Tastsu

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่10

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.3k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 25 พ.ค. 2562 21:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่10
แบบอักษร

“นี่มันอะไรวะทำไมเงินเดือนกูได้น้อยกว่าพวกมึง” โตมองเงินในมืออย่างหงุดหงิดเมื่อพวกเขาเข้าไปรับซองเงินจากเอกอนันต์และเมื่อออกมาด้านนอกเปิดซองดูพบว่าเงินของเขาน้อยกว่าคนอื่น

 

“ก็ต้นเดือนมึงหนีไปเที่ยวหลายครั้งไม่ใช่เหรอวะ เจ้านายให้เฝ้าระวังรอบๆ พื้นที่แต่มึงก็ไปเที่ยวกับสาวๆ ในตัวจังหวัด”

 

โตกำมือแน่นอย่างไม่พอใจ นับวันจะยิ่งโมโหเจ้านายคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

 

“กูว่าเจ้านายจงใจหาเรื่องกู คิดจะไล่กูออกแน่ๆ”

 

“หาเรื่องอะไรวะมึงทำตัวเอง”

 

โตนิ่วหน้าแต่ก็ถูกเพื่อนอีกสามคนตบบ่าแล้วพาไปยังที่อื่น ส่วนคนอื่นๆ ต่างก็มองหน้ากันแล้วพากันกลับไปที่บ้าน

 

“แม่ง! กูไม่ไหวแล้วเว้ย คืนนี้กูว่าจะจัดการมัน”

 

คนตัวผอมหน้าเล็กเมื่อได้ยินต้องตกใจจนขาสั่น

 

“ตะ..โตกูว่าไม่ดีว่ะ”

 

“ไม่ดีตรงไหน กูจะสั่งสอนมัน”

 

“เราจะโดนไล่ออกและตกงานนะเว้ย ไม่สิ ต้องถูกตำรวจจับแน่ๆ กูไม่อยากนอนในคุก”

 

“มึงนี่มันขี้ขลาดจริงๆ! ก็ไม่ให้มันรู้ไงว่าเป็นพวกเรา ทำทีเป็นโจรปล้นบ้านแม่งเลย แล้วก็...พาตัวผู้ชายคนนั้นมาเป็นเมียกูสักคืนสองคืน”

 

“หมายถึงผู้ชายหน้าสวยๆ นั่นน่ะเหรอ”

 

“เออ ผู้ชายเชี่ยไรสวยยิ่งกว่าผู้หญิงอีก กูว่าอาจเป็นผู้หญิงปลอมตัวมา”

 

อีกสามคนมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจความคิดของโต แต่สุดท้ายทุกคนก็ตกลงปลงใจที่จะปล้นบ้านของเอกอนันต์คืนนี้

 

……………

 

“จะไปไหน”

 

ผมที่กำลังจะขยับตัวลงจากเตียงต้องหยุดชะงักเมื่อเขาที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โต๊ะทำงานเอ่ยถาม น้ำเสียงไม่ได้น่ากลัวทั้งยังแฝงไปด้วยความห่วงใยแต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีสักนิด ไม่รู้เพราะเขากลัวผมฆ่าตัวตายหรือเปล่าถึงกับต้องยกโต๊ะทำงานมาไว้ในห้องนี้เพื่อจับตาดูผมตลอดเวลา

 

“ผมจะเข้าห้องน้ำ”

 

“เดี๋ยวฉันช่วย”

 

“ไม่เป็นไรครับ”

 

“ยังจะปากเก่งอีก ถ้าอย่างนั้นลองยืนดูสิ”

 

ผมก็ไม่เข้าใจแต่ก็ค่อยๆ ลุกยืนแต่ว่า…

 

ฟุ่บ

 

ผมกลับทรุดลงพื้นเหมือนขาไม่มีแรง

 

