deeppublishing

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ท่านประธานชวนขึ้นเตียง - ครั้งที่ 7 [100%]

ชื่อตอน : ท่านประธานชวนขึ้นเตียง - ครั้งที่ 7 [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ธ.ค. 2561 08:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ท่านประธานชวนขึ้นเตียง - ครั้งที่ 7 [100%]
แบบอักษร

ขึ้นเตียงครั้งที่ 7

กงจื่อเปยชุย : เขียน,  เฟินเถา : แปล

**ต้นฉบับนี้ยังไม่ผ่านการพิสูจน์อักษร จึงอาจมีคำผิดปรากฏอยู่บ้าง**



หม่าเจายืนรอรถริมถนน

เหนือศีรษะดวงตะวันร้อนแรงแผดเผา เช้าวันนี้วังไห่เสนอว่าจะส่งเขามาที่บริษัท แม้เขายืนกรานต่อต้าน แต่ถูกวังไห่กระแทกกระทั้นรุนแรงสองครั้ง ก็ร้องอืออาตอบตกลงไปแล้ว ดังนั้นรถของเขายังอยู่ที่ลานจอดรถของตึกที่พัก

“วันนี้มันยังไงกันนะ รอครึ่งค่อนวันไม่มีแท็กซี่สักคัน”

ทั้งร้อนทั้งเหนื่อย เหมือนถูกถ่านไฟไร้ความปรานีย่างอยู่บนตะแกรงอย่างไรอย่างนั้น หม่าเจาตอนนี้คิดเพียงกลับไปตากแอร์เย็นๆ ที่ห้องทำงาน

อาจเป็นเพราะสวรรค์เบื้องบนได้ยินคำอธิษฐานวิงวอนของเขา ดังนั้นจึงส่งรถแท็กซี่คันหนึ่งมาช่วยชีวิตเขาไว้

ขึ้นรถแล้ว หม่าเจากระทั่งที่อยู่ก็ไม่ได้บอก บ่นกับโชเฟอร์ซึ่งไม่รู้อีโหน่อีเหน่

“จุดนี้ทำไมรอรถยังไงก็ไม่มีเลย พวกคุณยุ่งมากเหรอ”

“ปกติรถหลายคันแล่นทางนี้ แต่วันนี้ถนนตงต้าทางนั้นรถติด รถไปติดอยู่ตรงนั้นหมด” โชเฟอร์คนซื่อตอบตรงๆ

“ถนนตงต้ารถติดเหรอ” ดวงตาหม่าเจาสว่างวาบ

“ใช่ครับ ติดมาสองชั่วโมงแล้ว” โชเฟอร์เกาใบหู “เคราะห์ดีที่ผมไม่ได้วิ่งทางนั้น ไม่งั้นคุณคงต้องรออีกสองชั่วโมง”

‘ติดได้ดี ติดได้ดี ฮ่าๆๆ’ หม่าเจารู้สึกยินดีอยู่ในใจที่รถติด

“คุณผู้โดยสาร คุณจะไปไหน” พอถึงทางแยก โชเฟอร์จึงนึกขึ้นได้และเอ่ยปากถาม

หม่าเจาบอกที่อยู่ หันหน้าไปทางนอกหน้าต่าง ฟู่ว์!...สบายจริงๆ ถ้าแอร์แรงกว่านี้อีกหน่อยก็จะยิ่งดี

“คุณครับ คุณครับ...”

“มีอะไรเหรอ”

“มือถือคุณดังตั้งนานแล้ว”

“อ้อ ขอบคุณครับ”

ช่วงบ่ายตอนประชุมจึงปรับเป็นระบบสั่น ประชุมเสร็จแล้วลืมปรับกลับมา สั่นอยู่ในกระเป๋าอยู่ตั้งนานกลับไม่รู้สึก โชเฟอร์คนนี้หูดีจริงๆ

“ฮัลโหล”

“ลุง ขอโทษด้วย ผมรอประชุมอยู่ ไปรับคุณตอนเลิกงานไม่ได้ คุณนั่งรถกลับบ้านเองก่อน ระวังตัวด้วย”

