facebook-icon Twitter-icon

ความคิดเห็น (comment) จากผู้อ่านคือกำลังใจที่ดีที่สุดของนักเขียน อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจนักเขียนมีแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไปนะ :)

ตอนที่ 114 : Burkholderia pseudomallei

ชื่อตอน : ตอนที่ 114 : Burkholderia pseudomallei

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 25.7k

ความคิดเห็น : 124

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ธ.ค. 2561 21:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 114 : Burkholderia pseudomallei
แบบอักษร

ตอนที่ 114 : Burkholderia pseudomallei

“ผมขอโทษ”

ไป๋เอ่ยออกไปทั้งน้ำตา ความรู้สึกผิดตลอด 10 กว่าปีที่เก็บกักมาตลอดบีบคั้นหัวใจจนเขาไม่อาจกลั้นน้ำตา ไม่อาจควบคุมน้ำเสียง ไม่สามารถแม้กระทั่งจะทำให้มือตัวเองหยุดสั่นได้ เขาก้มหน้านิ่งสนิทอย่างยอมรับในความผิดทุกอย่างแบบไม่มีเงื่อนไข ไป๋ภาวนาให้ตัวเองไม่ร้องไห้ ภาวนาให้ตัวเองสามารแสดงออกได้ว่าเขาแข็งแรง เขาเข้าใจ เขายินดีและยินยอมจะยอมรับเงื่อนไขทุกอย่างที่โชคชะตาของชีวิตจะมอบให้ แต่น่าเสียดายที่เขาทำไม่ได้แม้เพียงสักอย่างเดียว

ชายหนุ่มก้มหน้านิ่งอย่างพยายามปกปิดน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด เขาไม่กล้าเงยหน้ามองคนเบื้องหน้าทั้ง 3 คนเลย คนเบื้องหน้า 3 คนที่เขารักที่สุดในชีวิต แม่ผู้ให้กำเนิด พ่อผู้เฝ้าฟูมฟักเลี้ยงดู และคนรักที่เขารักที่สุดในชีวิต เขาได้แต่จำนนต่อโชคชะตาที่โหดร้าย ปัณฑูรได้แต่ร้องไห้อย่างรู้สึกผิดที่ไม่อาจแม้แต่จะตอบสนองความหวังของคุณที่มีค่าที่สุดในชีวิตตรงหน้าทั้ง 3 คนได้แม้แต่ข้อเดียว


“คุณออกไปก่อน ผมขอคุยกับลูกชายผมตามลำพัง” คุณมนตรีหันมาดูลูกชายของตนเพียงครู่เดียว ก็หันมาพูดกับอิทธิกรด้วยสีหน้าเรียบสนิท

“แต่ท่านครับ” อิฐพยายามจะพูดโต้แย้ง

“เดินออกไปบอกคุณเลขาที่หน้าห้อง แจ้งเค้าว่าผมให้ไปรอที่ห้องรับรองชั้น 4 ฝั่งตึกหลัง แจ้งเค้าตามนี้ คุณเข้าใจนะ” คุณมนตรีกำชับต่อ โดยไม่สนใจข้ออุทธรณ์

“แต่...” อิฐยังมองไปทางไป๋อย่างกังวล

“คุณเข้าใจนะ” เสียงสำทับเข้มนั้นทำให้อิฐยอมแพ้และเดินจากห้องไปในที่สุด




เคร้งงงงงงงงงงง

เสียงช้อนกาแฟที่ดังสั่นกระทบกับแก้วมาตลอดตกลงบนพื้นอย่างเกินจะทานทนไหว เจ้าของมือที่สั่นเทานั่นยังคงก้มหน้าอย่างไม่อาจสู้หน้าคนตรงหน้าทั้งสองเลย คุณกุศยาผู้เป็นแม่เห็นอาการของลูกก็ถอนหายใจเบา ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบแก้วกาแฟจากมือที่สั่นเทา และนำไปวางไว้ตรงโต๊ะข้างๆ ในขณะที่เจ้าของมือที่ยังคงสั่นเบาๆ นั่นก็ยังตั้งค้างไว้อย่างนั้น ราวกับทำอะไรไม่ถูก

“เจ็บไหมลูก”