“หึ เป็นไงยังจะอยากเดินไปอีกไหม ไข้ก็ยังมีแต่ปากดี” เขาลุกยืนแล้วจะเดินมาหาแต่ผมรีบคลานถอย ใบหน้าซีดตัวสั่นบ่งบอกว่ากลัว คุณเอกอนันต์เมื่อเห็นผมทำแบบนี้จึงหยุดนิ่งสีหน้าเริ่มฉายแววความหงุดหงิดแต่ไม่ได้พูดอะไรเพียงกลับไปนั่งที่และอ่านหนังสือพิมพ์ตามเดิม

 

ผมถอนหายใจแล้วค่อยๆ ยันผนังห้องเพื่อลุกยืน รับรู้ว่าขาสั่นและเจ็บก้นก้าวแต่ละครั้งทำให้ตรงนั้นเสียดสีจนเจ็บ จึงหยุดเดินแล้วพิงไว้ชั่วครู่

 

ตอนนี้คุณเอกอนันต์ไม่ได้สนใจผมตายังคงมองจดจ้องอยู่ที่หนังสือพิมพ์ ผมจึงคลายใจกลัวเขาหัวเราะ พอรู้สึกว่าเริ่มหายเจ็บจึงค่อยๆ ยันผนังแล้วเดินต่อจนไปถึงห้องน้ำ

 

มองตัวเองที่สะท้อนในกระจกพบว่าใบหน้าซีด ปากแห้งกว่าที่คิด ดวงตาอิดโรย ผมค่อยๆ วักน้ำจากก๊อกขึ้นมาลูบใบหน้าเพื่อให้สดชื่น เมื่อคืนคือเรื่องจริงสินะผมถูกเขา…มือกำแน่นแล้วทรุดตัวพิงผนัง พลางคิดเรื่องต่างๆ ในใจทั้งเจ็บแค้น เศร้า น้อยใจ 

 

“นั่งทำอะไรตรงนี้”

 

ผมเงยหน้ามองเขาที่เดินเข้ามาในห้องน้ำ

 

“คุณ…คุณเข้ามาทำไมน่ะ”

 

“ไม่ปล้ำหรอก แค่มาดูกลัวจะล้ม”

 

ผมอึ้งเมื่อเขาบอกว่ากลัวจะล้ม “คุณเป็นห่วงผมเหรอ”

 

“เปล่า ฉันไม่อยากพานายไปโรงพยาบาล ไม่ต้องการให้นายออกไปจากที่นี่”

 

ผมเมื่อได้ยินพลันเกิดความคิดบางอย่าง “ถ้าผมเป็นอะไรคุณจะพาผมไปโรงพยาบาลเหรอ”

 

เขานิ่วหน้า

 

“นี่นายอย่าได้คิดอะไรโง่ๆ เด็ดขาด ถ้านายเป็นอะไรไปฉันจะปล่อยให้ตาย จำไว้!” เขาจับแขนผมแล้วกระชากให้ลุกยืนผมก็ร้องว่าเจ็บเขาจึงเปลี่ยนมาอุ้มแทน

 

“ปะ..ปล่อยผมนะ ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลยแค่ถาม…ว่าคุณจะใจดีพาไปหรือเปล่า”

 

“คิดว่าฉันโง่เหรอนายคงถามเพื่อจะทำร้ายตัวเองล่ะสิ”

 

ผมก็นิ่งเงียบ

 

“หึ อย่าได้ทำเด็ดขาดเพราะฉันจะปล่อยให้ตาย! แล้วนี่จะเยี่ยวจะขี้ใช่ไหม”

 

ผมก็ขมวดคิ้วเงียบเหมือนเดิม

 

“ว่าไงจะปลดปล่อยไหม” ผมเม้มปากแต่ก็พยักหน้า เขาจึงอุ้มผมเข้าไปที่ห้องส้วมแล้วให้นั่งบนชักโครก

 

“คุณออกไปสิ “

 

เขายังกอดอกนิ่ง

 

“ออกไปได้แล้ว ผมอายนะ”

 

