เจ้านิ้วดำ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอน 13 [110%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.6k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ธ.ค. 2561 19:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน 13 [110%]
แบบอักษร

13

​-------------------



ครั้งหนึ่งตรีภพก็เคยเห็นเรือนกายเกือบเปลือยเปล่าของอิษฎีมาก่อน

นั่นเป็นครั้งแรกหลังไม่ได้พานพบสบเจอกันมานานถึงสิบปี อิษฎีคนบ้ากำลังถูกนิมมานรังคัดรังแกราวกับคนเสียสตินั้นเป็นแค่ตัวตลกไว้หาความบันเทิงหรือเป็นแค่กระโถนไว้รองรับความสกปรกระยำต่ำช้าของคน ครั้งหนึ่งในครั้งนั้นยังคงหลงเหลือกางเกงชั้นในปกปิดส่วนสงวน แต่ครั้งนี้มีเพียงเนื้อแท้ปราศจากการปกปิด ให้เขาต้องยืนมองร่างกายสะอาดสะอ้านผิวพรรณนวลผ่องเปิดเปลือยเผยเนื้อแท้รับสายตาจดจ้องสำรวจตรวจจำของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ  

สถานการณ์ตอนนั้นต่างจากสถานการณ์ในตอนนี้ รวมถึงความรู้สึกและสถานะความสัมพันธ์ที่แตกต่างด้วยเช่นกัน ตอนนั้นเขาทั้งโกรธเกรี้ยวและสงสาร อยากที่จะปกป้องช่วยเหลือและปลอบโยนดูแล ไม่ได้มองเรือนกายเปลือยเปล่าของอิษฎีด้วยสายตาที่พินิจพิศมองผ่านความรู้สึกที่แตกต่างและเป็นอื่นอย่างที่เผลอไผลเป็นอยู่นี้

เขาห้ามสายตาของเขาไม่ได้จริงๆ ทั้งที่คนตรงหน้าเขาก็เป็นผู้ชายเหมือนกันกับเขา แต่เมื่อได้มองร่างกายที่คิดว่าเหมือนกันในยามนี้ซึ่งปราศจากอาภรณ์ใดๆ ปกปิดกางกั้น สักชิ้นหนึ่งบนตัวก็ไม่มี เขากลับพบเห็นความแตกต่างในด้านสรีระ

อิษฎีสูงโปร่งสมเป็นเด็กหนุ่มที่กำลังล่วงก้าวเข้าสู่วัยหนุ่ม ทว่าสรีระกลับผอมเพรียว ไม่แบบบางแต่ก็ไม่บึกบึน ทั่วทั้งตัวเวลานี้เปียกชื้นชุ่มฉ่ำเป็นมันวาวแลนุ่มลื่นอิ่มน้ำ เกิดจากการใช้สบู่เหลวกลิ่นหอมทำความสะอาดผิวกาย จนเกิดเป็นฟองบางตาเกาะตามเรือนร่าง

บนแผ่นอกบางขาวเกลี้ยงเกลาผุดผ่องมีสองจุดสีน้ำตาลอ่อนระเรื่อเจือชมพูซีด เพราะเจ้าของแผ่นอกเป็นผู้ชาย จึงไม่ได้มีหน้าอกหน้าใจเต่งตูมเป็นเนินเนื้อ ทว่ามีแค่ยอดอกก็เหมือนจะเพียงพอแล้วที่จะล่อหลอกสายตาและปลุกปั่นความรู้สึกของใครก็ตามที่ได้มองเป็นต้องอยากสัมผัส อยากทำให้ยอดอกจากสีอ่อนซีดเป็นสีแดงชอกช้ำฉ่ำชื้นวาววาม ไม่ต่างจากเร่งให้ดอกตูมชูช่อเบ่งบาน

ตรีภพดูถูกความปรารถนาและแรงดึงดูดมากเกินไปจนกลายเป็นความประมาท เมื่อแรงดึงดูดก่อเกิดพาให้ความปรารถนาจากเบื้องลึกตื่นขึ้น เขาถึงรู้ว่าตัวเองก็มีความต้องการที่จะเป็นใครคนหนึ่งที่อยากสัมผัส

พลันเขาเกิดความคิดไม่เหมาะไม่ควรแล่นปราดปะทุขึ้นสมอง ร่างกายของอิษฎีเป็นสิทธิ์ของเขา ฉะนั้นไม่ใช่ใครก็ได้หรือใครก็ตามมายุ่มย่ามเนื้อตัวอิษฎีได้ นับประสาอะไรกับยอดอกที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้าอาภรณ์เป็นนิตย์ หากใครจะแต่งแต้มสีสันลบความอ่อนซีด ต้องเป็นเขาคนเดียวเท่านั้นที่ได้แต่งแต้มใช้ปากนิ้วเปลี่ยนสีอ่อนซีดให้กลายเป็นผลสุกแดงก่ำ แบบที่กัดกินแล้วก็ไม่มีวันหมด ดูดดื่มเท่าไหร่ก็ไม่มีวันอิ่มเปรมเพียงพอ

ยลได้ต้องมีเพียงเขา ทำได้ต้องมีเพียงเขา

ความคิดหยาบโลนผุดวาบขึ้นมาในหัวแล้วถูกเขายับยั้งกดกลับให้หายไป

มีบริเวณหนึ่งของร่างกายอิษฎีที่เรียกสายตาและรวมความสนใจระคนแปลกใจจากตรีภพได้เป็นพิเศษ จนเขาเผลอแช่สายตาหยุดมองไปที่บริเวณนั้น ตรีภพไม่เคยพบพานผู้ชายที่มีช่วงเอวเว้าคอดและสะโพกผายชัดตา นี่ควรจะเป็นสิ่งที่พึงมีอยู่ในร่างกายของผู้หญิง ธรรมชาติสร้างร่างกายของผู้หญิงให้มีสะโพกผาย เพื่อให้รับกับอุ้งเชิงกราน ยามเมื่อผู้หญิงตั้งครรภ์ สะโพกที่ผายออกจะรองรับการเติบโตของครรภ์และช่วยให้กำเนิดได้ง่ายขึ้น

ผู้ชายก็มีสรีระส่วนนี้ได้อย่างนั้นเหรอ?

ความสงสัยประหลาดใจมลายหายไปในทันทีที่ต่อมาสายตาคมปลาบต้องสบเข้ากับส่วนสงวนกลางลำตัวของคนบ้า เด็กหนุ่มที่อายุห่างจากเขากว่าสิบห้าปี อิษฎีเป็นชายหนุ่มเต็มตัวแล้ว แต่ตรงบริเวณนั้นกลับเกลี้ยงเกลาปราศจากกลุ่มขน ตรีภพกลั้นหายใจตอนที่วินาทีหนึ่งของสายตาทันเห็นน้ำสบู่เหลวไหลร่วงจากส่วนปลายของความเป็นชายที่ยังอ่อนตัวและสีเดียวกับยอดอกไม่ต่าง คล้ำกว่าสีผิวแต่อ่อนและซีดรอรับสัมผัสแต่งแต้มช่วยผลัดเปลี่ยนให้เป็นสีแดงสุกก่ำ

ในเมื่อสองบริเวณที่อ่อนไหวและไวต่อสัมผัสของร่างกายล้วนมีเฉดสีเดียว จุดเร้นลับเบื้องหลังที่สายตาไม่อาจซอกซอนมองไปถึง ไม่ต้องเห็นก็พอเดาได้ว่าคงมีเฉดสีเดียวกันไม่ต่าง

ตรีภพเหมือนได้สติกลับมา เลิกมองเรือนกายเปลือยเปล่า รีบชักสายตาตวัดหนี เบือนหน้าเบี่ยงสายตาไปทางอื่นในทันที

เขารู้แจ้งอยู่แก่ใจ ทำไม่มองในตอนที่มองจบครบถ้วนไปหมดแล้ว นั่นดูเหมือนจะสายไป แต่ยังไงก็ยังดีกว่ามองอย่างไม่คิดลดละเลิก จะเป็นการจาบจ้วงล่วงเกินแล้วล่วงเกินอีกเกินไป

ตรีภพลิ้นคับปาก เขาลืมหมดแล้วว่าอะไรเป็นเหตุให้เขามาปรากฏตัวยืนอยู่ต่อหน้าในเวลาส่วนตัวของอิษฎี

ข้างฝ่ายคนแสร้งบ้าเพราะตกอยู่ในความตะลึง ถึงได้ยืนนิ่งงันเหมือนหุ่นปั้นไร้ชีวิต ปล่อยให้เนื้อตัวเปล่าเปลือยของตัวเองตกอยู่ในสายตาที่พินิจพิศมองของตรีภพ ไม่มีสติที่จะหลบหลีก ต่อให้มีอิษฎีก็ไม่แน่ใจว่านั่นใช่สิ่งที่คนบ้าพึงเป็นหรือเปล่า

คุณอาหนุ่มที่บุกเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวโดยไม่ให้สุ้มให้เสียงแล้วเห็นเขาในสภาพล่อนจ้อน ได้พรากกระชากเอาวิญญาณของเขาไปแล้ว

นาทีก่อนเขาตกอยู่ในความมืดคนเดียวระหว่างถูสบู่เหลว ตัวเขามีนิสัยชอบพักน้ำตอนที่ไม่ได้ใช้ ด้วยไม่ใช่คนขวัญอ่อนจึงไม่ได้ตกใจตอนที่ฟ้าผ่าลงมาเสียงดังจนวิลล่าไหวสะเทือน จากนั้นไฟฟ้าก็เหมือนจะทำงานผิดปกติเดี๋ยวติดเดี๋ยวดับ จนกระทั่งดับสนิทกินเวลานานเป็นนาที สองมือยังคงถูสบู่ไปตามเนื้อตัว คิดว่าครั้งนี้ไฟคงดับสนิทไปเลยแน่ๆ จึงหลับตาครู่หนึ่ง เมื่อลืมขึ้นจะได้คุ้นชินกับความมืดสลัว ใครเล่าจะคิดในตอนที่เปิดเปลือกตาพร้อมกับไฟฟ้าที่กลับมาทำงานอย่างเอาแน่เอานอนไม่ได้อีกครั้ง เขากำลังอยู่ในที่สว่างร่วมกับคนอีกคนหนึ่ง

ฝ่ายหนึ่งมัวตกตะลึง ฝ่ายหนึ่งเผลอไผลถ้ำมอง เกิดขึ้นและกินเวลาไม่ถึงนาที หลังตรีภพตวัดสายตาหนีภาพเบื้องหน้า ฉับพลันฟ้าผ่าดังเปรี้ยงเหนือหลังคาที่พักลงมาอีกหน ดังสนั่นไม่แพ้หนก่อน แสงสว่างแลบแปลบปลาบ คราวนี้ไฟฟ้าดับสนิท ทั่วที่พักตกอยู่ในความมืด เป็นเสมือนระฆังดังเตือนให้สองชีวิตเลิกจมอยู่ในสภาวการณ์ที่บังเอิญต้องมีร่วมกัน

“ผี! มีผี! ผีมา! กลัวผี ผีหลอกเรา เราไม่หลอกผี ผีมาหลอกเรา! ผีหลอก! ไม่เอาผี มีผีหน้าตาเหมือนยักษ์ขมูขีเขี้ยวลากดิน ผียักษ์มาแล้ว ผีหน้ายักษ์ ผียักษ์จะกินเราแล้ว กลัว...กลัว กลัวแล้วๆ!”

แสงสว่างวูบวาบของสายฟ้าที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ทำให้พวกเขาที่ตกอยู่ในความมืดเห็นหน้ากันเป็นครั้งคราว อิษฎีชี้หน้าตรีภพแล้วยกสองมือขยุ้มกลุ่มผม สืบเท้าวิ่งพล่านพาร่างเปลือยเปล่าที่ยังไม่ได้ชะล้างคราบสบู่เหลวผ่านตรีภพออกไปด้านนอกเหมือนหนูติดจั่น

ตรีภพคว้าตัวอิษฎีที่วิ่งผ่านเขาไปไม่ทัน ก่อนเขาจะวิ่งไล่ตามหนูบ้าติดจั่นที่ร่ำร้องโวยวายกล่าวหาว่าเขาเป็นผีหน้ายักษ์ไป มือใหญ่ฉวยหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำติดมาด้วย

“เอื้อ! อย่าวิ่งทั้งที่ตัวเปียก! หยุดวิ่งไปมาแบบนั้น ลื่นหัวฟาดขึ้นมาจะทำยังไง!? อาบอกให้เราหยุดวิ่ง! เราจะวิ่งหนีอาทำไม!? อิษฎี อย่าให้อาเหลืออด! หยุดวิ่ง!”

“ผีหน้ายักษ์ตามมาหลอกเราแล้ว เรากลัว! อย่ามาหลอกเรา! ยักษ์ผีจะกินเรา!”

สองคนอลวนกับเหตุการณ์อลเวง คนหนึ่งแสร้งบ้าวิ่งพล่านไปทั่วห้องชั้นบนท่ามกลางความมืดสลัวและเนื้อตัวเปลือยเปล่าเปียกน้ำ อีกคนหนึ่งพยายามไล่จับพร้อมตะครุบเด็กบ้าวิ่งแก้ผ้าหนีเขาด้วยเสื้อคลุม

พื้นที่ไม่ได้กว้างขวางพอที่จะหลบหลีกหนีห่างไปได้ตลอด ตรีภพจับตัวอิษฎีได้ในที่สุด พันธนาการล้อมรัดร่างนุ่มแต่ผิวกลับเหนียวเหนอะเพราะสบู่เหลวยังไม่ถูกชะล้างออกไว้ด้วยวงแขนแข็งแรง ห่อหุ้มใช้เสื้อคลุมปกปิดเนื้อแท้

อิทธิฤทธิ์ของอิษฎีที่แผลงใส่ตรีภพ ทำเอาเขาหอบเหนื่อยจากการวิ่งไล่ตามในที่มืด เหงื่อเย็นผุดซึมที่ขมับ

“ยักษ์ผีจะเอาเราไปอยู่ด้วย กลัว...ช่วยด้วย กลัว น่ากลัว...อุบ”

“เงียบ” ตรีภพกดเสียงต่ำกระซิบที่ข้างใบหู จังหวะหนึ่งเขาสูดลมหายใจเข้า รับเอากลิ่นหอมของสบู่จากลำคอของอิษฎีเข้าไปเต็มที่โดยไม่ได้ตั้งใจ

“...” อิษฎีเงียบทันที ได้แต่หายใจรดนิ้วมือของตรีภพ ไม่มีสักเสียงหนึ่งเล็ดลอด

ไม่อยากเงียบก็ต้องเงียบแล้ว ในเมื่ออิษฎีถูกตรีภพยกมือปิดปาก มือของคุณอาทั้งหนาทั้งใหญ่ นอกจากจะไม่ได้ปิดแค่ปากเขาหากแต่ยังปิดไปได้ถึงครึ่งหน้าของเขา

ตรีภพรัดวงแขนให้แน่นขึ้น เมื่อคนบ้าดิ้นพล่านเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความกลัว เหตุที่อิษฎีเนื้อตัวสั่นเทาเป็นเพราะเมื่อครู่วิ่งพล่านพาร่างกายไร้อาภรณ์ปกปิด ทั้งยังเปียกชื้นท้าอากาศเย็นไปทั่วห้อง ถึงได้หนาวตัวสั่นเป็นลูกนกแรกเกิดไร้ขน เขาถูกตรีภพกอดรัดจากด้านหลัง คุณอาหนุ่มเอาเสื้อคลุมห่มร่างเขาทันทีที่จับเขาได้ ไออุ่นจากจากคนโตกว่าทั้งร่างกายและวัยยามกอดรัดเขาแนบแน่นถึงเนื้อถึงตัว ทำให้เขาคลายหนาวลงไปได้บ้าง

อิษฎีจงใจทำเรื่องป่วนหมดความอาย เพื่อให้สมจริงตามบทบาทที่เขาแสร้งเป็น

แค่อยากได้ความสมจริงแลกกับตรีภพจะได้ไม่ระแคะระคาย เขาถึงกับละทิ้งความอายไม่พอ ยังต้องอาศัยความกล้าหน้าทน ถวายร่างเปลือยเปล่าเข้าแลกให้อีกคนเห็นไปถึงไหนต่อไหน ไม่ต่างจากถั่วต้มที่ถูกกะเทาะเปลือกแล้วอวดเมล็ดต้มสุกหอมข้างใน มาถึงขั้นนี้แล้ว ในที่สุดเขาก็รู้สึกว่าตัวผ่านบททดสอบของชะตาที่มักกลั่นแกล้งให้เขาพิสูจน์ว่าสติรู้คิดเป็นปกติที่ยังมีอยู่นั้น สามารถอุทิศให้กับความบ้าอย่างสมบูรณ์แบบได้มากแค่ไหน

อิษฎีให้ไปแล้ว หมดตัวเลยจริงๆ

“ยักษ์ไม่ชอบคนพูดมากเสียงดังโวยวาย ถ้ายักษ์โมโหจะจับกิน ตรงไหนน่าโมโหหนวกหูที่สุดกินตรงนั้นก่อน”

“...”

