ไอลดา ลีลาวดี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สมภารกินไก่วัด (50%)

ชื่อตอน : สมภารกินไก่วัด (50%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.4k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2561 14:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สมภารกินไก่วัด (50%)
แบบอักษร

อิทธิกุลเข้ามาในห้องโถง ยื่นกระเป๋าและเสื้อตัวนอกให้สาวใช้ ก่อนจะเดินเข้ามาหามารดา เขาพนมมือไหว้อาสะใภ้ ธนัชและมินตราก็พนมมือไหว้เขา ชายหนุ่มนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับเธอ เขาไม่พูดอะไรตักอาหารทานตามปกติ บนโต๊ะอาหารทุกคนก็พูดคุยถามสารทุกข์สุขดิบตามมารยาท เขาเหลือบเห็นน้องชายตักอาหารเอาอกเอาใจหญิงสาวก็พานให้อารมณ์เสีย

“ช่วงนี้อาไม่ค่อยเห็นอิทเลย งานยุ่งเหรอลูก” นางกรองแก้วถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง

“นิดหน่อยครับคุณอา”

“เห็นหนูมิ้นบอกว่าอิทไปต่างประเทศบ่อยเหรอ”

เขาเหลือบมองคนบอก เธอก้มหน้าอย่างเดียว อิทธิกุลพยักหน้าตอบรับอาสะใภ้แล้วกอาหารเข้าปากต่อ แม้ใจจริงอยากจะลุกขึ้นไปพร้อมกับฉวยข้อมือหญิงสาวให้เดินตามไปด้วยกัน แต่เพราะที่นี่คือบ้าน มีมารดาและอาสะใภ้อยู่ เขาจึงทำอะไรไม่ได้ ได้แต่นั่งขัดหูขัดตา

“ยังไงอิทก็เอ็นดูหนูมิ้นเขาหน่อยนะ รายนี้พูดไม่เก่งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่เป็นเด็กขยันมาก ตาแม็กซ์เขาเล่าให้ฟังบ่อยๆ จนอานี่จำทุกรายละเอียดของหนูมิ้นเขาได้แล้ว”

เป็นการบอกอย่างมีเลศนัย อิทธิกุลได้แต่พยักหน้า ครั้งนี้เขาได้สบสายตากับเธอโดยบังเอิญ คนมองไม่เท่าไหร่แต่คนถูกมองนี่สิ...รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว

“อากับแม่เราก็แก่ลงทุกวันล่ะ ไม่รู้เมื่อไหร่หลานกับลูกจะมีคนมาดูแลแทนสักที”

“คุณแม่ก็ถามมิ้นสิครับว่าเมื่อไหร่ ผมพร้อมเสมอ”

มินตราหน้าชาวาบฝ่ามือเย็นเฉียบ เธอยังคงยิ้มให้คนพูดเพื่อบรรยากาศบนโต๊ะอาหารไม่กร่อย แต่สำหรับเธอนั้นแทบจะตักอะไรกินไม่ลง หญิงสาวหยิบน้ำขึ้นดื่มบ่อยมากแก้คอที่แห้งผาก

“ไม่ยักจะรู้ว่าเลขาฯ ของผมกับน้องชายของผมกำลังศึกษาดูใจกันอยู่”

“พี่อิทไปอยู่ไหนมา...”

“ไม่ใช่ค่ะ”

มินตราโพล่งพูดขึ้น ธนัชที่พูดยังไม่ทันจบดีหันมองมินตราแล้วแกล้งหัวเราะขำ เพราะคิดว่ามินตราคงจะเขินอาย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วมินตรานั้นไม่ได้คิดอะไรกับธนัช และไม่มีวันเป็นไปได้เลยด้วยซ้ำ

“มิ้นเขินเหรอ ก็เราบอกแล้วไงว่าเรียนจบแล้วเราจอง” ธนัชยังพูดต่อไม่เลิก

“มิ้นขอตัวไปเข้าห้องน้ำสักครู่นะคะ”

มินตราลุกเดินไปสอบถามทางกับสาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านนอก นางกรองแก้วตักอาหารให้บุตรชาย คิดเหมือนกันว่ามินตราคงเขินอายและไม่ชิน เพราะวันนี้มีญาติและเจ้านายร่วมอยู่ด้วย

“ผมขอไปหยิบเอกสารสำคัญสักครู่นะครับ จะฝากมินตราไปที่ทำงานด้วยเดี๋ยวลืม นึกขึ้นได้พอดี”

แล้วอิทธิกุลก็ลุกจากโต๊ะไป ทุกคนบนโต๊ะอาหารไม่มีใครติดใจหรือสงสัย ยกเว้นมารดาของเขาที่มองตามไปอย่างรู้ทัน แต่ก็กลัวคนบนโต๊ะอาหารจะรู้จึงได้แต่นั่งนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อิทธิกุลเดินตามมาทัน เขาใช้มือดันบานประตูก่อนจะดันร่างตัวเองเข้าไปด้านในด้วยกัน มินตราตกใจจะเอ่ยถาม แต่เขาตะปบมือปิดปากหญิงสาวไว้

“จะเสียงดังให้คนทั้งบ้านแตกตื่นเลยหรือเปล่า”

“ท่านประธาน!” เธอเรียกเขาไว้เมื่อชายหนุ่มปล่อยมือ

“ทำไม คิดว่าเป็นน้องชายของฉันเหรอ”

“เปล่าค่ะ เพียงแต่ทำแบบนี้ในบ้านแบบนี้มันไม่เหมาะค่ะ”

“แล้วเธอล่ะ มีผัวอยู่ทั้งคนยังจะมาอ่อยคนอื่นอีก มันเหมาะนักหรือยังไง!”