“พอแล้ว ฉันไม่ใช่เด็กเล็กๆ ซะหน่อย”

“คืนนี้กลับไปผมเข้าครัวทำอาหารให้คุณเอง”

เข้าครัวทำอาหารเอง? ล้อเล่นอะไรกัน ประเดี๋ยววางยาพิษเขาจนตายจะทำอย่างไร เพื่อชีวิตแล้ว หม่าเจาปฏิเสธข้อเสนอของวังไห่อย่างละมุนละม่อม

“ในบ้านไม่มีกับข้าว”

“ผมจะให้คนส่งไป ไม่ต้องเป็นห่วง” วังไห่ตอบกลั้วหัวเราะ ทำลายแผนการของหม่าเจาจนแหลกสลาย

“ช่างเถอะ ตามใจนาย” หม่าเจาวางสายเอาดื้อๆ ชีวิตแบบนี้เมื่อไหร่จะถึงจุดสิ้นสุดหนอ

“คุณครับ คุณไม่เป็นอะไรนะ” โชเฟอร์ถามอย่างห่วงใย

“ไม่เป็นไร ขับรถดีๆ” หม่าเจายิ้มบอกโชเฟอร์

“อ้อๆ”

โชเฟอร์พยักหน้า เบนสายตากลับไป กระชับเสื้อผ้าแล้วนั่งหลังตรง สายตามองตรงไปเบื้องหน้า

วันนี้กินปลาไหลมากแล้ว ช่วงค่ำเปลี่ยนรสชาติดีกว่า เมื่อวานปลาแซลม่อนที่ต้วนเจ๋อกินดูท่าจะนุ่มมาก ไม่รู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร คืนนี้ลองกินดู คิดอาหารเย็นแล้วเสร็จ แล้วของขวัญของเมิ่งฉินเหยียนล่ะ จะให้ของปลุกเซ็กซ์เหมือนต้วนเจ๋อก็คงไม่ได้ เขาไม่มีวันเข้าร้านขายของผู้ใหญ่แบบนั้นหรอก มันน่าอายเกินไป ทำไมคนที่เขารู้จักล้วนเป็นเศรษฐี คนมีเงินไม่ขาดแคลนอะไร ไม่รู้จริงๆ ว่าสมควรซื้ออะไรให้

ช้าไปแค่สองวินาทีก็พลาดไฟเขียวไป ได้แต่จอดรอให้คนข้ามถนน

หม่าเจามองไปนอกหน้าต่างอย่างเซ็งในอารมณ์ ทันใดนั้นรถเฟอร์รารี่สีแดงอันคุ้นตาก็ดึงดูดสายตาเขา รถรุ่นเดียวกันไม่ใช่มีเพียงคันเดียว แต่เขามองเพียงแวบเดียวก็ดูออกว่าเป็นรถของวังไห่ เพราะหน้ารถแขวนสายลูกประคำเส้นหนึ่ง ฟังวังไห่ว่าแม่ของเขาไปขอจากวัดเส้าหลินให้เขาเป็นการเฉพาะ ไปขอสายประคำจากวัดเส้าหลิน หม่าเจาเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก ดังนั้นจึงพินิจมองหลายครั้ง จำสายประคำเส้นนี้ได้อย่างลึกล้ำ

ไหนว่าประชุมไม่ใช่หรือ ทำไมรถถึงจอดตรงนี้

หม่าเจากำลังตรึกตรอง วังไห่ก็ปรากฏตัวขึ้น ควงสตรีร่างสูงโปร่งทรวดทรงโค้งเว้าในชุดกระโปรงยาวสีแชมเปญออกมาจากร้านอาหาร เนื่องจากห่างกันพอประมาณ ดังนั้นหม่าเจาจึงเห็นลักษณะของผู้หญิงคนนั้นไม่ชัดเจนนัก แต่จากประสบการณ์การส่องผู้หญิงมาหลายปีของเขา ดูเพียงรูปร่างและเค้าโครง ก็พอเดาออกว่าต้องเป็นผู้หญิงสวยอย่างแน่นอน

ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นพูดอะไร วังไห่จึงยิ้มอย่างเหนียมอาย

