมย์ไปหาหมอเถอะ”  แจ๊คกี้พูดขึ้นในวันหนึ่งเมื่อเมย์ที่แก่ชราลงมากแล้วแทบจะหมดลมหายใจ

            “แม่ไม่ยอมไป  แม่บอกว่าที่นี่เป็นบ้าน”  โคโค่ยิ้มเศร้า  ตลกสิ้นดีที่เผ่าสวยหรูกลับเหมือนขุมนรกของผู้หญิงคนหนึ่งแต่ทว่าเมืองโสมมคนบาปแห่งนี้กลับเป็นบ้านที่แสนอบอุ่นหลังหนึ่ง

            แล้วในวันหนึ่งไม่นานนักเมย์ก็จากไปอย่างสงบ  โคโค่และคนเก่าแก่ที่ยังพอมีชีวิตอยู่เผาศพเมย์อย่างอาลัยเพราะที่นี่ไม่มีสุสาน  หากใครตายก็โยนทิ้งทะเลเป็นอาหารปลาตามยถากรรม  เถ้ากระดูกของแม่ผู้แข็งแกร่งถูกโปรยไปตามสายลมที่หอบเอาวิญญาณดวงหนึ่งไปด้วย

            โคโค่อาศัยทำเงินอยู่ในเมืองคนบาปอีก 60 ปีแล้วก็ทิ้งบ้านหลังเล็กๆ จากมาเพราะแจ๊คกี้คนที่เธอติดหนี้ชีวิตถูกจองจำโดยเทพออฟิเลียแห่งความเที่ยงธรรม  เพราะ 50 ชีวิตที่ตายเรียกร้องต่อรองหลังเป็นดวงวิญญาณว่าเผ่าปีศาจงูขาวเลวร้ายจำต้องกำจัดทิ้ง  คิดๆ ดูแล้วแจ๊คกี้ตีค่าเท่ากับหนึ่งครอบครัวแต่พวกเขากลับตายถึง 50 ชีวิต  เทพออฟิเลียจึงตัดปัญหาคิดจองจำแจ๊คกี้ 500 ปีเพื่อทำโทษ 

สุดท้ายกลับถูกเด็กน้อยชะตาอาภัพที่ไม่เหลือใครร้องขออีกต่อเทพออฟิเลียจึงได้โอกาสยื่นเงื่อนไขบางอย่าง  หนึ่งได้สะสางเหล่าวิญญาณที่ไม่ยอมไปเวียนว่ายเอาแต่สิงอยู่ในหม้อในไห  สองคือได้ช่วยทั้งงูขาวตัวสุดท้ายและกล่อมเกลาฟินิกซ์ตัวน้อยไม่ให้หลงอยู่ในวังวนความอาฆาตแค้น 

            “200 ปีปลดปล่อยวิญญาณ 500 ดวงไถ่บาปให้ 50 ชีวิตแลก 500 ปีของงูขาว”  นี่คือเงื่อนไขที่เทพผู้นั้นให้ไว้กับโคโค่  200 ปีกับการทำตามคำขอของเหล่าวิญญาณที่เจ็บแค้นทุกข์ทรมานสิงอยู่ในของล้ำค่าต่างๆ  แลกกับการปลดปล่อยแจ๊คกี้  ทว่าของแบบนี้มันหาได้ง่ายๆ ที่ไหน  เธอจะรู้ได้อย่างไรว่าใครมันจะสิงอยู่ในหม้อไหไหนบ้าง  ดังนั้นเธอจึงขโมยและขโมย  สุ่มๆ เดาๆ เลือกที่เก่าหน่อยประวัติแฟนตาซีอีกนิด  จนได้มาเจอคีแกนและชักกี้งานเธอจึงง่ายขึ้น

            ตอนที่ชักกี้รู้ประวัติของเธอเขาเคยถามว่าไม่โกรธแค้นหรือที่เผ่าทำกับเธอแบบนั้น  เธอทำได้เพียงแค่ยิ้มแต่ไม่ตอบอะไร  โกรธหรือ...ตอนนั้นเธอยังจำอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำ  และหากแค้นเธอจะเอาอะไรไปสู้กับเผ่าที่แข็งแกร่งและเป็นอมตะแบบนั้นกัน  นอกจากใช้ชีวิตให้ดีแล้วเธอก็ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวสักเท่าไหร่  เธอไม่ได้กินอุดมการณ์และศักดิ์ศรีประทั่งชีวิตเสียหน่อย