“เริ่มจากกล่องเสียง” มือที่ปิดปากอิษฎีไว้เลื่อนลงมาทาบกุมที่ลำคออุ่นเหนียวเหนอะ

“...”

“จากนั้นก็กินลิ้น” เปลี่ยนตำแหน่งมืออีกครั้ง ยกขึ้นมาประกอบคำพูดให้ดูสมจริง อุ้งมือช้อนปลายคาง ใช้ปลายนิ้วโป้งและนิ้วกลางบีบกระพุ้งแก้มอิ่ม จนริมฝีปากเผยอเล็กน้อยแล้วสอดนิ้วชี้เข้าไปในโพรงปากอุ่นชื้น รุกล้ำเข้าไปเพียงหนึ่งข้อนิ้วแตะโดนเข้ากับระเบียงฟัน มีเพียงเล็บสั้นของเขาที่สัมผัสโดนกับปลายลิ้นนุ่มของอิษฎี

“...” อิษฎีอ้าปาก

ตรีภพรู้ทัน “ถ้ากัดยักษ์ ยักษ์จะกัดกลับ เอาให้จมเขี้ยว”

“...” อิษฎีถึงกับหุบปากแทบจะทันทีที่ได้ยินคำขู่ของคนด้านหลังที่พูดกรอกหูเขา

“...” ตรีภพเผลอเกร็งข้อนิ้วในโพรงปากของอิษฎีและถึงกับลมหายใจสะดุด เหตุเพราะอิษฎีหุบปากแต่นั่นไม่ต่างจากอมปลายนิ้วของเขาไว้ จังหวะหนึ่งลิ้นนุ่มขยับโดนปลายนิ้วของเขา ทำให้เขารู้สึกปั่นป่วนมวนท้อง

“...” อิษฎีไม่ได้ยินตรีภพพูดอะไรต่อ เขานึกว่าอีกฝ่ายยอมปล่อยให้เขาเป็นอิสระ เขาจึงขยับตัวขยุกขยิกอยู่ในวงแขนที่โอบรัดตัวเขาไว้เพียงข้างเดียว

“ต่อมาถ้าขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ยักษ์จะกินกระดูกก่อนแล้วค่อยกินเนื้อให้หมดตัวทีหลัง”

“...” อิษฎียอมใจในคำขู่ของตรีภพที่เอามาใช้สยบคนแสร้งบ้าอย่างเขา ฟังแล้วอดตลกขบขันอยู่ในใจไม่ได้

“เห็นกล่องไหม? นั่นใช่กล่องที่เราอยากลงหรือเปล่า?”

อิษฎีเหลือบมองกล่องตามคำพูดชักนำของตรีภพ ก่อนจะพยักหน้ารัวเร็ว

“อาบน้ำแล้วใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วยักษ์จะให้ลงกล่อง”

ตรีภพล่อหลอกอิษฎีคนบ้าราวกับเป็นเด็กน้อยอายุไม่กี่ขวบ

“...” อิษฎีไร้เสียงตอบรับ เพราะเขาแสร้งกลัวยักษ์ตรีภพกินกล่องเสียง เลยพยักหน้าตอบกลับไปอีกครั้ง

ตรีภพพอใจให้กับการตอบรับอย่างรู้ความของอิษฎี เขาดึงนิ้วออกจากปากของอิษฎี ก่อนจะชำเลืองสายตามองไปยังม่านกั้นบริเวณห้องผืนใหญ่ ข้างนอกสายฝนยังคงซัดกระหน่ำราวกับฟ้ารั่ว สายฟ้าแลบแปลบปลาบให้แสงสว่างจ้าวูบวาบเป็นครั้งคราว มองจนตัดสินใจได้ก็ดึงสายตากลับมา

“เห็นทีต้องอาบน้ำด้วยกันแล้ว”

“!!!” อิษฎีได้ยินเข้าถึงกับอึ้งตะลึงงัน ดวงตาเบิกกว้างอย่างห้ามไว้ไม่อยู่ ก้อนเนื้อในอกกระตุกวูบก่อนจะเต้นกระหน่ำอย่างระส่ำระส่าย

ชะตาจะร้ายกาจกลั่นแกล้งเขาเกินไปแล้ว!

แค่ให้คนอื่นมาเห็นเขาเปลือยเปล่าล่อนจ้อน มันยังไม่สามารถพิสูจน์ความอยากจะบ้าอย่างสมบูรณ์ของเขาอีกหรือไง ถึงได้ให้บททดสอบแล้วทดสอบเล่าแก่เขา ให้คนอื่นมาเห็นร่างเปลือยของตัวเอง นับว่าเกินจะอุทิศให้แล้ว นี่ยังต้องไปเห็นร่างเปลือยของคนอื่น ยังไม่เพียงเท่านั้น มองตัวเปลือยของกันและกันคงยังไม่สาแก่ใจชะตา ถึงได้ลิขิตให้มีกิจกรรมทำร่วมกันคือการอาบน้ำ

หรือมันคงง่ายกว่าถ้าจะแหกปากสารภาพออกไปว่าเขาไม่ได้บ้า เขารู้เห็นทุกอย่าง ยางอายของเขายังมี หน้าของเขายังรู้จักบาง ยิ่งกว่านั้นคือเขาอายุยี่สิบสี่มีความสามารถที่จะอาบน้ำให้ตัวเองได้ภายใต้ความมืดไร้แสงไฟ แม้แต่เสียงฟ้าร้องเขาก็ไม่ขวัญอ่อนสะทกสะท้าน คุณอาช่วยไม่ต้องหยิบยื่นน้ำใจไมตรีหรือเมตตาจิตมาดูแลเขาถึงขั้นแก้ผ้าอาบน้ำใต้ฝักบัวเดียวกันก็ได้

สุดท้ายแล้วมันคงยากกว่าถ้าต้องสารภาพว่าไม่ได้บ้า ในเมื่อไม่ยอมเปิดเผยความจริงที่ปิดซ่อน อิษฎีทำได้เพียงเป็นคนบ้าที่ดูแลแม้กระทั่งเรื่องส่วนตัวของตัวเองไม่ได้ราวกับลูกนกน้อยตัวแดงไร้ขนเมื่อแรกเกิดที่ต้องมีใครสักคนคอยฟูมฟัก

ใครสักคนคือคุณอาหนุ่มที่ดูเต็มใจฟูมฟักเขาอย่างไม่ต้องสงสัย

ตรีภพพาอิษฎีคนแสร้งบ้ากลับเข้ามาในห้องน้ำอีกครั้ง อิษฎีปลอบใจตัวเอง อย่างน้อยตอนนี้ก็มีความมืดสลัวที่ช่วยอำพรางกายเบื้องล่างของเขาให้กลืนหายราวกับถูกความมืดห่มห่อเอาไว้

อิษฎีเอาแต่ท่องย้ำเพื่อปลุกปั่นความกล้าละลายความอายที่ไม่ควรมีอยู่ในตัวคนบ้า เขาต้องเป็นคนบ้าที่ไม่รู้จักอาย คนบ้าต้องไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป คนบ้าฟั่นเฟือนเลอะเลือนเลื่อนเปื้อน

ระหว่างที่เขาทำสมาธิเข้าถึงบทบาทอุทิศจิตวิญญาณให้ เสียงเคลื่อนของคนด้านหลังก็รบกวนโสตประสาทการได้ยินของเขาไม่น้อย ยังผลให้ไม่ว่ายังไงจิตใจก็ปั่นป่วนเหมือนมีน้ำวนอยู่ในนั้นมากมาย ไม่ต้องหันไปก็รู้ตรีภพกำลังถอดเสื้อผ้า อิษฎีสูดหายใจรวบรวมความกล้า จากนั้นก็ลงมือจัดการตัวเองบ้าง

“อาบน้ำไม่ใส่เสื้อผ้า ใครใส่เสื้อผ้าอาบน้ำ คนนั้นเป็นบ้า เราไม่บ้า เราถอดเสื้อผ้าอาบน้ำ”

เสื้อสีขาวตัวยาวที่ตรีภพคลุมกายเขาไว้ยังไม่ทันสวมก็ถูกเขารั้งสาบเสื้อให้ร่วงหลุดจากบ่าไปกองอยู่บนพื้นแทบเท้า

ตรีภพซึ่งยืนอยู่ข้างหลังมองทุกการกระทำของคนบ้า มันเป็นตอนที่สายฟ้าแลบแปลบปลาบ ในชั่ววินาทีที่มีแสงสว่างวูบวาบ เขาเห็นเสื้อคลุมตัวนั้นถูกถอดออกเผยให้เห็นแผ่นหลังเนียนสล้าง แนวกระดูกสันหลัง มองต่ำลงไปจนถึงหนั่นสะโพก ก้นขาวกลมกลึงบดบังจุดเร้นลับ โคนขาอ่อน ช่วงขาเรียวยาว เรียกว่าสายตาของเขาพิศมองละเลื่อยไล่ตามการร่วงตกก่อนถึงพื้นของเสื้อคลุมตัวนั้น จนมันกองอยู่ตรงข้อเท้า สายตาของเขาก็จรดจบอยู่ที่เท้าของอิษฎีเช่นกัน

อิษฎีถอดออกอย่างไร้เจตนา แต่ตรีภพที่จับตาดูกลับมองสิ่งที่เกิดขึ้นจากฝีมืออิษฎีแล้วรู้สึกเหมือนถูกอิษฎียั่วยวนลวงสายตาไม่พอ ยังขโมยเอาความสนใจของเขาไปจนหมดสิ้น

แค่ผู้ชายสองคนอาบน้ำด้วยกัน

แค่นั้น...เป็นแค่เรื่องธรรมดาทั่วไป...

ไม่...มันไม่ธรรมดา อย่างน้อยเขาก็ไม่เคยมองร่างกายของเพทายเหมือนที่มองร่างกายของอิษฎีในตอนนี้

เขาเริ่มเกลียดตัวเองที่เหมือนคนปากอย่างใจอย่างเข้าไปทุกที คิดว่าแค่นั้นแต่สองตาที่เอาแต่มองมันไม่ใช่แค่นั้น เมื่อไหร่ที่มีแสงสว่างวูบวาบเจิดจ้าขึ้นท่ามกลางความมืด สายตาของเขามักมองเรือนกายเปลือยเปล่าของคนบ้า ไม่ใช่การมองแบบผิวเผินทั่วไป แต่เป็นการพินิจพิศลึกแล้วจารจดเก็บจำ ไม่นานเพียงหลังจากนี้ มันจะกลายเป็นภาพติดตาให้อารมณ์ของเขาต้องปั่นป่วน สั่นคลอนไปถึงความรู้สึกนึกคิดที่ไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป

อิษฎีรู้สึกเหมือนถูกตรีภพจับจ้องไม่วางตา เขาไม่กล้าพิสูจน์ เป็นฝ่ายเปลื้องผ้าก็นับว่ากล้ามากแล้ว อิษฎีเลือกที่จะเป็นฝ่ายบิดวาล์วเปิดฝักบัวแล้วพาตัวเองเข้าไปอยู่ใต้สายน้ำที่พุ่งพวยสาดใส่ร่างกายที่เหนียวเหนอะหนะจากคราบสบู่ก่อนหน้า ที่ยังไม่ทันได้ชะล้างใครอีกคนก็มาปรากฏอยู่เบื้องหน้าเขาเสียก่อน

ไม่นึกว่าสวรรค์แกล้ง ฟ้าไม่เป็นใจ ชะตาเล่นตลก  

ตอนที่ตรีภพก้าวเข้าไปซ้อนแผ่นหลังอิษฎี ทาบฝ่ามือลงบนแผ่นหลังเรียบลื่นของคนบ้า ดันให้อิษฎีขยับขึ้นไปข้างหน้าอีกนิด เขาจะได้อยู่ใต้สายน้ำที่พวยพุ่งจากฝักบัวด้วยได้อีกคน

อิษฎีลิ้นคับปากพานกลั้นหายใจอย่างเสียไม่ได้ ฝ่ามือของตรีภพในตอนที่ทาบอยู่บนหลังของเขาแผ่ไออุ่นจากสัมผัสส่งผ่านมาถึงผิวกาย

คนแสร้งบ้ากำลังนึกยินดีที่ไฟดับ จะได้ไม่ต้องเห็นอะไรต่อมีอะไรของกันและกันให้มันชัดเจนเต็มตา ถึงแม้จะต้องอาบน้ำเย็นก็ยินดี

หากแต่มันเป็นตอนนี้เองที่อยู่ๆ ไฟฟ้าก็กลับมาสว่างเจิดจ้า

“สะ...สว่าง...สว่างแล้ว! ผีไม่หลอก ไม่มืดผีไม่มา ไม่มีผี ไม่มีผี! ไม่ต้องกลัวผี!”

อิษฎีแสร้งทำดีใจกระโดดโลดเต้นแต่ภายในกลับขมขื่นเต็มไปด้วยเสียงโอดครวญท่วมอกจุกในคอ

“อยู่เฉยๆ พื้นเปียก เจ็บตัวลื่นล้มหัวฟาดขึ้นมาจะทำยังไง?”

