TwentyMon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 280

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2561 17:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3
แบบอักษร

บทที่ 3

          “เจ้าพร้อมหรือศิษย์ข้า” เสียงเฒ่าจันทราว่าขึ้น วันนี้เป็นวันครบกำหนดที่เจ้าของร่างใหม่ของยินจะถึงฆาต เขาอดเศร้าไม่ได้ที่ตัวเองจะต้องไปครอบครองร่างของคนตาย แต่อาจารย์ทั้งสามรวมทั้งเสี่ยวอันภูติพันธะของเขาต่างก็ปลอบใจกันยกใหญ่จนชายหนุ่มรู้สึกดีขึ้น

          “พร้อมแล้วขอรับ” ยินว่าเสียงหนักแน่นทั้งที่ความเป็นจริงแอบใจหายและหวาดกลัวไม่น้อย เขาอยู่ที่นี่ผูกพันเสมือนบ้านหลังหนึ่งแล้วต่อไปจะต้องไปใช้ชีวิตท่ามกลางการแก่งแย่งชิงดีของมนุษย์ที่อาจารย์เล่าให้ฟังนับว่าน่ากลัวทีเดียว

          “ดีแล้ว ศิษย์ข้าก่อนจากกันนี่เป็นแหวนมิติข้างในมีโอสถ สมุนไพรและส่วนประกอบสำหรับปรุงยา พร้อมทั้งตำราทางการแพทย์และการปรุงยา ส่วนนี่เป็นหม้อยาเย้าชี่สร้างจากทองคำบริสุทธิ์ลงอักขระโดยปราชญ์อักขระ 4 คน สามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้ ถึงแม้อาจารย์จะสอนเจ้าปรุงยาโดยไม่ใช้เตาแต่การใช้เตาก็มีส่วนช่วยป้องกันสารปนเปื้อนและสกัดสิ่งแปลกปลอมให้ยามีความบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นได้อีกเหมาะแก่การปรุงยาหรือหลอมยาในสถานที่ที่อากาศมีความบริสุทธิ์น้อย อาจารย์ให้เจ้า” ยินรับกล่องที่บรรจุแหวนอยู่ 5 วงและหม้อยาขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยพร้อมทั้งคาราวะอาจารย์ทันทีด้วยความขอบคุณ “ทำพันธะวิญญาณกับมันแล้วมันจะตามไปรับใช้เจ้าต่อให้เจ้าใช้ร่างใหม่ก็ตามทีเถิด” ยินรับคำก่อนจะวาดอักขระวิญญาณใส่ลงในกล่องบรรจุแหวนและหม้อ

          “ยินมาทางนี้ ข้าเองก็มีของให้เจ้าเช่นกัน” เทพไป่หูกล่าวขึ้นก่อนจะยื่นแหวนมิติ 3 วง “ข้างในแหวนวงหนึ่งเป็นตำรายุทธพิชัย อีกวงเป็นสมบัติเงินทองไว้ใช้โลกมนุษย์ด้านนอก ข้างในวงนี้ยังมีกระบี่รักษาและเสื้อเกราะบริบาลรวมทั้งแก่นอสูร แก่นสัตว์เทวะและแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย อีกวงเป็นวงเปล่าเจ้าสามารถเอาวงนี้เก็บแหวนวงอื่น ๆ ได้ ข้าให้เจ้า” ยินคำนับรับของก่อนจะสร้างพันธะวิญญาณกับมันแล้วเก็บแหวนทุกวงรวมทั้งกล่องแหวนของเซียนโอสถไว้ข้างในแหวนเทพไป่หู

          “เอาล่ะ ถึงทีข้าบ้าง” เฒ่าโอสถว่าขึ้นก่อนจะยื่นผลึกทรงลูกบาศก์สีรุ้งลายเคลื่อนไหวไปมาราวกับมีชีวิต “ผลึกมิติ ข้าสร้างไว้ให้เจ้า มันดีกว่าแหวนมิติตรงที่สิ่งมีชีวิตเข้าไปอาศัยอยู่ข้างในได้” พูดพลางเหล่ดูเทพไป่หูจนผู้ถูกพลาดพิงต้องส่งกระแสไฟฟ้ามาตามสายตา “ข้างในเป็นสวนสมุนไพรข้าวานเซียนโอสถช่วยหามาปลูกคิดว่าเจ้าน่าจะชอบ แถมยังมีสมบัติเสื้อผ้าพัสตราภรณ์ มีตำราอักขระด้วยนะ อ่อ มีปราสาทด้วย ข้าสร้างให้เจ้าโดยเฉพาะทีเดียว” เฒ่าจันทรายื่นผลึกให้ยินคำนับก่อนจะวาดอักขระวิญญาณทับลงเช่นกัน

