แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 19

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 194

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2561 16:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 19
แบบอักษร

แต่ไหนแต่ไรมาแล้วที่ความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆของเหล่ฟั้นกลายเป็นชนวนจุดระเบิดโทสะของคุณนายหยิงโถวผู้ซึ่งถือทิฐิมานะเต็มกมลสันดาน แต่เชื่อเถอะว่าตลอดวัยเด็กของเธอ ไม่มีครั้งไหนอีกแล้วที่สร้างความขึ้งโกรธแก่นายผู้หญิงได้เท่าครั้งนี้

ภริยานักการเมืองใหญ่หวีดร้องลั่นบ้านทันทีที่ร่างกายหล่อนสัมผัสความร้อนของซุปกระดูกหมูตุ๋นเครื่องยาจีน น้ำแกงชำแรกผ่านแพรพรรณราคาแพงพานให้หล่อนแสบร้อนไปทั้งตัว เอาแต่ส่งเสียงร้องกรี๊ดๆ และยืนชักดิ้นชักงออย่างคนเสียสติ...ท่ามกลางอารามตื่นตระหนกของคนทั้งบ้าน เหล่ฟั้นรู้สึกได้ถึงเส้นแบ่งบางๆระหว่างความเป็นและความตาย ราวกับว่าชะตาเธอได้ขาดสะบั้นลงโดยสิ้นเชิง

“เกิดอะไรขึ้น” ป้าเซาวิ่งตาลีตาเหลือกมาจากครัว ก่อนที่สองพี่น้องแซ่ถ่องจะตามมาสมทบติดๆ “พระโพธิสัตว์ช่วย!” ทุกคนอุทานโดยพร้อมเพรียง เมื่อประจักษ์สภาพคุณนายที่เปียกปอนไปทั้งตัว ตามเนื้อตัวมีเศษอาหารเกาะ

“เป็นเพราะแกคนเดียว” ไหว่เชิงพุ่งนิ้วชี้ไปที่เหล่ฟั้น “เพราะความซุ่มซ่ามของแกแท้ๆ คุณแม่ถึงได้เป็นแบบนี้”

“ฉันไม่ได้ทำ” เหล่ฟั้นเถียงเสียงสั่น

“ไม่ได้ทำบ้าบออะไร ทุกคนเห็นกันอยู่ทนโท่ว่าแกเจตนาสาดน้ำแกงใส่คุณแม่ เสร็จแล้วก็มาเถียงข้างๆคูๆ ถุย นังหมุ่ยไจ๋ขี้โกหก”

คำพูดส่อเสียดนั้นทำให้ความชั่งใจของเด็กหญิงถึงจุดสิ้นสุด

“คุณกล้าดียังไงมากล่าวหาฉัน” เธอคำรามเสียงดังอย่างลืมตัว “ถึงฉันจะชั่วร้ายกว่านี้สักร้อยเท่า ฉันก็ไม่มีทางทำร้ายคนอื่นด้วยวิธีการโสมมแบบนี้...ทั้งหมดเป็นความผิดของคุณนั่นแหละที่กลั่นแกล้งฉัน รูดพรมออกไปเพื่อให้ฉันเสียหลัก”

“จองหอง” เด็กชายตะคอกกลับ ปรี่เข้ามาประจันหน้าคู่กรณี หากยังช้ากว่าฝ่ามือของผู้เป็นแม่ที่หวดเข้าเต็มเบ้าหน้าของเด็กหญิงเฉียบพลัน

“ลูกแม่ไม่ต้องมายุ่ง” ดวงตาของคุณนายวาวโรจน์ขณะจ้องมองเหล่ฟั้นซึ่งกำลังล้มพับ “อีเด็กสารเลว ที่แกทำกับฉันก็เลวชาติพอแล้ว ยังมีหน้ามาโบ้ยความผิดให้ลูกชายของฉันอีกเหรอ”

ขาดคำ หล่อนก็ง้างมือขึ้นกลางอากาศ

“หยุด”