ตรีภพจับสองไหล่ของอิษฎีตรึงเอาไว้ ฝ่ายอิษฎีไม่นึกว่าตรีภพจะจับเนื้อต้องตัวเขา จากแสร้งดีใจให้สมกับที่แสร้งเป็นบ้า ดันส่งผลร้ายให้เขาต้องเผชิญหน้ากับตรีภพ

“คืนนี้อากาศชื้นพอแล้ว อาบน้ำเย็นเดี๋ยวไม่สบาย” ในน้ำเสียงเข้มงวดมีความใส่ใจห่วงใยเรื่องสุขภาพของคนบ้า

เขาเอื้อมอีกมือยื่นไปข้างหลังอิษฎี ปรับอุณหภูมิน้ำเสียใหม่ด้วยการบิดวาล์วไปอีกทาง​

สายน้ำค่อยๆ เปลี่ยนอุณหภูมิ คนสองคนที่แต่งงานกัน ไม่มีใครสักคนสวมเสื้อผ้า สองร่างเปลือยเปล่ารับสายน้ำใต้ฝักบัวเดียวกัน

ละอองน้ำกระจายทั่วบริเวณ ไออุ่นรายล้อมรอบตัวทั้งสองคนเหมือนม่านหมอกเจือจาง

อิษฎีไม่คิดทั้งยังไม่กล้าพอและตั้งใจว่าจะไม่เผลอไผลหลุบสายตามองต่ำลงไปยังเบื้องล่าง เมื่อต้องเผชิญหน้าก็พบกับส่วนสูงแต่เหลื่อมล้ำ ระดับสายตาของเขาอยู่ที่ริมฝีผากของตรีภพพอดี  ต่ำลงมาคือลำคอแข็งแรงและบ่ากว้าง ถัดลงมาอีกนิดเป็นแผ่นอกที่กำยำและมีกล้ามเนื้อกว่าเขามาก ไหนๆ ก็มองแล้ว มองต่ำลงไปอีกสักหน่อย หน้าท้องของพวกเขาช่างแตกต่าง อิษฎีแบนราบและจะนูนขึ้นอีกเล็กน้อยถ้ามีอาหารกองอยู่ในนั้นรอการย่อยและดูดซึม ส่วนตรีภพพอเห็นเป็นรอนอยู่บ้าง ซิกแพ็คไม่ได้ชัด แต่เนื้อหนังตึงแน่น ยังไม่มีส่วนไหนของครึ่งบนที่หย่อนยานหรือมีไขมันส่วนเกิน

เป็นผู้ชายวัยสามสิบเก้าที่หุ่นดีทีเดียว

สายตาไม่รักดี ยิ่งต่ำลงก็เหมือนจะยิ่งดิ่งลง ใต้สะดือของตรีภพ อิษฎีเห็นรอยทางสายเล็กจากขนอ่อนรำไรพาดผ่านหน้าท้องไปรวมตัวกับต้นกำเนิด...

อิษฎีรีบงัดหน้าตัวเองเงยขึ้นทันที ดีที่ตรีภพกำลังมองไปทางอื่นคล้ายกำลังเสาะหาอะไรสักอย่าง ตรีภพคงลืมพลาสเตอร์ที่แปะอยู่บนโหนกแก้มไปแล้ว ตอนนี้มันลอกออกมาเกือบครึ่ง ดูเหมือนมันจะไม่ทนน้ำสักเท่าไหร่ อิษฎีเห็นแล้วรำคาญตาระคายใจ ในตอนที่ตรีภพเอื้อมมือไปกดหัวปั๊มจากขวดสบู่เหลว อิษฎียกมือขึ้นไปดึงออก ตรีภพตวัดสายตากลับมามองเมื่อรู้ตัว

ไฟคงไม่ดับแล้ว ข้างนอกฝนยังตกแต่เหมือนจะเริ่มซาลง

“เราก็มี สีเหมือนคนนี้เลย เราโดนกินมา คนนี้ก็โดนกินหน้ามาเหรอ? ตัวอะไรกินหน้าคน?”

“สีที่คนนี้มีตรงนี้เพราะคนนี้กิน” เขาตอบกลับพลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้รอยตีตราทับซ้อนที่อยู่บนลาดไหล่และต้นคอของอิษฎี ก่อนดึงกลับแล้วใช้หลังมือข้างเดียวกันแตะที่บริเวณโหนกแก้มของตัวเองแล้วอธิบายต่อ “แต่สีที่คนนี้มีเพราะถูกทำร้าย”

อิษฎีทำท่าหวาดผวา หันข้างให้ตรีภพ ก้มหน้าก้มตา ยกสองแขนขึ้นมากอดตัวเองใต้สายน้ำ “ทำร้าย...ทำร้ายแปลว่าเจ็บ เราก็ถูกทำร้าย โดนคนนี้กินเป็นรอยไม่เจ็บเหมือนถูกทำร้ายจนเป็นรอย ถูกทำร้ายเจ็บ เราไม่ได้บ้า เรารู้สึกเจ็บเป็น ไม่ได้บ้า ไม่ๆ ไม่ได้บ้า คุณนิมบอกว่าเราบ้า เรา...เราเจ็บได้ เราไม่ได้บ้านะ”

ตรีภพได้ยินแล้วรู้สึกกรุ่นโกรธขึ้นมา สีหน้าเครียดขรึมระคนขื่นขมยามเห็นอิษฎีเอาแต่ส่ายหน้ากอดตัวเอง ลนลานพูดติดขัดอัดแน่นความหวาดกลัวจากฝันร้ายที่นิมมานฝากฝังเอาไว้ นิมมานคงรังคัดรังแกอิษฎีตลอดสิบปีที่คนเสียสติอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดชาธร

เขาสงสารอิษฎีและต้องการช่วยปลอบประโลม จึงดึงตัวคนเสียสติที่กำลังสื่อสารให้เขารู้ว่าเจ้าตัวก็มีความรู้สึกเข้ามากอดไว้

“คนนี้จะไม่ให้ใครมาทำร้ายคนของคนนี้ อาไม่ให้เอื้อเจ็บ อาเจ็บแทนได้ อาเจ็บแทนเอื้อเอง”

วันหนึ่งข้างหน้า ตรีภพจะได้พิสูจน์ให้อิษฎีคนบ้าได้ประจัก วาจาที่ลั่นไว้ไม่ใช่แค่ลมปากพ่นพูดเหมือนคายทิ้ง เขาเป็นให้ได้มากกว่าคนที่พร้อมเจ็บแทนกัน ทว่าไม่รู้อะไรเจ็บกว่ากัน ระหว่างเจ็บจากฝีมือคนอื่นทำร้ายกับเจ็บจากคนร่วมเตียงเคียงหมอน

ข้างนอกฟ้ายามรัตติกาลยังคงเผชิญกับพายุฝน ไม่มีพายุไหนอยู่ยั้งยืนยง ช่วงเวลาหนึ่งท้องฟ้าจะสดใส ในช่วงที่พายุยังไม่ผ่านพ้นไป ตรีภพยังกอดอิษฎีอยู่ใต้สายน้ำเสมือนเป็นคนที่ปกป้องพร้อมอยู่ข้างอิษฎี

คงให้ความรู้สึกที่ดื่มด่ำซาบซึ้งอบอุ่นสุดจิตกินใจอิษฎีมากกว่านี้ ถ้าเขากับตรีภพไม่กอดกันท่ามกลางร่างกายเปลือยเปล่า เนื้อนุ่มแนบสนิทชิดเนื้อแน่น อิษฎีที่ถูกกอดโดยคุณอาหนุ่มทำได้เพียงซบซุกหน้าหลบสายตาไม่ให้ตรีภพได้เข้าถึงความปกติที่เขาไม่อาจปิดเร้นได้ในช่วงเวลานี้

ที่หลบซ่อนปิดบังอยู่นั้นเป็นสีหน้าของอิษฎีที่เต็มเกลื่อนไปด้วยความเคอะเขินร้อนผ่าว รับรู้ได้ถึงความจริงใจที่ตรีภพมีให้เข้าเต็มเปา ถึงอย่างนั้นอิษฎีก็ไม่ลืมว่าหน้าเขาอยู่ระหว่างความหวามไหว ส่วนตัวเขานั้นอยู่ระหว่างความพะวกพะวงที่ครึ่งกายเบื้องล่างของเขาจะสัมผัสโดนซึ่งกันและกันเหมือนอย่างกายครึ่งบน

หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรให้ต้องหวามไหวเพราะต้องวุ่นวายใจรับมือกับสถานการณ์อลวนสองคนอลเวง ค่ำคืนนี้แต่ละนาทีที่มีร่วมกับตรีภพ ช่างยาวนานสำหรับอิษฎี

เป็นสุขที่อยู่ในความดูแลของตรีภพ เป็นทุกข์ที่สุขอยู่ในความดูแลของตรีภพอีกไม่ต่าง

ไม่ไหว...

กระอักกระอ่วนแต่ก็ป่วนใจเกินไปแล้ว

อิษฎีไม่อาจอยู่เฉย ปล่อยให้ตรีภพกอดเขาไปได้นานกว่านี้ เป็นเขาที่เริ่มก่อกวนอยู่ไม่สุขตามประสาคนเสียสติที่อยู่กับร่องกับรอยได้ไม่นานนัก ตรีภพคล้ายจะเข้าใจความเป็นเขา จึงได้คลายวงแขน

ตามความจริงแล้วอิษฎีถือได้ว่าเป็นฝ่ายอาบน้ำเสร็จก่อน เพราะในรอบสองที่หวนกลับเข้ามาเป็นเพียงการล้างคราบสบู่จากรอบแรกเท่านั้น แต่กลับเป็นตรีภพที่เอื้อมมือไปปิดวาล์วฝักบัว ทันทีทันใดนั้นเอง เมื่อสายน้ำที่พุ่งพวยขาดหายไป เสมือนปราการที่เคยกำบังร่างกายของพวกเขาไว้ก็จากไปพร้อมกันด้วย

ถ้านี่เป็นการค้าระหว่างพวกเขา อิษฎีนับได้ว่าขาดทุน อิษฎีไม่ยอมซื้อร่างตรีภพ ยิ่งไม่ได้จ่ายด้วยสายตา แต่ตรีภพซื้อร่างของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า จ่ายด้วยสายตาคมปลาบที่ไม่ใช่แค่มองดูแต่เป็นพินิจพิศแทบทุกอณู

ขาดทุนคือเขา ได้กำไรคือตรีภพ  

ตรีภพเห็นเนื้อตัวล่อนจ้อนของเขาหมดแล้ว แต่เขากลับไม่กล้าที่จะแลกเปลี่ยนอย่างสมน้ำสมเนื้อด้วยการมองร่างเปลือยของคุณอาหนุ่มให้ได้เท่าที่คุณอาหนุ่มมองเขาเมื่อมีโอกาสหรือทุกครั้งที่สถานการณ์มันพาไป

อิษฎีจึงกัดฟันทำใจกล้า ในเมื่อโดนมองมา เขาก็ต้องมองกลับ จะไม่ยอมให้ตรีภพมองเขาอยู่ฝ่ายเดียว

สองตานั้นหลุบมองไปเบื้องล่างของลำตัวอีกฝ่ายทันทีที่คิดได้

ส่วนนั้นที่เปียกและมีหยดน้ำเกาะพราว

เขา...เขาเห็นชัด...

จากกัดฟันกลายเป็นเม้มปาก ถลึงตาโตมองอย่างหน้าซื่อตาใสแต่ใจคด พอได้ประจักชัดก็รำพึงรำพันมีโอดครวญด้วยอิจฉาแกมชื่นชม พร้อมกันนั้นก็อดน้อยเนื้อต่ำใจในส่วนของตัวเองไม่ได้

มีเหมือนกันแท้ๆ แต่กลับแตกต่าง...เหลื่อมล้ำ...ทั้งขนาดและรูปทรง

ไรขนอ่อนบริเวณหน้าท้องใต้สะดือที่ครู่ก่อนเขาเคยคาดเดาว่าปลายทางมันไปสุดหยุดที่ตรงไหนนั้น สมกับการคาดเดาแต่เกินกว่าจินตนาการของเขาเสียจริง

อิษฎีเสียบริสุทธิ์ทางสายตาให้กับความเป็นชายของตรีภพอย่างสมบูรณ์แล้ว นอกจากนี้พร้อมกันนั้นยังเสียบริสุทธิ์ของเนื้อหนังมังสาเปลือยเปล่าหมดตัวที่ไม่เคยมีใครได้ยลอย่างสมบูรณ์เต็มตาแล้วเช่นกัน

ตั้งแต่เกิดมาเขาก็ไม่เคยเห็นส่วนนั้นของใคร ใครก็ไม่เคยเห็นส่วนนั้นของเขา วันนี้ไม่น่าเชื่อ ใครก็เห็นของเขา เขาก็เห็นของใคร เท่าเทียมถ้วนทั่ว ตาต่อตา ตัวต่อตัว ส่วนนั้นต่อส่วนนั้น

ถึงจะยังอ่อนตัวเหมือนกำลังหลับใหลรอเวลาตื่นที่ไม่รู้ว่าเวลาไหนจะตื่น ที่ตาเขาเห็นอยู่ นั่นช่าง...ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

พวกเขาเป็นผู้ชายทั้งคู่ รู้อยู่แก่ใจว่ามีเวลาไหนบ้างที่ส่วนนั้นจะตื่น เหมือนที่รู้อีกว่ามีวิธีไหนบ้างที่ส่วนนั้นเมื่อตื่นเต็มที่แล้ว ทำยังไงถึงจะหลับกลับไปอ่อนตัว

ตรงนั้นของคุณอาหนุ่มช่างสมเพศสมวัย

แช่สายตาสบจ้องไว้ราวเกิดขึ้นเป็นวันนานเป็นคืน แต่ในความจริงกลับเกิดขึ้นและจบลงเพียงแค่ไม่กี่วินาที ฝ่ายลอบเริ่มคืออิษฎี ฝ่ายตัดจบไม่รู้ตัวคือตรีภพ

ตรีภพหมุนกายเดินตัวเปลือยเปล่าออกไปหยิบผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ที่ทางรีสอร์ทพับวางไว้ให้ อิษฎีเห็นแผ่นหลังกว้างของตรีภพ ไล่เลื้อยมองต่ำลงมายังเอวสอบ สะโพกแน่น แก้มก้นและโคนขาตึงกระชับ

ตรีภพยืนหันหลังให้อิษฎี เขาไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกคนแสร้งบ้าลอบมองไปถึงไหนต่อไหน ทุกการกระทำดำเนินไปอย่างธรรมชาติ หยิบผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่มาพันรอบเอว ความจริงยังมีเสื้อคลุมอาบน้ำอยู่อีกตัว เหมือนเตรียมบริการไว้ให้สำหรับสองคน