ใช่ ยิ้มอย่างเหนียมอาย

การตอบโต้ของทั้งคู่ทำให้หม่าเจาคล้ายกินแมลงวันอย่างไรอย่างนั้น ท้องไส้ปั่นป่วนคลื่นเหียน อัดอั้นตันใจ ออกจะพะอืดพะอมจนอยากอาเจียน

ในตอนนี้ ไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว รถเคลื่อนตัว ค่อยๆ ทิ้งสองคนนั้นไว้ด้านหลัง

“คุณครับ ไม่เป็นไรใช่ไหม แอร์เปิดเย็นไปหรือเปล่า”

“ไม่เป็นไร รีบขับรถเร็ว ผมอยากอาเจียน”

“ให้ผมหยุดรถก่อนไหม”

“เปิดแอร์แรงหน่อย อบอ้าวเกินไป”

“อ้อๆ” โชเฟอร์ปรับอุณหภูมิแอร์ลดลงสามองศา “แบบนี้โอเคไหมครับ”

“ปรับแรงอีกหน่อย”

“แบบนี้ได้หรือยังครับ” “ช่างเถอะ เท่านี้ก็พอ”

ลูกค้าคือพระเจ้า แม้เย็นจนขนลุกซู่ ก็ต้องทำให้ลูกค้าพอใจ โชเฟอร์กัดฟันแน่นพลางครุ่นคิด

โชคดีที่บ้านของหม่าเจาอยู่ไม่ไกล โชเฟอร์ถูกแช่แข็งอยู่ครึ่งชั่วโมงก็หลุดพ้นสภาพทรมาทรกรรมแบบนี้ได้ แม้อุณหภูมิภายนอกสูงถึงสามสิบห้าองศา แต่ถ้าเลือกได้ เขายอมตากแดดด้านนอกดีกว่า

“คุณครับ ถึงแล้ว”

เสียงของโชเฟอร์เรียกวิญญาณของหม่าเจากลับคืนมา จ่ายค่าโดยสารแล้วลงจากรถ พลันสั่นสะท้านไปทั้งตัว สิ่งใดที่เรียกว่าร้อนหนาวสลับผลัดเปลี่ยน เขาตระหนักอย่างลึกซึ้งในตอนนี้

กลับถึงบ้าน วางของลง ไปแช่น้ำอุ่นอาบน้ำ ครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นก็สวมชุดนอนออกมา นั่งดูโทรทัศน์บนโซฟาอยู่พักหนึ่ง ออกจะหิวแล้ว โทรศัพท์ไปสั่งร้านอาหารให้มาส่ง ปลาแซลม่อนย่าง ปีกไก่ และซุปบร็อกโคลี่

ติ๊งต่อง...

เพิ่งวางโทรศัพท์ลง กริ่งประตูก็ดังขึ้น ระดับความเร็วเทียบเท่าจรวด แต่น่าเสียดาย เขาคิดมากเกินไปแล้ว ผู้ชายอายุเกือบสี่สิบที่ยืนหิ้วถุงเล็กถุงน้อยพะรุงพะรังอยู่หน้าประตู เด่นชัดว่าเขาไม่รู้จัก

“คุณเป็นใคร”

“ขอถามหน่อยครับว่าคุณวังพักที่นี่หรือเปล่า”

“คุณวัง วังไห่?”

“ครับ”

“เขาพักที่นี่ชั่วคราว มีธุระอะไร”

“นี่คือของที่เขาให้ผมส่งมา มอบให้คุณหรือให้ผมหิ้วเข้าไปครับ”

หม่าเจาขมวดคิ้วมุ่น รับกับข้าวกับปลาจากมือชายผู้นั้น

“ให้ผมไว้ก็ได้แล้ว”

หลังจากผู้ชายคนนั้นจากไปแล้ว หม่าเจาก็หันหลังกลับเข้าห้อง ถือกับข้าวไปโยนวางเรื่อยเปื่อยที่ห้องอาหาร และไม่สนใจอีก วังไห่จะทำอาหารก็ทำไป อย่างไรเสียห้องครัวตั้งอยู่ตรงนั้นมาสิบกว่าปีไม่เคยแตะต้อง

ครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น กริ่งประตูก็ดังขึ้น คราวนี้หม่าเจามั่นใจว่าเป็นอาหารค่ำที่เขาสั่งมาส่ง ไม่ผิดจากที่คาด ทันทีที่เปิดประตูก็มองเห็นใบหน้าเล็กสดใสของหนุ่มส่งอาหารตามบ้าน

“คุณหม่า อาหารที่คุณสั่งมาถึงแล้ว วันนี้ฉลองครบรอบร้านเรา ดังนั้นเชฟจึงมอบน้ำแกงตัวเดียวอันเดียวเสือบำรุงกำลังให้คุณหนึ่งชุด กินให้อร่อยนะครับ”

“ฝากขอบคุณเชฟให้ด้วย” หม่าเจาเปิดกระเป๋าสตางค์ หยิบธนบัตรใหญ่สุดมาสองใบ “ไม่ต้องทอน เอาไปซื้อบุหรี่”

ทุกครั้งที่มาส่งข้าวให้หม่าเจาจะได้เงินทิปไม่น้อย ดังนั้นหนุ่มส่งข้าวจะส่งข้าวมาถึงมือหม่าเจาให้เร็วที่สุด เพื่อรับประกันว่าหม่าเจาจะได้ลิ้มรสอาหารเลิศรสที่สุดก่อนใครเพื่อน

แกร๊ก!

ประตูถูกกุญแจไข หม่าเจาได้ยินเสียง ศีรษะก็ไม่เงย ยังคงกินอาหารต่อไป

กลับเป็นวังไห่ที่เห็นหม่าเจากินอาหารสั่งจากร้านอีกแล้ว ออกจะโมโห ไม่ใช่บอกแล้วหรือว่าให้รอเขากลับมาทำอาหารให้กิน เขายังสั่งให้คนส่งกับข้าวมาก่อน และรีบจัดการธุระในมือให้เสร็จ เตรียมแสดงฝีมือให้กระเพาะของหม่าเจาตกเป็นเชลย คิดไม่ถึงว่าหม่าเจาไม่ได้สนใจไยดีเขาเลยสักนิด

“ลุง ผมบอกในโทรศัพท์ไม่ใช่เหรอว่าให้รอผมกลับมาทำให้กิน” วังไห่ยิ้มอย่างอ่อนโยนน่าชิดใกล้ “ทำไมคุณถึงสั่งอาหารข้างนอกอีก”

“นายกลับมาเสียดึกขนาดนี้ ฉันหิวแล้ว”

หม่าเจามองปากหุบเข้าอ้าออกของพิธีกรผมมันหน้าพอกแป้งในจอโทรทัศน์ต่อไป ทว่าบนหน้าจอพูดอะไรเขาฟังไม่รู้เรื่องสักคำ

ปกติหม่าเจากินข้าวเย็นตอนหกโมงครึ่ง ตอนนี้หนึ่งทุ่ม หิวแล้วสั่งอาหารจากร้านข้างนอกก็เป็นเรื่องปกติ เขาเองก็ไม่อาจทนปล่อยให้หม่าเจาหิว จึงถอนหายใจ ได้แต่โทษตนเองที่กลับมาดึกเกินไป

“พรุ่งนี้ผมจะกลับมาเร็วหน่อย สั่งแต่ร้านข้างนอกมาทุกวันจะได้สารอาหารไม่ครบ”

“อืม”

ปกติพูดสองประโยคมักสบถคำว่า “แม่ง!” หรือพองขน ถลึงตา แต่วันนี้กลับเงียบขรึม ทำให้วังไห่ไม่คุ้นชิน นั่งลงข้างตัวหม่าเจา วังไห่ถามขึ้นว่า

“โทรทัศน์สนุกไหม”

“สนุกกว่านาย”

หม่าเจาพูดจบ กลิ่นที่ไม่ใช่ของเขาทั้งคู่โชยเข้าจมูก สำหรับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำหอมสตรีเขาไม่เคยรู้สึกรังเกียจ ทว่าในตอนนี้ช่วงเวลานี้ กลิ่นน้ำหอมที่อวลมาจากตัววังไห่ทำให้หม่าเจาขมวดคิ้วมุ่น รีบเขยิบไปข้างๆ

