ST 76

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 32) Shokugeki no Souma

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 91

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2561 11:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
32) Shokugeki no Souma
แบบอักษร

​ตอนนี้ถือว่าเป็นตอนทดลองแนวการเขียนของเรื่องนี้ก่อนนะ คิดเห็นยังไงก็เม้นท์กันเข้ามา คืนนี้จะได้ลงอีกสักตอนสองตอน






อากิลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงของตนพร้อมกับค่อยประมวลความทรงจำของร่างนี้ไปก่อน


“ก็เหมือนกับโลกก่อนๆสินะ... เพียงแค่ครอบครัวของร่างนี้รวยกว่าเดิมขึ้นมากอีก คงเพราะโลกนี้ใช้เงินเป็นหลักสินะ... แต่ไอ้เรื่องบ้านนี่ก็ยังมักง่ายไม่เลิกแฮะ ไปมาสามโลกแล้วก็ยังใช้บ้านแบบเดิม....” อากิส่ายหัวให้กับความมักง่ายของระบบ


ท่านได้รับ Skill ดวงตาแห่งวัตถุดิบ จาก ผู้แข็งแกร่งของทุกโลก (สามารถใช้ประเมินได้อย่างแม่นยำถึงความเหมาะสมในการนำมาใช้ของวัตถุดิบ เช่น การเลือกปลามาทำอาหาร หรือ การดูผักว่าสดหรือไม่)


ท่านได้รับภารกิจ ทำให้ผู้หญิง1คนในเรื่องหลงรักท่านจนหมดหัวใจ ของรางวัลตามผลงาน


หมายเหตุ* ท่านจะสามารถเลือกเป้าหมายที่จะต้องการมีสัมพันธ์ด้วยได้แค่1คนต่อ1โลกเท่านั้น


ท่านได้รับภารกิจ สร้างตำนานในโลกนี้เอาไว้อย่างน้อย1อย่าง ของรางวัลตามผลงาน


หมายเหตุ* ถ้าไม่สำเร็จจะไม่สามารถกลับมาที่โลกนี้ได้อีก10ปี การสร้างตำนานรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องหรือสร้างความตะลึงให้กับตัวละครหลัก


“อืมม ภารกิจก็เหมือนเดิมสินะ แต่ไอ้สกิลนี่สิ เพราะโลกนี้เน้นการทำอาหารสินะ.... แม้ว่าจะดูกากๆใช้ประสบการณ์แทนได้ แต่รู้สึกว่าถ้าฝึกใช้จนชำนาญจะสามารถทำได้กระทั่งรู้ประวัติของวัตถุดิบว่าถูกเลี้ยงมายังไงเลยสินะ....” อากิคิดวิเคราะห์กับตนเอง


“แม้ว่าอาหารที่เราทำจะอร่อยก็จริง แต่นั่นก็แค่การทำตามสูตรบวกกับทักษะการใช้มือไปมั่วๆ เดี๋ยวสิ.....” อากินึกบางอย่างได้


“Skill การใช้มือ เพื่อการขยับกระทะ,มีดอย่างละเอียดอ่อน + ลิ้นเทพเจ้า ในการชิม + ดวงตาแห่งวัตถุดิบ ในการประเมินของที่จะทำ ...... โกงเชี่*ๆเลยนี่หว่า!”


“งั้นก็คงต้องหาซื้ออะไรมาหน่อยแล้วกัน...” จากนั้นอากิก็ได้เข้าไปในร้านค้าและลงทุนซื้อSkillการทำอาหารมา


“มีเวลา2เดือนสินะ.... น้อยจังแฮะ แต่ถ้ามากกว่านี้แล้วมีเวลาเตรียมตัวเยอะก็จะไม่สนุกสินะ”


“เอาเป็นว่าชิมอาหารเดือนนึง ฝึกทำเดือนนึงพอแล้วกัน” ว่าแล้วอากิก็ลุกขึ้นเก็บกระเป๋าเพื่อเตรียมเดินทางในทันที ลิ้นเทพเจ้าจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดถ้ารู้จักวัตถุดิบหลายๆอย่าง


“อยากทำมานานแล้ว ไอ้เดินทางรอบโลกเนี่ย....” อากิยิ้มขึ้นอย่างตื่นเต้นพร้อมกับเช็คเงินในบัญชีที่ดูเหมือนว่าจะเหลือใช้ไปยันชาติหน้าเลย.....