เสียงห้าวดุจสุรเสียงคำรามของพญาราชสีห์สะกดให้ทุกความเคลื่อนไหวหยุดนิ่งในอึดใจเดียว ก่อนที่ใบหน้าอ้วนใหญ่ของเจ้าของเสียงจะไล่มองไปทีละคน “คนบ้านนี้มันเป็นอะไรกัน ทะเลาะกันได้ทุกเช้าสายบ่ายเย็น วันมงคลฤกษ์งามยามดีก็ไม่เว้น ฉันขอทีเถอะ หยุดเบาะแว้งกันสักครั้งได้มั้ย”

“คุณคะ ช่วยดูด้วยสิคะว่าฉันโดนอะไรมา”

“ฆ่าเด็กมันให้ตายแล้วตัวเธอจะแห้งเหมือนเดิมมั้ยล่ะ”

“ฮึ” คุณนายสะบัดหน้าหนี ก่อนเดินขึ้นไปผลัดผ้าชั้นบนด้วยกิริยาขุ่นแค้น โดยระหว่างทางยังบ่นร่ำรี้ร่ำไรไม่รู้จักจบ

“พวกแกดูไว้เป็นเยี่ยง แต่อย่าเอาเป็นอย่าง โตขึ้นไปก็อย่าเจ้าอารมณ์อย่างนี้” หนุ่มใหญ่เบือนสายตาจากเมียรัก และหันมาพูดกับเด็กชายหญิงด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “เอาละ มาว่าเรื่องของพวกเราเถอะ...แกสองคนมีความผิดทั้งคู่ ฉันจะลงโทษพวกแกทีละคน เริ่มจากอาฟั้นก่อน”

เหล่ฟั้นมองนายใหญ่พร้อมทั้งน้ำตาซึมหน้า

“เช็ดถูพื้นให้เรียบร้อย แล้วก็เอาชามใบที่ถือมาไปล้างซะ ถ้าในครัวมีถ้วยโถโอชามที่ยังแช่ค้างไว้ก็ล้างเสียให้เกลี้ยง ไป๊”

“หนูรีบไปเถอะ คุณท่านกำลังโกรธ” ป้าเซากระซิบบอก

“ส่วนอาเชิง” ช่งจีพูดต่อเมื่อเหล่ฟั้นรวมทั้งบ่าวไพร่คนอื่นๆออกจากห้องไปหมดแล้ว “แกจงไปขอโทษอาฟั้นเสีย นี่คือคำสั่งของฉัน”

"อะไรนะ” ไหว่เชิงหน้าบูด “คุณพ่อล้อผมเล่นแน่ๆ”

“แกคิดว่าตอนนี้ฉันอยู่ในอารมณ์จะล้อแกเล่นหรือไง” บิดาขึ้นเสียงใส่บุตรชายจอมเกเร “ฉันเป็นพ่อแก รู้จักสันดานแกดี...แกอาจจะได้ใจเพราะหลอกคนทั้งบ้านได้ แต่จงรู้ไว้ด้วยว่าตาฉันไม่ได้บอด และฉันก็แน่ใจว่าพรมมันอยู่ของมันดีๆ ไม่มีทางที่อาฟั้นจะลื่นไถลยังงั้นได้ หากไม่ใช่เพราะแกแหย่เท้าไปกระตุกมัน”

“คุณพ่อให้ผมไปขอโทษอาฟั้นจริงๆน่ะเหรอครับ” ผู้อ่อนวัยถามย้ำ “ไม่เห็นแก่ศักดิ์ศรีของผมบ้างหรือ เป็นถึงคุณชาย ต้องไปขอโทษหมุ่ยไจ๋”

“สามหาว” สมาชิกสภาบริหารแห่งดินแดนบริติชฮ่องกงชี้หน้าพรวด “ศักดิ์ศรีที่จริงแท้ของคนเราไม่ได้อยู่ที่ชาติตระกูลหรือฐานะทางสังคมใดๆ มันอยู่ที่ความประพฤติล้วนๆ ต่อให้แกเกิดเป็นถึงจักรพรรดิราชา แต่ข่มเหงราษฎรทั่วหล้า ผู้คนก็ตีค่าแกต่ำกว่ายาจกที่มีจิตใจดีงามด้วยซ้ำไป”  