ตัวแรกถูกใช้ไปแล้วและตอนนี้มันกองอยู่บนพื้นที่ไม่แน่ใจว่าหากหยิบขึ้นมาใช้จะสะอาดหรือไม่ ในเมื่อเสื้อคลุมตัวนั้นเคยอยู่บนพื้นมาก่อน ตรีภพอยากให้อิษฎีสวมเสื้อคลุมเพราะเกรงว่าอิษฎีจะหนาวหลังอาบน้ำและเนื้อตัวยังเปียกชื้น ไหนจะสภาพอากาศที่มีผลกับอุณหภูมิในตอนนี้อีก ตัวเขาไม่เท่าไหร่ แต่อิษฎีเขาไม่อยากให้เด็กบ้าต้องป่วยไข้ ด้วยเหตุนี้เขาเลยใช้ผ้าเช็ดตัวพันรอบเอวของตัวเอง คว้าเสื้อคลุมอาบน้ำและผ้าเช็ดตัวผืนเล็กกลับไปยืนอยู่ต่อหน้าอิษฎี

คนแสร้งบ้ากำลังเล่นย่ำเท้าบนพื้นที่ยังมีน้ำเจิ่งนอง หาอะไรทำกลบเกลื่อนการเผชิญหน้าที่แสงไฟสว่างจ้าไร้สายน้ำกำบังสายตาต่อกัน ตรีภพจับอิษฎีสวมเสื้อคลุมอาบน้ำแล้วใช้ผ้าผืนเล็กซับไปตามเรือนผมหมาดชื้นและใบหน้าที่ยังมีน้ำเกาะพราว ดูแลให้ตามปกติไม่มีติดขัด

“เลิกเล่นได้แล้ว” เป็นสุ้มเสียงบอกกล่าวที่ฟังแล้วดูเข้มงวด แต่สีหน้าของคนพูดไม่มีอื่นใดให้เห็นนอกจากความใส่ใจเอ็นดู

ผิวกายของคนโดนน้ำได้นานเสียที่ไหน ให้นุ่มเนียนเรียบลื่นวาววามเคลือบหยาดน้ำน่ามองน่าสัมผัสไล้ลูบก็จริง ทว่านานๆ ไปมีแต่จะถูกน้ำทำให้ซีดเซียวเหี่ยวย่น

ตรีภพพาอิษฎีออกมากจากห้องน้ำแล้วพากันไปยืนที่หน้าจุดวางกระเป๋าเสื้อผ้า ช่วยหยิบออกมาให้ทั้งเสื้อยืดสีขาวและกางเกงสำหรับนอนลายทางสีเลืองสลับขาว หยิบเตรียมให้แม้กระทั่งกางเกงใน ตรีภพทำให้ไม่มีติดขัด เรื่องทำนองนี้เขาเคยทำให้คนรักมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ถึงอิษฎีจะไม่ใช่และต่างออกไป แต่ยังไงก็นับว่าเป็นคนที่เขาเลือกมาเคียงข้าง พันผูกไว้ด้วยการสมรสตบแต่ง

เรื่องส่วนตัวของอิษฎี หลังจากนี้ถ้ามีโอกาสหรือสถานการณ์จำเป็นอย่างวันนี้ เขายินดีดูแลให้

แต่อิษฎีคนที่ภายนอกเป็นบ้า ภายในเป็นปกติกลับยืนมองมือใหญ่ที่หยิบกางเกงในของเขาขึ้นมาด้วยใบหน้าร้อนผ่าว

“เราใส่เสื้อผ้าเองได้หรือเปล่า?” ตรีภพสอบถามก่อน

“ได้ๆ คนเราเกิดมาต้องใส่เสื้อผ้า คนไม่ใส่เสื้อผ้าเป็นคนไม่ปกติ คนปกติใส่เสื้อผ้า เสื้อใส่ข้างบน กางเกงใส่ข้างล่าง เรารู้ๆ เราเป็นคนปกติใส่เสื้อผ้าได้”

“คนนี้เก่ง” ตรีภพยิ้มชม จากนั้นก็ปล่อยให้อิษฎีใส่เสื้อผ้าเอง

“เราเก่งเหรอ? เราเก่งจริงๆ นะ คนนี้เก่ง เรานี่เก่งจริงๆ เลยนะ” อิษฎีทำเป็นรู้ความว่าถูกผู้ใหญ่ชม จึงปลาบปลื้มยกสองมือขึ้นมาประคองสองแก้มของตัวเอง ยิ้มตาหยี บิดตัวซ้ายที่ขวาทีทำเป็นขวยเขิน แล้วเปลี่ยนมาวางสองมือทางลงบนอกพูดกับตัวเอง “เราเก่ง...เราเก่ง เรารู้ๆ เราเก่ง”

ตรีภพจุดรอยยิ้มบางมองอิษฎีพร่ำเพ้อเลื่อนเปื้อน ก่อนจะแยกไปหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ของตัวเองที่จะใส่นอนในคืนนี้ออกจากตู้ไม้ที่เขาเอาออกจากระเป๋ามาแขวนเรียงไว้ตั้งแต่ตอนเดินทางมาถึงบ้าง เขาอยู่ในช่วงเวลาส่วนตัวของตัวเอง จึงคลาดคล้อยสายตาจากอิษฎี ต่างฝ่ายต่างแต่งตัว

อิษฎีเหลือบมองตรีภพที่กำลังยืนผลัดผ้าแล้วสวมเสื้อผ้าห่างจากเขาไปตรงมุมหนึ่งของห้อง

เพราะเขาเป็นคนบ้า คิดหรือทำอะไรจึงต้องไม่ปกติและแตกต่างจากคนปกติเข้าไว้

เลยต้อง...

“เอื้อ!” ตรีภพแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อหันกลับไปมองอิษฎีแล้วพบว่าอีกฝ่ายกำลังทำเรื่องประหลาดที่คนปกติไม่ทำถึงกับหลุดเสียงอุทาน

“เรียกคนนี้เหรอ?” อิษฎีทำหน้าฉงน ชี้นิ้วมาที่ตัวเอง ก่อนจะยิ้มเผล่ไม่สนใจทำไม่เห็นตรีภพ สองมือสองไม้กระชับขากางเกงแล้วผูกไขว้ทับปมไปมา

“เราทำอะไรของเรา ไหนว่ารู้ บอกว่าใส่เองได้แล้วทำไมมันออกมาเป็นอย่างนี้ได้”

ตรีภพเดินเข้ามาหา จับสองมือของอิษฎี ยับยั้งไม่ให้อีกฝ่ายเอาเสื้อผ้าอาภรณ์ไปแต่งตัวพิลึกพิลั่น หยุดผูกขากางเกงรัดคอตัวเอง ดูสภาพเข้าสิ เขานึกว่าจะรู้จริงเลยยอมคล้อยหลังคลาดสายตาให้ ไม่นึกว่าหันกลับมาอิษฎีจะต้อนรับความไว้ใจของเขาด้วยการทำลาย เสื้อคลุมอาบน้ำก็ยังไม่ได้ถอด เสื้อผ้าสำหรับนอนก็ใส่ทับกันไปอีก ซ้ำบางชิ้นยังอยู่ผิดที่ผิดทาง ตัวอย่างเช่นกางเกงขายาวลายทางที่เอาไปพันรอบคอ เห็นคาตาว่าสองมือสองไม้นั่นกำลังจับขากางเกงสองข้างมาผูกเลียนแบบเนกไท ทว่ายิ่งผูกยิ่งเป็นปมทับซ้อน ยังไม่เท่านั้น กางเกงชั้นในก็เอาไปใส่เป็นปลอกแขน 

เขาถอนหายใจอย่างมีระอาแต่เจือความเอ็นดูไม่สร่างซา

“อยู่นิ่งๆ จนกว่าอานับหนึ่งถึงสาม” เขาตั้งเงื่อนไขข้อตกลงที่เคยใช้กับอิษฎีสำเร็จมาแล้วขึ้นอีกครั้ง

“นิ่ง!” อิษฎียืนตัวตรงในทันที เขาแช่แข็งตัวเองไม่มีกระดุกกระดิกยกเว้นดวงตาที่หลุกหลิกกลิ้งกลอกอย่างทะเล้น

“นับหนึ่ง” ตรีภพพูดแล้วแก้ปมขากางเกง

“...” อิษฎีหลุบตามอง

คิดจะใช้วิธีการเดิมกับเขาอย่างเมื่อเช้างั้นเหรอ?

ไหนๆ มันก็เป็นคืนที่ยุ่งยากแล้ว เพราะงั้นอย่าคิดว่าการดูแลเขามันง่ายขนาดนั้น...

ทันทีที่ตรีภพแก้ปมขากางเกงแสนอีรุงตุงนังออกจนเหลือปมสุดท้าย อิษฎีไม่ยอมนิ่งเฉยตามข้อตกลงของตรีภพ เขาแย่งขากางเกงมาจากตรีภพ กระชับปมสุดท้ายรัดคอแล้ววิ่งพล่านเหมือนหนูติดจั่นไปทั่วห้อง

“โรคจิต! ถอดกางเกงเรา เราถูกถอดกางเกง ยักษ์ดุโรคจิตถอดกางเกงเราแล้ว! ไอ้โรคจิตถอดกางเกงเรา จะแก้ผ้าเรา เราไม่ใส่เสื้อผ้าจะโป๊ ไม่โป๊นะไม่โป๊ ไม่ให้ถอด ไอ้โรคจิต!”

อิษฎีป่าวร้องโวยวาย

“เอื้อใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย” เขาเรียกหาและออกคำสั่ง หลังปล่อยให้คนบ้าหลุดมือเดินพล่านไปทั่วห้อง

“เราใส่เสื้อผ้า เราไม่ถอดเสื้อผ้า โรคจิตถอดเสื้อผ้าเรา จะดูเราโป๊ เรานั้นเขินอาย ไม่ถูกต้องๆ ไข่บอกห้ามให้ใครเห็นเนื้อตัว โรคจิตเห็นเนื้อตัวเราหมดเลย เจตนาไม่ดี เราถูกล่วงเกินแล้ว เราถูกล่วงละเมิดทางเพศ เพศเราถูกละเมิดล่วงแล้ว”

ยิ่งปล่อยให้พล่ามพูดยิ่งไปกันใหญ่ หากใครมาได้ยินเข้าจะเข้าใจผิดเอาได้ เขายืนก้มหน้านวดขมับ ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า โสตประสาทมีแต่เสียงอิษฎีโวยวายกล่าวหาเขาเป็นไอ้โรคจิต ตอนนี้เลยเถิดไปถึงขั้นพูดว่าถูกเขาล่วงละเมิดทางเพศแล้ว

เขามีค่ำคืนร่วมกับอิษฎีครั้งแรกคือเมื่อวาน ในพิธีส่งตัวเข้าหอ ที่อิษฎีไม่แผลงฤทธิ์มากเป็นเพราะเจ้าตัวกินยากล่อมประสาทเข้าไป แต่วันนี้เขากำลังมีค่ำคืนส่วนตัวร่วมกับคนบ้าอีกหน อิษฎียากจะจัดการและทำเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายของเขาตลอด

อิษฎีก้าวขึ้นไปยืนบนเตียงที่เครื่องนอนจัดไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย เมื่อถูกอิษฎีขึ้นไปป่วนเพียงไม่นาน เครื่องนอนก็กระจัดกระจาย ผ้าห่มหนานุ่มเลิกรั้งหล่นไปบนพื้น หมอนหนุนน้อยใหญ่ทั้งหลายระเกะระกะไม่เป็นที่

“เอื้อ ถ้าไม่หยุดเราจะโทษว่าอาดุ กลัวเพราะอาสั่งสอนไม่ได้นะ” ตรีภพเตือนสุ้มเสียงเข้มข้นดุดัน กระด้างและเนิบนาบราวกับให้เวลาอีกฝ่ายซึมซับถ้อยคำของเขาแล้วปฏิบัติตัวให้รู้ความ หยุดพฤติกรรมป่วนเมืองไม่เข้าท่า คิ้วเข้มนิ่วขมวด นัยน์ตาเคร่งขรึมปรากฏประกายความโมโหรอเวลาปะทุ ไม่ได้ไล่ตามตะครุบจับหนูบ้าเหมือนก่อนหน้า

เมื่อเขาจริงจัง เขาดูเป็นผู้ใหญ่สมวัย ตรีภพในบุคลิกแบบนี้ อิษฎีควรหยุดทุกพฤติกรรมและการกระทำแล้วสงบนิ่งไว้เป็นดี หากอิษฎีกลับไม่สนใจต่อสัญญาณเตือนของตรีภพ

ทำไมเขาจะเชื่อต้องฟังตรีภพ?

ทำไมเขาต้องทำตามที่ตรีภพบอก?

ทำไมเขาต้องอยู่ภายใต้การปกครองของตรีภพ?

ที่ผ่านมาเขาเติบโตขึ้นมาแบบปกครองตัวเอง ไม่ต้องเชื่อใคร ไม่ต้องทำตามใคร เขาจะยอมจำนนเมื่อเขายอมจำนน เขาไม่ยอมก็เพราะเขาไม่ยอม ใครจะทำอะไรได้ ต่อให้ทำได้ก็นับว่าเป็นคนที่รังคัดรังแกได้แม้แต่คนวิปลาสไร้สติ คุณอาหนุ่มตรงหน้าก็เป็นแค่คนที่เขาสมรสด้วยเพราะความบ้าเท่านั้น ให้เขาเป็นปกติมีหรือจะแต่งงานกับอีกฝ่ายให้เฝื่อนคอขมชีวิต

อิษฎีคิดอย่างดื้อดึงและเอาแต่ใจตัวเอง บทบ้าเป็นใบเบิกทาง ตั๋วกำนัลพิเศษที่มักได้สิทธิพิเศษ ไม่ว่าจะกระทำสิ่งใดลงไป ใครต่อใครย่อมไม่ถือสาและละเว้น ทั้งยังมองข้ามเหมือนเขาเป็นแค่เศษชีวิต นี่เป็นข้อดี

อิษฎีคิดอย่าง ตรีภพกลับคิดอีกอย่าง

ให้ไม่ถือและเอาแต่เข้าใจ เพียงเพราะอีกฝ่ายเป็นคนบ้า ทำไปโดยไม่รู้ความตลอดไม่ได้

ความบ้าไม่ใช่สิทธิพิเศษที่จะใช้กับใครก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นเขาที่เจ้าระเบียบ หงุดหงิดที่เห็นเตียงนอนเละเทะ ไม่สบอารมณ์และคุกรุ่นทุกทีที่หลานชายวิปลาสนอกสายเลือดกำลังทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบ เมื่อเขาเตือนแล้วแต่ไม่ฟังแล้วยิ่งไม่หยุดพฤติกรรม

จะว่าเขาไม่ดีไม่ได้...