“ลุง คุณเป็นอะไรไป”

ท่าทางรังเกียจของหม่าเจาและจงใจออกห่าง ทำให้วังไห่รู้สึกไม่ชอบมาพากล

“รู้สึกร้อนนิดหน่อย อย่าเข้ามาใกล้มาก”

หม่าเจาสะกดกลั้นความรู้สึกรังเกียจในใจ

แม้เน้นหนักอยู่ตลอดเวลาว่าการคบหาของพวกเขาทั้งคู่เป็นเรื่องเซ็กซ์ไม่พูดเรื่องรัก แต่คู่นอนก็มีกฎเกณฑ์ของคู่นอน อย่างน้อยขณะที่คบหากันก็ไม่ควรนอกใจกระมัง หลังจากเขาข้องเกี่ยวกับวังไห่แล้ว ก็ไม่มีความสัมพันธ์กับบรรดาสาวคู่ขาในอดีตอีก นี่คือความเคารพที่เขามีต่อวังไห่ แต่วังไห่กระทำเรื่องอะไรลงไป วินาทีก่อนหน้ายังเอ่ยว่าชอบเขา วินาทีถัดไปก็เกาะแกะกับผู้หญิงอื่น ออกจากร้านอาหารก็ผ่านไปสามชั่วโมงกว่าแล้ว ไม่แน่ว่าอาจเสร็จกิจในโรงแรมไปแล้วสองหน กระทั่งบนเสื้อผ้ายังอวลกลิ่นน้ำหอม

วังไห่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาไม่ใช่คนไร้ความอดทน เขายอมรับที่หม่าเจาตะโกนตะคอก โมโหโทโส พูดคำหยาบใส่เขาได้ แต่ไม่อาจยอมรับอารมณ์แง่งอนมึนตึงของหม่าเจา มีอะไรไม่ยอมพูดกันตรงๆ เอาแต่เก็บกดไว้ในใจ

“ลุง คุณไม่สบายใจอะไรหรือเปล่า” วังไห่ยิ้มอย่างหล่อเหลาที่สุด มุมปากยกขึ้นสามร้อยหกสิบองศา

“ไม่นี่ ฉันสบายใจดีมาก” หม่าเจาวางตะเกียบลง หันหน้ามายิ้มยิงฟันให้วังไห่ มุมปากหยักโค้ง ยิ้มจนตาหยี ฟันขาวสะอาดทำให้วังไห่ใจเต้นไม่เป็นส่ำ กดคนล้มลงไปแนบบนโซฟาอย่างแรง จากนั้นก็ประกบจูบดื่มด่ำ

เพิ่งบดจูบบนริมฝีปากก็ถูกหม่าเจาผลักออกโดยแรง ยกหลังมือขึ้นปาดเช็ดน้ำลายบนริมฝีปากอย่างรังเกียจ

“ตัวนายเหม็นกลิ่นอะไรมาทั้งวัน เหม็นจะตาย รีบไปอาบน้ำ อย่ามาทำเลอะโซฟาฉัน เพิ่งซื้อมาใหม่”

“ทำเลอะแล้ว ผมจะซื้อให้ใหม่” วังไห่ยิ้มพลางปีนลุกจากพื้น

“ไสหัวไป!” หม่าเจาถลึงตาใส่วังไห่แวบหนึ่ง “ฉันไม่อยากได้เงินของนายหรอก”

“คุณไม่อยากได้เงินของผม แต่ผมขอให้คุณอยากได้ ได้ไหม” วังไห่ถามอย่างตีรวน

“แม่ง! ฉันเองมีเงินเยอะแยะ ไม่จำเป็นต้องอยากได้เงินนาย” มองหน้าวังไห่แล้วนึกถึงฉากที่เห็นขณะนั่งอยู่ในรถแท็กซี่วันนี้ ไม่รู้ด้วยเหตุใด มือค่อยๆ กำหมัด คันไม้คันมือ อยากอัดคนตรงหน้า ทำอย่างไรดี