.


.


.


2เดือนต่อมา


แคร่ก!


นาคิริ เซ็นซาเอม่อน  ผู้อำนวยการโรงเรียนโทซึกิ ขยำกระดาษที่อยู่ในมือทิ้งไปหลังจากได้กินอาหารของโซมะไป เขาได้เข้ามาดูภายในห้องทดสอบของโซมะกับนาคิริซึ่งกระดาษใบนั้นคือใบประเมินว่าไม่ผ่านของโซมะนั่นเอง  


ก๊อกๆ


“ขออนุญาตนะครับ~” ชายหนุ่มผมดำใส่แว่นคนนึงเดินเข้าไปภายในห้องนั้น


“เอ๋? ห้องทดสอบนี่คนน้อยเกินคาดนะครับ คุณคงจะเป็นคนคุมสอบ โจทย์คืออะไรล่ะครับ?” อากิพูดต่อทันทีพร้อมกับเดินนำใบประเมินของตนไปวางไว้ที่หน้าเซ็นซาเอม่อน


เซ็นซาเอม่อนที่ตอนแรกก็คิดจะไล่เขาออกไปเนื่องจากการทดสอบได้จบลงไปแล้ว แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเขาพึ่งจะให้โอกาสเด็กคนนึงไป ทำไมจะให้อีกคนไม่ได้ล่ะ?


“โจทย์ก็คือ ทำอาหารที่ดีกว่าจานนี้ออกมาให้ได้” ว่าแล้วเซ็นซาเอม่อนก็ยื่นข้าวหน้าฟูริคาเกะพิเศษสูตรยิคิฮิระของโซมะให้อากิ


อากิถือตะเกียบเข้าไปลองชิม...


อึก!


‘รสชาติของวุ้นซุปไก่เข้มข้น ความหวานของไข่สับ ทุกถ้อยคำที่กัดที่กัดลงไปนี่มัน....!’


‘อร่อย!’


แกร่ก..!


อากิพึ่งได้สติขึ้นมาจากเสียงนั้น เขามองลงไปก็พบว่าแว่นตาที่ใส่อยู่ได้หลุดลงไปอยู่ที่พื้นเสียแล้ว....


‘นะ...นี่หรอความอร่อยของโลกนี้... ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนจริงๆ ไหนจะรสชาติที่ทำจนเราแว่นหลุดไปอีก!’


“เป็นบททดสอบที่ยากจริงๆเลยนะครับ...” อากิมองเข้าไปดวงตาของเซ็นซาเอม่อนที่มีแต่ความท้าทายว่า ถ้าแกแน่จริงก็ผ่านให้ได้สิ!


“แต่ไม่ใช่สำหรับผมหรอกนะ....” อากิยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะหันหลังเดินไปจัดเตรียมวัตถุดิบ


‘อะไรวะเนี่ย... เกรดของวัตถุดิบที่นี่ก็ดูดีกว่าที่อื่นอยู่หรอก แต่ด้วยความที่ทิ้งไว้นานมันก็กลลายเป็นขยะไปหมดแล้วเนี่ยสิ...’ อากิถึงกับทำหน้าแหยงออกมาเมื่อเห็นกองวัตถุดิบเหล่านั้น  ด้วยดวงตาแห่งวัตถุดิบทำให้เขามีมาตรฐานในการเลือกที่มากกว่าคนอื่นๆ


‘ไม่มีโจทย์ตายตัวสินะ... ของที่ดูดีที่สุดตอนนี้ก็คงจะเป็น ไก่ แล้วก็พวกแป้ง ชีส ที่เป็นของสำเร็จสินะ... ทำไอ้นั่นดีกว่า’


ว่าแล้วอากิก็ลงมือหยิบรวบรวมปีกไก่ แป้ง เกลือ พริกไทย


จากนั้นอากิก็นำทุกอย่างมาผสมกันในถ้วยและนำปีกไก่ลงไปคลุกพร้อมเกลี่ยให้ทั่วอย่างเบามือด้วยความละเอียดอ่อน


.


.