          “เสร็จแล้วก็เก็บมันไว้ในจิตใจเจ้า รวมทั้งกำไลยินอวี้ด้วย มันจะปรากฏขึ้นมาเมื่อเจ้าเรียกใช้” เป็นเทพไป่หูกล่าวเสริม “รวมทั้งเจ้าด้วย เสี่ยวอัน เข้าไปอยู่ในจิตของยินเถิดจะได้ติดตามกันไป” ว่าจบเสี่ยวอันก็หายเข้าไปอยู่ในดวงจิตของยินทันที

          “เอาล่ะ เสร็จสิ้นแล้วเราจะได้ไปกันเสียที” เฒ่าโอสถว่า เทพชรายื่นมือมาคว้ามือยินก่อนจะหายวับไป

          “โชคดีศิษย์ข้า” เซียนโอสถกล่าวขึ้นเมื่อทั้งสองลับตาไป

          “ท่านไม่ต้องห่วงหรอกน่าเซียนโอสถ ข้าเชื่อว่าศิษย์เอกของเราจะปลอดภัย แต่พวกเราทั้งสามนี่ซีน่าห่วง ต่อไปนี้จะไปหาคนทำอาหารฝีมือดีอย่างเจ้ายินจากที่ไหนกัน” เทพไป่หูว่าขึ้นอย่างสลด

          ข้างฝ่ายยินตอนนี้ปรากฏเป็นร่างเด็กน้อยคนหนึ่งนอนอยู่เบื้องหน้าเขา ยินตกใจอย่างมากที่ร่างใหม่เป็นเด็กอายุราว ๆ 12 ปี ซึ่งรูปลักษณ์ภายนอกทั้งหมดแทบจะเหมือนเขาตอนอายุเท่านี้ไม่มีผิด ชั่วแต่คนที่นอนอยู่นี่ซูบผอมสภาพอิดโรยกว่า ข้างร่างเด็กชายเป็นหญิงวัยกลางคนกำลังฟุบนอนอยู่ข้างเตียง คิ้วของนางขมวดมุ่นอย่างคนวิตกกังวลแม้กระทั่งขณะหลับนอน

          “ใกล้ได้เวลาแล้วยิน” สิ้นเสียงเทพเฒ่าจันทราร่างเด็กน้อยลืมตาขึ้นมองมาทางพวกเขา

          “ไม่ต้องห่วงนะ ต่อไปนี้ข้าจะดูแลพวกเขาแทนเจ้าเอง เจ้าจงหมดห่วงและคลายวิตกไปสู่ภพภูมิที่ดีเถิด จะได้เลิกทรมานเสียที” ยินว่าขึ้นกับเด็กน้อย เหมือนเจ้าของร่างใหม่ของเขาจะรับรู้เขาพยักหน้าเล็กน้อยอย่างอ่อนแรง

          “เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว” เฒ่าจันทราเปิดกล่องสองกล่องอย่างระมัดระวัง ผู้อาวุโสหยิบด้ายขึ้นมา 2 เส้น “นี่เป็นด้ายชะตาชีวิตเจ้ากับเด็กนี่ ข้าจะต่อมันเข้าด้วยกัน อ่อ เพื่อเป็นการไถ่โทษที่ทำเจ้าตายก่อนวัยอันควรข้าแอบต่ออายุให้เจ้าเล็กน้อย และจำไว้ศิษย์ข้า จงหมั่นทำความดีถ้าเจ้ากลายเป็นคนผดุงคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่ เมื่อนั้นเราอาจได้พบกันอีกครั้งในฐานที่เจ้าเป็นเทพแต่งตั้งจากองค์เง็กเซียน เอาล่ะได้เวลาแล้ว ลาก่อนและโชคดี” ยินคำนับผู้อาวุโสก่อนจะถูกแรงปริศนากระชากวูบ พอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีเขาก็รู้สึกปวดร้าวไปหมดทั้งตัว อ่า นี่สินะความรู้สึกของการมีกายหยาบ เขาไม่ได้สัมผัสเสียนานทีเดียว