วังไห่ลุกขึ้นยืน ตบปัดกางเกงพลางบอกหม่าเจาว่า

“ผมไปอาบน้ำก่อน เดี๋ยวทำของหวานให้คุณกิน”

หมัดที่กำแน่นของหม่าเจาคลายออก แล้วกำแน่นอีกครั้ง ขณะคลายมือออก กลางอุ้งมือทิ้งรอยเล็บจิกลึกไว้หลายรอย เขาเองก็ไม่รู้ว่าตนกำลังโกรธอะไร อารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้ช่างสลับซับซ้อนนัก

ความรู้สึกมันเหมือนกับว่า เดิมทีคุณไม่ชอบกินน้ำตาล วันหนึ่งถูกบีบให้กินวันละก้อน น้ำตาลหวานมาก แม้ไม่ถูกปากคุณ แต่ก็กินจนชินแล้ว ไม่ได้กินเพียงหนึ่งวันก็รู้สึกกระสับกระว่าย แต่ในตอนนี้เอง จู่ๆ คุณก็พบว่าน้ำตาลที่คุณกินก่อนหน้านั้นเป็นน้ำตาลที่คนอื่นกินเหลือ กระทั่งเคยถูกอมดูดอยู่ในปาก ไม่เพียงเปรอะน้ำลายคนอื่น อมเสร็จยังคายออกมาห่อด้วยกระดาษอย่างดี จากนั้นยื่นส่งมาตรงหน้าคุณ เอ่ยอย่างไร้ความละอายต่อคุณว่า นี่คือสิ่งที่ผมตระเตรียมให้คุณอย่างพิถีพิถัน มอบให้คุณเพียงคนเดียว

น่าขยะแขยงนัก และที่น่าขยะแขยงมากกว่านั้นก็คือเขาถึงกับเชื่อคำลวงนี้มาตลอด ยังคิดว่าน้ำตาลที่ได้ลิ้มรสในระยะนี้เป็นสิ่งที่หมอนี่เตรียมให้อย่างเอาใจใส่ แม้ปากจะไม่พูด แต่ภายในใจกระหยิ่มยิ้มย่องภาคภูมิ ในความภาคภูมิยังแฝงด้วยความตื่นเต้นตื้นตัน

ถูกหลอกแล้ว ถูกปั่นหัวแล้ว ถูกล่อลวงแล้ว ถูกร่วมรักแล้ว...

หม่าเจางอนิ้วนับเรื่องที่ถูกทำร้ายไปทีละข้อ นับไปๆ ก็พบว่า นอกจากด้านหลังถูกชำแรกเป็นสองกลีบแล้ว ก็ไม่มีความเสียหายเป็นรูปธรรมอื่นใด มองหน้าจอที่ปรากฏภาพตำรวจต่อสู้กับคนร้ายขึ้นมากะทันหัน สองตาส่องประกายวาบ เรื่องถูกชำแรกน่าสำราญเช่นนี้ เขาจะลิ้มลองเสพสุขคนเดียวก็ไม่สมควร ตามธรรมเนียมมีรับก็ต้องมีให้ เป็นเรื่องสมควรยิ่ง หึๆ...

หลังจากวังไห่อาบน้ำเสร็จแล้วมักไม่สวมเสื้อผ้า อยู่ภายในบ้าน ปิดม่านสนิทแล้ว เขาก็ล่อนจ้อนไปทั่ว เพียงแต่ตอนนี้เขาอาศัยชายคาบ้านคนอื่น เดินเปลือยไปทั่วเหมือนจะไม่ค่อยเหมาะสม ดังนั้นเขาจึงใช้ผ้าเช็ดตัวพันส่วนล่างที่สำคัญที่สุดของร่างกาย เมื่อออกมาที่ห้องรับแขก นอกจากของที่หม่าเจากินเหลือแล้ว ก็ไม่มีอะไรอื่น คงไม่ได้ออกไปบาร์หรอกนะ ประหวัดถึงฉากที่ได้เห็นในบาร์เหล้าเมื่อคราวก่อน สีหน้าวังไห่เคร่งขรึมลง ลุงไม่เชื่อฟัง ก็อย่าโทษว่าเขาใจร้ายก็แล้วกัน