ตรีภพไม่พูดให้เสียคำเปลืองน้ำลายอีก เขาตรงเดินไปกระชากข้อเท้าของอิษฎีจนเสียหลักหงายหลังล้มตึงบนที่นอนนุ่ม ถึงจะนุ่มยังไงแต่ล้มแรงไม่ทันตั้งตัวก็ยังผลให้ร่างโปร่งนิ่วหน้าหลุดเสียงร้องด้วยความเจ็บที่แผ่นหลังและต้นคอ จุกเสียดที่ช่วงท้องเป็นพิเศษ อิษฎียกมือกุมท้องโดยสัญชาตญาณราวกับปกปักษ์

นานเท่าไหร่แล้วที่เขาไม่เคยจุกเจ็บที่ช่องท้องแบบนี้

ครั้งที่เจ็บที่สุดคือตอนที่เขาฆ่าตัวตาย พาร่างดิ่งลงพื้น หลังรอดมาแล้วอยู่ระหว่างการรักษาตัว บริเวณท้องของเขามักจุกเสียดเป็นพักๆ อิษฎีพึ่งตระหนักว่าส่วนที่อ่อนไหวและอ่อนแอพึงระวังเป็นพิเศษคือช่วงท้องของเขา

สัญชาตญาณบางอย่างบอกให้เขารู้ว่าควรทะนุถนอมดูแล อย่าให้ต้องประสบกับเหตุกระทบกระเทือนรุนแรงอีก จากวันนั้นในที่สุดวันนี้ก็เกิดขึ้นอีก ไม่รุนแรงเท่าแต่ทำให้เขาแน่นิ่ง หน้าซีดเผือด นัยน์ตาแข็งค้าง

ตรีภพไม่ทันสังเกตเห็นความผิดแปลกของอิษฎี ผิวเผินเขารู้ว่าล้มกระแทกลงมาทั้งตัวแบบนั้นต้องเจ็บแน่ แต่คงไม่เจ็บเท่าไหร่ จากการประเมินของเขา เพราะส่วนที่รองรับร่างโปร่งเอาไว้คือฟูกนอนนุ่มชั้นดี ไม่ใช่พื้นดินพื้นไม้แข็งกระด้าง ถ้าใช่เขาคงไม่กล้าทำ เจ็บครู่เดียวเดี๋ยวก็หายไปเอง เหมือนจะได้ผลดีด้วยซ้ำ อิษฎีถึงกับแน่นิ่ง

เขาถือโอกาสที่อีกฝ่ายไม่ขยับเขยื้อนขึ้นคร่อม

“...” อิษฎีนอนนิ่ง สองตามองคานไม้ไผ่สำหรับแขวนม่านมุ้ง เขากำลังปรับตัวผ่อนคลายอาการเจ็บเสียดที่ช่องท้อง

ตรีภพหน้าขรึมลงมือเงียบเชียบไร้คำพูด ในเมื่อพูดไม่รู้ฟังก็ไม่ต้องพูด ใช้การกระทำห้ำหั่นสั่งสอน เขาถอดกางเกงออกจากรอบคนใต้ร่าง

“อื้อ!”

ตอนที่ถอดเสื้อยืดสำหรับนอนออกจากตัวอิษฎี ตรีภพชะงักเมื่อได้ยินเสียงหลุดร้องจากลำคอ แค่ถอดเสื้อถึงจะไม่ได้นุ่มนวลเพราะต้องอาศัยความว่องไว กลัวคนบ้าจะแผลงฤทธิ์ไม่อยู่นิ่งได้อย่างนี้อีก ไม่คิดว่าจะทำอีกฝ่ายร้องเสียงหลง

อิษฎีอยากนอนนิ่งๆ ไม่ขยับไปสักหลายสิบนาที รอจนกว่าอาการเจ็บแปลบที่ช่องท้องจะหายไป แต่กลับถูกตรีภพป้วนเปี้ยนวุ่นวายอยู่กับร่างกายของเขา ถอดอาภรณ์ชิ้นนั้นชิ้นนี้ออกไม่มีระวังแรงมือ ทำเอาสะเทือนไปถึงช่องท้อง

“เราเจ็บ! ทำเราเจ็บ! ไม่ให้ยุ่งกับเรา ห้ามยุ่งกับเรา ไม่ให้ยุ่ง ไป ถอยออกไป!”

คนแสร้งบ้านิ่วหน้าทั้งเจ็บทั้งหงุดหงิด ถ้อยคำที่พ่นพูดไม่ให้อีกฝ่ายยุ่มย่ามตัวเขานั้นค่อนข้างกระด้างเต็มไปด้วยความต่อต้านอย่างหงุดหงิดเต็มพิกัด

เขากำลังเจ็บที่จุดหนึ่งซึ่งเคยบอบช้ำหนัก คล้ายไปปลุกให้อาการเดิมหวนกำเริบ

อิษฎีฝืนตัวดิ้นรนผลักไสตรีภพให้ไปให้พ้นกายเขาอย่างจริงจัง ตรีภพคร่อมอยู่กลางลำตัวของอิษฎีพอดี แบ่งน้ำหนักลงมากดทับจนที่นอนส่วนนั้นยวบลงเป็นพิเศษ ตอนนี้เขาอึดอัดเจ็บเสียดและมวนท้อง ไม่สบายตัวไปหมด

ฝ่ายตรีภพคิดว่านั่นคือการกระทำที่แสดงออกอย่างดื้อด้านเอาแต่ใจ เขาจึงคิดแต่จะกำราบให้อยู่หมัด ไม่สนแล้วว่าอิษฎีจะกริ่งเกรงหวาดกลัวแล้วจดจำว่าเขาเป็นคนที่ไม่ดีสำหรับเจ้าตัว ถูกจัดประเภทให้อยู่ในสารบบวิปลาสเดียวกับนิมมานหรือเปล่า

“ให้อาใส่เสื้อผ้าดีๆ อยู่เฉยๆ เอื้อ” ตรีภพตอกกลับเสียงเข้ม จังหวะที่อิษฎียื่นสองแขนมาปัดป้องผลักไสเขา เขากระชากเอากางเกงในออกมาจากช่วงแขนของเขาเจ้า

อิษฎีหงุดหงิดแล้วก็เจ็บช้ำที่ช่องท้องมาก ทำให้เขาหัวเสียลงอารมณ์กับตรีภพ ในเมื่อเขาอยากนอนนิ่งๆ เพื่อบรรเทาอาการ แต่นอนไม่ได้ เขาเลยสวนทางขยับเขยื้อนต่อต้านคนต้นเหตุที่ทับหน้าท้องเขาแล้วใช้กำลังบังคับเขาอย่างไม่มีปรานีปราศรัย ไม่สนแล้วว่ายิ่งดิ้นเสื้อคลุมอาบน้ำก็ยิ่งเลิกรั้งถลกแยกเปิดเผยร่างกายไปถึงไหนต่อไหน

ทั้งหมดมันเหมือนจะย้อนศรกลับมาทำร้ายเขาที่ไม่ทันคิดให้ดี เพราะมัวแต่คิดที่จะเป็นคนบ้าให้สมบทบาท

“อึดอัด เจ็บ อย่าทับท้อง! ออกไป คนนี้ไสหัวออกไป ไสหัวไปให้พ้น! อย่ามายุ่งกับเรา! เราไม่ชอบ เราหงุดหงิด เราอารมณ์ไม่ดีแล้วนะ! เวรเอ๊ย! เหี้ยแม่ง!”

“...” ตรีภพได้ยินในตอนที่เขากำลังทึ้งถอดเสื้อคลุมออกจากร่างใกล้เปลือยของอิษฎี นั่นทำให้เขาชะงักแล้วขมวดคิ้วนิ่วมองคนบ้าที่สบถหยาบให้เขาได้ยินเป็นครั้งแรก

“...” อิษฎีเม้มปากถลึงตาขวางสบจ้องกับสองตาของตรีภพไม่หวั่นเกรง

ต่างฝ่ายต่างชะงัก ปล่อยให้สายตาแลกสายตา สองมือของอิษฎีกำลังยึดจับข้อมือใหญ่ทั้งสองที่กำลังรั้งสาบเสื้อคลุมบาดผิวลงมากองที่ข้อพับแขน เผยให้เห็นลำคอระหงลาดไหล่และแผ่นอกสล้าง หน้าท้องแบนราบที่ภายนอกดูเป็นปกติแต่ภายในกำลังประท้วงปั่นป่วนหลังได้รับการกระทบกระเทือน นิ้วมือเรียวสวยราวใบพายกำลังขยุ้มจิกลงไปในเนื้อบริเวณข้อมือของตรีภพ

อากาศเย็น แต่อิษฎีกลับมีเหงื่อผุดซึมเพราะเขากำลังเจ็บที่ช่องท้องข้างใน

แต่เดิมอิษฎีก็ไม่ใช่คนสุภาพพูดจาไพเราะนิ่มนวลเต็มร้อย แค่รู้จักกาลเทศะแล้วสังคมรอบข้างที่เติบโตมา ทุกคนไม่ค่อยพูดคำหยาบคาย ยกเว้นก็แต่นิมมานและคณิน นิสัยส่วนตัวในเรื่องนี้ของเขาเป็นมานมนาน ไม่เกี่ยวว่าใครนำพา ยามหงุดหงิดหรือไม่พอใจอย่างถึงที่สุดจะสบถหยาบออกมา แต่นั่นก็นานๆ ครั้ง ในที่สุดก็เกิดขึ้นในครั้งนี้

ต่างฝ่ายต่างด้วยเจตนา ต่างฝ่ายต่างด้วยอารมณ์

“หยาบกับอาควรแล้วเหรอ?” ตรีภพเป็นฝ่ายถามเสียงเรียบเย็นออกมา สองมือของเขายังคงขยุ้มกำสาบเสื้อคลุมไว้แน่น แรงก็กับที่รู้สึกได้ถึงน้ำหนักจากปลายนิ้วเรียวที่จิกลงมาในเนื้อข้อมือของเขา

อิษฎีหลุดอารมณ์ที่เป็นจริงมากเกินไป เขายอมลดละสายตาเข้มข้นของตัวเองให้อ่อนลง รีบปั้นสีหน้าใสซื่อไม่รู้ความแสร้งไม่รู้ตัว “เราไม่ได้พูด...”

“เรามันบ้า แต่อาไม่สน”

“กลัว...กลัวแล้ว...”

อิษฎียังพูดไม่ทันจบ ตรีภพกลับลงมือรวดเร็วนัก เป็นฝ่ายใช้สองฝ่ามือใหญ่มาจับข้อมือของเขาแล้วกดตรึงกับที่นอน อิษฎีหัวใจกระตุกวูบ ฉับพลันต่อมานั้นเอง หลังลงมืออย่างรวดเร็วก็ลงปากรวดเร็วไม่แพ้ลงมือ

ริมฝีปากของอิษฎีถูกคุณอาที่คร่อมทับเหนือกายจู่โจมลงมาประกบจูบ บดขยี้เพียงผิวเผินไม่มีล่วงล้ำเข้าไปถึงภายใน แต่ปราการภายนอกรับศึกหนัก กลีบปากบวมเจ่อจากการโดนขบดูด

ตรีภพถอนจูบออกห่างเพียงนิด สบตาแล้วถามเสียงเรียบ

“ปากนี้ใช่ไหมที่พูดเวรเอ๊ย?”

นอกจากความดุดันเพื่อต้องการสั่งสอน ยังมีใช้ความรุนแรงให้หลาบจำอีกด้วย

ถามเจ้าของคำหยาบที่เจ้าตัวสบถพูดออกไป แต่กลับไม่ให้อีกฝ่ายได้ตอบก็ใช้ฟันคมกัดริมฝีปากล่าง

“อื้อ!” อิษฎีเม้มปากเบี่ยงหน้าหนีความเจ็บแปลบตามสัญชาตญาณ ถึงจะไม่ทันแล้วก็ตาม แต่ก็หวังว่ามันจะช่วยให้เขาหนีห่างจากการสั่งสอนของตรีภพ

สุดท้ายแล้วให้บ่ายเบี่ยงยังไงก็ไม่อาจหน่ายหนีได้ ตรีภพเอียงหน้าตามมา

“แล้วใช่ปากนี้อีกไหมที่พูดว่าเหี้ยแม่ง?”

“ไม่...ไม่ชะ..อื้อ!”

เขาถูกกัดที่ริมฝีปากอีกครั้ง คำปฏิเสธก็ไม่ยอมที่จะฟังจนจบก็มอบบทลงโทษให้เขาอีกคราว เจ็บจนขึ้นตา ทำเอาน้ำตาเล็ด แพขนตาเปียกชื้น

ถึงจะสั่งสอนรุนแรง แต่แรงฟันที่ตรีภพใช้ขบกัดไม่ได้ทำให้อิษฎีถึงกับต้องเสียเลือด คนสั่งสอนยังยับยั้งแรงอยู่บ้าง แต่กลีบปากเป็นเนื้ออ่อนส่วนที่บอบบางเป็นพิเศษ ลงแรงนิดหน่อยก็เจ็บจนน้ำตาเล็ดแล้ว

ตรีภพน่ากลัวจริงๆ อิษฎียังรู้สึกมวนท้อง แต่อาการที่รบเร้าจิตใจถูกตรีภพตอนนี้กลบมิดไปหมดแล้ว

“วันนี้ไม่จำ วันหน้าอาก็พร้อมซ้ำให้จำ”

“จำๆ เรารู้ๆ ไม่ซ้ำๆ ไม่เอา วันนี้จำ วันหน้าจำ จำทุกวัน จำได้ๆ” อิษฎีรีบลนลานพูด

“ดี”

“เราดีๆ”

“อยู่นิ่งๆ อานับถึงสี่แล้วจะอนุญาตให้ขยับ”

“...” อิษฎีเม้มปากบวมเจ่อมีสีช้ำเป็นรอยฟัน พยักหน้ารัวเร็ว

“หนึ่ง” ตรีภพผละห่างแล้วจัดการถอดเสื้อคลุมอาบน้ำไปจากร่างเปลือยเปล่าของอิษฎี

อิษฎีข่มกลั้นความอายที่ต้องเผยเนื้อหนังมังสาให้ตรีภพเห็นอีกครั้ง อาการมวนท้องแสนปั่นป่วนยังคงอยู่ แต่บรรเทาไปจากเดิมมากแล้ว ความฉุนเฉียวหงุดหงิดจึงหายไป เหลือไว้แต่ความอายขึ้นสมอง สุดท้ายทนไม่ไหวเลยต้องหลับตาหนีจากความจริง

“สอง” ตรีภพสวมชั้นในให้อิษฎี

“...” อิษฎีเม้มปากแน่น กลั้นหายใจกับขั้นตอนนั้น

“สาม” ตรีภพสวมเสื้อยืดให้อิษฎี

“...” อิษฎีหนาวขา เขาเสียดสีสองขาเรียวเข้าหากัน

“...” ตรีภพมองภาพตรงหน้า

เขายังไม่นับและในมือกำลังถือกางเกงขายาวลายทางสีเลืองสลับขาว มีแต่เขาคนเดียวที่เห็นการเคลื่อนไหวของอิษฎี ร่างโปร่งที่ทอดกายนอนอยู่บนที่นอนยับยู่ยุ่งเหยิงให้เขาสวมใส่เสื้อผ้าให้แต่โดนดีเหมือนเล่นแต่งตัวตุ๊กตา ครึ่งบนมิดชิดอำพรางตาซ่อนเนื้อแท้ ครึ่งล่างยังหมิ่นเหม่เรียกสายตาให้พิศมอง ชายเสื้อยืดไม่ได้ปิดคลุมเลยกางเกงชั้นในจนมิด แค่หมิ่นเหม่เห็นซอกขาและโคนขาขาวปลอดจรดปลายเท้า เมื่อครู่เจ้าตัวเสียดสีสองขาเข้าหากัน เขาที่บังเอิญมองถึงกับกลั้นหายใจ เหมือนถูกยั่วยวนป่วนอารมณ์