เสียงของผู้หญิงที่ดูแลเขามาตลอดทั้งชีวิตพูดขึ้นด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความรัก เสียงที่เขาฟังมาตั้งแต่เกิด ตั้งแต่จำความได้ จวบจนวันนี้ เสียงที่คอยปลอบประโลมเขาตลอดมา แม่ของเขาดึงร่างกายที่สั่นเทาของเขาเข้าไปกอดแน่น ไป๋ซุกลงบนอกของผู้เป็นแม่ของตนอย่างไร้ที่พึ่ง อย่างโหยหา เขาพ่ายแพ้ต่อทุกอย่าง ไป๋ก็เป็นแค่เด็กโง่คนหนึ่งที่ต้องการความรักและที่พักพิง

“เจ็บจนแทบทนไม่ไหวเลยครับแม่”

เสียงของเขาฟูมฟายออกมาอย่างยอมแพ้ เขาร้องไห้ ร้องไห้ออกมาจนไม่อาจฝืนทานทนได้อีกต่อไป ไป๋แสดงความเจ็บปวดออกมาในอ้อมกอดของผู้เป็นแม่อย่างหมดรูป เขากระทำมันลงไปแล้ว เขาคงเป็นความผิดหวังที่สุดของผู้ให้กำเนิดของเขา


“ไป๋เคยสงสัยไหมลูกว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงมีลูกแค่คนเดียว ทั้งที่ความจริง บ้านเราก็มีเงินมากมาย จะมีลูกกี่คนก็ไม่ลำบาก แถมมีหลายคนยิ่งดีเสียอีก จะได้มาช่วยสืบทอดธุรกิจได้” แม่ของไป๋พูดพร้อมกับเอามือลูบหัวเขาอย่างปลอบประโลมไปในเวลาเดียวกัน

“แม่กับพ่อไม่ได้มีปัญหาเรื่องการมีลูกเหรอครับ” ไป๋พูดไปแบบไม่เข้าใจ

“โอ๊ย พ่อเอ็งยังเตะปี๊บดัง ไอ้ไป๋ พูดจาดูถูกพ่อมันชะมัด ฮ่าฮ่า” เสียงของคุณมนตรีที่นั่งอยู่ไม่ไกลดังขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะอย่างสบายๆ

“อ้าว” ไป๋ถอนตัวจากอ้อมกอดของคนตรงหน้า และมองหน้าแม่ของตนอย่างไม่เข้าใจ

“พ่อกับแม่มีลูกคนเดียว นั่นก็เพราะมีลูกแค่คนเดียวที่มาเกิดในท้องแม่ไงจ๊ะ พ่อกับแม่รู้ว่าการจะให้ลูกอีกสักคนสองคนมาเกิดในท้องแม่ไม่ใช่เรื่องยากเลย GIFT เอย IVF เอย พ่อกับแม่เลือกได้หมด อยากได้เพศอะไร แข็งแรงระดับไหน โครโมโซมเป็นอย่างไร สำหรับพ่อกับแม่ เรื่องนี้ง่ายนิดเดียว” คุณกุศยาพูดต่อ

“แล้วทำไมแม่ถึงไม่ทำหละครับ” ไป๋พูดพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มจางลงไปบ้างแล้ว

“เพราะพ่อกับแม่คิดเหมือนกันไงว่าชีวิตของลูกเป็นของลูก พ่อแม่มีหน้าที่ให้กำเนิด ดูแล และเป็นครอบครัว แต่ไม่ใช่ผู้ที่จะมามีสิทธิ์ขาดที่จะบังคับให้ใครเกิดหรือไม่เกิดมา พ่อกับแม่คิดว่ามันเป็นการใจร้ายเกินไปหน่อยที่จะสั่งให้ใครสักคนเกิดมาใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ ทั้งที่เค้าก็อาจจะไม่ได้อยากเกิด ทำไมเราต้องบังคับให้ใครสักคนมีอยู่ เพื่อเติมเต็มความสุขของเรา” แม่ของเขาพูดพร้อมสบตาเขานิ่ง

“ไป๋ฟังแม่ให้ดีนะลูก” เสียงนุ่มนวลเอ่ยขึ้นกับเขา

“ครับแม่” ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือนไปอีกครั้ง ด้วยน้ำตาที่เริ่มไหลออกมาอีกครั้ง


“ชีวิตไป๋เป็นของไป๋นะลูก”

“...”