“พูดดีๆ ก่อน”

 

“ก็ดีแล้วนะ”

 

“หวานๆ เข้าใจไหม”

 

“เอ่อ…ผมไม่เข้าใจ”

 

“พูดเพราะๆ ให้น่าฟัง”

 

ผมสูดหายใจแล้วยิ้มหวาน “คุณ..เอกอนันต์ให้ผมอยู่คนเดียวนะครับ…นะครับ” ผมส่งสายตาไปให้อย่างขอร้อง เขากอดอกมองอยู่นานจนผมเริ่มใจไม่ดี

 

“งั้นก็ได้…”

 

ผมก็ยิ้มแล้วบอกขอบคุณอย่างดีใจ

 

ผมอยู่ในห้องน้ำสักพักก็ค่อยๆ เดินออกมาซึ่งเขาก็อุ้มเข้าอ้อมกอดเหมือนตอนแรกแล้วพาไปที่เตียง แม้จะตกใจแต่ไม่เกร็งและกลัวเท่าเมื่อครู่แล้ว แปลกทำไมท่าทีเขาเปลี่ยนไปจากเมื่อวานอย่างกับคนละคนหรือเพราะเขารู้สึกผิดที่ทำแบบนั้น ไม่หรอกคนอย่างเขาน่ะเหรอจะคิดได้ยิ่งกับผมที่เขาเกลียดคงไม่มีทางที่จะมีจิตสำนึก

 

“คิดอะไร”

 

“เปล่าครับ”

 

“หรือกำลังคิดจะฆ่าตัวตาย”

 

ผมเงียบ

 

“คิดจริงๆ ใช่ไหม”

 

“โอ๊ย ผมเจ็บ” เขาใช้มือบีบคางผมแน่น แววตากลับมาโหดร้ายอีกแล้ว

 

“บอกก่อนว่าจะฆ่าตัวตายหรือเปล่า”

 

ผมก็ยังไม่ตอบ

 

“ตอบ”

 

‘…’

 

“ตอบ!”

 

ผมก็รีบส่ายหน้า แต่มือของเขายังคาอยู่ที่คางบ่งบอกว่าไม่ไว้ใจ

 

“ถ้าฆ่าตัวตายล่ะก็ศพของนายไม่สวยแน่ ฉันจะขึงไว้กับต้นไม้ให้พวกนั้นมันข่มขืน พอเน่าแล้วก็จะโยนทิ้งน้ำให้ปลากิน”

 

แววตาผมสั่นระริกตัวสั่นด้วยความกลัว ผู้ชายคนนี้น่ากลัวเกินไปไม่ปกติแล้ว เขาคงรู้ว่าผมกำลังกลัวจึงละมือออก ผมก็กำผ้าแน่นกลืนน้ำลายหนืดลงคออย่างยากเย็น รีบเช็ดน้ำตาและคุมการหายใจให้เป็นปกติ ทำไมถึงคิดว่าเขาเปลี่ยนไปนะทั้งที่โหดร้ายขนาดนี้

 

“แค้นเหรอ”

 

“ถ้าผมบอกว่าแค้นคุณจะฆ่าผมไหม”

 

“ก็บอกแล้วว่ายังไม่ฆ่าเพราะอยากเล่นสนุกให้ได้รับความเจ็บปวด อีกอย่างเมื่อคืนฉัน….” เขาจะยื่นมาจับตัวผมแต่หยุดค้างไว้

 

“ฉัน…ก็แค่คิดว่าสนุกไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไร…และเมื่อคืนฉันจะไม่ขอโทษเด็ดขาด”

 

ผมมองหน้าเขานิ่งรู้สึกดวงตาร้อนแต่ก็รีบสูดหายใจ

 

“ผมอยากอยู่คนเดียวคุณช่วยออกไปได้ไหม”

 

“ไม่ออก”

 

“ผมอึดอัด”

 

“ก็นี่มันบ้านฉัน ฉันจะอยู่ที่ไหนก็ได้”