          ยินสงสัยหนักหนาว่าทำไมเด็กชายถึงป่วยหนักถึงขั้นต้องตกตายเช่นนี้ เขาเข้าฌานสำรวจร่างกายใหม่ก่อนจะพบเรื่องราวที่น่าตกใจ ร่างกายนี้มีสิ่งแปลกปลอมเต็มไปหมดทำให้การเดินชีพจรไม่คล่องเป็นเหตุให้ผู้ฝึกขยายอาณาปราณได้ช้า แต่ตอนนี้เส้นชีพจรเหล่านั้นเสียหายหนักซึ่งยินคาดเดาเอาไว้ว่าอาจเป็นเพราะเด็กน้อยฝืนบ่มเพาะร่างกายทั้ง ๆ ที่ไม่ขับของเสียพวกนี้ออกไปจนเกิดการอุดตันทำให้แรงดันในเส้นชีพจรปราณมากขึ้นมากขึ้นจนมันแตกออก นับว่าเสียหายหนักทีเดียว โชคดีที่เขาพอจะมีหยูกยาไว้รักษาอยู่บ้าง ยินตั้งสตินึกไปถึงแหวนเทพไป่หูก็พลันปรากฏแหวนวงนั้นขึ้นที่นิ้วมือ เขาค้นลงไปในแหวนเพื่อหากล่องยาของเซียนโอสถ ในนั้นมีทั้งยาวิเศษระดับสีทองแดงศักดิ์สิทธิ์ที่เซียนโอสถปรุงขึ้นและยาศักดิ์สิทธิ์ที่เขาปรุงขึ้นมากมายที่อาจารย์เก็บไว้ให้ เขาเลือกหยิบยาสมานสรรพางค์กายออกมาก่อนจะกินเข้าไป ฉับพลันรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วทั้งร่างเมื่อสำรวจดูก็พบว่าเส้นชีพจรปราณกลับมาเป็นปกติหมดแล้ว แต่ร่างกายมีแต่สิ่งแปลกปลอมเช่นนี้คงเป็นเรื่องลำบากที่จะเอาพลังปราณสีเหลืองมาใช้ นึกได้ดังนั้นเขาก็ค้นหายาธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่มีฤทธิ์สกัดสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกายจนบริสุทธิ์ เมื่อกินยาเข้าไปยินก็ค่อย ๆ ค่อยย้ายพลังปราณที่มีธาตุศักดิ์สิทธิ์เป็นองค์ประกอบช่วยอีกแรง สิ่งแปลกปลอมในร่างกายเขาถูกขับออกมาทางผิวหนังเป็นยางยืดสีดำน่าเกลียดจนมันหมดไปจากร่างกายใหม่ของเขา ทำให้ร่างนี้ใสสะอาดหมดจดผิวพรรณขาวผุดผ่องกว่าแต่เดิมโข จากนั้นยินก็กินยาฟื้นฟูสภาพร่างกายเป็นเม็ดที่สามพยาธิสภาพของร่างกายที่เป็นผลข้างเคียงจากอาการเจ็บป่วยก็ค่อย ๆ หายไปกลายเป็นเด็กหนุ่มที่แข็งแรงขึ้นมาแทน ยินยันตัวขึ้นนั่งพลางเข้าไปถึงความทรงจำของร่างเดิม ร่างนี้ชื่อว่า ‘หยางอิน’ เป็นบุตรของเจ้าตระกูลกู้นาม ‘กู้ทิงเหมียน’ แม่ทัพแคว้นถังผู้ยิ่งใหญ่กับมารดาซึ่งเป็นอนุภรรยาลำดับที่ 12 จากตระกูลเซี่ย นาม ‘หยางอ้าย’ เท่าที่ดูผ่านความทรงจำนับว่าโชคชะตาอาภัพทีเดียว เด็กน้อยร่างกายไม่สมประกอบทำให้ฝึกวรยุทธ์ได้ช้า นี่ก็อายุ 12 ขวบปีแล้วยังอยู่ขั้นผู้ฝึกยุทธ์ระดับต้นเท่านั้นเอง และเป็นสาเหตุที่คนในตระกูลแม้กระทั่งกู้ทิงเหมียนผู้บิดาไม่ชอบเขา คงมีก็แต่มารดาเขาเท่านั้นที่คอยรักและเป็นห่วง ในขณะที่เขาป่วยหล่อนก็พยายามอย่างหนักที่จะหาสมุนไพรมารักษาแต่ครั้นจะหาผู้ปรุงโอสถให้ได้ก็ยากเย็นเหลือเกิน สุดท้ายจึงได้แต่นำพวกนั้นมาต้มให้ดื่มนับว่าใช้ประโยชน์ได้เพียง 2 ส่วน 10 เท่านั้น นานวันอาการของเด็กน้อยไม่ได้ดีขึ้น กู้หยางอินต้องทนรับแรงกดดันต่าง ๆ มากมายทั้งสงสารมารดาจับใจจึงเร่งพลังปราณทั้งที่ร่างกายยังไม่หายป่วยจนเป็นสาเหตุทำให้เส้นชีพจรแตกและหมดหวังในการมีชีวิตรอดเช่นนี้ ยินส่ายหน้าให้กับเรื่องราวเศร้าสร้อยที่เด็กหนุ่มได้รับ ก่อนจะผินพักตร์มามองมารดาผู้มีความรักอันยิ่งใหญ่ที่กำลังฟุบตัวลงนอนอยู่ข้างเตียงก็พลันเกิดความรู้สึกอุ่นวาบในหัวใจและหมายมั่นจะยึดสตรีผู้นี้ไว้เป็นที่พึ่ง

          “ท่านแม่” เขาออกแรงสะกิดหญิงตรงหน้าเล็กน้อย หยางอ้ายสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาเห็นลูกตัวเองเต็มไปด้วยเมือกสีดำก็ตกอกตกใจ