ไหว่เชิงคลายท่าทางฮึดฮัด หากแววตายังแข็งกร้าว

“ไปขอโทษอาฟั้น ไม่เช่นนั้นก็อย่ามาเรียกฉันว่าพ่ออีก”


หากไม่นับอากาศอันอับทึบ แสงไฟสลัวราง และวัตถุดิบอาหารนานาชนิดที่ส่งกลิ่นหึ่งตลอดทั้งวัน อีกสิ่งหนึ่งในห้องครัวที่ยังคงฝังใจเด็กชายไปจนโต ก็คือภาพเด็กหญิงวัยเดียวกันที่กำลังนั่งยองๆบนเก้าอี้ไม้ทรงเตี้ย สองมือวุ่นกับการเช็ดล้างภาชนะหลายสิบชิ้นอย่างรีบเร่ง และหยาดน้ำใสๆที่ซึมอยู่บนหัวตาของเธอ

นานร่วมชั่วโมงแล้ว นับจากวินาทีที่คุณพ่อบัญชาให้เขาตากหน้ามาขอโทษเธอ แต่เขาก็ไม่อาจตัดสินใจทำอะไรได้มากไปกว่าเยี่ยมๆมองๆอยู่หน้าห้อง แอบดูจานชามใบแล้วใบเล่าที่เธอคว้าเอามาโกยเศษอาหารลงถังขยะ ขัดถูด้วยสบู่ก้อน จบท้ายด้วยการนำพวกมันไปล้างฟองออกด้วยน้ำจากสายยาง

หมั่น ไหว่เชิง มองดูการกระทำดังกล่าวด้วยความละอายใจ

นี่คงเป็นครั้งแรกๆในชีวิตที่เขาได้สังเกตกรรมวิธีการทำความสะอาดภาชนะอย่างจริงจัง เพราะตั้งแต่เกิดจนโต เขามีแต่คนคอยบริการให้ทั้งในบ้านและนอกบ้าน ยามอยู่ในบ้านก็จะมีสาวใช้มากหน้าหลายตาคอยพินอบพิเทาขณะที่เขากำลังทานอาหารอย่างปรีดิ์เปรม ครั้นอิ่มหนำสำราญแล้วก็เป็นหน้าที่ของคนเหล่านั้นที่จะยกจานชามพร้อมด้วยอาหารเหลือทิ้งหน้าตาไม่น่าดูกลับเข้าไปหลังบ้าน ส่วนยามอยู่ที่โรงเรียนประจำ คนปฏิบัติหน้าที่นี้ก็คือแม่บ้านซึ่งมีภาระไม่ต่างจากสาวใช้ที่บ้านของเขานัก ต่างกันตรงที่แม่บ้านพวกนี้ออกจะขยันกว่า และทำงานว่องไวราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกติดตั้งให้ปรนนิบัติดูแลบรรดาลูกท่านหลานเธอทั้งหลายอย่างสุดกำลัง

เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าจานแต่ละใบที่ใช้แล้วต้องผ่านอะไรมาบ้าง กว่าจะกลับมามีสภาพใหม่เอี่ยม รองรับอาหารอันโอชะให้เขาได้ลิ้มรส และที่ไม่รู้ยิ่งไปกว่านั้น คือการที่เด็กผู้หญิงอายุเท่าเขาสามารถนั่งหลังขดหลังแข็งทำงานบ้านอันเหนื่อยยากขนาดนี้ได้...หากเป็นเขา เพียงนาทีเดียวก็คงจะขาดใจตายไปเสียแล้ว ไม่มีทางที่จะตรากตรำทำงานพรรค์นี้นานเป็นปีๆอย่างเธอได้หรอก

เด็กชายกลืนน้ำลายลงคอ แล้วจึงฝืนใจปรี่เข้าไปหา

“ตามมาทำไม” เหล่ฟั้นโพล่งถาม ปรายตามองผู้มาเยือนด้วยความงงงวย “คุณมีธุระอะไรกับฉันอีก”