 

เขาคงเห็นผมทำหน้าเครียดจึงใช้มือจับที่หน้าผาก ซึ่งผมก็สะดุ้งสุดตัวด้วยความกลัวและตกใจ เขาก็นิ่วหน้าแต่ก็ไม่ได้ด่ากลับมีแต่ดวงตาที่ตำหนิว่าผมจะกลัวอะไรนักหนา

 

“ตัวยังร้อน นอนซะ”

 

ผมก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วล้มตัวนอนซึ่งเขาก็นั่งมองเหมือนกับว่ากำลังเฝ้ามองพฤติกรรมของผมไม่ให้คาดสายตาซึ่งมันทำให้อึดอัดอย่างมาก ผมจึงตะแคงหันหลังให้จากนั้นก็หลับไม่รู้เรื่องราวใดๆ แต่ว่าในความฝันกลับอึดอัดเหมือนมีใครมากอดและมันเหมือนจริงมากๆ

 

………………….

 

“ยังตามหาชะเอมไม่เจออีกเหรอ”

 

“ครับ ผมพยายามหาแล้วแต่ก็ไม่พบ เหมือนว่าหนีไปนานแล้ว”

 

เอกอนันต์นิ่วหน้าไม่คาดคิดว่าชะเอมจะหนีไป คนอย่างชะเอมความผิดแค่นี้เธอต้องใช้เล่ห์ตัวเองทำอะไรสักอย่างให้เขายอมให้อภัยหรือเพื่อหายโกรธไม่มีทางหนีไปแบบนี้เด็ดขาด มันต้องมีเบื้องหลังบางอย่างแน่ๆ

 

“จะทำยังไงต่อครับเจ้านาย”

 

“ปล่อยไว้ก่อน แล้วตอนนี้สถานการณ์รอบที่พักเป็นยังไง”

 

“ปกติครับ แต่ว่า…”

 

“แต่อะไร”

 

“พวกไอ้โตกำลังวางแผนบางอย่างครับ”

 

เอกอนันต์นิ่วหน้าทันที เขาคิดไว้ว่าสักวันพวกมันจะต้องแว้งมากัดเหมือนงูเห่าที่เลี้ยงไม่เชื่อง ที่จ้างให้พวกมันมาทำงานเพราะตอนนั้นเจอเตร็ดเตร่เป็นนักเลงสร้างความวุ่นวายให้กับชาวบ้าน ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนดีเพื่อคิดช่วยเหลือไม่ให้คนอื่นเดือดร้อนจากพฤติกรรมของพวกมันแต่เพราะสถานที่โดยรอบนี้จำเป็นต้องมีคนเฝ้าดูแล พวกนักเลงจึงเหมาะ เขาคิดว่ามันจะกลับตัวได้แต่ก็ไม่เลย…หากไม่เพราะพื้นที่แถบนี้แทบไม่มีคนทั่วไปอาศัยอยู่และโดยรอบคือที่ดินของเขาคงไม่ต้องให้มีคนเฝ้ามากขนาดนี้

 

“พวกมันจะทำอะไร….” เขายกมือห้ามเมื่อเห็นว่าบัวกำลังพลิกตัวนอน

 

“เสียงเบาๆ เดี๋ยวตื่น”

 

เมฆหันไปมองบัวที่นอนอยู่บนเตียงแล้วหันกลับมามองเอกอนันต์ แม้ไม่ได้พูดอะไรแต่คนที่ถูกมองก็คาดเดาออกจึงทำสีหน้ากลบเกลื่อน

 

“มันไม่สบายเลยให้นอน”

 

“ครับ”

 

พอเมฆไม่ได้ถามต่อ เขาจึงเป็นฝ่ายถามเอง

 

“แล้วพวกมันทำอะไรกัน”

 

เมฆจึงบอกเรื่องราวที่ตนแอบฟังให้เอกอนันต์จนหมดคนฟังก็นิ่วหน้าคิ้วขมวดจนกระทั่งเผลอกำมือทุบโต๊ะเสียงดัง