          “เกิดอะไรขึ้นลูกแม่ เหตุใดเป็นเช่นนี้” นางว่าพร้อมปาดเอาเมือกดำออกจากตัวลูกอย่างไม่รังเกียจพลางน้ำหูน้ำตาไหลตกใจและสงสารลูกด้วยนึกว่าเป็นอะไรไปอีก

          “ท่านแม่ข้าไม่เป็นไร ท่านดูซี ข้าแข็งแรงกว่าแต่ก่อนอีก” ยินในร่างหยางอินว่าขึ้น อยางอ้ายชะงักกึกก่อนจะมองบุตรของตนเองดี ๆ ก็ต้องแปลกใจอีกรอบ ผิวพรรณใต้เมือกนี้แลดูขาวผ่องราวสตรีแถมยังนุ่มลื่นมือไม่หยาบกร้านดังแต่ก่อน ใบหน้าหรือก็เกลี้ยงเกลาเนื้อตัวก็ดูมีน้ำมีนวลขึ้นไม่ซูบตอบเหมือนก่อนที่นางจะหลับ เกิดอะไรขึ้นกับลูกของหล่อนกัน หยางอินยกยิ้มให้กับมารดา “ข้าฝืนร่างกายตัวเองดำเนินพลังปราณรุนแรงเกินไปทำให้เส้นชีพจรแตก แต่นั่นมันก็ช่วยขับสิ่งสกปรกในตัวข้าออกมาท่านเห็นนี่ไหม” ว่าพลางยกเมือกสีดำขึ้นให้ดูในขณะที่อีกมือก็ไขว้นิ้วไว้ด้านหลัง โกหกอย่าตกนรกหมกไหม้เถิดสาธุ หยางอินรำพึงรำพันในใจ “แต่ตอนนี้ข้าเหนียวตัวเหลือเกิน อยากอาบน้ำเต็มทีแล้วขอรับ” สิ้นเสียงออดอ้อนลูกชายนางก็เหมือนจะได้สติ

          “ได้ซี ได้ ๆ แม่จะเตรียมน้ำอุ่นเอาไว้ให้เจ้าจะได้อาบน้ำ” ถึงจะยังไม่หายมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวดเร็วขนาดนี้ แต่คิดดูอีกทีก็นับว่าดีแล้ว สวรรค์เมตตาบุตรของนางแล้ว หยางอ้ายคิดพลางนางก็เดินออกไป หยางอินถอนหายใจโล่งอก ดีที่หยางอ้ายไม่สงสัยอะไร เขารีบเร่งสำรวจทุกสิ่งทุกอย่างในดวงจิตอีกครั้งก่อนจะพบกำไลยินอวี้ ผลึกมิติและร่างเสี่ยวอันที่กำลังนอนสบายใจอยู่ หยางอินยกยิ้มเอ็นดูเจ้าภูติน้อย ถึงจะพลังเหนือฟ้าแต่เด็กก็คือเด็กล่ะหนอ ก่อนจะดึงเอากำไลหยกและผลึกมิติออกมาโดยไม่ให้รบกวนคนนอนหลับ เด็กหนุ่มมองกำไลหยกก่อนจะผูกผลึกมิติไว้กลายเป็นจี้กำไลสวยไปอีกแบบแล้วเก็บไว้ในจิตเหมือนเดิม ด้วยกลัวคนมาเห็นแล้วจะสงสัยหมายมั่นว่าจะหาโอกาสเหมาะค่อยเอาออกมาเนียน ๆ ดีกว่า นี่ถ้าใครรู้จักของวิเศษเหล่านี้แล้วมาเห็นมันเข้าคงจะกัดลิ้นตายภายในวินาทีนั้นแน่นอน ใครจะคิดกันว่าเด็กอายุ 12 ปีจะมั่งคั่งมีทรัพย์สมบัติวิเศษติดตัวมากมายปานนี้ นี่ยังไม่รวบของในแหวนและในผลึกอีก  พูดถึงผลึกหยางอินเองก็ยังไม่ได้มีเวลาเข้าไปสำรวจดูเสียที เขาจำได้ว่าเฒ่าจันทราผู้อาจารย์บอกว่าข้างในเต็มไปด้วยสวนสมุนไพรมากมายทีเดียวจนหยางอินอดตื่นเต้นไม่ได้ ในใจอยากเข้าไปสำรวจตอนนี้ แต่คิดอีกทียังก่อนดีกว่า ขืนเขาหายตัวไปแล้วหยางอ้ายมาตามหาไม่พบคงเป็นเรื่องใหญ่

