facebook-icon Twitter-icon

ความคิดเห็น (comment) จากผู้อ่านคือกำลังใจที่ดีที่สุดของนักเขียน อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจนักเขียนมีแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไปนะ :)

ชื่อตอน : ตอนที่ 113 : 0.001%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 24.2k

ความคิดเห็น : 79

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ธ.ค. 2561 16:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 113 : 0.001%
แบบอักษร

ตอนที่ 113 : 0.001%


“ผมขอเสนอให้ท่านแปลงสภาพโรงพยาบาลวงศ์วรเวชเป็น social enterprise หลังจากที่ไป๋ได้เสียชีวิตลงแล้ว” อิฐพูดพร้อมความหวังที่ริบหรี่เต็มทน

“คะ?” คุณกุศยาพูดทวนมาแบบไม่เข้าใจ

“social enterprise คือลักษณะการประกอบธุรกิจที่เหมือนเอกชนทุกอย่าง แสวงหากำไร ปันผลให้ผู้ถือหุ้น และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี แต่สุดท้าย หลังจากหักกำไรที่ตอบแทนสู่ผู้ถือหุ้นคนอื่นออกจนหมด กำไรทั้งหมดที่เหลือจะตอบแทนต่อสังคม” อิฐพูดช้าๆ แต่ชัดถ้อยคำ

“...”

“โรงพยาบาลวงศ์วรเวชจะเป็นเหมือนที่เคยเป็นทุกอย่าง อยู่ในตลาดหุ้น จ่ายเงินปันผล และเป็นโรงพยาบาลเอกชนตามปรกติ แต่เงินปันผลทั้งหมดที่อยู่ในชื่อของตระกูลวงศ์วรเวชจะถูกส่งต่อให้กับองค์กรการกุศลจัดการต่อไป” อิฐอธิบาย

“...”

“เรื่องความโปร่งใสขององค์กรการกุศลที่จะมารับช่วงต่อ ท่านทั้งสองสามารถวางใจ เพราะผมอยากจะเสนอนายแพทย์วิษณุ เศวตวาด หรือหมอว่าน คนที่เป็นเพื่อนสนิทของไป๋ ท่านทั้งสองอาจจะเห็นผลงานการกุศลของหมอว่านแล้วในโครงการใยแก้วนำสุขที่ผ่านมา องค์กรการกุศลใยแก้วนำสุขของหมอว่านจะกลายมาเป็นผู้จัดสรรผลกำไรให้กับวงศ์วรเวชเพื่อเป็นการตอบแทนสังคมต่อไป” อิทธิกรพูดอย่างพยายามข่มใจให้เรียบนิ่ง

“หมอออโธคนนั้นไงคะคุณ ที่สนิทกับไป๋ที่เราเห็นกันบ่อยๆ” กุศยาพูดกับมนตรี

“ท่านไม่ต้องห่วงนะครับ ผมไม่ได้ให้ท่านโอนหุ้นทั้งหมดให้กับหมอว่าน แต่ผมจะเสนอให้ท่านโอนผลตอบแทนทั้งหมดให้กับการกุศล ซึ่งถ้าเป็นหมอว่าน ท่านอาจจะวางใจในความโปร่งใสได้ เพราะว่านเองก็สนิทกับไป๋มาก และทำผลงานการกุศลมาก่อนที่ท่านก็จะตรวจสอบได้ แต่ท่านไม่ได้ต้องห่วงนะครับ เราจะวางโครงสร้างให้ผู้ตรวจสอบบัญชีของบริษัทเข้ามาตรวจสอบบัญชีขององค์กรการกุศลใยแก้วนำสุขด้วย หากมีแนวโน้มไม่โปร่งใส เราสามารถเขียนแนวทางสำคัญในการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารงานได้ ผมกับไป๋จะร่วมกันร่างธรรมนูญของวงศ์วรเวชขึ้นมา เพื่อให้วงศ์วรเรชได้อยู่ต่อไป ถึงแม้อนาคตผมกับไป๋จะไม่อยู่แล้ว” อิฐพูดพร้อมสูดหายใจลึก

“...”