“ขอ...” เขาอึกอัก

เป็นไม่กี่ครั้งในชีวิตที่ไหว่เชิงรู้สึกว่าคำสั้นๆเพียงคำเดียวจะเอ่ยออกมาได้ยากเย็นถึงเพียงนี้ - คำว่า “ขอโทษ” ซึ่งเขาได้กล่าวกับผู้อื่นไม่บ่อยนัก

คุณชายน้อยลังเลอยู่นาน ดวงตาจับจ้องอีกฝ่ายเขม็ง

“ฉันถามว่าคุณมีธุระอะไรกับฉัน”

พวกเขาเงียบกันอยู่ครู่ใหญ่ มีแต่เสียงน้ำไหลจากสายยางในมือเหล่ฟั้นแทนบทสนทนาอันกระดากกระเดื่องระหว่างทั้งสอง

รอจนกระทั่งเหลืออด เด็กหญิงจึงเอ่ยคำตัดรอน “ถ้าคุณไม่มีอะไรก็ไปเถอะ อย่ามายุ่งวุ่นวายกับฉันเลย”

“ขอโทษ” ไหว่เชิงทำลายความอึดอัดลง “พอใจรึยัง”

“ฉันจะพอใจได้ยังไง ในเมื่อคำขอโทษของคุณชายน้อยไม่ได้เปล่งออกมาด้วยความจริงใจ” อดีตเด็กกำพร้าจากเมืองฝอซานยกคำสอนของซิสเตอร์กวานมาต่อว่า “แต่ฉันสามารถให้อภัยคุณได้ เพราะมนุษย์ทุกคนควรให้อภัยแก่กัน และที่สำคัญคือคุณเป็นนาย ฉันเป็นบ่าว ฉันคิดอาฆาตคุณไปก็มีแต่จะเพิ่มโทษกับตัวเอง”

“ไม่ต้องมาสั่งสอนฉัน” เด็กชายตวาด “แกคิดว่าแกเป็นแม่ชีหรือไง ถึงได้สะเออะมาเทศนาฉันเสียยืดยาวอย่างนี้”

“แม่ชีเลี้ยงดูฉันมาตั้งแต่เกิด” คู่กรณีตอบโต้ทันควัน “ถ้ายังงั้นฉันขอถามคุณบ้างว่าฉันเคยทำอะไรให้คุณไม่พอใจ คุณถึงได้จงเกลียดจงชังฉันขนาดนี้”

“แกเอาเรื่องฉันหนีเที่ยวไปฟ้องคุณพ่อ”

“คุณพูดเรื่องอะไรของคุณน่ะ ฉันไม่รู้เรื่องนะ”

“อย่ามาทำไขสือหน่อยเลย” ไหว่เชิงโกรธตัวสั่น รวบรวมพละกำลังทั้งหมดผลักเหล่ฟั้น ร่างผอมบางของเด็กหญิงถลันไปด้านข้าง ศีรษะกระแทกพื้นซีเมนต์อย่างแรงจนเกิดแผลแตก เลือดไหลซิบๆ

“คนใจร้าย ถือตัวว่าเป็นลูกเจ้าของบ้าน รังแกคนไม่มีทางสู้” หมุ่ยไจ๋วัยเยาว์ด่าทั้งน้ำตานองหน้า “ที่แท้คุณก็แค่ไอ้ขี้แพ้คนหนึ่งที่ดีแต่ระรานเบี้ยล่างอย่างฉัน ฉันรู้นะว่าเวลาคุณอยู่โรงเรียน คุณมีแต่โดนคนอื่นกลั่นแกล้ง คุณทำอะไรพวกเขาไม่ได้ เลยต้องมาลงกับฉันเพื่อระบายความแค้น”

เด็กชายชะงักเมื่อหันหลังเตรียมจะชิ่งออกไป ความรู้สึกบางอย่างแล่นจี๊ดขึ้นมาครอบครองจิตใจที่อ่อนแอของเขา ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามเริ่มได้ใจ ส่งเสียงยั่วเย้าเขาด้วยความสาแก่ใจระคนขมขื่น