          “หยางอิน น้ำเสร็จแล้วลูก ไปอาบน้ำเถอะเดี๋ยวแม่จะเปลี่ยนผ้าปูที่นอนให้” พระลอถามหาไก่ไก่ก็มาทีเดียว หยางอ้ายเดินยิ้มเข้ามาอย่างมีความสุข จะไม่มีความสุขได้อย่างไร วันนี้ที่หล่อนรอคอยมาสิบกว่าปีทีเดียว วันที่หล่อนจะได้เห็นบุตรคนเดียวมีสุขภาพดีและสามารถทำตามความฝันที่จะเป็นจอมยุทธ์ได้นั้น แม้นนี่คือความฝันนางก็ไม่อยากตื่นขึ้นมาอีก

          “ขอรับท่านแม่ รบกวนท่านแล้ว” หยางอินว่าก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำด้วยความทรงจำเจ้าของร่างเดิม ก่อนจะลงแช่อาบเขาเอามือสัมผัสถึงน้ำอุ่นในอ่าง มันผสมสมุนไพรถึงจะเจือจางกว่า 3 ส่วน 10 แต่ก็แสดงออกให้เห็นถึงความห่วงใยต่อบุตรของมารดาผู้หนึ่งทีเดียว หยางอินเปิดแหวนอีกครั้งนำยาบำรุงกับยาขยายชีพจรปราณมาบดก่อนจะโปรยลงน้ำแล้วเปลื้องผ้าลงแช่อย่างสบายใจ เด็กชายหลับตาพริ้มอย่างมีความสุขที่ได้แช่น้ำอุ่นเจือปนกลิ่นสมุนไพรชื่นใจนัก ก่อนจะค่อยเคลื่อนย้ายพลังปราณไปสู่ชีพจรส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อปรับความคุ้นชิน ถึงวิญญาณจะมีอาณาปราณสีเหลืองแต่เส้นชีพจรของร่างกายไม่สามารถรองรับได้ก็มิอาจจะใช้ได้ หากฝืนใช้อาจจะเกิดชีพจรแตกอย่างเจ้าของร่างเดิมเป็นแน่ เขาค่อยเคลื่อนย้ายปราณและเพิ่มระดับทีละนิดทีละน้อยบวกกับโอสถขยายชีพจรที่ซึมผ่านผิวหนังเข้าไปช่วยได้ไม่น้อยทีเดียวเพราะตอนนี้ร่างกายเขาสามารถรองรับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายได้แล้ว หยางอินเห็นว่าวันนี้พอแค่นี้ก่อนก็ได้ จึงลุกขึ้นผลัดเสื้อผ้าแล้วออกมา

          “หยางอิน มากินน้ำต้มสมุนไพรนี่ก่อนมา” หยางอ้ายเมื่อเห็นบุตรชายอาบน้ำเสร็จก็เรียกเด็กหนุ่มมากินยาบำรุง หยางอินเดินเข้ามาดูสูดดมกลิ่นก็พบว่าสมุนไพรใช้ประโยชน์ได้เพียง 2 ส่วนเท่านั้น ช่างเสียของเสียจริง

          “ท่านแม่ ท่านไม่ต้องลำบากหาสมุนไพรให้ข้าอีกแล้วล่ะ ตั้งแต่ที่เส้นชีพจรข้าถูกทำลายแล้วกลับมาสร้างใหม่ เมื่อครู่ข้าได้แช่น้ำสมุนไพรของท่านมันช่วยเพิ่มอาณาพลังปราณอย่างดีทีเดียว ตอนนี้อาณาปราณข้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับปลายแล้ว ไม่เชื่อท่านดูพลังของข้า” หยางอินปล่อยพลังปราณระดับก่อเกิดออกมาด้วยไม่อยากให้หวังอ้ายตกใจมากนัก แต่นั้นก็มากอยู่ดีเพราะแค่วันเดียวผ่านไปถึง 2 ระดับจากผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้นสู่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปลายมีอย่างที่ไหนแม้แต่อัจฉริยะยังทำไม่ได้ “ต่อไปนี้ท่านพักผ่อนและคอยดูลูกชายท่านแข็งแกร่งเถิด”

          หยางอ้ายฉีกยิ้มกว้างทั้งน้ำตา ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงวันที่ลูกชายนางสุขภาพดีและพัฒนาอาณาปราณได้ ต่อแต่นี้ไปจะได้ไม่มีใครดูถูกบุตรชายของนางได้อีก

          “หยางอิน เมื่อเจ้าหายดีแล้วเจ้าอยากเข้าเรียนโรงเรียนยุทธ์หรือไม่” หยางอ้ายถามบุตรชายของตนด้วยรู้มาตลอดว่าบุตรอยากเข้าเรียนที่โรงเรียนยุทธ์เหมือนพี่น้องคนอื่นมากเพียงใด แต่ด้วยอาการป่วยไม่สามารถบ่มเพาะอาณาปราณได้ทำให้ผู้ใหญ่ในตระกูลไม่ส่งเขาเข้าเรียนด้วยเกรงว่าจะกลายเป็นขี้ปากชาวบ้าน ซึ่งนางและบุตรก็ได้แต่เก็บความขมขื่นนี้ไว้ในอกมาโดยตลอด