“ชีวิตไป๋ไม่ใช่ของพ่อกับแม่ ลูกเกิดมาเพื่อเป็นลูกและใช้ชีวิตของลูกเอง ชีวิตไป๋ไม่ใช่สมบัติของพ่อแม่ ไป๋ไม่ได้เกิดมาเพื่อสืบทอดธุรกิจ ไป๋ไม่ได้เกิดมาเพื่อดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่า แต่ไป๋เกิดมาเพื่อมีความสุขอย่างที่ไป๋สมควรจะมี” ผู้เป็นแม่พูดออกมาด้วยความรักสุดหัวใจ

“แม่...” เขาพูดออกไปด้วยเสียงเครือ

“จำคำแม่ให้ดีนะลูก ไป๋ไม่เคยติดหนี้บุญคุณพ่อกับแม่แม้แต่นิดเดียว ลูกไม่จำเป็นต้องตอบแทน ไม่ต้องชดใช้อะไรพ่อกับแม่ทั้งนั้น ถ้ามีใครสักคนต้องติดหนี้บุญคุณกันในครอบครัวนี้ คงจะต้องเป็นพ่อกับแม่ที่ติดหนี้ไป๋มากกว่า พ่อก็เลิกบุหรี่เพราะไป๋ ตอนแม่ผ่าตัดก้อนเนื้อที่หน้าอกก็มีไป๋เป็นกำลังใจ ไป๋คือหัวใจของพ่อกับแม่เลยนะ”

คำพูดของแม่ของเขาเหมือนเป็นเครื่องปลดเปลื้องความทุกข์ทรมานที่เขาแบกมาตลอดชีวิต

ไป๋รู้สึกเหมือนตัวเองได้รับสิทธิ์ที่จะเป็นอิสระอย่างที่เขาไม่เคยคิดมาก่อน เขาโผตัวเข้าไปในอ้อมกอดอุ่นนั้นอย่างไม่มีอะไรจะอธิบายความรักที่เขามีต่อพ่อและแม่ของเขาได้ ความรักที่ชายหญิงคู่นี้มอบให้กับเขามันมากมายมหาศาลเหลือเกิน ความรักที่ไม่เคยหวังผลตอบแทนจากทั้งคู่ราวกับจะหล่อหลอมมาเป็นเลือดเนื้อ เป็นชีวิต เป็นลมหายใจให้เขาเป็นเขาอย่างทุกวันนี้

ไป๋กอดแม่แน่นที่สุด แน่นราวกับว่ามันจะเป็นการชดเชยความรู้สึกผิดทั้งหมดทั้งชีวิตที่ผ่านมา




“แม่ พ่อว่าถ่ายคลิปไป๋เก็บไว้หน่อยดีไหม นานๆ มันจะร้องไห้ให้เราดูนา โอกาสแบบนี้หายาก เก็บไว้ล้อมันตอนมันแก่ๆ ฮ่าฮ่าฮ่า”

ผู้เป็นพ่อพูดอย่างร่าเริง และไม่ได้สนใจทั้งบรรยากาศความตึงเครียดหรือบรรยากาศการความซาบซึ้งอะไรที่ก่อตัวอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมนั้นทั้งสิ้น

“โอ๊ยพ่อ ลูกร้องไห้อยู่เนี่ย ไม่ปลอบใจลูกแล้วยังมาล้อเล่นอีก ฮึ” เจ้าของอ้อมกอดของเขาบ่นมาอย่างไม่ถือสา

“เนี่ย พ่อบอกแม่แล้วว่าลูกเรามันคิดมากเกินไป เราควรจะเอะใจตั้งแต่ตอนป.สอง ที่มันแนะนำให้เราซื้อน้ำอัดลมขวดใหญ่ เพราะราคาต่อมิลลิลิตรมันถูกกว่าขวดเล็กแล้วนะ บ้าบอ ลูกภาษาอะไรวะ คิดมากกว่าพ่อแม่มันอีก ฮ่าฮ่า” คุณมนตรีบ่นแบบสนุกปาก