‘ปีกไก่ทอดงั้นรึ? จากวัตถุดิบชั้นดีทั้งหมดแกจะทำแค่ปีกไก่ทอดเนี่ยนะ?’ เซ็นซาเอม่อนที่กำลังยืนดูอยู่ก็คิดอย่างแปลกใจแต่ก็ไม่ได้รู้สึกอคติอะไรมากมาย


.


.


แกร่กๆๆ


อากิเขย่าแป้งออกไปจากตัวปีกไก่เพื่อไม่ให้ชั้นแป้งหนาเกินไป จะได้มีความกรอบที่พอดีกับความสุกของตัวไก่


อากิตั้งกระทำและเทน้ำมันลงไปจนท่วม


ระหว่างรอน้ำมันเดือดเขาก็รีบวิ่งไปหยิบซอสพริกโทบาสโก้ เลม่อนที่คิดว่าดูดีที่สุดในด้านความหอมเปรี้ยว และเนยละลาย


อากิค่อยๆลงมือผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างไม่มีสัดส่วน เพียงแค่คอยชิมอยู่ตลอดจนน่าผิดสังเกตก็เท่านั้น


.


.


‘ทำไมต้องคอยชิมอยู่ตลอดขนาดนั้นด้วย? เพราะไม่มีสูตร? ไม่มั่นใจ? หรืออะไรกันแน่นะ....’ เซ็นซาเอม่อนไม่กล้าชะล่าใจกับท่าทีแปลกๆนั่น


.


.


ซ่าาา....


เสียงกระทะที่เริ่มมีควันออกมา อากิที่ทำซอสเสร็จแล้วก็เดินกลับมาดูพร้อมกับตะเกียบ


ชี่ๆๆๆ


เขาจุ่มตะเกียบลงไปในน้ำมัน นำขึ้นมา และ แตะลงไปบนลิ้น!


‘อืมม ยังแค่170องศา ต้องรออีกหน่อย’ ดูเหมือนอากิจะไม่ได้รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ ด้วยลิ้นเทพเจ้าทำให้เขาสามารถแยกอุณหภูมิที่แน่นอนของมันได้ยิ่งกว่ากลายใช้เครื่องเสียอีก และด้วยร่างกายสัตว์ประหลาดแบบนี้ ความร้อนไม่สามารถทำอะไรระบบประสาทของเขาได้เลยด้วยซ้ำ


.


.


เซ็นซาเอม่อนที่เห็นอากิทำแบบนั้นก็เบิกตากว้าง การเอาน้ำมันร้อนๆแตะลงไปที่ลิ้นถือว่าเป็นการจบชีวิตคนทำอาหารเลยด้วยซ้ำ เขากำลังจะเข้าไปห้ามแต่เมื่อเห็นอากิยังมีท่าทีสบายๆก็หยุดลง


‘ดูเหมือนจะไม่เป็นอะไรสินะ... แต่จะทำแบบนั้นอีกต่อไปได้นานแค่ไหนกัน...’


.


.


ชี่....


ผ่านไปสักพักอากิก็ได้ลองนำมันขึ้นมาแตะอีกรอบ


‘180พอดี เยี่ยม!’


ไม่รอช้า เขารีบไปหยิบไก่ที่วางรอไว้และค่อยๆบรรจงใช้มือหย่อนพวกมันลงไปในกระทะอย่างไม่เกรงกลัวน้ำมันที่กำลังปะทุใส่มือของเขาอยู่เรื่อยๆ


‘อุ่นดีแฮะ...’ ดูเหมือนเศษน้ำมันที่กระเด็นออกมาจะทำให้อากิรู้สึกแค่ความอบอุ่นบนผิวเท่านั้น


.


.


‘บ้าบิ่น!! ช่างเป็นคนหนุ่มที่บ้าบิ่นอะไรเช่นนี้!’ เซ็นซาเอม่อนอดเป็นห่วงชีวิตในฐานะคนทำอาหารของเขาในอนาคตไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็แอบยกยิ้มขึ้นมาเมื่อเห็นคนทุ่มเท(?)ทำอาหารขนาดนี้


.


.


เมื่อนำปีกไก่ลงไปในกระทะหมดเรียบร้อยแล้วอากิก็ได้หันออกไปหยิบครีม บลูชีส และนำทั้งสองค่อยๆผสมลงไปในหม้ออย่างไร้สัดส่วนในขณะที่กำลังชิมอยู่เรื่อยๆ


.


.