          “เยี่ยมเลยท่านแม่ ข้าอยากเข้าโรงเรียน” หยางอินร้องอย่างตื่นเต้นถึงแม้อาจารย์เทพเซียนทั้งสามจะสอนเขามามากมายหลายอย่าง แต่ก็เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น หากตนสามารถเข้าเรียนได้แล้วเจออาจารย์ที่เก่ง ๆ เหมือนอาจารย์ทั้งสามของตน ย่อมสามารถฝึกฝนตนเองได้ดียิ่งขึ้นแน่ แต่หารู้ไหมว่าความคิดเหล่านั้นล้วนเป็นแค่เรื่องในมโนสำนึกเฉพาะหยางอิน ด้วยเคยพบเจอแต่คนแข็งแกร่งทั้งสามจึงไม่ได้รับรู้เลยว่า บนโลกใบนี้ระดับผู้ใช้ยุทธ ผู้ใช้เวทย์คืออาณาปราณที่พบมากสุด ดังนั้นแค่อาณาปราณสีเหลืองก็นับว่าแข็งแกร่งแล้ว ในโรงเรียนอาจารย์ถึงครึ่งมีระดับเพียงจอมยุทธ์กับจอมเวทย์เท่านั้น สูงขึ้นมาหน่อยก็ปรมาจารย์ที่มีสัก 10 คนได้กระมัง ส่วนระดับราชันย์ทั่วทั้งเมืองนี้ยังนับนิ้วได้ ระดับจักรพรรดิยิ่งแล้วใหญ่ 100 ปีจะมีปรากฏสักคนสองคน  แต่ถึงอย่างนั้นหยางอินก็คาดหวังเพราะความทรงจำของเจ้าของร่างคนก่อนที่นอกจากภายในเรือนนี้ก็แทบไม่ได้ออกไปไหนเลย ไกลสุดก็ยังคงวนเวียนในจวนเท่านั้น จึงไม่ได้ข้อมูลอะไรแก่เขามากมายนัก

          “เช่นนั้นเจ้าก็จงพักผ่อนเถิด แม่จะไปคุยเรื่องนี้กับท่านกู้บิดาเจ้าให้” หยางอ้ายว่าพลางยกถ้วยยาที่หยางอินยังไม่ได้กินสักอึกออกไป วันนี้นางดีใจและตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก จึงรีบเข้าห้องไปอาบน้ำแต่งเนื้อแต่งตัวไปจวนใหญ่ทันที