            แต่ก็ยังดีที่โลกนี้มีเทพไม่มากมีปีศาจยิ่งน้อยกว่า  ไม่เช่นนั้นเธอเองก็คงปวดหัวอยู่บ้างเพราะหากมีฟินิกซ์สักคนมาเจอเธอ  เธอก็ไม่รู้ว่าวันนั้นจะเป็นอย่างไร  จะถูกฆ่าหรือถูกเมินเฉยก็สุดรู้

            โคโค่ตื่นอีกทีก็สายของอีกวัน  มือบางลูบหน้าตนเองลวกๆ ก่อนจะยีผมยาวยุ่งๆ อีกต่อ  เธออาบน้ำแล้วแต่งตัวอย่างพิถีพิถัน  แน่นอนว่าไม่ได้ไปไหนแต่มันเป็นสไตล์ของเธอ  เธอเป็นสาวโกธิคเต็มตัว  เสื้อผ้ากระโปรงกางเกงจึงเน้นสีดำ แดงเลือดนกหรือเขียวเข้ม  ตอนแรกสมัยก่อนเธอเริ่มแต่งมันเพราะต้องการปกปิดใบหน้าด้วยเครื่องสำอางเข้มๆ  แต่ปัจจุบันกลายเป็นความหลงใหลส่วนตัว  ผิวขาวถูกตบแป้งเพียงบางๆ ดวงตาโตแต่งแต้มสีดำเข้ม  ปากอิ่มทาเพียงลิปกลอสสีชมพูอ่อนๆ

            หญิงสาวเดินลงไปด้านล่างเข้าครัวหาอะไรกิน  วันนี้เวรทำอาหารเป็นของคีแกนดังนั้นเธอจะกินขนมปังปิ้งแทนแล้วกัน  เขาทำอาหารมาเกือบครบศตวรรษแต่ไม่มีการพัฒนาใดๆ ทั้งสิ้น  อย่างน้อยๆ เธอเองยังทอดไข่ทอดเบคอนได้บ้าง...ถึงจะไหม้เป็นบางครั้งก็เถอะ

            “หวัดดี”  เสียงยานคางที่ได้ยินเป็นประจำของคีแกนโผล่มาทัก

            “อือ”  โคโค่ตอบในขณะที่ปากยังเคี้ยวอยู่

            “เมื่อกี้ฉันไปหาชักกี้มาอยากจะขอของเล่น  ช่วงนี้เธออย่าลงไปห้องใต้ดินเลยนะ”  ชายหนุ่มเตือนเธอด้วยความหวังดี

            “เพราะ?”

            “ช่วงนี้เขาหันกลับมาดองลูกตาคนเล่นอีกแล้ว   ทั้งๆ ที่เขาบอกฉันว่าเป็นการทดลองเพื่อดูความเปลี่ยนแปลงต่างสภาพแวดล้อม  แต่ทำไมฉันถึงไม่เชื่อเขาก็ไม่รู้”  คีแกนเกาจมูกเพราะไม่รู้จะอธิบายยังไง  ก่อนจะเดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อหาของกิน

            “อ๋องั้นที่อยู่ในตู้เย็นก็ของเขาสินะ”

            ปึก!

            คีแกนที่เปิดตู้เย็นชั่ววินาทีก็ปิดฉับ  สีหน้าอึ้งตะลึงจ้องบานประตูตู้สีเขียวเหมือนไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เห็นเมื่อสักครู่

            “ที่ฉันเห็นนั่น...”  ในที่สุดเขาก็หาเสียงตัวเองเจอ

            “น่าจะของทดลองล่ะมั้ง”  โคโค่ดื่มนมตบท้ายแก้วใหญ่

            “ฉันว่ามันไม่ใช่ของ!”  ชายหนุ่มสบถก่อนจะทำใจเปิดตู้เย็นใหม่  หัวมนุษย์...มันเป็นหัวมนุษย์จริงๆ ที่อ้าปากกว้างตาเบิกโพลงเหมือนหวาดกลัวอะไรบางอย่างถูกแช่เด่นหราอยู่ในตู้  รอบคอของชายปริศนาที่ตั้งอยู่บนชั้นในตู้เย็นหากให้เดาชักกี้คงเลื่อยมันด้วยตัวเอง