“วงศ์วรเวชจะดำรงอยู่ตลอดไป และจะกลายเป็นเครื่องจักรผลิตเงินเพื่อช่วยเหลือสังคม เราจะสร้างระบบการคัดสรรผู้บริหารเงินเพื่อการกุศลและระบบการตรวจสอบย้อนกลับให้ระบบนี้เกิดความโปร่งใสสำหรับทุกฝ่าย ผมคุยกับหมอว่านแล้ว หมอว่านยินดีที่จะรับหน้าที่ในการบริหารเงินการกุศลก้อนนี้โดยไม่ร้องขอค่าตอบแทนแม้แต่บาทเดียว ท่านสามารถให้หมอว่านบริหารเงินก้อนหนึ่งก่อนจนวางใจในความโปร่งใสได้ 10 ปี 20 ปี อาจจะเพียงพอที่พิสูจน์ความจริงใจของพวกเรา และว่านจะทำการคัดสรรคนที่มีความโปร่งใสเพียงพอที่จะมารับหน้าที่ต่อ หลังจากที่เขาเสียชีวิตไป ระบบจะวนไปแบบนี้ตลอดไป” อิฐพูดด้วยใจที่ชื้นขึ้นเป็นลำดับ เมื่อเห็นว่าผู้ใหญ่ทั้งสองคนนิ่งและรับฟังอย่างตั้งใจ

“อืม” เจ้าของตำแหน่งเก้าอี้ตัวใหญ่ตอบรับในลำคอแบบใหม่แสดงความเห็นใดเพิ่มเติมออกมา

“โรงพยาบาลวงศ์วรเวชจะประกอบด้วยการคานอำนาจจาก 3 ส่วน ส่วนแรกคือฝ่ายบริหารที่เราสามารถสรรหาผู้มีความสามารถที่เหมาะสมมาบริหารได้ เหมือนกับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์อื่น ส่วนที่สองคือฝ่ายการกุศล ฝ่ายนี้จะตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร และนำเงินผลประโยชน์ที่ได้รับจากการประกอบธุรกิจไปตอบแทนสังคมเป็นสาธารณะประโยชน์ และสุดท้าย ส่วนของผู้สอบบัญชี เราจะใช้ระบบการตรวจสอบจากทั้งภายนอกและภายในเพื่อให้องค์กรดำเนินไปด้วยความโปร่งใส ทีมงานทั้งสามส่วนจะตรวจสอบซึ่งกันและกัน”

“...”

“โรงพยาบาลวงศ์วรเวชจะกลายเป็นองค์กรเพื่อสาธารณชนอย่างสมบูรณ์แบบ ที่แสวงหากำไรแต่นำกำไรนั้นมาตอบแทนสังคม โดยระบบบริหารจัดการทั้งหมดจะดำเนินไปตามกฎระเบียบหรือธรรมนูญที่เราวางแผนไว้ เพื่อที่จะให้มั่นใจได้ว่า โรงพยาบาลวงศ์วรเวชจะดำรงอยู่ไปได้นานแสนนาน แม้จะขาดตระกูลผู้ก่อตั้งคอยเฝ้ารักษาดูแล” อิทธิกรจบประโยคยาวเหยียด พร้อมก้มหัวลงอย่างจะขอความกรุณา




“ความพยายามทั้งหมดนี้เพื่อที่คุณจะขอคบลูกชายผมได้อย่างชอบธรรมเหรอ”

ประธานบริษัทไม่แสดงความเห็นใดจากแผนการที่ชายหนุ่มนำเสนอ แต่กลับถามต่อมาพร้อมกับหรี่ตาลงพร้อมจับตาดูอีกฝ่ายนิ่งอย่างสนใจ

“ครับ ผมยอมรับว่าสิ่งที่ผมทำไปทั้งหมด เพื่อที่จะให้ผมได้กลับมาคบกับลูกชายของคุณมนตรีและคุณกุศยาอีกครั้ง ช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมาคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตผม และผมจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้มันจบลง” อิฐพูดพร้อมก้มหัวลงน้อยๆ

“แล้วนี่คุณพูดจบหรือยัง” คุณมนตรีถามต่อด้วยเสียงนิ่ง

“คุณคะ” คุณกุศยาพูดออกมาเบาๆ อย่างตกใจ เมื่อเห็นสามีของตนพูดอย่างไม่ค่อยเป็นมิตร

“ขอโทษครับท่าน แต่ยังไม่จบครับ”

อิฐประสานสายตากับชายอีกคนในห้องอย่างนิ่งสงบ ท่าทีนั่นปราศจากความก้าวร้าว แต่เป็นอากัปกิริยาที่ต้องความแสดงถึงความมั่นคง

“งั้นก็ว่ามาให้จบ” ชายวัยกลางคนพูดต่อด้วยสีหน้าที่เดาความรู้สึกได้ยาก




“ผมมีเรื่องจะขอร้องท่านทั้งสองคนครับ” อิฐพูดพร้อมยกมือขึ้นไหว้และก้มหัวลงอีกครั้ง

“ขอ? คุณกำลังจะขอให้ผมให้ผมยกลูกชายให้คุณเหรอ คุณอะไรนะ อ้อ คุณอิทธิกร”