          ครั้นเห็นว่าลับร่างมารดาแล้ว หยางอินก็หยิบผนึกขึ้นมาเปิดทันที เขากระตุ้นพลังวิญญาณเข้าไปบังเกิดเป็นประตูที่สลักลวดลายไว้สวยงาม หยางอินมองปราดก็รู้ว่าลวดลายพวกนี้หาใช่ธรรมดาหากแต่เป็นอักขระป้องกันชั้นสูงนั่นเอง เขาเดินลอดผ่านประตูซุ้มเข้ามาอย่างง่ายดายก่อนจะตกตลึงกับภาพที่เห็นเบื้องหน้า นี่มันไม่ใช่แค่สวนแล้ว แต่มันคือป่าสมุนไพรกันเลยทีเดียว ในสถานที่นั้นนับว่าประหลาดมันมีลักษณะเป็นเนินกว้างหลายเนิน แต่ละเนินมีพืชพันธุ์สมุนไพรไม่ได้ขาดแถมมีแม่น้ำสายยาวพาดผ่านไปทั่ว บางเนินปกคลุมด้วยหิมะที่เต็มไปด้วยสมุนไพรเมืองหนาว ในขณะที่อีกเนินอีกฟากมีแม้กระทั่งบึงลาวาสำหรับสมุนไพรธาตุร้อนอย่างเขี้ยวอัคนีที่เป็นพืชน้ำลาวาอีก เนินตรงกลางก็ไม่แพ้กันอากาศอุ่นกำลังดีเหล่าสมุนไพรมากมายแข่งกันเจริญเติบโต เขามองไปทั่วทั้งสวนก่อนจะเห็นดอกไม้สีแดงคุ้นตา ดอกกวาเฮอนี่ ดอกไม้หายากแห่งหุบเขาร้อยภูติที่ตอนนี้มันมีมากเป็นสวนทีเดียว แถมไม่ได้อยู่ใต้ดินเหมือนในป่าแต่กลับพยายามชูช่อรับเอาพลังธรรมชาติที่อัดแน่นเปี่ยมล้นนี้อีก พืชบกพืชอากาศที่อาศัยกิ่งไม้ใหญ่ว่าเยอะแล้ว ในน้ำลำธารเองก็ไม่ได้น้อยหน้า ทั้งบัวสวรรค์ สาหร่ายพันปีหรืออีกสารพัดสมุนไพรน้ำเต็มไปหมดเรียกว่าไม่ได้ปล่อยพื้นที่ใดไว้ให้เสียเปล่าทีเดียว พอกวาดสายตาสังเกตดี ๆ เนินที่เขาอยู่นี่กลับเป็นแค่ลานกว้างมีสมุนไพรขึ้นบ้างประปราย แต่พอเหลียวไปด้านขวามือกับตกใจแทบสิ้นสติ คฤหาสน์ทรงโดมใหญ่โตนี่มันอะไรกัน ยินรู้สึกลมจะจับ เขาลากสังขารอันแทบจะไร้เรี่ยวแรงเพราะตกใจถี่กันเหลือเกินเข้าไปในคฤหาสน์นั่น ห้องแรกเป็นห้องนั่งเล่น ที่พอเดินลึกเข้าไปอีกเป็นชั้นวางหนังสือสูงใหญ่ราวกับหอสมุดแห่งชาติแต่มันบรรจุหนังสือไว้เพียงแค่ 1 ส่วนสาม แต่นั่นก็มากกว่า 200 เล่มเลยทีเดียวและส่วนใหญ่เป็นตำราเกี่ยวกับเวทย์มนต์และอักขระทั้งสิ้น หยางอินคิดอะไรออกเขาดึงตำราการแพทย์และการโอสถที่มากกว่า 300 เล่มของเซียนโอสถกับคัมภีร์ยุทธพิชัยและเคล็ดวิชายุทธ์ของเทพไป่หูอีก 100 กว่าเล่มมาบรรจุไว้ แต่กระนั้นก็ไม่เต็ม เขาจึงคิดว่าตนเองได้งานอดิเรกใหม่แล้ว นั่นคือสะสมหนังสือให้เต็มชั้นเลยเป็นอย่างไร แค่คิดก็สนุกแล้ว หยางอินมองซ้ายมองขวาต่อ ก่อนจะเห็นประตู 2 บานวางไว้ข้างกัน เขารีบวิ่งเข้าไปเปิดดูห้องหนึ่งเป็นห้องครัว ที่มีเตามีอุปกรณ์ทำครัว หรือแม้แต่ตู้ถนอมอาหารเองก็มี หยางอินยกยิ้มนึกขำอาจารย์ทั้งสาม นี่ขนาดเขาลงมาใช้ชีวิตบนโลกมนุษย์ยังจะอยากให้เขาทำอาหารให้อยู่อีกหรือนี่ แต่พอคิดถึงบรรยากาศกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้วก็อดคิดถึงไม่ได้ เขาเปิดดูตู้ถนอมอาหารที่มีถึงสามตู้ ตู้แรกมีแต่ผักผลไม้ อีกตู้เป็นเครื่องเทศ และมีพริกหัวหอมตะไคร้ใบมะกรูดและอีกสารพัด มีมะพร้าวด้วยแน่ล่ะเขาจะเก็บไว้ทำกะทิ ส่วนอีกตู้ที่สามเป็นตู้ว่าง หยางอินคาดเดาในใจว่าน่าจะไว้เก็บอาหารเสียมากกว่า ในห้องครัวมีอีกประตูหนึ่งที่หยางอินเปิดแล้วแทบจะน้ำตาไหล มันเป็นประตูที่เปิดออกสู่หลังคฤหาสน์ที่เต็มไปด้วยแปลงผัก สวนผลไม้ ไร่เครื่องเทศ ทั้งพริกตะไคร้ใบมะกรูดกันเลยทีเดียว เมื่อสำรวจครัวจนพอใจแล้ว เขาก็ออกมาเพื่อเปิดไปยังประตูอีกบานหนึ่ง ประตูนี้กลับมีบันได หยางอินเดินลงไปปรากฏเป็นโถงกว้างมาก มีชั้นเปล่าสูงใหญ่มากมายและตู้หยกดำที่มีพลังธาตุหยินสำหรับกักเก็บความเย็นกับตู้หยกเพลิงที่เต็มไปด้วยธาตุหยางกักเก็บความร้อนได้ดี ยินเดาได้ทันทีว่านี่อาจารย์หมายให้เป็นห้องเก็บโอสถ เขาจึงดึงโอสถออกมาวางเก็บตามสมควร โอสถเมื่ออยู่ในแหวนมันจะคงรูปเดิมไว้ แต่ถ้าออกมามันจะมีอายุขัย เก็บไม่ดีก็เสื่อมสภาพเร็ว เก็บดีก็อยู่ได้หลายร้อยปีทีเดียว และด้วยพลังธรรมชาติในห้องนี้หยางอินคิดว่ามันน่าจะอยู่ได้สัก 500 ปีทีเดียว แถมมีตู้หยกเพลิงตู้หยกดำไว้เก็บสมุนไพรที่อยู่ได้เฉพาะเย็นจัดและร้อนจัดอีกด้วย ตรงมุมห้องหนึ่งมีโต๊ะอยู่สามโต๊ะ ข้าง ๆ กันเป็นชั้นวางอุปกรณ์ปรุงยาไม่ว่าจะครกบด เครื่องตวงเครื่องกลั่นและอีกสารพัดครบครันทีเดียว ถัดจากนี้ลึกเข้าไปอีกมีประตูอีก 2 บาน หยางอินไม่รอช้ารีบเปิดเข้าไป บานแรกแค่สัมผัสอุณหภูมิและเห็นตู้หยกดำหยกแดงก็รู้อีกเช่นกันว่าตู้นี้สำหรับเก็บโอสถ หยางอินจึงนำโอสถศักดิ์สิทธิ์ที่คิดว่าไม่ได้ใช้ในเร็ว ๆ นี้มาเก็บรวมทั้งโอสถวิเศษมากมายที่เซียนโอสถปรุงขึ้นอีก โดยเฉพาะยาอายุวัฒนะที่ช่วยเพิ่มอายุขัยและปลุกคนตายให้ฟื้นหยางอินถึงกลับลงอักขระผนึกในกล่องอีกชั้นแล้วเก็บไว้ในที่ลับตาที่สุด ก่อนจะออกมาแล้วเปิดไปยังอีกบาน ในห้องนี้เป็นห้องโล่งกว้างมีหีบหนึ่งใบวางอยู่กลางห้อง หยางอินเปิดขึ้นดูเห็นเป็นชุดสวยถึงสามชุด ตัวแรกทำมาจากขนสุนัขจิ้งจอกเทวะสีขาวปักดิ้นเงินลงอักขระนับว่าเป็นอาภรณ์ที่ล้ำค่ามาก อีกตัวสร้างจากไยสีทองของราชินีแมงมุมพันปี ตัวสุดท้ายสร้างจากไยไม้สามฤดูคุณสมบัติพิเศษมันจะเปลี่ยนสีไปตามฤดูหรืออุณหภูมิกับความชื้นในอากาศนั่นเอง อาภรณ์ทั้งสามตัวนี้ต่างลงอักขระโบราณที่เกื้อต่อการใช้ยุทธ์และเป็นเกราะป้องกันได้ดีทีเดียว ยินเปิดแหวนสมบัติเทพไป่หูแล้วเทของในนั้นออกมากองไว้ในห้องนี้ก่อนจะตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อมันมีมากเสียยิ่งกว่ามากอีก เขาคัดแยกแก่นปราณและแร่ธาตุไปยังห้องสมุนไพร โดยหยางอินตั้งใจแบ่งโซนสำหรับเก็บวัตถุดิบอย่างอื่นนอกจากสมุนไพรด้วย เมื่อสำรวจห้องใต้ดินจนพอใจ เด็กหนุ่มก็ออกมาแล้วสำรวจชั้นบนซึ่งส่วนใหญ่เป็นห้องนอนไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ก่อนจะสำนึกได้ว่าควรแก่เวลาออกไปข้างนอกแล้ว แต่ก่อนจะออกไปเขาก็ได้ยินเสียงภูติพันธะดังขึ้นในหัว