            “ระยำ!!”  คีแกนปิดตู้เย็นอีกครั้ง  เมื่อเช้าตอนทำอาหารไม่ยักกะเห็น

            “ช่วงนี้ก็อย่าเพิ่งใช้ตู้เย็นเลย”  บอกได้เลยว่าเธอชินจนเข้าขั้นมองว่ามันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว  สำหรับการกระทำของชักกี้  เขาใฝ่รู้และกระหายการค้นคว้า  อืม...เธอจะสนับสนุนการศึกษาเพื่อการเติบโตของสังคมที่มีคุณภาพสักหน่อยแล้วกัน

            “ห้องใต้ดินของเขาก็มีแล้วตู้หนึ่งไม่ใช่เหรอ”  คีแกนโขกหัวกับประตูตู้เย็นก่อนจะนึกอะไรได้  “หรือว่า...”

            “มันเต็ม...หัวเต็มไปหมด”  โคโค่พยักหน้าเหมือนนึกขึ้นได้ว่าหัวนี้คุ้นๆ อยู่  “อย่างคนนี้ชื่อเบนมั้งชักกี้ตั้งให้ตอนไปขุดมาจากสุสาน  แถมฉันยังได้ตั้งหัวหนึ่งชื่อโพนี่เธอสวยมากเลย”

            “เขาทดลองอะไรอีก”  เขาจะบ้าตาย  ทั้งๆ ที่เป็นคนแบบนั้นทำไมเขาถึงคบมันเป็นเพื่อนนะ  จะเลิกคบก็นึกขึ้นได้ว่าปกติก็ไม่มีใครคบอยู่แล้ว

            “ไม่รู้มา 100 ปีแล้วคิดว่าตอนนี้จะรู้เหรอ”  เธอเดินไปล้างจานกับแก้วนมก่อนจะชิ่งหนี  “วันนี้ฉันออกไปข้างนอกนะ”

            “ซื้อของกินเข้ามาเลยนะ  ไม่มีของสดให้ทำอาหารแล้วนอกจากหัวคนตุ๋น”  คีแกนตะโกนไล่หลังแม่สาวโกธิคที่ขับรถออกไป

            โคโค่ในชุดกระโปรงสีดำพร้อมถุงน่องดำและบูทสั้นบ่นด้วยความเซ็ง  เพราะเธอคิดจะมาเดินเล่นในยามบ่ายบนถนนของหมู่บ้านเล็กๆ แต่ฝนฟ้าอากาศไม่เป็นใจตกลงมาเสียอย่างนั้น  ดีที่ว่าปรอยๆ มันจึงพอจะทำให้เธอเบิกบานใจดื่มด่ำได้นิดหน่อยเพราะเธอมีร่มอยู่ติดรถ   อนึ่งร่มเธอก็สีดำเช่นกัน

            สาวโกธิคหัวจรดเท้าเดินท่ามกลางสายฝน  ด้วยเพราะฝนตกคงไม่มีใครบ้ามาเดินเอื่อยเฉื่อยเช่นเธอ  ทว่าเมื่อกำลังเดินผ่านศาลาป้ายรถรถเมล์ของหมู่บ้านโบราณที่ทำขึ้นง่ายๆ ซ่อมมาหลายหนเธอก็เจอคนคุ้นหน้า  อันที่จริงเรียกคู่แข่งจะดีกว่า

            “ไง”  ชายหนุ่มที่ยืนหลบฝนตรงศาลาทัก  เขาเป็นผู้ชายที่สูงมากและไหล่กว้าง  บุคลิกท่วงท่าสง่างามแต่ดูมีรังสีอันตรายบางอย่างที่ไม่น่าเข้าใกล้  ใบหน้าเขางดงามชวนหลงใหล  ดวงตาคมสีเทาเหมือนสะกดคนให้ลุ่มหลงหากเผลอไปสบเข้า  จมูกโด่งตรงได้รูปชวนน่าอิจฉาและริมฝีปากบางถึงแม้จะยกยิ้มตลอดเวลาแต่ก็ดูเหยียดหยันโลกทั้งใบ  เขาเหมือนเป็นผู้ชายที่คู่ตรงข้ามกับเธอ  ผมสีเงินเสื้อสีขาวดั่งคุณชายแต่เธอรู้ว่ามันไม่ใช่อย่างที่เห็น