 

“ไอ้พวกสารเลว! กล้ามากที่คิดจะลองดีกับกูและคิดจะเอาของของกูไป”

 

“จะทำยังไงดีครับ”

 

เอกอนันต์นิ่วหน้าคิดแผนชั่วครู่และบอกให้เมฆฟัง

 

หลังจากเมฆและจำปีที่ยกข้าวต้มมาให้ออกไปจากห้อง เขาก็ลุกเดินไปยังเตียงเพื่อมองใบหน้าบัวยามหลับ เมื่อจับหน้าผากพบว่าไข้เริ่มลดแล้ว มองนาฬิกาบ่งบอกเวลาบ่ายกว่าควรปลุกให้ตื่นมากินข้าวต้ม

 

ในใจครุ่นคิดว่าควรทำยังไงกับบัวดี เขาพลาดไปแล้ว ไม่คิดที่จะทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ จะทำร้ายเหมือนเดิมหรือแสดงความรับผิดชอบดีแต่ว่าก็ต้องส่ายหัวปั้นหน้ายักษ์บังคับตัวเองว่าอย่าได้สับสน แต่ว่าคืนนี้พวกไอ้โตต้องมาที่บ้านหลังนี้แน่และบัวคงไม่ปลอดภัย

 

“ไม่ปลอดภัยก็ไม่ปลอดภัยสิวะจะไปห่วงทำไม ไม่เกี่ยวอะไรกับกูนี่” เขาพูดบอกตัวเองแล้วรีบตบแก้มบัวเบาๆ เพื่อปลุกให้ตื่น

 

“จะนอนไปถึงไหน”

 

คนที่นอนค่อยๆ ลืมตาอย่างงัวเงียพอลุกช้าก็ถูกกระชากให้ลุกนั่งจนร้องด้วยความเจ็บที่กระเทือนถึงเบื้องล่าง

 

“อย่าท่ามาก จะนอนไปถึงไหน”

 

บัวก็ขมวดคิ้วไม่พอใจเพราะเขาเป็นคนบอกให้นอนเองแท้ๆ แต่ก็ดันมาปลุกให้ตื่น

 

“เอ้ากิน”

 

“ผมไม่อยากกินข้าวต้ม”

 

“คิดว่าตัวเองเป็นใครถึงเอาแต่ใจได้”

 

บัวรีบปิดปากเงียบทันที 

 

“กินซะ” เอกอนันต์หยุดพูดเหมือนคิดอะไรบางอย่างก่อนจะเอ่ยออกมา

 

“ไปกินข้างล่าง…ก็บอกให้กินข้างล่างไง เตียงฉันให้นายนอนได้แค่นี้” บัวที่ถือถ้วยข้าวต้มอยู่ก็มึนงง พอถูกสั่งอีกครั้งก็รีบทำตามที่พูดแต่เพราะขาอ่อนแรงและความไม่ระวังจึงทำให้ข้าวต้มนั้นราดแขนของคนตัวใหญ่แม้จะไม่หกรดเต็มๆ แต่ก็ถูกความร้อนบางส่วน

 

“ขะ..ขอโทษครับ ขอโทษครับ!” บัวละล้าละหลังทำอะไรไม่ถูกแต่ก็รีบถอดเสื้อของตนมาเช็ดข้าวต้มออกให้ ตอนแรกเอกอนันต์หงุดหงิดคิดจะด่าแต่เมื่อเห็นบัวถอดเสื้อแล้วเช็ดให้อย่างร้อนรนความโกรธตอนแรกก็หายไป เขามองผิวสีขาวที่เต็มไปด้วยรอยแดงซึ่งเป็นรอยที่เขาฝากไว้เมื่อคืนและนั่นจึงทำให้เอกอนันต์เผลอยิ้มออกมา

 