“ชั้นก็บอกคุณแล้วใช่ไหมว่าอย่าให้ลูกอ่านสารานุกรมแต่เด็ก ลูกก็เป็นเด็กจริงจังหนะสิ ชั้นบอกให้พาลูกไปเล่นที่สนามเด็กเล่นก็ไม่เชื่อ” คุณกุศยาแกล้งบ่นกลับบ้าง

“โอ๊ย คุณนั่นแหละตัวดีเลย ผมให้ลูกวิ่งบนพื้นนิดเดียว คุณก็โวยวายว่าลูกตัวเปื้อน กลัวลูกจะเป็นเมลิออยด์ กลัว Burkholderia pseudomallei จะมาติดลูก เร่งผมให้รีบพาลูกกลับบ้านอยู่นั่นแหละ” พ่อของเขาบ่นกลับ ไป๋ที่เริ่มผ่อนคลายลงไปมากก็ได้แต่กลั้นหัวเราะอยู่ในอ้อมอกของคนเป็นแม่

“ก็ตอนนั้นชั้นเจอเคสนี้เยอะนี่นา ชั้นก็เป็นห่วงลูก นี่แทนที่จะมาช่วยกันปลอบลูก เอาแต่ยียวนชวนทะเลาะอยู่นั่นแหละ ไป๋ไม่ต้องไปฟังพ่อมากนะลูก ตาแก่เนี่ยปากมากแต่ใจดี” ผู้เป็นแม่บ่นไปเรื่อย ก่อนจะหันกลับมาคุยกับเขาอย่างอารมณ์ดี

“เอ่อ พ่อกับแม่ไม่โกรธเหรอครับที่ผม เอ่อ มีแฟนเป็นผู้ชาย” ไป๋ที่ตอนนี้ถอนตัวออกจากอ้อมอกแม่และเช็ดน้ำตาที่เลอะเทอะแล้วเอ่ยถามพ่อแม่อย่างตะกุกตะกัก

“ไม่หรอกจ้ะ ความจริงพ่อกับแม่ก็รู้เรื่องนี้มาสักพักแล้ว” คุณกุศยาพูดพร้อมลูบหัวลูกชายอย่างเอ็นดู

“อ้าว” เขาอุทานมาแบบงงๆ

“ก็ลุงดงคนขับรถที่ไปรับไปส่งเอ็งตอนม.ปลายเค้ามาฟ้องพ่อหนะสิ ว่าเอ็งชอบให้จอดรถแอบดูผู้ชายหน้าหล่อเตะบอล โอ๊ย ทำอะไรประเจิดประเจ้อจริงๆ แถมผ่านไปไม่กี่เดือน พวงกุญแจที่เอ็งรักนักรักหนาก็ยังไปแขวนอยู่บนกระเป๋าไอ้หนุ่มนั่นด้วย แม่เอ็งยังบ่นเลยว่าเอ็งตาถึง เพราะไอ้หนุ่มนั่นมันหล่อดี ฮ่าฮ่าฮ่า” คุณมนตรีพูดพร้อมระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสบายใจ

“พ่อ!” ไป๋พูดอย่างตกใจ

“พ่อแม่ทุกคนก็รู้ทั้งนั้นแหละลูกว่าลูกของตัวเองเป็นอะไร ขึ้นอยู่กับจะพูดหรือไม่พูดมากกว่า พ่อกับแม่ตกลงกันแล้วว่ามันเป็นสิทธิ์ของไป๋นะที่จะบอกหรือไม่บอกพ่อกับแม่ก็ได้ พ่อกับแม่ก็ได้แค่ดูอยู่ห่างๆ แบบเป็นห่วงเท่านั้นแหละจ้ะ” คุณกุศยาพูดพร้อมลูบหัวเขาอีกครั้งอย่างเอ็นดู




“แต่ไม่ว่ายังไง วงศ์วรเวชก็จะตายไปพร้อมกับผมหรือเปล่าครับ เพราะผมก็ไม่สามารถมีลูกมาสืบทอดโรงพยาบาลนี้ได้อยู่ดี” ไป๋พูดพร้อมก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิดอีกครั้ง อย่างรู้ตัวดีว่าปัญหาที่ค้างคาใจของเขายังไม่จบ