            “ซีโร่”  โคโค่ทักแกนๆ  ชายคนนี้หากเธอขโมยของเจ๋งๆ ทีไรมักโผล่มาฉกฉวยจากมือเธอ  อย่างน้อยเกือบร้อยปีมานี้ก็ปาเข้าไปหลายสิบชิ้นทีเดียว

            “วันนี้เป็นฝน  แต่คราวนั้นเป็นหิมะ”  ซีโร่พูดขึ้นเบาๆ  เหมือนรำพึงกับตัวเอง  ดวงตายามจ้องหญิงสาวที่ยืนกางร่มอ่อนแสงลง

            หญิงสาวไม่รู้ว่าเขาพูดเรื่องอะไรจึงทำเพียงยักไหล่แล้วเดินผ่านเขาไป  เธอกับชายคนนี้จะว่าไม่สนิทแต่ก็รู้จักกันมาเป็นร้อยปี  จะว่าสนิทก็พูดกันแค่ไม่กี่คำ  แต่ความสัมพันธ์ประหลาดนี้จะเอามาหักล้างที่เขาชอบฉกชิงแย่งของในมือเธอไม่ได้  เรื่องแบบนั้นออกจะน่าโมโหอยู่จริงๆ

            ม่านหมอกของสายฝนค่อยๆ บดบังจนร่างหญิงสาวชุดดำรางเลือน  ซีโร่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงมองตามเธอจนสุดสายตา  สำหรับเขาแล้วโคโค่เป็นคนพิเศษ  ทั้งๆ ที่พิเศษขนาดนั้นแต่เธอดันจำเขาไม่ได้  ทว่าในเมื่อเธอมากระตุกหัวใจแล้วมอบความอบอุ่นให้เขาแล้ว  มันเรื่องอะไรที่เขาจะปล่อยเธอไป  พูดถึงเรื่องนี้ป้ายรถเมล์แห่งนี้คือจุดเริ่มต้นที่เขาได้เจอเธอ  จากสายฝนเปลี่ยนเป็นหิมะที่ตกหนักจนทับถมขาวโพลนไปหมด  ท้องฟ้ามืดสนิทมีเพียงแสงไฟสลัว

            ชายหนุ่มผมเงินตั้งแต่เกิดจนอายุ 100 ปีกลายเป็นตัวหายนะของคนรอบข้าง  เขาเป็นบุตรชายของแทนาทอสเทพแห่งความตายกับปีศาจค้างคาวที่คลอดแล้วก็ตายจากไป  ตัวเขาที่เกิดมาจึงมีรังสีดำมืดบางอย่างที่น่าหวั่นเกรงแต่ไม่ใช่ผู้นำพาวิญญาณอย่างคนเป็นพ่อนรกจึงไม่ใช่ที่ของเขาเพราะเขาจะเป็นเทพก็ไม่ใช่ปีศาจก็พูดได้ไม่เต็มปาก  สถานะครึ่งๆ กลางๆ เช่นนี้จึงถูกทอดทิ้งในเวลาไม่นาน  สุดท้ายโลกมนุษย์จึงกลายเป็นบ้านที่พักพิง

            ตอนนั้นเขายังเด็กจึงโหยหาเพื่อนและสังคม  เขาถูกเลี้ยงมาโดยพ่อบ้านเก่าแก่คนหนึ่งของผู้เป็นพ่อที่เหลือทิ้งไว้กับปราสาทเก่าๆ  ด้วยความเหงาและเดียวดายรวมถึงการถูกทอดทิ้งกลายเป็นปมในจิตใจเขาจึงออกเที่ยวและในที่สุดก็มีเพื่อนกลุ่มใหญ่

            ตอนแรกนั้นทุกอย่างเหมือนจะไปได้ดี  เขากลายเป็นที่นิยมเพราะหน้าตาและความร่ำรวยจนกระทั่งคนที่เข้าใกล้เขาเริ่มล้มหายตายจาก  คนพวกนั้นเข้าใกล้เขาเท่าไหร่พลังชีวิตก็ยิ่งอ่อนแอลงจนตายในที่สุด  พ่อบ้านของเขาจึงได้พูดไว้ว่าตัวเขานั้นมีกลิ่นอายแห่งความตายมากเกินไปหากควบคุมไม่ได้เขาก็จะกัดกินพลังชีวิตของมนุษย์ที่อยู่ใกล้ไปเรื่อยๆ  ตอนแรกนั้นเขายังต่อต้านด้วยความดื้อด้านและอ่อนวัยจนกระทั่งผู้หญิงที่เขาคบหาด้วยความรักเป็นครั้งแรกหักหลัง