‘อีกแล้ว! การที่ต้องชิมครีมเดือดๆในหม้อเยอะขนาดนั้นมันทำให้ลิ้นชาไปเลยนะ! ทำไมเจ้าหนุ่มนั่นถึงยังทำท่าทีแบบนั้นได้กัน?’ เซ็นซาเอม่อนตกตะลึงเป็นครั้งที่เท่าไหรแล้วก็ไม่รู้


.


.


‘อืมม ข้นพอแล้ว ที่เหลือก็ทิ้งให้เย็น’ และปิดไฟในหม้อนั้นพร้อมกับหันไปดูที่กระทะ


‘พอดีเลย...’ เมื่อเห็นว่าไก่เริ่มได้สีแล้วอากิก็ปิดไฟและรีบนำทั้งหมดขึ้นจากกระทะโดยนำกระดาษมาซับน้ำมันส่วนเกินออกอย่างเท่าถึง


จากนั้นอากิก็ได้นำซอสพริกที่ทำไว้ราดและเกลี่ยไปให้ทั่วปีกไก่อย่างเบามือ


เขานำพวกมันไปจัดวางลงบนจาน พร้อมกับถ้วยที่ใส่ซอสครีมบลูชีสและโรยด้วยพาสลีย์


“เสร็จแล้วครับ บัฟฟาโล วิงส์ เสิร์ฟพร้อมกับบลูชีส ซอส” อากิวางจากลงต่อหน้าเซ็นซาเอม่อน




ไม่รอช้า เซ็นซาเอม่อนลงมือหยิบปีกไก่ขึ้นมาอันนึงและจุ่มลงไปในซอสก่อนจะกัดเข้าไป


‘กรอบ! ความกรอบที่ยังพอดีไม่มากไม่น้อยเกินไปพร้อมกับตัวเนื้อไก่ที่ยังชุ่มฉ่ำ...’ เซ็นซาเอม่อนเบิกตากว้าง


เตร้งๆ เตร้งๆ


‘เผ็ด! ซอสพริกที่ใช้โทบาสโก้แบบเม็กซิกันและเลม่อนชั้นดีที่ช่วยเสริมความจัดจ้าน สามารถสร้างภาพและดนตรีเม็กซิกันในหัวเราได้ขนาดนี้เลยรึ’ รสชาติของซอสที่เคลือบตัวไก่ไว้ค่อยๆแล่นเข้ามาจนเซ็นซาเอม่อนเริ่มรู้สึกได้ยินเสียงดนตรีและกลิ่นอายอันร้อนแรงของเม็กซิโก กล้ามเนื้อของเขาเริ่มเกร็งตัวแน่น


‘นะ...นี่มัน.. ความเย็นที่แทรกเข้ามา ต่อจากเม็กซิโกก็พาไปที่ยุโรปด้วยกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของบลูชีสเลยรึ...’ ไม่นานหลังจากความเผ็ดร้อนนั้นก็ถูกแทรกด้วยความนุ่นนวลและเย็นสบายของบลูชีสซอสที่มีกลิ่นของมันอย่างชัดเจน


‘ราวกับ... สงครามยึดดินแดนของของยุโรปกับเม็กซิโก!!!’ ภาพในหัวของเซ็นซาเอม่อนเริ่มปรากฏขึ้นมาชัดเจนเรื่อยๆ


ฟรึบ...


เสื้อช่วงบนของเซ็นซาเอม่อนหลุดออกมาจนเขาได้สติ


‘อาหารอะไรกัน... ทั้งสร้างภาพในหัวได้ชัดเจนขนาดนี้ ทั้งยังทำให้ชุดของเราหลุดออกมาอีก... สูตรการทำที่ใช้ก็สูตรทั่วไปไม่ใช่รึ?’ เซ็นซาเอม่อนคิดอย่างไม่เข้าใจ เท่าที่เขาเห็นอากิลงมือทำไป สูตรของทุกๆอย่างที่ใช้ก็เป็นเพียงสูตรบ้านๆที่แทบจะไม่มีอะไรแปลกใหม่ ทำไมมันถึงทรงพลังได้ขนาดนี้กัน???


