BLACK_Student

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 32

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 931

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ธ.ค. 2561 23:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 32
แบบอักษร

บทที่ 32

.

เพียงแค่ได้ในสิ่งที่ขุนศึกพูด ร่างกายของจอมทัพก็ได้ล้มลงราวกับว่าเรี่ยวแรงมันได้อันตรธานหายไปอย่างฉับพลัน นี่มันคงไม่ใช่เรื่องจริงใช่มั้ยที่น้องขุนของเขาได้ไปอังกฤษกับท่านสุรเดชน่ะ นี่มันจะต้องเป็นเรื่องล้อเล่นแน่ๆ

"น้องขุนไปอังกษอย่างนั้นเหรอ นี่คุณขุนศึกล้อเล่นหรือเปล่าครับ" จอมทัพเอ่ยถามพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่ขุนพลอังกฤษ นี่มันจะต้องเป็นเรื่องล้อเล่นอย่างแน่นอน

"..." แต่ทว่าสิ่งที่ตอบเขากลับมานั้น มันกลับเป็นใบหน้าอันราบเรียบที่แสนจะจริงจังของขุนศึกแทน

"คุณขุนศึก...บอกผมสิว่าที่คุณพูดมันคือเรื่องโกดหก น้องขุนน่ะ...น้องขุนจะไปอังกฤษได้ยังไงล่ะครับ" จอมทัพเอ่ยถามอีกรอบแต่สิ่งที่ตอบกลับมามันก็ยังเป็นใบหน้าที่จริงจังของขุนศึกเช่นเดิม

"คุณขุนศึก..."

"..."

"มัน...มันไม่จริงใช่มั้ยครับ?"

"..."

"คุณขุนศึกตอบกลับมาสิครับ"

"..."

"คุณขุนศึก"

พลันเมื่อแน่ชัดแล้วว่าสิ่งที่ขุนศึกบอกกับเขามันคือเรื่องจริง มันก็ทำให้จอมทัพแทบล้มทั้งยืน สองเข้าที่ล้มตึงกระแทกพื้นยังไม่เจ็บปวดได้เท่ากับหัวใจที่ล่วงหล่น นี่มันคืออะไรกัน ทำไมขุนพลถึงได้เขียนจดหมายมาบอกเขาแบบนี้ ทำไมขุนพลถึงต้องทำแบบนี้ ทำไมน้องขุนของเขาถึงต้องหนีเขาไปด้วย ทำไมกัน...

“น...น้องขุน”

แต่จอมทัพก็ทำได้แค่เพียงเรียกชื่อของอีกฝ่ายออกมาอย่างแผ่วเบา ตอนนี้สมองของเขามันช่างตีบตันจนคิดอะไรไม่ออก สองหูของเขาเองมันก็ช่างอื้ออึงจนไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงของขุนศึกและเพื่อนๆ ของเขาที่พูดอยู่รอบข้างนี่มันจะเป็นไปได้อย่างไร ขุนพลจะไปอังกฤษได้ยังไง ทำไมเขาถึงไม่เคยรู้เรื่องนี้เลยล่ะ

“คุณขุนศึกครับ น้องขุนจะขึ้นเครื่องไปอังกฤษตอนไหนเหรอครับ?” และเพื่อต้องการความแน่ชัด จอมทัพก็ได้ถามขุนศึกขึ้น

“9 โมงกับอีก 15 นาที” ขุนศึกตอบสั้นๆ

“ตอนนี้ 8 โมงครึ่ง ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าเรายังมีเวลาอยู่สินะครับ” ว่าแล้วจอมทัพก็ได้หันหน้าไปพูดกับระนาดว่า

“ระนาด! นายช่วยพาฉันไปหาน้องขุนที”

“แต่ที่นี่มันห่างจากสนามบินมากเลยนะ มันจะทันอยู่เหรอวะ?” ระนาดถาม เพราะระยะทางจากที่นี่ไปสนามบินมันไกลใช่เล่น

“ไม่รู้ แต่ถ้าน้องขุนไปจริงๆ ก็ดีกว่าที่ฉันจะไม่ได้ล่ำลาอะไร” ว่าแล้วจอมทัพก็รีบปรี่ออกจากห้องไปพร้อมทั้งกลุ่มของระนาดที่วิ่งตามไปด้วยเช่นกัน

“...”