            ช่วงอายุเข้าปีที่ 105  เขามีคนรักอยู่คนหนึ่งและคิดว่าคนนี้เขาคงมอบหัวใจให้อยู่จริงๆ  เขาตั้งใจจะดูแลเธอจวบจนสิ้นอายุขัย  มนุษย์ผู้หญิงที่แสนอ่อนหวานละลายความเสเพลของเขาไปจนสิ้น  ทว่าเธอกลับทรยศเขาใช้คำพูดกรีดแทงหัวใจ  เธอบอกว่าเธอกลัวเขา  ไม่อยากเข้าใกล้และไม่อยากตายโดยไม่รู้ตัว  ทั้งๆ ที่พูดอย่างนั้นแต่ไม่กี่วันเธอก็แต่งงานกับผู้ชายอื่น  ดูเหมือนหากคนจะนอกใจเธอก็สามารถโยนคำพูดหวานๆ ที่เคยสัญญาทิ้งไปไม่มีเหลือ  ทั้งๆ ที่ตอนแรกเธอบอกเขาว่าเธอรักเขาจนต่อให้แลกชีวิตก็จะอยู่กับเขา

            ตอนนั้นเขาเสียใจจนเมาหัวราน้ำแล้วก็ค่อยๆ คิดได้  ที่เธอพูดก็ถูกเขามันตัวอันตรายอยู่จริงๆ  ตั้งแต่นั้นมาเขาก็เริ่มฝึกควบคุมประกายแห่งความตายไม่ให้เล็ดรอดออกมา  แม้ไม่เสถียรแต่ก็ถือว่าก้าวหน้า  ทว่าสำเร็จแล้วอย่างไรเพราะเขาไม่เหลือเพื่อนแล้ว  เนื่องจากอดีตคนรักเขาน่าจะปากไม่มีหูรูด  เธอไปโพทะนาว่าเขาเข้าใกล้ใครก็ตายเสียจนกระจายไปทั่ว  ดีที่ว่าตอนนั้นยุคล่าแม่มดผ่านไปแล้วไม่อย่างนั้นเขาคงถูกล่าแล้วจับเผาจริงๆ

            หน้าหนาวที่หิมะตกหนัก  เขาทั้งเปลี่ยวเหงาและเศร้าหมองจนออกเดินไปแบบไม่รู้ทิศ  ในหัวเอาแต่ถามตัวเองว่าทำไมและทำไม  ตอนนี้เขาไม่เหมือนเดิมแล้ว  เขาควบคุมมันได้แต่กลับไม่เหลือใคร  เขาทรุดนั่งลงบนชั้นพักเท้าของป้ายรถเมล์แห่งหนึ่ง  ดวงตามองฝ่าความมืดพร้อมแสงไฟสีเหลืองริบหรี่  หิมะตกหนักเป็นสายแต่เขากลับไม่รู้สึกหนาวสักนิด 

            “หิมะตก”  เสียงหวานเอ่ยขึ้นเหนือหัวซีโร่ตอนที่เขาก้มหัวซบหน้าลงกับเข่าตนเอง  เขามองไล่จากรองเท้าสีดำก่อนจะเงยขึ้นมอง  ในที่สุดชายหนุ่มก็เห็นหญิงสาวเจ้าของเสียงที่ยืนกางร่มลายลูกไม้สีดำ  เสื้อผ้าสีดำและดวงตาก็ยังเป็นสีดำ

            “อืม...หิมะตก”  เขาตอบกลับ

            “เอานี่ไป”  เธอยื่นร่มในมือให้เขาก่อนที่เธอจะยกหมวกคลุมผมทรงแหลมมาใส่  ตอนนี้เธอเหมือนแม่มดตัวน้อยๆ แทนเสียแล้ว

            “ให้ผมทำไม”  เขามองร่มในมืออย่างสนเท่ห์

            “ฉันอุ่นพอแล้วแต่นายไม่”  เธอหยักไหล่ด้วยท่าทางยียวน

            “ไม่มีอยู่จริงๆ นั่นแหละ  ขอบคุณมาก”  ซีโร่ยิ้มเย้ยหยันให้ตัวเอง

            “อืม”  โคโค่พยักหน้าเตรียมจะหันเดินจากไปแต่ก็ต้องชะงักเท้าเมื่อได้ยินคำถามของเขา

            “คุณว่าความโดดเดี่ยวกับความตายอันไหนน่ากลัวกว่ากัน”