“ปะ..ไปล้างน้ำเถอะครับ แขนแดงแล้ว” บัวรีบลงจากเตียงแล้วจับมือพาเอกอนันต์ให้ลุกยืนทั้งที่ร่างกายตัวเองไม่สู้ดีนัก

 

“นายอยู่บนเตียงต่อเถอะ เดี๋ยวฉันไปล้างเอง”

 

“แต่ว่า…”

 

“ขึ้นไปบนเตียงซะ ถ้ายังเจ็บอยู่ก็ยังไม่ต้องเดิน…นอนบนเตียงเหมือนเดิมเถอะ”

 

บัวไม่เข้าใจเอกอนันต์เลยจริงๆ เดี๋ยวอารมณ์ดีเดี๋ยวอารมณ์ร้ายแต่สายตาที่มองมายังร่างกายของตนนั้นก็ช่างน่ากลัวจนเผลอยกมือปิดแล้วค่อยๆ กลับขึ้นเตียงอีกครั้ง ส่วนข้าวต้มที่หกรดเตียงบางส่วนเขาก็เช็ดออกไปให้

 

“เดี๋ยวคืนนี้นายกลับไปอยู่กระท่อมตัวเองซะ”

 

บัวก็พยักหน้า

 

“ไม่ถามหรือไงว่าทำไม”

 

“ก็ที่นั่นคือที่ของผมไม่ใช่เหรอครับ การที่ผมมานอนที่นี่และนอนบนเตียงคุณต่างหากที่ผมควรถาม”

 

เออนันต์ไม่ได้พูดอะไรเพียงเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อล้างแขนและเดินไปหยิบเสื้อเชิ้ตสีดำมาให้บัวใส่ เขาชอบที่เห็นอีกฝ่ายใส่เสื้อของตน ความยาวของเสื้อปกปิดถึงแค่ขาอ่อนพอมองแล้วเหมือนไม่ได้ใส่อะไรแม้ตามจริงบัวจะใส่กางเกงตัวเล็กที่เขาเคยซื้อมาให้ก็ตาม

 

เพราะก่อนหน้านี้ได้เข้าไปในตัวเมืองเพื่อซื้อเสื้อผ้ามาให้แต่ก็เป็นของราคาถูก บางตัวก็มือสอง มีเพียงกางเกงตัวเล็กที่ใส่แทนกางเกงในที่ซื้อของชั้นดีมาให้และตัวที่บัวใส่อยู่นี้เขาก็ยืนเลือกอยู่นานเพราะตอนซื้อมาได้จินตนาการถึงคนใส่ว่าอาจจะออกมาดีและก็ออกมาดีจริงๆ

 

“เดี๋ยวฉันจะให้จำปีทำให้ใหม่”

 

“ขอบคุณครับ”

 

เอกอนันต์จะยื่นมือมาจับหน้าผากแต่บัวก็รีบหลับตาด้วยความกลัว เขาจึงละทิ้งแล้วเดินออกไป ทั้งที่บอกตัวเองว่าอย่าสับสนแต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้อาจเป็นเพราะร่างกายที่หวานและใบหน้าที่ชวนมอง รวมถึงเรื่องราวในอดีต

 

ตอนเย็นบัวถูกพากลับไปที่กระท่อมโดยมีคนงานหลายคนเฝ้า ส่วนเอกอนันต์ก็นั่งที่ห้องทำงานและมีปืนวางอยู่ในลิ้นชัก ลูกน้องคนอื่นๆ ก็แอบซุ่มอยู่รอบนอกบ้านและในบ้าน

 

เขากำลังรอเวลาเพื่อสั่งสอนคนทรยศ

 

กลางดึก เสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาดังเข้ามาใกล้บ่งบอกว่าอีกไม่นานจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นที่นี่ เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังขึ้นส่งสัญญาณว่าคนหลายคนกำลังเดินย่องขึ้นมา เอกอนันต์ทำทีว่ากำลังทำงานและเมื่อประตูเปิดออกก็เห็นคนสี่คนสวมหมวกโม่งเข้ามา ในมือถือปืนและอาวุธแต่งต่างกันไป

 

“หยุด! หยุดนี่คือการปล้น!”