ส่วนขุนศึกที่ยืนดูการกระทำของพวกเขาอย่างเงียบๆ นั้น ก็ได้แต่ยิ้มบางๆ ออกมาแล้วกล่าวคำอวยพรออกมาเบาๆ ว่า...

“กูขอให้มึงเจอกับไอ้ขุนพลอีกครั้งนะ...ไอ้จอมทัพ”

.

ณ สนามบิน...

ตอนนี้ขุนพลเองก็คงจะไม่ต่างอะไรกับจอมทัพมากนัก ตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าเขาจะต้องจากกันกับคนที่เขารักแล้ว คนตัวเล็กเองก็เอาแต่นั่งเหม่อลอยและไม่พูดไม่จากับผู้ใดเลยแม้กระทั่งสุรเดชผู้เป็นพ่อก็ตาม

"แกนี่เป็นเอามากเลยนะไอ้ขุนพล นี่แกรักมันมากจนทำให้แกเป็นไปได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอวะ?" สุรเดชบ่นออกมาเล็กน้อยอย่างไม่สบอารมณ์มากนักเมื่อเห็นว่าผู้ที่เป็นลูกชายคนเล็กของตน ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยตั้งแต่ตอนที่เขาไปรับมาจากโรงพยาบาลแล้ว

“...”

แต่ขุนพลเองก็ไม่ได้สนใจอะไรต่อคำพูดของผู้เป็นพ่อของตนเลยนอกจากจะเหม่อลอยไปอย่างไร้จุดหมาย คนตัวเล็กเอาแต่มองผู้คนมากมายที่กำลังเดินไปมาอยู่รายรอบ จนกระทั่งสายจาของเขามันก็ได้เหลือบไปเห็นคู่รักชายหญิงคู่หนึ่ง ที่กำลังเดินจู๋จี๋หยอกล้อกันตามประสาคู่รัก แต่นี่ก็คงจะไม่ใช่คู่เดียวที่อยู่ในสายตาของเขา

แม้เขาจะหันหน้าหนีไปอีกทาง ขุนพลก็พบกับคู่รักอีกคู่ที่เป็นคู่ชายกับชาย คนหนึ่งตัวเล็กเดินคู่กันมากับอีกคนที่ตัวใหญ่ สองคนนี้ดูจะรักกันมากเพราะเท่าที่เขาแอบมองดูก็พบว่าคู่รักคู่นี้ช่างเหมือนเขากับจอมทัพเสียจริงๆ คนตัวใหญ่คอยดูแลคนตัวเล็ก คอยถือกระเป๋าให้และใส่ใจไม่ต่างอะไรกับจอมทัพเลย ส่วนคนตัวเล็กนี่ก็ช่างขี้อ้อนและบางครั้งยังทำหน้าบึ้งๆ ใส่คนตัวใหญ่อีกต่างหาก พอเห็นแล้วมันก็ทำให้เขาคิดถึงคนตัวโตมากเลย

“ฮึก!” พลันน้ำตาของขุนพลก็ได้ไหลออกมา อาจเพราะความคิดถึงและความเสียใจที่ความรักของตนมันไม่สมหวัง คนตัวเล็กได้แต่แอบร้องไห้ออกมาเงียบๆ เพราะตอนนี้เขารู้สึกคิดถึงจอมทัพเสียเหลือเกิน

“เอาล่ะ ได้เวลาที่แกจะต้องเดินทางแล้ว” สุรเดชพูด ซึ่งพอได้ยินดังนั้นขุนพลก็ได้แต่จำต้องทำตามที่ผู้เป็นพ่อของตนสั่ง แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เดินตามผู้เป็นพ่อของตนไปนั้น ขุนพลก็ได้แต่หันกลับไปมองที่คู่รักคู่นั้นแล้วเอ่ยกับตนเองเบาๆ ว่า...

“กูรักมึงนะไอ้จอมทัพ”

.