คนฟังรู้สึกใจเต้นแรง เมื่อเขาใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าเป็นสามีของเธอ ที่ผ่านมามินตราคิดเสมอว่าเธอมันก็แค่ที่รองรับอารมณ์ใคร่ของเขาก็เท่านั้น

“แล้วเธอมายังไง ฉันไม่เห็นรถจอดอยู่”

“แม็กซ์ไปรับมิ้นที่บริษัทค่ะ”

คนตอบน้ำเสียงอ้อมแอ้ม อิทธิกุลโกรธจัดกระชากตัวให้หันมาสบสายตา และบีบหัวไหล่ทั้งสองข้างอย่างแรงจนหญิงสาวหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด แต่มินตราไม่ร้องขอให้เขาปล่อยแต่อย่างใด

“บอกฉันสิว่าเธอไม่รู้จักพอ! บอกสิมินตรา!”

“มิ้นกับแม็กซ์เราเป็นแค่เพื่อนกันนะคะท่านประธาน เราก็รู้จักกันมานานแล้ว”

หญิงสาวพยายามอธิบายให้เขาฟังด้วยความใจเย็น แต่คนที่รุ่มร้อนไม่ยอมฟังท่าเดียว เขาโกรธจัดจนระดมจูบไปทั่วใบหน้าและลำคอระหง มินตราไม่มีสิทธิ์ขัดขืน เพราะเธอคือนางบำเรอของเขา

“หากมิ้นจ่ะอ่อยแม็กซ์มิ้นคงทำไปนานแล้ว มิ้นคงไม่มาเจอท่านประธานหรอกค่ะ”

คำพูดประโยคนี้ที่ดึงสติของอิทธิกุลกลับมา เขาไม่พอใจหากผู้หญิงของตนเองจะไปเล่นหูเล่นตากับใคร ยกเว้นว่าผู้หญิงคนนั้นเขาจะเขี่ยทิ้งไปด้วยความเบื่อหน่ายเสียแล้ว แต่กับมินตรา...สามปีที่เลี้ยงดูเธอมา เขาไม่เคยมีคำนี้อยู่ในหัว แม้ว่าอีกไม่นานเขาจะต้องเผชิญกับความจริงตามที่ได้รับปากกับมารดาเอาไว้ อิทธิกุลผลักหญิงสาวออกไปให้พ้นตัวเขายกมือขึ้นเสยผม ยังคงโกรธอยู่แต่ก็ลดน้อยลงกว่าเดิม เสียงเคาะประตูเรียกอยู่หน้าห้อง ทำให้มินตราหันมองเขาเพื่อขอความคิดเห็น

“มิ้น มิ้นเป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงของธนัชร้องเรียกด้วยความเป็นห่วง

“จะออกไปแล้วแม็กซ์”

มินตราหันมามองอิทธิกุลอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจเปิดลูกบิดประตู แล้วเดินออกไปจากห้องน้ำซึ่งมีธนัชยืนรอยู่ หญิงสาวยิ้มให้ชายหนุ่มแล้วชวนกันกลับไปที่โต๊ะอาหาร อีกห้านาทีต่อมาอิทธิกุลก็เดินออกมาจากห้องน้ำ เขาจะโล่งใจกว่านี้หากไม่เจอเข้ากับมารดา ที่ยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดจ้องมองเขาอย่างกับมีเรื่องทำผิดร้ายแรง อันที่จริงก็มีอยู่แต่คงไม่ร้ายแรงสักเท่าไหร่ ข้อนี้อิทธิกุลคิดเข้าข้างตัวเองเสร็จสรรพ

“อีกสามเดือนเราก็จะแต่งงานแล้วนะอิท แม่อยากให้เราเคลียร์ตัวเองไม่ว่ากับใครทั้งนั้น อย่าคิดว่าแม่ไม่รู้นะอิท แม่รู้ทุกเรื่องและทุกคน จะต้องให้แม่สาธยายให้ฟังไหมล่ะ” อิทธิกุลยกมือห้ามไว้

“คุณแม่ครับ ผมโตแล้วผมรู้ว่าผมควรจะทำอะไร”

“รู้เหรอ ถ้ารู้แล้วอิทจะทำเรื่องให้แม่ช้ำใจเหมือนเมื่อสักครู่ไหมล่ะ”

“แต่นี่มันผู้หญิงของผมนะครับคุณแม่ ไม่ใช่ของนายแม็กซ์สักหน่อย”

อิทธิกุลทำตัวเหมือนเด็กหวงของเล่น ชายหนุ่มพยายามพูดให้มารดาเข้าใจ ซึ่งเขากับผู้ให้กำเนิดนั้นไม่ได้คิดเห็นไปในทางเดียวกัน อิทธิกุลมั่นใจว่ามินตราคือผู้หญิงของเขา ในขณะที่นางนภาวดีคิดว่าเขาควรจะพอเรื่องผู้หญิง และเพื่อหยุดกับคนที่ควรเป็นตัวจริงสักที

“ถ้าไม่อยากให้น้องของเรามันหมดศรัทธาในตัวเรา ก็หยุดการกระทำนี้เถอะอิท...แม่ขอร้อง”

“ผมสิครับต้องอดทนเพียงใด ที่เห็นมันแทะโลมผู้หญิงของผมอยู่”

ความคิดเห็น