ST 76

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 25) Mahouka Koukou no Rettousei

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ธ.ค. 2561 21:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
25) Mahouka Koukou no Rettousei
แบบอักษร

​ตอนสุดท้ายของวันนี้ละ 




“แหมๆ กำลังทำอะไรอยู่หรอครับรุ่นพี่สึคาสะหัวหน้าชมรมเคนโด้...” ขณะที่สึคาสะกำลังร้อนรนเมื่อเห็นว่าไม่สามารถติดต่อพวกมิบุได้ อากิก็ปรากฏตัวข้างหลังเขาโดยที่ไม่รู้ตัว


‘สุดยอดอัจฉริยะปี1 ฟูจิวาระ อากิโอะ รองปรานนักเรียนคนปัจจุบัน!’ สึคาสะคิดในใจ


“อ๋อ... ก็เปล่าหรอก เห็นว่าเรื่องแบบนี้กิจกรรมทั้งหมดคงยกเลิก เลยว่าจะกลับบ้านเร็วหน่อยน่ะ” เขายิ้มตอบไปอย่างธรรมชาติ แต่ท่าทางก็ยังร้อนรนและพยายามจะหันหลังหนี


“โกหกไม่เข้าเรื่อง....” อากิเพียงแค่พูดไปนิ่งๆสึคาสะก็ออกอาการ


“พูดอะไรน่ะ ฟูจิวาระคุง?” มันยังพยายามจะหันมายิ้มให้เขาต่อ


“จะหนีหรือจะสู้ก็รีบๆเลือก มันเสียเวลานะครับ....” อากิเองก็ตอบรับเขาไปด้วยรอยยิ้มที่จงใจทำให้มันดูเสแสร้ง


สึคาสะไม่รอช้า เขารีบใช้CADที่มีเวทย์เสริมความเร็วและวิ่งออกไปทันที


‘เราจะถูกจับที่นี่ไม่ได้... ถึงจะเป็นนักเรียนชั้น2แต่ด้วยประสบการณ์ที่มากกว่า2ปีเราต้องไวกว่าแน่ๆ’ สึคาสะคิดออกมา


“เลือกได้ฉลาดนี่นะครับ....” ราวกับถูกดับฝัน เสียงที่เขาไม่อยากได้ยินที่สุดดังขึ้นมาข้างๆหูของเขา


“เพราะถ้าเลือกสู้ไปก็คงมียั้งมือยาก...” สึคาสะรีบหันไปตามเสียงก็พบกับอากิที่วิ่งคู่กับตนเองในท่าทางสบายๆ


สึคาสะพยายามจะยื่นCADแหวนออกไปใช้แคสแจมมิ่ง


“กัดฟันไว้...” อากิพูดเพียงเท่านั้นก็จัดการตวัดเตะตัดขาสึคาสะ


กร๊อบบบ!!!


อ๊ากกก!!


เสียงกระดูกขาไม่ก็เข่าของสึคาสะที่ไม่ใช่แค่หักแต่ราวกับแตกเป็นชิ้นๆเลยด้วยซ้ำ....


“ฝากจัดการต่อด้วยนะครับรุ่นพี่กรรมการควบคุมวินัยทั้งสอง!” อากิตะโกนบอกออกไปให้สมาชิกกรรมการวินัยสองคนที่ตามดูสึคาสะอยู่ก่อนจะวิ่งออกไป


.


.


.


ภายในห้องพยาบาลหลังจากเรื่องวุ่นวายที่มี มิบุ พี่น้องชิบะ มาริ มายูมิ จูมอนจิ เอริกะและเลโอ


เมื่อมิบุปล่อยดราม่ากับทัตสึยะและทุกคนเสร็จจนคิดได้แล้ว


“เอาล่ะ... กลับเข้าสู่ปัญหาหลักกันเถอะ ว่าองค์กรบลองช์ซ่อนตัวอยู่ที่ไหนกันแน่...” ทัตสึยะที่ถอยตัวออกมาจากมิบุหันไปพูดกับทุกคนที่ดูจะตกใจกับคำพูดนั้น


“...ทัตสึยะคุง... คงไม่ใช่ว่าเธอจะไปเผชิญหน้ากับพวกนั้นด้วยตัวเองใช่ไหม?” มายูมิถามไปอย่างไม่มั่นใจ


“ผมไม่ได้จะไปเผชิญหน้า...” ทัตสึยะมีสีหน้าขึงขังขึ้น


“แต่จะไปกวาดล้างต่างหาก!” คนอื่นๆยิ่งตกใจไปกับคำพูดนั้น


“อันตรายเกินไป! นั่นมันเกินขอบเขตของนักเรียนไปแล้ว!!” มาริรีบพูดออกมา


“ฉันไม่เห็นด้วย เรื่องนี้เกิดนอกโรงเรียนก็ให้ตำรวจจัดการสิ!” มายูมิเสริม


“แล้วจะปล่อยให้รุ่นพี่มิบุถูกจับเข้าสถานกักกันในข้อหาพยายามปล้นทรัพย์งั้นหรอครับ? ไหนจะคนร้ายที่ตายไปอีก...” ทัตสึยะสวนไป