อีกทางด้านหนึ่ง...

ทันทีที่จอมทัพกับระนาดและกลุ่มเพื่อนได้มาถึงสนามบิน ทั้งเขาและกลุ่มเพื่อนก็ได้กระวีกระวาดตามหาขุนพลไปทั่ว เนื่องจากว่าสนามบินแห่งนี้ค่อนข้างที่จะกว้างใหญ่ จอมทัพจึงได้ออกคำสั่งให้ทุกคนแยกย้ายกันตามหาเผื่อว่ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะหาขุนพลจนเจอได้ จอมทัพไปกับระนาด ริรุรุไปกับพาฬและเปอร์ ส่วนอาร์มและน็อตก็ออกไปตามหาด้วยกัน แต่ทว่าด้วยขนาดที่ใหญ่โตของสนามบินและผู้คนที่มากมายทำให้พวกเขาตามหาขุนพลไม่เจอสักที

“นี่มันก็ใกล้เวลาที่เครื่องบินจะออกแล้วแต่พวกเรายังตามหาน้องขุนไม่เจอสักที พวกเราจะเอายังไงดีวะไอ้จอมทัพ” ระนาดเอ่ยถาม ส่วนเขาเองก็ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อลองต่อสายหาขุนพลดู แต่ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดรับสายของเขาเลย

“ฉันลองโทรหาน้องขุนดูแล้วนะ แต่ไม่มีใครรับสายเลย” จอมทัพพูดก่อนจะลองต่อสายดูอีกครั้ง แต่ทว่าทันใดนั้นเองก็ได้มีชายใส่สูทสีดำสองคนเดินเข้ามาหาพวกเขา

“คุณคือคุณจอมทัพใช่มั้ยครับ?” หนึ่งในชายใส่สูทถาม

“ครับ ผมเอง” จอมทัพตอบ

“ท่านสุรเดชต้องการพบคุณครับ” พอได้ยินดังนั้นมันก็สร้างความตกใจให้จอมทัพไม่ใช่น้อย

.

ภายในห้องรับรองชั้นหนึ่งของสนามบิน หลังจากที่ผู้เป็นลูกของตนได้เดินทางออกไปแล้ว เขาก็ได้มารู้จากขุนศึกผู้ที่เป็นลูกชายคนโตของตนว่าจอมทัพก็ได้มาที่นี่เพื่อมาหาขุนพลด้วยเช่นกัน เขาจึงได้สั่งลูกน้องของตนให้ออกตามหาและเชิญเจ้าตัวให้มาพบกับเขา

แอ้ด**!**

กระทั่งเสียงประตูก็ได้ดังขึ้นพร้อมกับร่างของคนตัวโตที่ก้าวเข้ามา

“ท่านต้องการเจอผมเหรอครับ?” จอมทัพเอ่ยถามพร้อมกับก้มหน้าหลบสายตาต่อผู้ที่นั่งอยู่ก่อนเล็กน้อย

“อืม!” แต่สุรเดชกลับตอบสั้นๆ โดยที่สายตายังคงอ่านหนังสือพิมพ์อยู่อย่างนั้น

“แกมาสายเกินไปหน่อยนะเพราะว่าตอนนี้ไอ้ขุนพลมันขึ้นเครื่องไปแล้ว” พลันเมื่อได้ยินในสิ่งที่คนตรงหน้าพูด มันก็ทำให้หัวใจของจอมทัพแทบล่วงหล่นจนแทบจะยืนไม่อยู่ แต่เขาก็ยังคงที่จะเก็บอาการแล้วถามสุรเดชกลับไปว่า...

“ทำไม...ทำไมท่านต้องทำแบบนี้ด้วยล่ะครับ?” แม้จะได้ยินคำถาม แต่สุรเดชกลับเหลือบตามามองจอมทัพเล็กน้อยก่อนที่จะหันกลับไปสนใจหนังสือพิมพ์ในมือของตนดังเดิม แต่ทว่า...