เสียงของชายวัยกลางคนพูดขึ้นเป็นเสียงสูงในทีแรก ก่อนจะพูดต่อออกมาจนทำเอาคนฟังใจหายอย่างบอกไม่ถูก จนสุดท้าย คุณมนตรีก็พูดพร้อมหยิบใบแจ้งความประสงค์นัดพบขึ้นมาอ่านชื่ออีกฝ่ายเป็นการปิดประโยค

“เปล่าครับ ผมจะไม่ขอให้ท่านทั้งสองยกไป๋ให้ผม เพราะผมรู้ว่าเรื่องนี้ต้องใช้เหตุผลและข้อเท็จจริงในการตัดสินใจ มันคงจะไม่ใช่เรื่องที่ขอกันได้” อิฐตอบ

“แล้วคุณจะขออะไรคะ” คราวนี้เป็นฝ่ายคุณกุศยาถามขึ้นมาบ้าง

“ผมขอร้องว่าหากท่านทั้งสองไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ ท่านทั้งสองช่วยทำเหมือนกับท่านไม่เคยได้ยิน หรือไม่เคยรับรู้สิ่งที่ผมเพิ่งพูดไปทั้งหมดจะได้ไหมครับ” อิฐพูดพร้อมก้มหัวลงอีกครั้ง

“...”

“ไป๋รักพวกท่านทั้งสองคนมาก รักจนไม่กล้าแม้แต่จะบอกสิ่งที่ตัวเองแบกรับไว้มาตลอด ไป๋เลือกที่จะบอกเลิกผมทั้งที่เราคบกันมา 10 ปี เพราะไป๋รู้ดีว่าหากเค้าปรึกษากับผมเพื่อหาทางออก ผมจะดึงดันและมาขอร้องขอความเห็นใจจากท่านทั้งสอง ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ไป๋ยอมรับไม่ได้”

อิฐพูดพร้อมน้ำตาที่ซึมออกมาอย่างห้ามไม่ได้อีกครั้ง น้ำตาของชายหนุ่มไหลออกมาจนเจ้าตัวไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าสบตาผู้ใหญ่สองคนตรงหน้าเพราะกลัวว่าจะแสดงความอ่อนแอหมดรูปนี้ให้เห็น อิฐพยายามควบคุมเสียงเครือให้สงบนิ่ง แต่ก็ดูจะไม่เป็นผลเลย

“ทำไม” เสียงคนเป็นพ่อถามขึ้นอย่างสงสัย

“ไป๋กลัวท่านจะรับสิ่งที่เค้าเป็นไม่ได้ ไป๋กลัวจะทำให้ท่านทั้งสองผิดหวังและเสียใจ ไป๋บอกกับผมว่าโอกาสที่จะบอกพวกท่านมีเพียงครั้งเดียว และถ้าหากพวกท่านรับไม่ได้ เค้าจะไม่สามารถเรียกคำพูดนั้นกลับคืนมาได้ตลอดชีวิต เค้าจึงเลือกที่จะอยู่ไปแบบนี้ดีกว่า ดีกว่าจะสร้างความเสี่ยงที่จะทำให้ท่านทั้งสองต้องเสียใจ” อิทธิกรพูดพร้อมน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด

“ไป๋” คุณกุศยารำพึงขึ้นมาด้วยเสียงเบา

“การมาของผมในครั้งนี้จึงอาจจะเป็นสิ่งที่ไป๋กลัวที่สุด แต่ผมก็แค่อยากจะมาขอโอกาส ขอโอกาสให้รู้สักครั้งก่อนว่าผมไม่ได้รับคำอนุญาต ถ้าทุกอย่างในชีวิตผมจะกำหนดให้ผมลงเอยกับไป๋ไม่ได้ ผมจะยอมตัดใจ แต่ท่านครับ ไป๋สำคัญกับผมมาก สำคัญมากในระดับที่ถึงแม้จะมีโอกาสประสบความสำเร็จเพียง 0.001% แต่ผมก็ต้องพยายามไขว้คว้าโอกาสนั้นมา”

“น่าสนใจดีนี่” คุณมนตรีกึ่งพูดกึ่งบ่นอยู่ในลำคอ

“ถ้าท่านไม่อนุญาต ผมยินดี และผมเข้าใจทุกอย่าง ผมขอแค่เพียงอย่างเดียวคือขอให้ท่านทั้งสองปฏิบัติกับไป๋เหมือนเดิม และทำเหมือนท่านไม่เคยได้ยินสิ่งที่ผมมาขอร้องท่านวันนี้ก็พอครับ”

อิทธิกรพูดพร้อมกับยกมือขึ้นพนมไหว้ด้วยน้ำตาที่ยังคลออยู่ที่ดวงตาทั้งสองข้าง ชายหนุ่มได้พูดออกไปจนหมดสิ้นทุกอย่างที่ต้องการจะพูดแล้ว ที่เหลือก็คงต้องเป็นไปตามโชคชะตา อาจจะเป็นอย่างที่ไอ้ว่านบอก คือแค่ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดก็เพียงพอ