            “ฉันไม่กลัวตาย”  หญิงสาวยิ้มบางๆ เพราะเธอเป็นฟินิกซ์  “และความโดดเดี่ยวสำหรับฉันนั้นไม่น่ากลัว  ชั่วเวลาหนึ่งของมนุษย์มากสุดก็ 100 ปีจะไม่มีสักวันสองวันเชียวเหรอที่สบายใจ  แต่ถ้ายิ่งมีเวลาเป็นชั่วนิรันดิ์จะไม่มีสักสองปีสองปีเชียวเหรอที่จะไม่โดดเดี่ยว”

            โคโค่มองชายหนุ่มที่พอจะเดาได้ว่ามีที่มาคล้ายๆ เธอ  เห็นเขาไม่พูดเธอจึงพูดต่อ  “เสียเวลากับสิ่งไร้ค่า  จมอยู่กับความคิดบั่นทอน  สำหรับฉันนั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัว  หิมะฤดูนี้ผ่านฤดูหน้าก็วนมาอีกหวังว่าถึงตอนนั้นนายคงไม่มานั่งที่นี่อีกล่ะมั้ง  เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริงนายก็เป็นสิ่งไร้ค่าที่ฉันเสียเวลาพูดด้วยแล้ว” 

แม้จะแรงไปสักหน่อยแต่เธอก็เป็นแบบนี้  เธอผ่านเรื่องราวมามากมายไม่ใช่ว่าไม่เคยโดดเดี่ยว  ไม่ใช่ว่าไม่เคยหวาดกลัว  ทดท้อใจหรือก็มี  แต่แล้วยังไงล่ะวันรุ่งขึ้นเธอก็ต้องลืมตาตื่นอยู่ดี

ซีโร่ยกยิ้มเข้าใจความหมายที่เธอพูด  เธอกำลังให้ยาแรงกับเขา  หากปีหน้าเขายังทดท้อใจไม่หายเช่นนี้เขาจะกลายเป็นสิ่งไร้ค่านั่นคือสิ่งที่เธออยากบอกเขา

ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเผชิญหน้ากับเธอ  ตัวเธอสูงเพียงแค่อกของเขาแต่กลับเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว  พอมองใกล้ๆ เช่นนี้เขาถึงได้รู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา  เธอมีดวงตาสีดำสนิทนิ่งลึก  แก้มแดงเพราะความเย็นปากอิ่มรูปกระจับยกยิ้มเล็กน้อย...งดงามอย่างที่สุด

ซีโร่คืนร่มในมือให้กับเธอ  สีหน้าเหงาหงอยเจ็บปวดเริ่มจางหาย  หลังเธอรับร่มไปนิ้วเล็กๆ เรียบลื่นแตะโดนมือเขาเล็กน้อย  สัมผัสนั้นเหมือนมันลูบผ่านหัวใจเขาเบาๆ แผ่วเบาเหมือนปีกผีเสื้อที่ปัดผ่าน  มันทั้งปลอบประโลมและกระตุกหัวใจเขาไปพร้อมๆ กัน

“คืนทำไม?”  โคโค่มองร่มที่ได้รับคืนอย่างไม่เข้าใจ

“ตอนนี้ผมอบอุ่นมากพอแล้ว”  ชายหนุ่มตอบกลับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

หลังจากนั้นในฤดูหนาวเขาจึงไม่กลับไปที่ป้ายรถเมล์แห่งนั้นอีก  ทว่าในฤดูอื่นๆ หากนึกถึงเธอเขาจึงไปพร้อมกับสืบหาตัวเธออยู่นานหลายปี  จนกระทั่งได้รู้ว่าเธอคือจอมโจรสาวแบล็กวิงซ์อันแสนโด่งดัง...ปีกสีดำที่ครั้งหนึ่งเคยโอบอุ้มเขาอย่างไม่รู้ตัว

------

โกธิคสไตล์  แนวโคโค่เค้าล่ะ

ป้ายรถเมล์ก็มี หารูปมันสนุกโปรดเข้าใจด้วย 555

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น