“ทำไมท่านต้องทำแบบนี้ด้วยล่ะครับ ทำไมท่านต้องเอาน้องขุนไปจากผมด้วย ทำไมล่ะครับ” ราวกับความเสียใจและความโกรธที่เขากักเก็บเอาไว้มันได้พรั่งพรูออกมา จอมทัพได้แต่เอ่ยถามคนตรงหน้าของตนอยู่อย่างนั้นด้วยความเจ็บปวดที่หัวใจจนยากที่เขาจะอดทนได้จริงๆ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงต้องขัดขวางความรักของเขา ทำไมคนๆ นี้ถึงต้องพรากเอาน้องขุนไปจากเขาด้วย แม้ที่ผ่านมาเขาจะอดทนสักเพียงใดแต่ครั้งนี้มันเกินกว่าที่เขาจะมนได้ไหวจริงๆ

“ทำไมล่ะครับ ช่วยตอบผมสิว่าทำไม!” และถึงแม้จอมทัพจะเริ่มเกรี้ยวกราดสักเพียงใดแต่สุรเดชก็ไม่ได้ใส่ใจต่อท่าทีของเขาไม่ ชายวัยกลางคนยังคงเอาแต่อ่านหนังสือพิมพ์อยู่อย่างนั้น จนกระทั่งจอมทัพก็ได้แต่เป็นฝ่ายที่ยอมเงียบลงไป เพราะไม่อย่างไรคนอย่างเขาก็ไม่เคยอยู่ในสายตาของสุรเดชอยู่แล้ว

“ท่านเรียกผมมาทำไมครับ?” และเมื่อรู้ตัวว่าตนเองอยู่ในจุดใด จอมทัพก็ได้แต่ปรับอารมณ์ของตนให้กลับมาเป็นปกติที่สุด ซึ่งดูเหมือนว่าครานี้สุรเดชก็เริ่มที่จะหันมาสนใจเขาแล้ว

“ไอ้ขุนพลมันฝากจดหมายให้แก”

“จดหมายเหรอครับ?”

“เออ!” ว่าแล้วผู้เป็นพ่อของขุนพลก็ลุกขึ้นก่อนที่จะเดินถือเอาจดหมายมาให้จอมทัพ

“เอาไปซะ! มันตั้งใจเขียนถึงแกโดยเฉพาะ” ว่าแล้วจอมทัพก็รับเอาจดหมายในมือของสุรเดชมาพร้อมกับที่ชายวัยกลางคนได้เดินออกไป แต่ก่อนที่สุรเดชจะออกไปนั้นเขาก็ได้หันมาพูดกับจอมทัพว่า...

“ถ้าแกรักลูกชายของฉันจริงล่ะก็...ก็ถือซะว่านี่เป็นบททดสอบครั้งสุดท้ายละกัน ถ้าแกรักมันได้แกก็คงต้องรอมันได้ล่ะนะ” พูดจบ สุรเดชก็เดินออกจากห้องไปปล่อยให้จอมทัพมองตามด้วยความสงสัย

สิ่งที่สุรเดชพูดเมื่อครู่นี้มันคืออะไรนะ บททดสอบครั้งสุดท้ายอย่างนั้นเหรอ? หมายความว่ายังไง? แล้วทำไมจะต้องทดสอบด้วยก็ในเมื่อเขาแสดงให้เห็นอยู่แล้วว่าเขารักขุนพลมากแค่ไหน แล้วทำไมจะต้องทดสอบโดยการส่งขุนพลไปต่างประเทศด้วย ความคิดของชายคนนี้ช่างเดายากเสียจริงๆ

สุดท้ายจอมทัพก็ได้แต่ละความสงสัยนั้นทิ้งไป ก่อนที่เขาจะหันมาสนใจจดหมายที่อยู่ในมือ ซองจดหมายสีขาวที่หน้าซองไม่ได้เขียนอะไรแต่มันก็คงจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาได้จากขุนพล จอมทัพจึงได้แกะซองจดหมายออกก่อนจะหยิบเอากระดาษในซองขึ้นมาอ่านก็พบกับข้อความที่เขียนถึงเขาว่า...