“คุณ”

เสียงของชายวัยกลางคนดังขึ้น พลางพยักพเยิดหน้าไปทางภรรยาของตนเอง คุณกุศยามองนิ่งเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยอมลุกขึ้นเดินไปจากเก้าอี้แต่โดยดี หญิงสาวไปกลางคนเดินห่างจากโต๊ะทำงานของประธานกรรมการบริษัทไปยังชั้นหนังสือด้านหลังของห้อง คุณกุศยามีท่าทีลังเลเล็กน้อยแต่ก็เอื้อมมือไปที่ประตูขนาดเล็กที่เหมือนจัดสัดส่วนเป็นห้องแยกอีกห้องหนึ่งโดยตกแต่งให้อีกด้านเป็นชั้นหนังสือ

ประตูที่เปิดออกตามแรงดึงนั้นเผยให้เห็นภาพที่ทำเอาอิฐแทบจะทำหัวใจหล่นหายไปไว้ที่ตาตุ่ม

ผู้ชายคนหนึ่งกำลังยืนอยู่หลังประตูบานนั้นและคงจะได้ยินเรื่องราวจากปากคนแปลกหน้าของห้องนี้มาโดยตลอด คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นถือแก้วกาแฟแก้วหนึ่งอยู่ในมือพร้อมก้มหน้านิ่ง มือที่พยายามประคับประคองแก้วกาแฟที่ตั้งอยู่บนจานรองนั้นสั่นจนช้อนโลหะขนาดเล็กส่งเสียงจากการสั่นไปกระทบแก้วดังไปมา ราวกับว่ามันเป็นเสียงแห่งความวิตกกังวลของเจ้าของมือที่กำลังประคับประคองภาชนะนั่นไว้อย่างสุดความสามารถ

ชายผู้อยู่หลังประตูบานนั้นเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ ดวงตาทั้งสองข้างของร่างบางนั้นแดงก่ำและยังคงมีน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่พยายามจะหักห้าม หรืออีกนัยหนึ่ง เจ้าตัวเองก็คงจะไม่มีความสามารถที่จะหักห้ามสัญลักษณ์ของความเจ็บปวดนี้เอาไว้ได้

ชายผู้นั้นไม่ใครอื่นเลยนอกไปเสียจาก “ไป๋” เจ้าของต้นเรื่องทั้งหมด คนที่ยินดีจะทิ้งความสุขทั้งชีวิตของตนเอง เพื่อชดใช้ให้แก่คำสาปของนามสกุลที่ผู้เป็นพ่อและแม่ได้บรรจงมอบให้มา


“ไป๋!”

อิฐอุทานไปเสียงดังอย่างไม่คาดคิด ไป๋ยืนอยู่ตรงนั้นและคงจะได้ยินเรื่องราวในห้องสี่เหลี่ยมนั้นมาโดยตลอด อิทธิกรได้แต่มองภาพความเจ็บปวดของคนตรงหน้าอย่างไม่อาจจะทำอะไรออกไปสักอย่างได้เลย

“ผู้ชายคนนี้พูดความจริงหรือเปล่า” เสียงของคุณมนตรีดังขึ้นอย่างเรียบสงบ

“พ่อ...” ไป๋หันไปมองบิดาของตนด้วยหยาดน้ำตา

“พ่อถามว่าผู้ชายคนนี้พูดความจริงหรือเปล่า” เสียงเข้มนั่นตอกย้ำมาอีกครั้ง

“...”

ปัณฑูรไม่กล้าแม้แต่จะพูด ชายหนุ่มยืนกัดริมฝีปากแน่นสนิท พร้อมกับประคองถ้วยกาแฟที่ส่งเสียงกระทบกับช้อนคันเล็กซึ่งอยู่ภายใต้มือคู่นั้นที่กำลังสั่นเทา

“ไป๋ ตอบพ่อเค้าไปสิลูก” คุณกุศยาพูดเสียงอ่อนโยน พร้อมกับแตะบ่าลูกชายของคนเบาๆ




“พ่อครับ... ไป๋ขอโทษ”






นายพินต้า

ฝากนิยายเรื่องใหม่ "ใครคือ... อองชองเต!" ด้วยนะ :)

รีบมาลงให้ก่อน จะได้มีอะไรอ่านกันช่วงปลายสัปดาห์ แต่ตอนหน้าอาจมาช้าหน่อยนะ พอดีป่วยประมาณหนึ่ง มึนๆ ขอเวลารักษาตัวแพ๊พน้า ปล. อย่าลืมเมนต์นะ อุตส่าห์มาลงก่อนกำลังตั้งหลายตอนแหนะ >.<

ความคิดเห็น