“เอ็งนี่คิดมากจริงๆ” พ่อของเขาบ่นออกมาพร้อมส่ายหัว

“พ่อ!” เขาพูดออกมาเมื่อเห็นบิดาของตนพูดเหมือนเรื่องที่เขากังวลไม่ใช่เรื่องที่น่าใส่ใจอะไร

“ไหนเอ็งลองพูดซิ ว่าเอ็งคิดมากอะไรนักหนา ฮึ” พ่อของเขาหันมาพูดกับเขาตรงๆ

“ไป๋รู้ว่าโรงพยาบาลนี้เป็นของพ่อ ไป๋กลัวพ่อจะเสียใจ ถ้าวันหนึ่งมันจะไม่เหมือนเดิม วันหนึ่งจะไม่มีวงศ์วรเวชคอยรักษาความฝันของพ่ออีกต่อไปแล้ว” ไป๋พูดอย่างพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น

“โอ๊ย เอ็งนี่คิดมากจริงๆ ฮ่าฮ่า” นอกจากไม่เครียด คุณมนตรียังหัวเราะใส่เขาอีกด้วย

“พ่ออะ” ปัณฑูรพูดแบบบ่นๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะจริงจัง

“พ่อจะไปเสียใจได้ยังไง เอ็งคิดซิ กว่าเอ็งจะตายพ่อก็ไปเกิดใหม่ได้สัก 10 รอบแล้วมั้ง ตายไปก็ไม่รับรู้อะไร เอ็งนี่บ้าจริงๆ มัวแต่ไปห่วงความรู้สึกผี แทนที่จะห่วงความรู้สึกตัวเอง ฮ่าฮ่า” คุณมนตรีพูดพร้อมทิ้งตัวและหยิบโทรศัพท์มือถือมาดูอย่างสบายๆ

“พ่อ!” เขาอุทานอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

“หรือพ่อพูดผิด ตายแล้วก็จบกัน เอ็งจะเอาสมบัติไปทำอะไรก็เรื่องของเอ็งสิ เครียดนักเหรอกับไอ้หุ้นบ้าบอมูลค่า 2,000 ล้านเนี่ย” พ่อของเขาหันมาถามตรงๆ

“ก็เครียดสิพ่อ เงินตั้ง 2,000 ล้านนะ” ไป๋พูดออกไปอย่างอ้อมแอ้ม


“โอเค งั้นพ่อไม่ยกสมบัติให้เอ็งละ”

คุณมนตรีพูดออกมาด้วยท่าทีเฉยๆ ราวกับเลือกเมนูในร้านอาหารตามสั่ง ท่าที สีหน้า และอาการปราศจากความจริงจังใดใด

“คุณคะ” เสียงของผู้เป็นแม่ดังมาแบบระอาใจ

“พ่อ!” เสียงของไป๋ขึ้นอีกครั้งอย่างตกใจ

“ทำไมอะ โรงพยาบาลนี้ข้ากับเมียสร้างกันมาด้วยกัน ข้าจะยกให้ใครไม่ยกให้ใครก็เรื่องของข้าสิ เอ็งเป็นลูกมีสิทธิ์มาสั่งอะไรข้าเหรอ ฮึ” พ่อของเขาพูดด้วยท่าทางกวนๆ

“พ่ออะ” ไป๋พูดเชิงบ่นกับท่าทางติดเล่นของบิดาตน

“ไม่ให้โว้ย ข้าไม่ชอบลูกชายประเภทอมทุกข์คิดมาก มันน่าเบื่อ ถ้าเอ็งยังเป็นแบบนี้ คิดมากแบบนี้ ได้ไปก็เหมือนเอาทุกข์ไปแบกมากกว่า สนใจอะไรกับสมบัติมากมาย ตายไปก็จำอะไรไม่ได้แล้ว ทำตามที่ไอ้หนุ่มนั่นว่าก็ดีนะ หรือจะยกสมบัติให้ไอ้หนุ่มนั่นแต่ไม่ให้เอ็งดี ฮึ ไอ้ลูกจอมคิดมาก ฮ่าฮ่า” พ่อของเขาพูดอย่างสบายใจเฉิบ