          “นี่ยิน ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ไหนน่ะ” เสี่ยวอันถามขึ้น

          “ผลึกมิติของอาจารย์สองน่ะ” ยินตอบกลับไป

          “อ่อ ข้าออกไปข้างนอกนะ” สิ้นเสียงร่างเล็กก็ปรากฏต่อหน้ายิน เสี่ยวอันมองสำรวจชายหนุ่ม “ร่างใหม่เจ้าไม่เลวนี้ ตัวโตกว่าข้ากระจึ๋งนึง” คำว่ากระจึ๋งนึงนี่หมายถึง 30 เซนติเมตรทีเดียว เพราะหยางอินเพิ่ง 12 ขวบปีสูงไม่เกิน 150 ในขณะที่อีกฝ่าย 5 ปี สูงเพียง 120 เท่านั้นเอง

          “ข้าจะออกไปข้างนอกแล้ว เจ้าจะไปด้วยหรือไม่” หยางอินว่ากับภูติพันธะ เสี่ยวอันส่ายหน้า

          “ไม่หละ ข้าชอบที่นี่ เจ้าออกไปเถอะข้าจะดูแลป่านี้ให้เอง” เสี่ยวอันว่าเจ้าของป่าพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะกระตุ้นพลังวิญญาณเข้าสู่ผลึกปรากฏเป็นประตูอีกครั้ง เขาก้าวเข้าไปก็มาโผล่ในห้องนอนเช่นเดิม

          “หยางอิน” เป็นเสียงท่านแม่นับว่าออกมาถูกเวลาทีเดียว หญิงวัยกลางคนที่อายุล่วงเลยเข้าเลข 3 แล้วแต่ยังคงงามสะพรั่งวิ่งเข้ามาพร้อมน้ำหูน้ำตา “ไป ไปกับแม่ แม่ไม่อยู่แล้วตระกูลกู้นี่”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น