“ถ้าคุณแน่จริงคุณก็เอาชนะคู่อริของคุณให้ได้สิ” เหล่ฟั้นมองอีกฝ่ายด้วยสายตาหยามหยัน น้ำตาพรั่งพรูดังสายน้ำหลาก

ทายาทนักการเมืองตะโกนออกมาไม่เป็นภาษา หวดปลายเท้าใส่กะละมังใบหนึ่งจนมันกระเด็นไปอีกฟากของห้อง ก่อนเดินปึงปังออกไปพร้อมกับเพลิงพิโรธที่ลุกลามอย่างรวดเร็วและไม่มีวี่แววว่าจะมอดดับลงง่ายๆ

“ดีขึ้นรึยัง” อายี่ถามขณะอุดสำลีลงบนรอยแผลของเหล่ฟั้น

“ค่อยยังชั่วแล้วค่ะ” เหล่ฟั้นตอบไม่เต็มเสียง ในหัวนึกถึงวันแรกที่เธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบ้านหลังนี้ เมื่อครั้งที่ป้าเซารักษาแผลจากการทุบตีให้เธอ

“แล้วไป” สาววัยรุ่นผ่อนลมหายใจ “ฉันผิดเอง ไม่น่าใช้ให้เธอยกชามซุปบ้านั่นเลย ถ้ารู้ว่าไอ้คุณชายตัวแสบมันจ้องจะเล่นงานเธอแบบนี้”

“พี่อย่าโทษตัวเองเลย...ทั้งหมดเป็นความผิดของหนูเอง”

“ที่จริงแล้วคนผิดคือฉันต่างหาก” อาฉุนที่เพิ่งผลักประตูเข้ามาเอ่ยด้วยสีหน้าเศร้าซึม “ฉันขอโทษด้วยนะอาฟั้น คืนนั้นที่เธอทะเลาะกับคุณชายน้อย ฉันแอบฟังเรื่องทั้งหมดและเป็นคนไปฟ้องคุณท่านเอง ตอนนั้นฉันคิดแต่ว่าจะแกล้งมันคืนหลังจากที่มันกดหัวพวกเรามาตลอด ไม่นึกเลยว่าคนที่ต้องรับกรรมจะเป็นเธอ...”

เหล่ฟั้นยิ้มอ่อนพลางสะกดกลั้นความเจ็บปวดที่หน้าผาก

“เรื่องมันแล้วก็แล้วไปเถอะค่ะ” เธอตัดบท “ซิสเตอร์กวานบอกกับหนูเสมอว่าเราไม่ควรไปเสียดมเสียดายเรื่องที่ผ่านมาแล้ว - ตอนนี้หนูอภัยให้เขาแล้ว และหวังว่าต่อไปเขาจะคิดได้และเลิกทำไม่ดีกับพวกเราสักที”


เย็นมากแล้ว อ่าววิกตอเรียซึ่งเมื่อบ่ายคลาคล่ำด้วยผู้คนกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง เมื่อการแข่งขันเรือมังกรสิ้นสุดลง ธงเทศกาลหลากสีทยอยถูกปลดออก ผู้คนแยกย้ายกลับถิ่นฐานของตน...มีเพียงเด็กชายคนเดียวที่ยังจับจ้องผืนน้ำอยู่ที่นั่น ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนราวกับฤๅษีเฒ่าปักหลักบำเพ็ญพรตริมชะง่อนผา

"ถ้าคุณแน่จริงคุณก็เอาชนะคู่อริของคุณให้ได้สิ” วาจาถากถางของหมุ่ยไจ๋นางนั้นยังสะท้อนกลับไปกลับมาประดุจไม่มีวันจบสิ้น

“ได้” เขาเอ่ยเสียงเข้ม ดวงตาคู่นั้นฉายแววมุ่งมั่น “ฉันจะเอาชนะพวกมันให้แกดูเอง วันนั้นแกจะได้เห็นว่าสายเลือดตระกูลหมั่นไม่เป็นสองรองใคร ไม่ว่ามันผู้นั้นจะเป็นจีน แขก หรือฝรั่งมังค่า ฉันก็จะไม่ยอมสยบต่อมันเป็นอันขาด”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น