 

คำพูดที่เหมือนในหนังทำให้เอกอนันต์เกือบเผลอหลุดยิ้ม เขาก็ทำท่าทีตกใจและบอกว่ายอมแพ้ โตที่ถือปืนเดินมาหาเอกอนันต์แล้วใช้ปืนตบเข้าที่ใบหน้า

 

“ฮะๆ ๆ ยอมแพ้ง่ายๆ เลยเหรอวะไอ้กระจอก! กูนึกว่ามึงจะแน่! ของมีค่ามึงอยู่ตรงไหนบ้าง”

 

“ชั้นล่างมีตู้เซฟ….ส่วนนี่กุญแจ” พอบอกว่ามีตู้เซฟพวกมันก็ตาวาว โตสั่งให้อีกสามคนลงไปยังชั้นล่างทันทีโดยไม่รู้เลยว่าลงไปจะเจอกับอะไร

 

โตหันมองไปรอบๆ “ผู้ชายหน้าสวยไปไหนวะ”

 

“มึงรู้ได้ไงว่าที่นี่มีใครบ้าง เป็นคนงานที่นี่เหรอ”

 

โตเงียบเพราะมันเป็นคำถามที่จะทำให้เขาตกหลุม “มึงไม่ต้องรู้ กูถามว่ามันไปไหน”

 

“กูไม่บอก”

 

“มึง ตายซะเถอะ!”

 

ปัง!

 

โตยกปืนจะเงื้อยิงที่หัวแต่ว่าเสียงปืนกระบอกอื่นกลับดังขึ้นก่อน และกระสุนก็ยิงทะลุแขนของโตทันที

 

“อ๊ากกกก”

 

เพียงเท่านั้นคนหลายคนที่ซ่อนในห้องก็รีบวิ่งออกมา ส่วนเมฆที่เป็นคนยิงก็รีบเข้ามาคุมตัวมันไว้ คนอื่นๆ ก็รีบมาแย่งปืนและเปิดผ้าคลุมหน้าออก

 

โตที่ถูกกดให้นอนราบมองเอกอนันต์ที่ลุกเดินมาหาตนด้วยใบหน้าสะใจ มันจึงเต็มไปด้วยความเครียดแค้น

 

“มึง!”

 

“กูรู้ว่ามึงจะต้องมาไอ้โง่!”

 

เขาใช้รองเท้านาบใบหน้าโตและขยี้

 

“มึง!! กูจะฆ่ามึง ปล่อยกู!!” โตดิ้นสุดแรงเพราะตัวใหญ่จึงทำให้หลายคนเเทบเอาไม่อยู่ เอกอนันต์หัวเราะแล้วใช้เท้าเตะที่ปากของมันย้ำหลายๆ ทีจนเลือดกบปากอย่างน่ากลัว

 

ปึกๆ ๆ

 

พอเลือดกระเซ็นมาถูกที่รองเท้าจนคิดว่าเลอะมากเกินไปเขาจึงหยุด

 

“เฮ้ยพวกมึงเลือดหมาติดตีนกูว่ะ”

 

“กรอด"

 

“แค้นเหรอวะ แต่น่าเสียดายที่ทำไม่ได้ ส่วนลูกน้องของมึงก็ถูกคนข้างล่างจับตัวไว้หมดแล้ว ที่เหลือก็รอนรกเลยแล้วกัน”

 

“กูเอาคืนมึงแน่!”

 

“ฮะๆ ๆ น้ำหน้าอย่างมึงที่เป็นได้แค่กุ๊ยข้างถนน ก็คงจะเอาคืนเหมือนหมาข้างถนนแบบนี้ใช่ไหม แต่มึงต้องหลุดไปจากที่นี่ให้ได้ก่อน! ไอ้ทรยศ!”