“เลิกเล่นได้แล้วคุณ เดี๋ยวลูกโกรธจริง ชั้นไม่ช่วยง้อนะ แก่แล้วยังเล่นเป็นเด็กๆ อยู่ได้” คุณกุศยาพูดพร้อมส่ายหัวไปมาให้กับความขี้เล่นของสามีตัวเอง




“ไปได้แล้ว”

พ่อของเขาหมุนเก้าอี้หันมาเผชิญหน้ากับเขาอย่างตรงไปตรงมา และพูดกับเขาด้วยท่าทีที่อบอุ่นและจริงจังไปในเวลาเดียวกัน

“ไปไหนพ่อ” ไป๋ถามแบบงงๆ

“แฟนเอ็งมันเดินออกจากห้องรับรองแล้วนะ สงสัยมันจะรอนานจนถอดใจจากเอ็งแล้วมั้งเนี่ย”

คุณมนตรีพูดพร้อมทั้งหันหน้าจอโทรศัพท์มือถือไปให้ลูกชายดู โปรแกรมแสดงภาพจากระบบกล้องเผยให้เห็นว่าอิฐกำลังเดินออกจากห้องรับรองทะลุออกไปตามทางเดิน

“อิฐ!” ไป๋มองภาพนั้นด้วยหัวใจที่ตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม

“ไปได้แล้วไป๋ ไปมีชีวิตของตัวเอง ไม่ต้องมาห่วงพ่อห่วงแม่อะไรนักหรอก เอ็งไปมีความสุขตามใจตัวเองดีกว่า เอ็งรู้ไหม ความสุขสูงสุดของพ่อแม่คือการได้เห็นลูกตัวเองมีความสุข ถ้าเอ็งอยากตอบแทนพ่อแม่จริงก็ไปซะ ไปมีความสุขแบบที่เอ็งสมควรจะมี” พ่อของเขาลุกขึ้นมาพูดพร้อมกับดึงเขาไปกอดไว้แนบอก

“พ่อ...” ไป๋ห้ามน้ำตาตัวเองที่ไหลออกมาให้กับความรักมากมายมหาศาลที่คนตรงหน้ามอบให้ไม่ได้เลย

“ไปเถอะลูก ผู้ชายคนนั้นเค้ารักลูกจริงๆ นะ พ่อกับแม่ดูออก” แม่ของเขาเอื้อมมือมาลูบหัว ก่อนจะเอ่ยสำทับเขาอีกแรง

“งั้นไป๋ไปก่อนนะ เดี๋ยวไว้ไป๋แวะไปกินข้าวที่บ้านด้วย” เขาพูดพร้อมผละร่างกายตัวเองออกจากอ้อมกอดของผู้เป็นพ่ออย่างตัดสินใจ

“เออ ไปสักที ทำตัวให้เหมือนเด็กอายุ 29 หน่อย เรื่องปวดหัวๆ เนี่ย เดี๋ยวผู้ใหญ่เค้าก็จัดการกันเองนั่นแหละ ฮ่าฮ่าฮ่า”

คุณมนตรีพูดพร้อมเสียงหัวเราะอารมณ์ดี ในขณะที่ไป๋ก้มไปมองภาพวงจรปิดในมือถือพ่อของตนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เขาทิ้งทุกอย่างและวิ่งออกจากประตูห้องประธานบริษัทไปแบบไม่คิดชีวิต




ไป๋วิ่งออกไปอย่างไม่สนภาพลักษณ์อะไรทั้งสิ้น

เขาจะปล่อยอิฐไปอีกครั้งไม่ได้

“อิฐ” คนที่เป็นทั้งชีวิตและหัวใจของเขา


‘อิฐ มึงรอกูหน่อยนะ ครั้งนี้กูจะไม่มีวันปล่อยให้มึงหลุดมือกูไปอีกแล้ว!’






นายพินต้า

ฝากเฟส ทวีต กดติดตามในแอปนี้ และนิยายเรื่องใหม่ "ใครคือ... อองชองเต" ด้วยน้า

แต่งจบแล้ว ไม่อยากอมยิ้มอยู่คนเดียว เลยเอามาแบ่งกัน อ่านแล้วอย่าลืมเมนต์นะ อิอิ >_<

ความคิดเห็น