“หนาว” อิษฎีไม่เข้าใจว่าทำไมตรีภพถึงไม่นับสี่แล้วใส่กางเกงให้เขาเสียที แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะลืมตาจนกว่าตรีภพจะใส่เสื้อผ้าให้เสร็จ ถึงไม่รู้ว่าคุณอาหนุ่มกำลังมองครึ่งล่างของเขาด้วยสายตาลึกล้ำแค่ไหน

“...สี่” ตรีภพได้สติเพราะเสียงท้วงจากอิษฎี เขาเลยนับสี่แล้วสวมกางเกงนอนให้

///////////////////////////////

ใกล้กับท่าเรือมีโรงแรมและรีสอร์ทริมเลียบชายฝั่งมากมาย ค่ำคืนนี้ฝนตกพายุเข้า คลื่นลมแรง ฟ้าคะนองร้องลั่นสั่นสะเทือน ทัศนวิสัยแบบนี้ไม่เหมาะแก่การเดินทาง ทั้งทางบกและทางน้ำ ไม่นึกเลยว่าเมื่อสองสามชั่วโมงก่อน ท้องฟ้ายามเย็นยังปลอดโปร่งสวยงาม ผู้คนและนักท่องเที่ยวยังคลาคล่ำ ฉับพลันเมฆฝนใช้เวลาตั้งเค้าไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ในกระแสลมแรงมาพร้อมกับไอชื้น ต่อให้ด่วนจะเดินทางกลับเกาะก็ไม่ทันการณ์ ตอนมาคลื่นในทะเลยังสงบ พอตอนกลับคลื่นปั่นป่วนม้วนตัวสูงจนไม่มีใครกล้าออกเรือ

ไข่กับสายธารอยู่ในความดูแลของเพทาย ในเมื่อกลับไปเกาะไม่ได้และก็ใกล้พลบค่ำแล้วจึงหาที่พักค้างคืนสำหรับคืนนี้ เป็นโรงแรมสี่ดาวไม่ไกลจากท่าเรือ โชคร้ายนิดหน่อย โรงแรมเหลือห้องแค่สองห้องแล้วตอนนั้นฝนก็ตกหนักมาก ลมแรงชนิดที่มีกระถางต้นไม้ล้มกลิ้ง เพทายจึงยกห้องหนึ่งให้สายธารเพราะลูกพี่ลูกน้องของเขาเป็นผู้หญิง ส่วนอีกห้องที่เหลือซึ่งเป็นเตียงขนาดหกฟุตก็เป็นของเขาและไข่พักด้วยกัน

ของทะเลที่เพทายเป็นคนจับจ่ายให้แล้วอัดน้ำแข็งแช่ไว้ในกล่องโฟม เขาให้ทางโรงแรมช่วยดูแลให้

เขารู้อยู่แล้วและรู้อยู่คนเดียวว่ามันจะต้องเป็นอย่างนี้ จึงไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไรกับการที่ไม่สามารถขึ้นเรือกลับที่พักบนเกาะได้ในคืนนี้ รู้อยู่แล้วว่าของทะเลสดที่ทุ่มซื้อไปหลายพันบาทจะไม่ถูกกินในคืนนี้อีกเช่นกัน การที่ตรีภพอยู่กับอิษฎีลำพังสองคนเป็นผลลัพธ์ของความตั้งใจ

คู่สมรสข้าวใหม่ปลามันกับค่ำคืนบนเกาะและวิลล่าส่วนตัวที่มีเพียงพวกเขาสองคน ท่ามกลางบรรยากาศฝนตกพรำๆ บรรยากาศก็ให้ ทางก็สะดวก สถานที่ก็เป็นใจขนาดนี้ จะไม่เผอเรอทำตัวเป็นสุภาพบุรุษวัยทองอยู่ได้ก็ให้มันรู้ไป

“มีโซฟาอยู่ตรงนั้น หนึ่งคนนอนได้สบาย เดี๋ยวไข่นอนตรงนั้นเองครับ”

เพทายเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ หลังได้รับข้อความจากตรีภพ เพื่อนสนิทที่ถูกเขาจงใจปล่อยให้ติดเกาะร่วมชายคากับเด็กหนุ่มเสียสติแต่รูปร่างหน้าตาน่าสอนบทเรียนรักฉบับผู้ใหญ่ให้ไม่รู้จบ เขาจึงตอบกลับด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย

“หนุ่มน้อย เตียงก็ใหญ่ จะไปนอนโซฟาให้ปวดหลังทำไม?”

ไข่เกรงใจและรู้ว่าควรวางตัวเองอยู่ในจุดไหน เพทายเป็นเพื่อนของตรีภพ ซึ่งตรีภพนับเป็นเจ้านายอีกคนของเขา เพื่อนของเจ้านายไปตีตัวเสมอได้ยังไงกัน เขารู้ว่ายุคสมัยนี้มันไม่แบ่งแยกชนชั้นวรรณะ ไม่มีใครเป็นทาส คนที่จะรับใช้คนต้องแลกด้วยเงินตราเป็นตัวกลาง แต่ว่าเป็นเขาเองที่ไม่เคยลืมกำพืดเดิม เป็นใคร มาจากไหนและอยู่ในสังคมของคนเหล่านี้ด้วยบทบาทหน้าที่ไหน อีกทั้งเพทายก็เป็นผู้ใหญ่ อายุมากกว่าเขากลายสิบปี ถึงไม่ข่มตัวเองไว้ด้วยฐานะและบทบาทที่แตกต่าง ก็ไม่พ้นต้องคำนึงถึงผู้ใหญ่ผู้น้อย

“แต่คุณเพทายเป็น...”

“ฉันไม่ใช่เจ้านายเธอแล้วเธอก็ไม่ใช่ลูกน้องใต้อาณัติฉัน เรื่องคืนนี้มันเป็นสถานการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด เธอเป็นเพื่อนร่วมชะตา จะลำดับขั้นแบ่งชนชั้นฐานะไปทำไม เตียงก็ใหญ่ นอนมันด้วยกันนี่แหละ”

“ไข่ว่าคุณเพทายนอนคนเดียวให้สบายเถอะครับ โซฟานั่นก็สบายตัวไข่มากแล้วเหมือนกัน”

“เธอนี่มันยังไง เหมือนนอบน้อมถ่อมตัว รู้จักกิริยามารยาท นึกว่าจะหัวอ่อนแต่เอาเข้าใจริงก็หัวดื้อไม่รู้ฟัง คิดจะปฏิเสธน้ำใจผู้ใหญ่เหรอ?”

“ไม่ใช่นะครับ ไม่ใช่ ห้องนี้คุณเพทายเป็นคนจ่าย คนจ่ายก็ต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุด นั่นถึงจะถูกต้องนี่ครับ”

“เธอเป็นคนของตรีภพเพื่อนฉัน เพราะฉะนั้นฉันก็ต้องดูแลให้ดี ในเมื่อเธอเห็นว่าการนอนเตียงมันเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคนเสียเงิน ฉันก็เห็นว่าการนอนเตียงมันเป็นสิ่งที่ดีที่ฉันควรจะแบ่งปันให้คนที่ฉันดันพาออกมาระหกระเหินติดฝน เถอะน่า พี่ใหญ่ใจดีคนนี้อยากดูแล โซฟานั่นไม่เห็นดีตรงไหน”

“ไข่ว่าดีออก”

“ยัง...ยังอีก สงสัยต้องขนไอ้โซฟาตัวปัญหาออกจากห้องซะแล้ว ฉันจะโทรเรียกพนักงานมายกออกไป” เพทายเดินไปยังจุดวางโทรศัพท์ใกล้หัวเตียง

ไข่รีบยกมือห้าม เรื่องที่หลับที่นอนต้องเดือดร้อนถึงพนักงาน ทั้งที่มันเป็นเรื่องเล็กน้อย ตกลงกันได้ ไม่ควรต้องรบกวนคนอื่น “ไม่ต้องครับๆ ! โซฟาไม่ได้เป็นปัญหา ไข่เองครับที่เป็นปัญหา”

“อ้อ งั้นต้องโทรให้พนักงานมาย้ายเธอออกไปถึงจะถูกสินะ” เพทายย้อนด้วยรอยยิ้มกว้าง

“ได้ที่ไหนล่ะครับคุณเพทาย ไข่นอนโซฟาได้ แต่ไข่นอนพื้นไม่ได้นะครับ”

เถียงกันไปเถียงกันมา หนึ่งหนุ่มน้อยและหนึ่งหนุ่มใหญ่จึงยืนหัวเราะให้กัน

“เอาล่ะๆ ฉันเหนียวตัว อยากอาบน้ำ”

“เชิญคุณเพทายตามสบายเลยครับ”

“ตกลงเธอนอนไหน?” เขาเดินผ่านไข่แล้วหยุดถามหาความเห็นที่น่าจะตรงกันสักที

“นอนเตียงครับ” ไข่ยิ้มแห้งแล้วชี้ไปที่เตียง

“เด็กดี ค่อยว่านอนสอนง่าย” เพทายชมพลางยกมือขึ้นตบไหล่ไข่แล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำหลังประตูปิดลง

ไข่เลื่อนเก้าอี้ให้ตัวเองนั่ง เมื่ออยู่คนเดียวเขาก็อดนึกถึงอิษฎีไม่ได้ ป่านนี้อยู่กับตรีภพสองคน ไม่มีเขาคอยช่วยเสริมทัพส่งสัญญาณอย่างรู้ใจกัน ไม่รู้อิษฎีจะเป็นยังไงบ้าง

ระหว่างนั้นโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของเขาก็สั่นครืดคราด อันที่จริงแล้วมันสั่นแบบนี้มาตั้งหลายครั้งแล้ว เป็นสัญญาณเตือนว่ามีคนติดต่อมา แต่ไข่ไม่สะดวกรับด้วยสภาพอากาศฟ้าฝนแปรปรวนหนักหน่วง ก่อนหน้านั้นกำลังวุ่นวายเรื่องหาที่พักหลบพายุในคืนนี้ด้วย ตอนนี้เขาก็ไม่ได้ทำอะไรแล้ว นอกจากรอใช้ห้องน้ำต่อจากเพทาย แต่ข้างนอกฟ้าร้องเปรี้ยงปร้างดังกระหึ่ม เขาไม่แน่ใจว่าควรรับการติดต่อของคนปลายทางดีหรือไม่

ไข่หยิบโทรศัพท์ออกมาวางบนโต๊ะ ไม่ต้องเอาตาไปดูก็รู้ว่าใครติดต่อเขามาไม่บันยะบันยังขนาดนี้ เขานั่งเท้าคางมองพยายามของคนปลายทางอย่างเอ้อระเหย สุดท้ายนับถือในความพยายามที่จะติดต่อก็เลยรับสายในที่สุด ซึ่งเป็นการติดต่อผ่านวิดีโอคอล

“คุณณิน ทางนี้ฝนตกฟ้าร้อง คุยได้ไม่นาน คุณณินติดต่อไข่ในเวลานี้มีเรื่องด่วนอะไรครับ ถ้าไม่เห็นว่าคุณณินเป็นคุณณินนะ บอกเลยว่าไข่ไม่คุยล่อฟ้าให้ฟาดกบาลหรอก”

พอกดรับวิดีโอคอลของคณิน หน้าจอพลันปรากฏสีหน้าดาบเดือดแต่หล่อเหลาคมเข้ม ก่อนที่จะถูกความเกรี้ยวกราดสายใส่ ไข่เลยชิงพูดยืดยาวถึงการเสียสละและความใจกล้าบวกน้ำใจงามของเขาในเวลาที่ฝนตกฟ้าร้องหนักหน่วงเหมือนท้องฟ้าจะพังครืนลงมาเสียให้ได้

[ทำไมไม่บอกฉันว่าตรีภพว่าเอื้อไปนอนค้างอ้างแรมข้างนอก!?]

ว่าแล้วว่าต้องเรื่องนี้ ฝ่ายหนึ่งร้อนเหมือนลาวาเดือด อีกฝ่ายหนึ่งเพียงยักไหล่แล้วพูดจานุ่มนวล เห็นอกเห็นใจคนทางนั้นที่ดีแต่รัก แต่ก็รักไม่ได้

“ไข่ยุ่ง มันกะทันหันน่ะครับ คุณณินโมโหเพราะเรื่องแค่นี้ใช่ไหม? เอาล่ะ เอาเป็นว่าคุณณินก็รู้แล้วว่าคุณเอื้อไม่อยู่ มานอนค้างอ้างแรมกับคุณตรีภพ โมโหไปก็เท่านั้น แล้วอย่าเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง บ้าตามมาล่ะครับ ที่นี่พายุเข้าด้วย อดทนอดกลั้นหน่อย เข้าวัดกรวดน้ำ กินข้าวนอนดูหนังฟังเพลง พระจันทร์ตกหนึ่งครั้ง พระอาทิตย์ขึ้นสองครั้ง มะรืนก็พากันกลับแล้วครับ”

[พูดมาก หุบปาก ขอคุยกับเอื้อหน่อย] คณินสั่งเสียงห้วนกระด้างพลางเสยผมลวกๆ

“น่าเห็นใจๆ คุณณินคงคิดถึงคุณเอื้อจับใจ แต่ว่านะครับตอนนี้คุณณินคุยได้แต่กับไข่ คุณเอื้ออยู่กันคนละแผ่นดินกับไข่ ไข่ก็อยากให้คุณณินได้คุยกับคุณเอื้อ แต่ตอนนี้คุณเอื้อไม่อยู่กับไข่ คุณเอื้ออยู่กับคุณตรีภพที่เกาะ ไข่อยู่ที่ฝั่ง”

[สะเพร่า บกพร่อง ใช้ไม่ได้ ปล่อยให้เอื้ออยู่กับตรีภพสองคนได้ยังไง เป็นคนดูแลประสาอะไรวะ!?] คณินต่อว่าไม่ไว้หน้า

ไข่ชินกับคณินขณะอีกฝ่ายเกรี้ยวกราดมานานแล้ว แต่ช่วงนี้หนักหน่อย นับตั้งแต่อิษฎีแต่งงานกับตรีภพ คณินก็เหมือนผีบ้าคลุมคลั่ง เขาสงสารเลยไม่ถือสา

“ประสาภัยธรรมชาติ ไข่มาซื้ออาหารทะเลที่ฝั่งแต่กลับเข้าเกาะไม่ได้ พายุมันเข้า ให้ทำไง ถ้าคุณณินไม่อยากให้คุณเอื้ออยู่กับคุณตรีภพ คุณณินก็ทำพิธีไล่ฝนสิ ไข่จะได้ข้ามน้ำกลับไปหาคุณเอื้อเหมือนกัน ใช่ว่าอยากอยู่ห่างสักหน่อย”

[ปัญญาอ่อน ฉันจะไปทำอย่างนั้นได้ยังไง มีสมองหรือเปล่า?]