“นายยืนบื้ออะไรอยู่”

ขณะที่วังไห่กำลังตรึกตรองว่าจะลงโทษหม่าเจาอย่างไรดี หม่าเจาก็กลับมา บนใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มเจิดจ้า

“คุณไปไหนมา” เศษน้ำแข็งบนใบหน้าวังไห่ค่อยๆ ละลายไปพร้อมการปรากฏตัวของหม่าเจา

“ยาล้างตาใช้หมดแล้ว ลงไปซื้อ” กลัวว่าวังไห่จะไม่เชื่อ หม่าเจาล้วงยาล้างตาออกมาจากถุง วางไว้อีกฟาก “นายบอกว่าจะทำของหวานไม่ใช่เหรอ”

“กำลังจะทำ”

วังไห่พูดพลางเดินไปทางครัว แบ่งประเภทผักผลไม้และเนื้อสดที่วางระเกะระกะบนโต๊ะแล้วเก็บเข้าตู้เย็น แม้ในตู้เย็นบ้านหม่าเจานอกจากเบียร์และเครื่องดื่มแล้วก็ไม่มีอะไรอื่นอีก แต่ทุกสัปดาห์เมื่อแม่บ้านมาทำความสะอาดจะวางมะนาวหนึ่งลูกเข้าไปในตู้เย็น เมื่อเปิดตู้เย็นจะได้กลิ่นหอมสดชื่น

หม่าเจายืนอยู่หน้าประตูครัว ดวงตาจับจ้องเขม็งไปยังบั้นท้ายที่โก่งขึ้นเพราะวังไห่ค้อมเอวอยู่ตรงหน้า ไม่กลมกลึง ไม่ใหญ่นัก แต่ว่าแน่นตึงงอนงามเพียงพอ สัมผัสมือก็ดีมาก ไม่รู้ว่าหลังแหวกสองแก้มก้นนั้นออก ด้านในจะน่าทัศนาถึงเพียงใด

เพียงแค่คิดว่าโพรงหลังที่ไม่เคยถูกผู้ใดรุกรานของวังไห่ตอดรัดท่อนเนื้อของเขาอย่างเร่าร้อน สองขาตรงแน่วเรียวยาวเกาะเกี่ยวบั้นเอวแน่น สองแขนโอบรอบลำคอ คิ้วขมวดมุ่นภายใต้การกระแทกชนไม่หยุดของเขา ริมฝีปากแดงเผยอเล็กน้อย โหยครางกระเส่า

ทำไมจมูกถึงได้แสบร้อนคันยุบยิบ

“ลุง คุณเลือดกำเดาไหลแล้ว!”

เสียงร้องอย่างตกใจของวังไห่ดึงหม่าเจาให้กลับจากความฝันอันบรรเจิด มองเห็นหยดเลือดบนพื้นจึงรีบอุดจมูกไว้

“ระยะนี้อากาศร้อนเกินไปแล้ว ร้อนในจนได้ ฉันไปล้างก่อน”

วังไห่ยิ้มอย่างระอาใจ ดื่มน้ำแกงตัวเดียวอันเดียวเสือชามเบ้อเริ่มขนาดนั้น ไม่ร้อนในก็แปลก

เดิมทีคิดจะทำอาหารเย็นเปี่ยมด้วยคุณค่าทางอาหารให้หม่าเจา แต่อีกฝ่ายกินอาหารจากร้านข้างนอกแล้ว ได้แต่รอทำให้พรุ่งนี้ สมัยเรียนมัธยมต้น เขาเคยทำงานพิเศษช่วงหน้าร้อนที่ร้านขายขนมหวาน มีความรู้ความเข้าใจเรื่องของหวานดีในระดับหนึ่ง คืนนี้เตรียมทำเค้กชาเขียวให้หม่าเจาดีกว่า

หลังจากหม่าเจาหยุดเลือดกำเดาแล้ว ก็แช่น้ำอุ่นอาบน้ำอย่างสบาย มองสิ่งของที่เขาวิ่งลงไปซื้อเป็นการเฉพาะเมื่อครู่ อดยิ้มสัปดนไม่ได้ ออกจากห้องน้ำก็ได้กลิ่นชาเขียวเข้มข้น อารมณ์ดีขึ้นเป็นกอง เขาไม่ค่อยชอบเค้กนัก แต่เค้กชาเขียวเป็นกรณียกเว้น