‘ถึงไอ้จอมทัพ ถ้ามึงได้อ่านจดหมายฉบับนี้ กูคงจะไปไกลมากแล้ว กูขอโทษนะที่ไม่ได้เป็นคนปลุกมึงเหมือนทุกทีน่ะ และกูก็ขอโทษจริงๆ ที่ไม่ได้อยู่กับมึง กูขอโทษที่ไม่เคยบอกมึงเลยว่ากูจะต้องไปอังกฤษกับป๊า กูขอโทษนะ

กูดีใจนะที่ได้รักมึงน่ะ กูมีความสุขจริงๆ ที่ได้รักมึง ได้ใช้ชีวิตร่วมกับมึง กูมีความสุขมากเลย มีความสุขจริงๆ ที่มีมึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของกู ถึงมันจะสั้นแต่มันก็ทำให้กูมีความสุขมาก มึงเป็นคนแรกเลยนะที่ทำให้กูรู้จักคำว่ารัก มึงคือคนแรกที่ทำให้กูมีความสุขจริงๆ

กูขอให้มึงรอกูหน่อยนะ ถึงกูจะไม่รู้ก็เถอะว่ากูจะกลับมาตอนไหนแต่กูขอให้มึงรอกูนะ อย่าเปลี่ยนใจไปจากกูล่ะ อย่าไปอ่อยใครเขาด้วย ถ้ามึงปลื้มใครกูอนุญาตให้มึงปลื้มเขาได้แต่ห้ามชอบเขามากกว่ากู ถ้าใครมาคุยกับมึงกูอนุญาตให้มึงคุยกับเขาได้แต่ห้ามคุยกันมากกว่าเพื่อน ถ้ามึงคิดนอกใจและนอกกายกูเมื่อไหร่กูจะจับมึงตัดไอ้นั่นทิ้งแน่ๆ

สุดท้ายนี้กูขอบคุณนะไอ้จอมทัพ ขอบคุณที่มึงรักคนดื้อๆ อย่างกู ขอบคุณที่มึงทนคนงี่เง่าอย่างกูได้ กูรักมึงนะไอ้จอมทัพ กูรักมึงนะ...ไอ้พี่ตัวโต’

เพียงแค่ได้อ่านจดหมายของขุนพล จากความเศร้าและความเสียใจมันก็ได้มลายหายไป กลายเป็นความสุขและรอยยิ้มเข้ามาแทน จอมทัพได้แต่ยืนอมยิ้มโดยที่ดวงตายังคงอ่านทุกข้อความและตัวอักษรบนจดหมายอยู่อย่างนั้น ถึงเขาจะไม่ทันได้ล่ำลาผู้เป็นคนรักของเขาก็ตาม แต่เพียงแค่จดหมายฉบับเดียวที่ขุนพลเขียนถึงเขา เท่านั้นมันก็ทำให้เขาดีใจมากแล้ว

‘ถ้ามึงปลื้มใครกูอนุญาตให้มึงปลื้มเขาได้แต่ห้ามชอบเขามากกว่ากู’

ครับ...พี่จะไม่มีทางชอบใครนอกจากน้องขุนแน่นอน

‘ถ้าใครมาคุยกับมึงกูอนุญาตให้มึงคุยกับเขาได้แต่ห้ามคุยกันมากกว่าเพื่อน’

ครับ...พี่จะไม่คุยกับใครเด็ดขาดนอกเพื่อนๆ ในแก๊งของพี่

‘ถ้ามึงคิดนอกใจและนอกกายกูเมื่อไหร่กูจะจับมึงตัดไอ้นั่นทิ้งแน่ๆ’

และพี่ไม่มีวันที่จะนอกกายและนอกใจน้องขุนแน่นอน หัวใจและร่างกายของพี่จะเป็นของน้องขุนแค่คนเดียว

...พี่จะรอน้องขุนนะครับ

.

To be continued

นิยายเรื่องนี้ไม่มีการเม้น "ต่อ" นะครับ

ที่จริงมันยาวกว่านี้นะครับ แต่จำเป็นที่จะต้องตัดไปขึ้นอีกบทเพราะมันยาวเกิ๊น!

แก้ไขบทที่ 31 เล็กน้อยนะครับ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น