“มี แต่ไข่ไม่แหกหนังศีรษะ แหวกกะโหลกเอาสมองออกมากองให้คุณณินดูหรอก ถ้าคุณณินจะดู คุณณินก็ต้องแลกมาก่อน คุณมีสมองหรือเปล่า เอามาให้ไข่ดูหน่อย”

[อย่ามากวนประสาท] คณินชี้หน้ากดเสียงต่ำลอดไรฟัน หมายมาดเอาเรื่องและคาดโทษเอาไว้

“ในห้องน้ำไม่มีเสื้อคลุมกับผ้าเช็ดตัว เธอช่วยหยิบส่งมาให้ฉันหน่อยได้ไหม?”

เสียงบุคคลที่สามตะโกนแทรกเข้ามาให้ได้ยินชัดเจน ไข่หันไปมองประตูห้องน้ำ คณินขมวดคิ้วมองไข่ผ่านหน้าจอ

“ทางโรงแรมแขวนเสื้อคลุมไว้ในตู้ครับ ส่วนผ้าเช็ดตัวพับไว้ตรงตู้เล็กหน้าห้องน้ำ” ไข่ตอบกลับ

“ฉันไม่ทันสังเกต ยังไงเธอช่วยหยิบให้หน่อย ฉันอาบน้ำเสร็จแล้ว ออกไปไม่ได้”

“ได้ครับ คุณเพทายรอเดี๋ยวนะครับ” ไข่บอกแล้วหันมามองคณินบนหน้าจอโทรศัพท์ “คุณณิน ไข่วางสาย...”

[นายอยู่กับผู้ชายด้วยกันในโรงแรม?]

“ใช่ครับ คุณณิน ไข่วาง...”

[เมื่อกี้ฉันเห็นเตียงใหญ่แบบเดี่ยว ไม่ใช่เตียงคู่]

“ใช่ครับ คุณเพทายใจดี เป็นกันเอง ไม่ถือตัว ให้ไข่นอนด้วยได้ คุณณิน ไข่วาง...”

[นายนอนกับผู้ชาย เพทายคือใคร?]

ไข่ขยี้หัวตัวเอง “โอ๊ย! ปัทโธ่เว้ยเฮ้ย! ถ้าคุณณินอยากคุยกับไข่ เดี๋ยวไข่มาคุยด้วยครับ อยู่ในสายไปนี่แหละ ไข่ไปหยิบของให้คุณเพทายก่อน คุณเพทายรออยู่”

หลังถูกตัดบทจากคณินมากลายครั้ง พอถึงทีไข่บ้าง ไข่เลยพูดรวดเร็วแล้ววางโทรศัพท์ทิ้งไว้ เหมือนคณินถูกละทิ้งไว้ข้างหลังอย่างไร้ความสำคัญ

เสียงที่คณินได้ยิน แต่มองอะไรไม่เห็นนอกจากเพดานห้อง...

ไข่หยิบเสื้อคลุมที่แขวนอยู่ในตู้แล้วเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวที่พับซ้อนไว้ในตู้ตัวเล็กหน้าห้องน้ำ จากนั้นก็เคาะประตูเรียกคนข้างใน

เพทายเปิดประตูแง้มไว้แล้วเอนตัวครึ่งบนโผล่ออกมาระหว่างรอยแยกของประตูและวงกบ

ไข่ส่งผ้าในมือให้เพทายรับไป อดไม่ได้ที่จะมองเรือนร่างของผู้ชายวัยใกล้สี่สิบที่ยังดูแข็งแรงสมบูรณ์ กล้ามเป็นกล้าม เนื้อแน่นตึงกระชับ มีรอยสักที่บั้นเอวด้วย เพทายกับตรีภพช่างเป็นเพื่อนสนิทที่บุคลิกขั้วตรงข้ามมากๆ เพทายมีกลิ่นอายดิบเถื่อนและลุยๆ ที่เป็นแบบนั้นอาจจะเพราะไรหนวดเขียวครึ้มสั้นๆ ที่เจ้าของวงหน้าหล่อเหลาคมเข้มจงใจไว้ สีผิวคร้ามคล้ำกว่าตรีภพไปหลายเฉด มีความเป็นผู้ใหญ่สมวัยทั้งคู่ แต่เพทายดูเป็นกันเองมากกว่า

“ใช้ได้ไหม?” เพทายยิ้มถาม เพราะรู้ว่าถูกมอง

ไข่เองเป็นคนซื่อ เปิดเผยความจริงใจไม่มีเล่ห์กล มองก็คือมองไม่มีลอบมอง

“คุณเพทายหุ่นดีมากเลยครับ” ไข่พยักหน้าแล้วยกนิ้วโป้งชื่นชม

“ขอบใจที่ชม เธอก็หน้าตาดีนะ”

เด็กมันชม คนที่โตแล้วอย่างเขาก็อดไม่ได้ที่จะพองตัวเหมือนอึ่งอ่างรับคำชม ส่วนที่เขาชมกลับไม่ใช่เพราะมารยาทอะไร แต่เพราะดูๆ แล้ว เด็กหนุ่มตรงหน้าก็หน้าตาดีไม่น้อย

“จริงเหรอครับ ไม่เคยมีใครชมหน้าไข่มาก่อน”

ชมกันไปยอกันมา ต่างฝ่ายเลยต่างพองตัวใส่กันทั้งคู่ ดูแล้วเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย

“จริง ถ้าสูงขึ้นได้อีกนิดก็ดีนะ เป็นนายแบบได้เลย” เพทายยืนกราน

“ไม่น่าสูงไปกว่านี้แล้วครับ พ่อแม่ไข่ไม่ใช่คนสูง เชิญคุณเพทายตามสบายเลยครับ”

ไข่โอดครวญอย่างเสียดายในรูปลักษณ์ของตัวเอง ก่อนจะปล่อยให้เพทายจัดการธุระส่วนตัวต่อ

“อืม เดี๋ยวมาอาบน้ำต่อได้เลยนะ ขอบใจที่หยิบผ้าส่งให้”

“ไม่เป็นไรเลยครับ”

ไข่เดินกลับมายังจุดที่วางโทรศัพท์ทิ้งไว้ เขาเกือบลืมไปเลยว่ายังมีคณินอยู่ในสาย ไม่แน่ว่าอาจจะวางสายไปแล้วก็ได้ เพราะเขาไม่ใช่คนที่อีกฝ่ายต้องการเห็นหน้าพูดคุยด้วย อีกอย่างคณินก็รู้แล้วว่าเขาไม่ได้อยู่กับอิษฎี รวมๆ แล้วก็นับว่าหมดธุระจะพูดคุย ถ้าคิดถึงอยากคุยกับคนที่ไม่อยู่ในที่นี้จริงก็พอมีทาง ติดต่อไปหาตรีภพรับรองว่าได้คุยกับอิษฎีแน่

เขาชะโงกหน้าไปเหนือหน้าจอ ก่อนจะเบิกตากว้างอย่างคาดไม่ถึง

“คุณณินยังอยู่อีกเหรอเนี่ย?”

[เข้าโรงแรมกับผู้ชาย เปิดห้องนอนกับผู้ชาย นอนเตียงเดียวกับผู้ชาย  ไม่กระดากบ้างหรือไง ฝ่ายนั้นมันเป็นใคร สนิทกันมากน้อยแค่ไหน ถึงได้สนิทใจนอนเตียงเดียวกันได้ อัธยาศัยดีจริงเลยนะ] คณินดูแคลนทั้งสีหน้าและแดกดันทั้งคำพูด

“อะไรของคุณณิน?” ไข่นิ่วหน้าไม่เข้าใจ

[เพทายเป็นใคร?] คณินสวนถามอย่างคาดคั้นต้องการรู้

ไข่ยินดีตอบให้ด้วยไม่คิดอะไร มีแต่ความพาซื่อ คนไหนดีกับเขา เขาก็ชมเป็นธรรมดาอยู่แล้ว

“คุณเพทายเป็นเพื่อนคุณตรีภพ ใจดีมาก...”

คณินแค่นเสียงในลำคอทันทีที่ได้รู้ว่าไข่กำลังอยู่กับใครในคืนนี้ เขาไม่ชอบตรีภพและพาลไม่ชอบเพื่อนของตรีภพอย่างไม่มีเหตุผล หงุดหงิดที่คนสนิทของอิษฎีมักชื่นชมตรีภพ ยังต้องมาไม่สบอารมณ์ที่คนสนิทของอิษฎีปลาบปลื้มเพื่อนของคนที่เขาไม่ชอบ

[เกณฑ์วัดค่าความใจดีมากดีน้อยของนาย วัดจากอะไร เงินเหรอ?]

“เป็นคุณณินจะให้เท่าไหร่ล่ะ?” ไข่ย้อนถาม สีหน้าไม่หลงเหลือความรื่นรมย์ใดๆ

[เท่าไหร่ล่ะ ถึงจะได้เป็นคนที่ดีมากๆ สำหรับนาย ฉันจ่าย แล้วคืนนี้ปีนขึ้นเตียงได้ก็นอนซะ อย่าเผลอไปปีนขึ้นตัวใครเข้าล่ะ...”

“คุณณินโคตรทุเรศจริงๆ เลยนะเนี่ย ไม่ไหวกับคุณณิน คืนนี้ไข่ขอให้คุณตรีภพจับคุณเอื้อทำเมีย ให้คุณเอื้อตกเป็นของคุณตรีภพหมดตัว คุณณินจะต้องอกแตกตาย”

ไข่รู้ดีว่าชนวนไหนของคณินที่จุดแล้วจะทำให้ภูเขาไฟระเบิดได้ เขาก็เลยจุดชนวนนั้น

[ไอ้...] คณินหัวร้อนกำลังจะด่าหยาบ แต่เสียงที่แทรกเข้ามาทำให้เขาเงียบฟัง

“จะสั่งอะไรกินไหม เธอหิวหรือเปล่า?”

เพทายใส่เสื้อคลุมเดินใช้ผ้าเช็ดตัวขยี้ผมออกมาจากห้องน้ำ เขาถามเรื่องปากท้อง จำได้ว่าตั้งแต่ออกมาจากเกาะจนเดินตลาดซื้ออาหารทะเลสดเสร็จก็ยังไม่ได้กินอะไรที่มันหนักท้องตามประสาผู้ชายยัดหนักกินจุเลย ส่วนสายธารซื้ออันนี้กินอันนั้นยิบย่อยไปหลายอย่างแล้ว ถ้าหิวก็คงโทรสั่งอาหารจากโรงแรมได้เอง ที่ทั้งหมดยังไม่กินอะไรหนักท้องก็เพราะหวังว่าจะไปซัดให้ราบคาบตอนปาร์ตี้ปิ้งย่างมื้อค่ำ สุดท้ายในเมื่อไม่เป็นอย่างที่คิด ทุกคนต่างก็ต้องดูแลท้องตัวเอง

เขาพักห้องเดียวกับเด็กหนุ่มหน้าคม แต่นิสัยใจคออ่อนน้อมถ่อมตน ไม่เรียกร้อง เรื่องมากหรือทำตัววุ่นวายน่ารำคาญ กิริยาท่าทางดีใช้ได้ สมัยนี้หาเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันที่มีนิสัยใจคอแบบนี้ยาก ในเมื่อเจ้าตัวไม่เรียกร้อง เขาเลยต้องไถ่ถามจะได้ให้การดูแลไม่ขาดตกบกพร่อง อุตส่าห์โดนเขาล่อลวงออกห่างจากอิษฎีมาทั้งที ขอชดเชยให้หน่อย

ไข่เหลียวใบหน้าหันไปมอง ส่วนเพทายเดินเข้ามาใกล้ไข่ คณินเลยได้เห็นเพทายเข้า

“อ้าว โทษที ติดสายอยู่เหรอ นึกว่าเล่นโทรศัพท์” เพทายเหลือบเห็นหน้าจอโทรศัพท์มือถือของไข่เข้าพอดี ถึงพึ่งรู้ว่ามีเด็กหนุ่มกำลังวิดีโอคอลคุยกับคนปลายทาง

จังหวะนั้นเขากำลังจะเบี่ยงตัวออกห่างกลับต้องชะงักเพราะคนปลายทางส่งเสียงตะคอกกร้าวขึ้นมา

[อยู่ให้ห่างจากผู้ชายคนนั้นเดี๋ยวนี้เลย! ฉันขอเตือน! ไปเปิดห้องใหม่ ถ้าไม่มีทั้งสมองทั้งเงินเดี๋ยวฉันจัดการให้เอง!]

ไข่ได้ยินคณินพูดเหมือนเพทายเป็นตัวอันตรายเสียงดังลั่น ถึงกับรีบย้อนกลับเสียงดังไม่แพ้กัน “คุณณินวันนี้เป็นไรมากไหม!? คุณเพทายโตกว่าคุณณินนะ แล้วเมื่อกี้พูดอะไรออกมา โคตรเสียมารยาทเลย!”  

[มันเป็นเกย์ตัวพ่อเลยให้ตายเถอะ! ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้ ฉันสั่ง!]