 

ปึก!

 

เอกอนันต์ใช้รองเท้าเตะเข้าที่ดั้งเต็มแรงและสั่งให้พวกลูกน้องพาโตไปขัง เมฆจะเดินออกไปแต่เอกอนันต์เรียกให้หยุดก่อน

 

“มึงทำได้ดีมากที่ช่วยกูไว้ที่จริงกูคิดไม่ถึงด้วยซ้ำว่ามันจะยิง”

 

เมฆเพียงก้มหัว เอกอนันต์จึงบอกให้ออกไป มองนาฬิกาที่ข้อมือบ่งบอกเวลาที่ไม่ดึกมากพลางคิดว่าบัวจะหลับหรือยังเพราะถ้ายังจะพามานอนที่นี่

 

เขาพยายามบอกตัวเองว่าต้องดูแลมันจะได้ไม่ตายเร็ว แต่เขารู้ว่าส่วนลึกที่จิตใจเริ่มเปลี่ยนไป

 

………………………..

 

ก๊อกๆ ๆ ๆ เสียงเคาะประตูดังรัวจนผมที่หลับไปแล้วต้องลืมตาตื่นขึ้นมา พอเอ่ยถามก็ไม่มีเสียงตอบนอกจากเสียงเคาะที่ดังขึ้นไม่หยุด เเต่ไม่นานก็ได้ยินเสียงสบถเหมือนเพิ่งรู้ว่าล็อคจากด้านนอกเเละตามมาด้วยเสียงไขกุญเเจ เสียงโซ่ที่คล้องกระทบพื้น ผมค่อยๆเดินไปที่ประตูอย่างสงสัยเเละเมื่อมันเปิดออกไม่ทันที่ผมจะเอ่ยถามหมัดก็พุ่งมาที่ท้องทันที

 

ปึก!

 

“อื้อ!”

 

ท้องของผมถูกต่อยเต็มแรงจนตัวงอ คนที่ชื่อโตหัวเราะอย่างสะใจแล้วแบกผมขึ้นหลัง ในขณะที่สมองกำลังสับสนก็ถูกมันพาไปแล้ว

 

“อึก..ก..คุณจะพา..ผมไปไหน”

 

“หุบปาก!”

 

“ช่วย..อื้อ!!”

 

มันใช้มือปิดปากผมแล้วขู่ว่าถ้าร้องมันจะฆ่า ผมจึงต้องปิดปากเงียบด้วยใบหน้าที่ตื่นตระหนก

 

………………………………………….

 

“ว่าไงนะ มันหนีไปได้ มันจะหนีไปได้ยังไงพวกมึงตั้งหลายคน!!”

 

“ขอโทษครับ ผมคิดว่าแค่ผมคนเดียวก็น่าจะจับมันไว้ได้เลยให้คนอื่นไปพักแต่สุดท้ายก็….” เมฆพูดเสียงเบายอมรับผิดแต่เขารู้ดีว่ามันไม่มีค่าที่จะทำให้เอกอนันต์หายโกรธ

 

“เจ้านายครับ! เจ้านาย!” ใครคนหนึ่งตะโกนแล้วรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาอย่างแตกตื่น เอกอนันต์ไม่มีอารมณ์จะถามคนอื่นจึงถามแทน

 

“เป็นอะไร วิ่งมาเหมือนขาดยา”

 

“บัวหายตัวไป…ไอ้พวกที่เฝ้าอยู่ก็สลบหมดเลย!”

 

เอกอนันต์เบิกตากว้างแล้วรีบวิ่งออกไปทันทีและเมื่อไปถึงกระท่อมก็เห็นประตูเปิดอยู่แต่ข้างในไม่มีใคร

 

“เจ้านายหรือไอ้โตจะ…”

 

“ไอ้สารสารเลว! พวกมึงคืนนี้เตรียมล่ามัน…แล้วเด็ดหัวมาให้กู!”

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}