“เจ้าหนุ่ม... เจ้าทำได้ยังไงกันแน่? สูตรอาหารของเจ้าก็เป็นสูตรธรรมดาไม่ใช่รึไง?” เซ็นซาเอม่อนยอมทิ้งศักดิ์ศรีและถามไปตรงๆ


อากิที่ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบไป


“การเป็นเชฟที่ดีน่ะ มันขึ้นอยู่กับสูตรอาหารหรือไง?”


“หมายความยังไงกัน?” เซ็นซาเอม่อนขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ


“มันต้องมาจากการทำอาหารไม่ใช่รึไงครับ? แม้ว่าจะใช้สูตรเดียวกันแต่เชฟที่มีฝีมือกว่าย่อมชนะไปอยู่แล้ว เชฟที่ดีย่อมนำสูตรอาหารบ้านๆมาทำให้มีรสชาติชั้นเลิศได้...” อากิกางแขนอธิบาย


“โฮ่... เจ้าจะบอกว่าตัวเองเป็นเชฟชั้นเลิศสินะ... ถ้างั้นก็อธิบายมาให้ผู้คุมสอบแก่ๆคนนี้ได้ฟังหน่อยเถอะ” เซ็นซาเอม่อนลองทดสอบไป ดูจากท่าทีของอากิแล้วคงไม่รู้จักตน


“ได้สิครับ... ก็ต้องเริ่มตั้งแต่วัตถุดิบ วัตถุดิบสดที่อยู่ในห้องนี้แล้วพอจะใช้ได้ก็มีแค่ไก่นี่แหละ”


“เจ้าพูดอะไรน่ะ? วัตถุดิบที่วางไว้ทั้งหมดล้วนเป็นของชั้นเลิศที่โรงเรียนแห่งนี้ได้จัดเตรียมไว้” เซ็นซาเอม่อนขมวดคิ้วแน่น


“วัตถุดิบที่ได้มาจากผู้ผลิตที่เป็นหุ้นส่วนกับโรงเรียนนั้นก็จัดว่าดีจริงๆ แต่ถ้ามองลึกลงไปอีกก็จะเห็นว่าพวกมันชิ้นไหนบ้างที่ดีกว่าชิ้นอื่น... เช่นปลาแซลม่อนนั่น” อากิชี้ไป


“ตาใส เกล็ดสะอาด ล้วนเป็นคุณสมบัติของปลาที่สด แต่ถ้าได้ลองจับลงไปแล้วจะรู้ว่าปลาตัวนี้ถูกเลี้ยงมามากกว่า ทำให้ไม่มีกล้ามเนื้อที่แน่นตามธรรมชาติอย่างที่ปลาแซลม่อนสมควรจะมี...”


‘เจ้าหนุ่มคนนี้... มองได้ขนาดนั้นเลยรึ?’ เซ็นซาเอม่อนเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้ เพียงแต่นี่ก็ถือว่าเป็นวัตถุดิบเกรดที่ดีที่สุดเท่าที่เขาจะนำมาใช้ในการทดสอบได้แล้ว


“แล้วทำไม่เจ้าถึงเลือกปีกไก่พวกนั้นมาทำล่ะ?” เขาคิดว่าอากิต้องมองเห็นบางอย่างในตัวไก่เหล่านั้น


“ก็... อย่างน้อยไก่พวกนี้ก็ถูกเลี้ยงในฟาร์มปล่อยและสภาวะที่ผ่อนคลาย ดูได้จากกล้ามเนื้อและเส้นเลือดที่ไม่มีการแตกตัว ส่วนที่เลือกช่วงปีกมา.... เพราะผมอยากทำปีกเท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรหรอก” จากความมีสาระที่หนักแน่นก็เปลี่ยนไปเป็นความไร้เหตุผลจนเซ็นซาเอม่อนหน้าเหวอไป


“ต่อๆ จากนั้นผมก็คลุกปีกไก่ในแป้งที่ผสมเกลือและพริกไทยอย่างพอดี”


“หมายความว่ายังไง อย่างพอดีนั่นน่ะ?”