“ผมทำโรลเค้กชาเขียว คุณชอบ...ไหม”

หม่าเจาสวมชุดนอนผ้าไหมตัวหลวม ผ่าคอจากกระดูกไหปลาร้าลงมาถึงเหนือสะดือหนึ่งนิ้ว เผยให้เห็นแผงอกขาวผ่อง หัวนมสีชมพูนุ่มนิ่มที่ไม่สอดคล้องกับอายุของเขาโผล่ให้เห็นวับแวมใต้การบดบังของชุดนอนสีขาว

“คิดไม่ถึงว่านายทำเค้กเป็นด้วย!”

หม่าเจาไม่แยแสสายตาโลมเลียของวังไห่ เดินมาหยุดตรงหน้าอีกฝ่าย หยิบเค้กที่อยู่ในมือเขาไปนั่งละเลียดลิ้มรสที่หน้าโต๊ะอาหาร เพียงคำแรกก็ทำให้เขาปรือตาอย่างปลาบปลื้มยินดี รสสัมผัสฟูนุ่ม หวานแต่ไม่เลี่ยน กลิ่นหอมชาเขียวเข้มข้น ครีมที่ม้วนอยู่ด้านในละลายในปาก เนียนเรียบกว่าผิวของวังไห่เสียอีก

“เป็นยังไง อร่อยไหม” วังไห่ก็หยิบมาชิ้นหนึ่ง นั่งกินอยู่ข้างๆ เป็นเพื่อนหม่าเจา

เห็นท่าทางรอคอยของวังไห่ หม่าเจากระแอมกระไอสองเสียง เอ่ยอย่างเย่อหยิ่ง

“พอใช้ได้”

วังไห่อมยิ้ม กินไม่หยุดปากอย่างนี้ ยังบอกว่าพอใช้ได้?

“ถ้าคุณชอบกิน ต่อไปผมจะทำให้กินทุกวัน” วังไห่ฉวยโอกาสเอ่ยคำรักโจ่งแจ้งต่อเนื่อง

“พวกเค้กแบบนี้ นานๆ กินชิ้นสองชิ้นจะอร่อยไม่รู้ลืม แต่ถ้ากินทุกวัน ไม่เลี่ยนตายก็คงเอียน” หม่าเจาเอ่ยแฝงความนัยลึกซึ้ง

“หากเป็นสิ่งที่ผมชอบ ต่อให้ต้องกินสามมื้อทุกวัน ก็ไม่มีวันเอียนเลี่ยน” วังไห่จ้องหม่าเจาตรงๆ “ลุง คุณว่างั้นไหม”

ดวงตายาวรีราวกับหลุมดำมืดไร้จุดสิ้นสุดดูดวิญญาณผู้คน หม่าเจาที่จิตใจไม่แข็งแกร่งมักถูกดึงดูดจนตกอยู่ในเงื้อมมือวังไห่โดยไม่รู้ตัว  เคราะห์ดีที่ทุกครั้งเขายังควบคุมได้ ไม่ถึงขั้นปล่อยให้วิญญาณตนเองถูกสูบไป

“ใครจะไปรู้กับนาย ฉันไม่ใช่พยาธิในท้องนายซะหน่อย” หม่าเจาแค่นเสียงตอบ

“ผมว่าคุณรู้กระจ่างชัดแจ้งมาก” ดวงตาลึกเข้มของวังไห่จับจ้องหม่าเจาเขม็ง

หม่าเจาแลบลิ้นเลียครีมที่ติดอยู่ข้างริมฝีปาก ปลายลิ้นยังตวัดที่ริมฝีปากล่างหนึ่งรอบก่อนหดกลับเข้าปาก ปรือตาน่าพิสมัย มองวังไห่อย่างคลุมเครือ

“กระจ่างชัดแจ้งอะไร”



โปรดติดตามต่อในเล่ม

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น