คณินทำราวกับว่าถ้าเขาไม่ออกไปจากห้องนี้เดี๋ยวนี้ แค่วินาทีเดียวเขาจะถูกเพทายทำให้ไม่ใช่คนอีกต่อไปยังไงอย่างงั้น

เกย์นะไม่ใช่เชื้อโรค อีกอย่างคณินที่รักชอบอิษฎีที่เป็นผู้ชายได้ก็เกย์เหมือนกันนั่นแหละ

“ไข่ขอวางสาย…”

[จะออกมาไหม!?] คณินสวนถามเอาเรื่อง

ไข่ชักมีน้ำโหเลยตอบให้ในทันทีแบบรัวเร็ว “แน่นอนว่าไม่ออก มันออกไม่ได้ มันเหลืออยู่ห้องเดียว ออกแล้วจะไปอยู่ไหน ฝนก็ตกฟ้าก็ร้อง มืดค่ำป่านนี้แล้ว คุณณินรู้ตัวไหมว่าตอนนี้คุณณินโคตรไม่น่าคุยด้วย แย่ว่ะ! แค่นี้…”

“นี่คุณรู้จักผมงั้นเหรอ?” เพทายกอดอกถาม

ไข่สุดจะเข้าใจ วิดีโอคอลสายนี้มันมีอาถรรพ์อะไร ทำไมรับแล้วถึงวางไม่ได้ พอจะวางคนนั้นจะต้องพูดคนนี้จะต้องแทรก เขาหงุดหงิดคณินแต่ก็ยกมือเกาขมับ เมื่อเพทายก็ขอมีบทสนทนาด้วยอีกคน

[โฮสต์คลับขายน้ำย่าน.... คุณเอาท์เด็กดับเบิ้ลเอออกแทบทุกอาทิตย์ ใครบ้างไม่รู้จักคุณ นึกว่าเพทายไหน ที่แท้ก็เพทายนี้นี่เอง]

“คนนี้ใคร?” เพทายหันไปคุยกับไข่

“คุณณิน คณิน ครับ เป็นรุ่นพี่ที่สนิทกับคุณเอื้อ” ไข่ตอบ

เพทายกระตุกยิ้มทันทีที่ได้รู้จักคนปลายทาง เขาหันมายิ้มให้คณิน

“ไอ้หนุ่ม รู้ดีแบบนี้ไปใช้บริการบ่อยเหมือนกันสินะเรา”

[อย่าเสือกลุง]

“เธอเสือกเรื่องของฉันได้แล้วทำไมฉันจะเสือกเธอคืนไม่ได้ ให้มันวินวินกันหน่อยน่า”

คณินไม่โต้ตอบกับเพทาย เขาหันสายตาไปสบมองกับไข่

[ไข่ ฉันจะถามนายเป็นครั้งสุดท้าย จะอยู่ให้ห่างเกย์เฒ่าแล้วออกมาหาที่ซุกหัวนอนใหม่ หรือจะง่ายอยู่ต่อให้มันเปิดโลกเปิดประสบการณ์เอานาย?] เขาถามเสียงดุดัน สีหน้าคาดคั้น

“ไอ้หนุ่มหัวร้อน ระวังคำพูดของเธอหน่อย ฉันไม่ใช่คนที่เห็นเพศเดียวกันแล้วจะจับฟาด ฝังเนื้อ รดน้ำ ให้หนุ่มน้อยมีจ้อนไปทั่วหรอกนะ เธออาจปากดีใส่ฉันได้ แต่เธอดูถูกไข่ได้เหรอ เธอสองคนน่าจะรู้จักกันพอสมควร แล้วทำไมคำพูดของเธอถึงดูถูกเขา เขาแตกต่างกับเธอ แต่โตมาได้ดีกว่าเธอนะรู้หรือเปล่า คณิน?”

[ไข่ตอบฉัน!] คณินจ้องมองแต่ไข่ตาเดือดดาลแทบทะลุ

เขาหวังดีทั้งนั้น หากอิษฎีเป็นรุ่นน้องของเขา ไข่ที่อายุน้อยกว่าอิษฎีก็นับว่าเป็นน้องชายคนหนึ่งที่เขารู้จัก สองคนนี้เติบโตมาใต้หลังคา มีประสบการณ์ชีวิตแค่ในรั้วบ้าน จะไปทันเล่ห์กลของผู้ชายที่ผ่านโลกมากว่าสามสิบปีได้ยังไง

ไข่ถอนหายใจ “ไข่บอกคุณณินแล้วว่าที่นี่ฟ้าร้องฝนตกพายุเข้าหนัก โรงแรมนี้เหลือห้องเดียว ไข่ไว้ใจคุณเพทาย”

[แต่นายไม่เชื่อฉัน] คณินละลายความดาลเดือดหัวร้อนของตัวเองหลังได้ยินคำตอบของไข่ ที่พูดออกมาเป็นเพียงเสียงราบเรียบเย็นชา

“ไม่ใช่…”

[ฉันเข้าใจแล้ว มัวแต่ห่วงว่าเขาจะเอานาย ที่จริงแล้วนายอาจจะอยากให้เขาเอา เห็นหงิ๋มๆ หน้าซื่อแต่ใจข้างในคงขุ่น คนที่นายจะนอนด้วยคืนนี้รวยมากนะ ผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วน TPP เจ้าของไร่สวนชื่อดังทางเหนือและกำลังโสด ขอให้ได้ขอให้โดน เป็นเด็กเสี่ยสบายกว่าดูแลคนบ้าเป็นไหนๆ]

ไม่ต้องรอให้ไข่บอกว่าจะวางสายเขาอีก เป็นเขาที่ทิ้งถ้อยคำถูถูกและหยาบคายจบก็ตัดสายไป

“...” ไข่ลดโทรศัพท์มือถือในมือลง

เพทายหมุนตัวแล้วพิงหนั่นสะโพกไปกับขอบโต๊ะ กอดอกมองเด็กหนุ่มที่เงียบไปด้วยสีหน้าราบเรียบไม่แสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดใดๆ

“นอกจากฐานะ หน้าตา การศึกษา ไอ้หนุ่มปากจัญไรนี่มีอะไรดีบ้าง?”

“คุณณินน่ะเหรอครับ คุณณิน...ขอไข่คิดก่อน” ความดีของคณินที่มีต่อไข่ ทำให้ไข่ต้องขอเวลาแหวกสมองเข้าสู่ระบบความทรงจำแล้วค้นหาอย่างจริงจัง

“...” เพทายหัวเราะ ยื่นมือออกไปขยี้ผมของไข่อย่างเอ็นดู “กลัวที่ต้องนอนกับฉันหรือเปล่า?”

ไข่ส่ายหน้า “ไม่กลัว อย่างที่บอกคุณณินไป คุณเพทายก็ได้ยิน ไข่ไว้ใจ อีกอย่างถ้าคุณเพทายจะทำอะไรๆ แบบนั้นจริง ถึงตอนถอดเสื้อผ้าเห็นก้นไข่ ยังจะกับไข่ลงหรือเปล่าเถอะ”

“ทำไม?” เพทายสงสัย

ไข่จับขอบกางเกงเตรียมรั้งลง “ก้นไข่ลายพร้อยอย่างกับเปลือกไข่นกกะทา มาเดี๋ยวไข่ถกให้ดู”

เพทายหัวเราะลั่น ยื่นมือออกไปขวางการกระทำที่เป็นจริงเป็นจังของเด็กหนุ่ม

“เธอนี่ตลกซื่อนะ ฉันไม่ทำกับเธอ จะดูเนื้อในเธอไปทำไม เก็บไว้ให้คนที่คิดทำกับเธอดูเนื้อในเธอก็แล้วกัน”

“อย่างนั้นเหรอครับ แต่ดูก่อนได้นะครับ”

“ไปอาบน้ำไป ฉันจะสั่งอาหารสักหน่อย เผื่อเธอด้วย รอเธออาบเสร็จก็ออกมาทันกิน”

ไข่ยักไหล่ไม่ทู่ซี้ “ขอบคุณครับ ไข่ก็เริ่มหิวแล้ว”

เพทายยืนเต็มความสูง เอาผ้าเช็ดตัวพาดบ่าแล้วเดินไปที่โทรศัพท์ใกล้หัวเตียงจากนั้นก็ต่อสายไปยังพนักงานข้างล่าง

ระหว่างที่ไข่กำลังหยิบเสื้อคลุมกับผ้าเช็ดตัว ความคิดที่ยังไม่ตกตะกอนยังคงฟุ้งอยู่ในสมอง เขากำลังหาคำตอบว่าคณินมีอะไรดีบ้าง

“คุณณินก็ดี...ปากน่ะดี”  

///////////////////////////

ช่วงสายเพทายพาไข่กับสายธารกลับไปที่เกาะ พวกเขายังอยู่ในชุดเดิมชุดเดียวกับเมื่อวาน ส่วนตรีภพอยู่ในชุดพร้อมสำหรับทำงาน สายธารมาถึงก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดทำงานแล้วนั่งเรือออกไปกับตรีภพและเพทายที่ตัดสินใจจะอยู่อีกวัน เพราะอยากแฮงก์เอาท์กับเพื่อนสนิทในค่ำวันนี้แทนเมื่อวานที่ต้องล่มไป

ทั้งวิลล่าจึงเหลือแค่อิษฎีกับไข่ เขาไม่มีความลับอะไรกับอิษฎี ยิ่งเป็นเรื่องของคณินยิ่งเล่าสู่ให้อิษฎีฟัง อิษฎีจะได้รู้ว่าคณินใส่ใจและให้ความสนใจกับอิษฎีแค่ไหน ถึงขนาดตัวเหมือนหมาเป็นพิษสุนัขบ้าระยะสุดท้ายใส่เขา ผิดกับอิษฎีที่ไม่พูดถึงเรื่องเมื่อคืนให้ไข่รู้สักกระผีก

ไข่หรี่ม่านตามองส่วนหนึ่งส่วนนั้นบนใบหน้าอิษฎี คนถูกมองรับรู้ได้ถึงสายตาที่จงใจจ้องจับผิดอย่างเปิดเผย อิษฎีทำไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว มองดินฟ้าอากาศแล้วทำเนียนเม้มริมฝีปากล่างที่ตกเป็นเป้าสายตาคู่นั้นราวกับกำลังเก็บซ่อนหลักฐานสำคัญใส่ลิ้นชักให้มิดชิด หลังไปต้องตาปลุกความสงสัยของใครเข้า

ใครคนนั้นยื่นอุ้งมือออกไปช้อนใต้คางมน จับให้วงหน้าของเจ้านายหันมาเผชิญประจันกับเขา ปลายนิ้วออกแรงบีบที่สองแก้มนิ่มเบาๆ ริมฝีปากที่เจ้านายทำเนียนงับเก็บซุ่มซ่อนจากสายตาจับผิดแกมสงสัยของเขาก็เผยอปลิ้นออกมา

“คุณเอื้อ ทำไมปากบวมอย่างนี้ แล้วนั่นรอยฟันใช่ไหม?”

อิษฎีเลิกทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว เขาปัดมือของไข่ออกแล้วโกหกคำโตอย่างหน้าตาเฉยไร้พิรุธ

“เมื่อวานไม่ทันระวัง ลื่นล้มหน้าคว่ำ ฟันเจาะปาก”

“อ้อ แล้ว...หกล้มที่ไหน ตอนเย็นหรือตอนค่ำ?”

“เฮ้ย จำเป็นต้องรู้ละเอียดขนาดนั้นเชียว นี่ปากที่อยู่บนหน้าใต้จมูกเรา มันปากเราหรือปากไข่กันแน่ งง”

“เอาน่า ตอบๆ มาเถอะ คุณเอื้อ”

“ลื่นล้มในห้องน้ำ ตอนค่ำ” อิษฎีปั้นคำโกหกมอบให้ไข่ที่อยากรู้นักหนาอย่างขอไปที เพื่อตัดรำคาญ

เขาจงใจเก็บทุกเรื่องราวระหว่างเขากับตรีภพที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวานเย็นจนถึงถึงเช้าวันนี้ แต่ร่องรอยที่ตรีภพฝากไว้บนกลีบปากของเขา มันไปจุดความสงสัยใคร่รู้ของไข่เข้า ถ้าไม่มีรอยกัดมันคงสอดคล้องกับคำพูดของเขามากกว่านี้ ยามที่ไข่ถามว่าเขาอยู่กับตรีภพยังไง ในตอนที่ไข่ไม่อยู่ด้วยและเขาก็แค่บอกไปว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แค่เดินเล่น รีบกลับเข้ามาเพราะฝนตก อาบน้ำ กินข้าวและนอนด้วยกัน แต่ไม่มีอะไรน่าสนใจ เรียบง่ายได้ใจความและจบตอน

ซึ่งเบื้องหลังในความเป็นจริงนั้น มันช่าง...

เกินจะเปิดเผยจริงๆ

หลายชั่วโมงผ่านไป…

“คุณเอื้อ คุณเอื้อได้ตอบไข่หรือยัง ว่าทำไมปากคุณเอื้อถึงบวมแล้วก็มีรอยฟันตั้งสองรอย?”

“ตอบไปแล้ว”

“ตอบว่าอะไร ไข่ลืม”

“ก็บอกว่าหกล้ม ฟันเจาะปาก”

“หกล้มที่ไหน ตอนเย็นหรือตอนค่ำ?”

“...” อิษฎีเริ่มมองไข่อย่างไม่ไว้ใจ ยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแล้วถามเสียงอู้อี้ “ถามซอกแซกอย่างนี้ มีเจตนาอะไร?”

“เจตนาดี ไข่จะไปต่อว่าคุณตรีภพที่ดูแลคุณเอื้อไม่ดี”

“ไม่ต้องหรอกน่า เรื่องแค่นี้” อิษฎีบอกปัดทำไม่ถือสา

“ไม่ได้ๆ คุณเอื้อเจ็บตัว คุณตรีภพต้องรับผิดชอบ” ไข่ยืนกรานจะเอาเรื่อง

อิษฎีรีบค้านทันทีเหมือนมีไฟรนก้น “ไม่ถูก! ปากเรา เราซุ่มซ่ามเองเจ็บเอง เกี่ยวอะไรกับอาตรี ไม่ต้องไปพูดเรื่องปากเราเจ็บกับอาตรี อาตรีไม่ต้องรับผิดชอบ”

“แสดงว่าคุณตรีภพไม่รู้ เดี๋ยวไข่จะไปบอกให้คุณตรีภพรู้เดี๋ยวนี้เลย คุณตรีภพละเลยคุณเอื้อ ใช้ไม่ได้ๆ แล้วหกล้มที่ไหน ตอนเย็นตอนค่ำ?”

“หกล้มตอนเย็น ในห้องนอนอาตรี แต่อาตรีอาบน้ำอยู่ อาตรีไม่รู้ ใครจะเอาตามาดูแลเราตลอดได้ทุกนาทีไข่ ช่างเถอะน่าเรื่องแค่นี้” อิษฎีรีบค้านจนเผลอตกหลุมพรางเข้าให้โดยไม่รู้ตัว

“หกล้มตอนเย็นในห้องนอนคุณตรีภพ” ไข่ยิ้มทวน

“...” อิษฏีรู้สึกไม่ชอบมาพากล เหมือนเขาพลาดอะไรไปสักอย่าง

“หกล้มกับลื่นล้มไม่เหมือนกัน ถามครั้งแรกบอกลื่นล้ม ถามครั้งสองบอกหกล้ม เดี๋ยวห้องนอนเดี๋ยวห้องน้ำ เขาว่ากันว่าเมื่อเวลาผ่านไปคนโกหกมักจะจำคำโกหกของตัวเองไม่ได้ เพราะคำโกหกไม่ได้มาจากเรื่องจริง”

“...” อิษฎีตีมึนชิ่งเงียบ เมินหน้าหนี

ไข่ยิ้มตาพราวกระเซ้าถึงความจริงที่อิษฎีไม่ต้องยอมรับออกมาเป็นคำพูด เขาก็พอเดาได้ว่าที่ปากของอิษฎีบวมเจ่อช้ำรอยฟันก็เพราะ...

ถูกตรีภพทำอะไรๆ ที่มันอะไรๆ แบบว่าอะไรๆ แล้วไงเล่า!

“โธ่ คุณเอื้อหนอคุณเอื้อ สงสารก็แต่คุณเอื้อแล้วล่ะ ไม่นึกว่าคุณตรีภพจะมาสายนี้”

“อาตรีสายนี้? สายนี้มันสายไหน?” อิษฎีตวัดสายตากลับมาขมวดคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจ

“ซาดิสม์ รุนแรง ถึงเครื่อง...ถึงรส!”



ความคิดเห็น

}