“ก็... เคลือบแป้งให้มีความหนาเท่ากันทุกส่วนของปีกไก่ ปริมาณเกลือและพริกไทยที่ติดมาก็ต้องเท่ากันทั้งหมดเพื่อไม่ให้มีชิ้นไหนโดดเด่นกว่าชิ้นอีก ปริมาณแป้งที่ติดอยู่กับตัวไก่ก็ต้องเหมาะสม ไม่หนาไม่บางเกินไปให้สัมพันธ์กับขนาดของชิ้นไก่ ถ้าเกิดบางไป เวลาทอดกว่าไก่จะสุกแป้งก็จะเกรียมเกินไป แต่ถ้าหนาเกินไป เมื่อไก่สุกแป้งก็จะไม่กรอบอีกต่อไป”


“นั่นคือที่มาของความกรอบนั่นสินะ...” เซ็นซาเอม่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ แม้ลึกๆแล้วเขาก็อดที่จะทึ่งในความละเอียดอ่อนของอากิไม่ได้


“แล้วซอสพวกนั้นล่ะ ส่วนผสมก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากเกินไป เจ้าทำยังไงถึงทำให้เอกลักษณ์ของมันออกมาได้ชัดเจนขนาดนั้น?”


“ก็ชิมเอาสิ... ผมก็กะเอาเรื่อยๆ พอคิดว่าได้แล้วก็ชิม ถ้ายังไม่ดีก็ผสมไปเรื่อยๆ” อากิตอบไปง่ายๆ


เซ็นซาเอม่อนที่ได้ยินก็รู้สึกตงิดใจขึ้นมาบ้างแล้วแต่ก็เลือกที่จะถามต่อ


“แล้วทำไมตอนทอดเจ้าต้องใช้ลิ้นในการวัดระดับความร้อนล่ะ เครื่องมือในการวัดก็มีให้ใช้”


“ผมก็เคยลองแล้วน่ะนะ ถึงมาตรวัดพวกนั้นจะตรงก็ตาม แต่พอดีว่าลิ้นของผมมันเหมือนจะพิเศษกว่าคนอื่นหน่อย ถ้าเอามาชิมจริงๆผมจะกะอุณหภูมิของน้ำมันที่ต้องการได้ดีกว่าน่ะ แล้วดูเหมือนมันจะไม่ลวกไม่พองอะไรมากเสียด้วยสิ เพราะผมยังรับรสได้ปกติดี” อากิยิ้มตอบไปหน้าตาเฉย


‘หรือว่า! เจ้าหนุ่มนี่จะมีลิ้นเทพเจ้าเหมือนเอรินะงั้นรึ! ไม่สิ...อาจจะพิเศษกว่าด้วยซ้ำ...’ เซ็นซาเอม่อนลอบตื่นตระหนกในใจ


“สรุปแล้วเจ้าจะบอกว่า เป็นเพราะความสามารถในการเลือกวัตถุดิบ ความละเอียดอ่อนในการใช้มือทำอาหาร และลิ้นที่รับรสได้ดีกว่าปกติ เลยทำให้เจ้าทำอาหารจานนี้ออกมาได้สินะ...” เซ็นซาเอม่อนมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ถ้าเป็นคนปกติมาโดนจ้องขนาดนี้คงฉี่แตกไปแล้ว


“อา... ก็ตามนั้นแหละครับ” อากิตอบไปง่ายๆโดยไม่ได้รู้สึกกดดันอะไรทำให้เซ็นซาเอม่อนยกยิ้มอย่างพึงพอใจ


“ถ้างั้นข้าก็ตัดสินใจบางอย่างได้แล้ว... แต่ก่อนอื่นต้องขอให้เจ้าลองชิมสิ่งนี้และอธิบายความรู้สึกให้ฟังหน่อย” เซ็นซาเอม่อนล้วงกระเป๋าและหยิบกระปุกเกลือออกมาประปุกหนึ่งก่อนจะยื่นให้อากิ


แตะ....


อากิลองชิมมัน


“ความรู้สึกเย็นๆที่แผ่ออกมาในคราวแรก จากนั้นก็กลิ่นธัญพืช จบด้วยไอผลไม้เมืองร้อน... ราวกับกำลังอดทนสู้ผ่านสามฤดูกาล...” อากิบรรยายออกมาเรื่อยๆ


“ความเย็นนี่คงมากจากเกลือหินที่ได้มาจากเทือกเขาสูงที่ไหนสักแห่งสินะ อืม..หิมาลัยล่ะมั้ง กลิ่นธัญพืชคงมาจากการนำเกลือไปหมักในเมล็ดข้าวของฝั่งทิเบตเพื่อให้รสชาติของเกลือมีความนุ่มนวลมากขึ้นและลดความเค็มลงไป... จากนั้นก็นำไปหมักต่อกับเปลือกผลไม้หน้าร้อน มะม่วง มะละกอ และเสาวรศเพื่อให้เกิดความกลมกล่อมของรสหวานและเปรี้ยว จนออกมาเป็นเกลือที่กลมกล่อมจนเอาไว้กินเล่นได้ขนาดนี้.... ใช่ไหมครับ?” อากิบรรยายก่อนจะถามเซ็นซาเอม่อนไป


‘ยอดเยี่ยม! ความรู้สึกที่นึกเป็นภาพอาจยังเทียบเท่าเอรินะไม่ได้ แต่การวิเคราะห์องค์ประกอบอาจจะเหนือกว่าอีก!’


หึๆๆ หึ ฮ่าๆ ฮ่าๆ


เซ็นซาเอม่อนหัวเราะออกมาเสียงดัง


“เจ้ารออยู่ตรงนี้ก่อน” เขาหันมาพูดกับอากิและหยิบใบประเมินของอากิออกไปก่อนจะโทรหาใครบางคน


.


.


.


“ข้าตัดสินใจแล้ว...” เซ็นซาเอม่อนเดินกลับเข้ามาในห้อง


“เจ้าไม่มีครอบครัวเหลือแล้วสินะ?” เขาถามไปก่อน


“ก็ตามนั้นแหละครับ จะให้ทุนผมหรอ? ไม่ต้องก็ได้นะครับ เอาไปให้คนที่เขาจำเป็นกว่าเถอะ มรดกของครอบครัวที่เหลือไว้ก็มีพอให้ผมใช้ไปอีกนาน”


“ไม่ใช่... ที่ข้าจะถามคือ เจ้าอยากได้ครอบครัวใหม่หรือไม่?” เซ็นซาเอม่อนกอดอกมองไปยังอากิ


“ยังไงก็ได้แหละครับ อยู่คนเดียวก็เหงา แต่ทำอะไรสะดวกดี เพราะแบบนี้ผมถึงได้อยู่คนเดียวมาตลอดและไม่ไปสุงสิงกับพวกญาติๆเรื่องมากหน้าเงินนั่น” อากิทำเพียงยักไหล่ไปเฉยๆ


“ดี! งั้นเจ้าจะว่ายังไงถ้าข้าจะรับเจ้ามาเป็นลูกบุญธรรม...”


“ฮะๆ ตลกดีนะครับ ผมไม่รู้ว่าคุณเป็นใครด้วยซ้ำ แต่จะให้ผมไปอยู่ด้วยงั้นหรอ ฮ่าๆ” อากิก้มขำอย่างไม่เกรงใจเซ็นซาเอม่อน


“แต่เอาเถอะ... ยังไงผมก็อยากจะเข้าโรงเรียนนี้เพื่อแก้เบื่ออยู่แล้ว มีครอบครัวใหม่ก็คงสนุกดีเหมือกัน...” อากิเช็ดน้ำตาจากการขำก่อนจะยื่นมือออกไป


“ผม ฟูจิวาระ อากิโอะ อายุ16 ฝากตัวด้วยนะครับ คุณพ่อ....” อากิยิ้ม


หมับ!


เซ็นซาเอม่อนยื่นมือมาจับเช่นกัน


“นาคิริ เซ็นซาเอม่อน ผู้อำนวยการโรงเรียนโทซึกิแห่งนี้ ฝากตัวด้วย ไอ้ลูกชาย...” เซ็นซาเอม่อนเองก็ยิ้มกลับไปจนเกิดเป็นภาพที่หาดูได้ยาก


อากิแกล้งทำหน้าเหวอ ก่อนจะตะโกนออกมา


หาาา!!!!




ท่านได้รับเส้นใหญ่โคตร 1 EA


คิดว่ายังไงกับการบรรยายช่วงทำอาหารไปด้วย แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ทำละเอียดทุกครั้ง 

ไรท์คิดว่าเมะทำอาหารถ้าข้ามฉากทำไปหมดก็คงดูน่าเบื่อและสั้นจนแทบจะไม่เหลืออะไรให้เขียน



กำลังลังเลระหว่างเอรินะกับอลิซอ่ะ แต่ส่วนตัวชอบอลิซมากกว่า......

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น