“อย่างนี้เองสินะ... ถ้าให้ตำรวจมาจัดการก็คงไม่ดีเท่าไหร แต่อีกฝ่ายก็เป็นถึงผู้ก่อการร้ายข้ามชาติสาขาญี่ปุ่น เราไม่มีทางสั่งให้นักเรียนของเราไปเสี่ยงชีวิตแบบนั้นหรอก” จูมอนจิพูดพลางกอดอกที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามขนาดใหญ่ของตน


“ถูกต้องครับ... แต่ผมก็ไม่ได้คิดที่จะยืมกำลังของคณะกรรมการหรือองค์กรสหชมรมตั้งแต่แรกอยู่แล้ว...” ทัตสึยะตอบไป


“ตั้งใจจะไปคนเดียวสินะ!?” จูมอนจิเริ่มเข้าใจจุดมุ่งหมาของเขา


“หนูไปด้วยค่ะ” มิยูกิพูดขึ้น


“ฉันไปด้วยคน” เอริกะตาม


“ฉันด้วย” สุดท้ายคือเลโอ


“ชิบะคุง!! ถ้าเป็นเพราะฉันก็อย่าเลย ฉันยอมมอบตัวก็ได้…” มิบุรีบพูดขึ้นมา เธอไม่อยากให้ใครต้องเดือร้อนเพราะตัวเองอีก


“ผมไม่ได้ทำเพื่อรุ่นพี่หรอกนะครับ...” ทัตสึยะหันไปพูดกับเธอเสียงเย็น


“สถานที่ใช้ชีวิตประจำวันของผมตกอยู่ในอันตราย ตัวผมเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย...”


“ผมตั้งใจจะกำจัดทุกอย่างที่ขวางทางชีวิตอันสงบสุขของผมและมิยูกิให้หมดไป นั่นคือเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับผม...” ทัตสึยะพูดออกมาอย่างมุ่งมั่นและจิตสังหารที่บอกว่าจะไม่ลังเลแม้แต่น้อย


ทุกคนที่ได้ยินต่างก็ทึ่งกับความมุ่งมั่นนั้นกันหมด


“แล้วเราจะหาที่ซ่อนของพวกบลองช์กนได้ยังไงล่ะคะท่านพี่?” มิยูกิถามเขา


“ก็ไปหาจากคนที่รู้น่ะสิ..” ทัตสึยะยิ้มตอบไปก่อนจะเดินไปที่ประตูห้องและเปิดมันออกมา


แกร๊ก...


“อาจารย์โอโนะ!” มายูมิอุทาน


“ฮารุกะจังหรอ?” เลโออุทานตาม


เธอคือ โอโนะ ฮารุกะ อาจารย์ประจำชั้นของทัตสึยะซึ่งเป็นสายให้กับทางการ


“แหะๆ ขอโทษที่แอบฟังนะ” เธอทำท่าเกาหัวอย่างใสซื่อ


“อย่าโกหกสิครับ เดี๋ยวจะติดเป็นนิสัยนะ” ทัตสึยะที่รู้ความจริงก็ขัดไป


“ว่าแต่... ฮารุกะจังรู้ที่อยู่ของพวกบลองช์อะไรนั่นด้วยหรอ?” เอริกะถามอย่างไม่เข้าใจ


“อาจารย์โอโนะเลิกตีหน้าซื่อได้แล้วมั้งครับ” ทัตสึยะบอกเธอไป


“ก็ได้ๆ เอาแผนที่มาสิ” ฮารุกะหยิบอุปกรณ์ของเธอออกมา


“นี่ครับ...” ทัตสึยะหยิบแผ่นที่รูปแบบแผ่นพับใสๆออกมา


“จะส่งพิกัดของฐานมันไปให้ก็แล้วกันนะ” เธอนำอุปกรณ์ของตนยิงข้อมูลไปที่แผ่นที่ของเขา ไม่นานจุดที่แสดงโรงเรียนและฐานของพวกบลองช์ก็ขึ้นมาบนแผนที่ของทัตสึยะ


“นี่มัน....!! ใกล้แค่นี้เองนี่นา!” เอริกะยื่นหน้ามาดูและอุทานอย่างตกใจ


“สถานทีนี้... เป็นโรงงานชีวภาพเก่าที่ถูกทิ้งร้างบนเนินเขานอกเมือง” ทัตสึยะบอกทุกคน


“ดูจากสภาพแล้วคงซ่องสุมกำลังหรืออาวุธไม่ได้มากนักสินะ” จูมอนจิเริ่มวิเคราะห์


“ใช่ค่ะ จากการตรวจสอบของทางเราก็ไม่พบอะไรร้ายแรง” ฮารุกะตอบไป


“คงต้องไปด้วยรถสินะ ใช้เวทมนตร์เดินทางก็คงถูกตรวจจับ และอีกฝ่ายคงรอต้อนรับอยู่ บุกเข้าไปตรงๆคงดีที่สุดแล้ว” ทัตสิยะบอกไป


“นั่นสินะ.. เรื่องรถฉันจะจัดการให้เอง” จูมอนจิพูดออกมา


“เอ๋? จูมอนจิคุงจะไปด้วยหรอ?” มายูมิอุทาน


“ถือเป็นหน้าที่ของในฐานะคนตระกูลจูมอนจิ หนึ่งในสิบตระกูล แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นในฐานะนักเรียนของโรงเรียนแห่งนี้ฉันจะเพิกเฉยต่อเหตุการณ์นี้ไม่ได้! จะปล่อยให้รุ่นน้องไปลำบากได้ยังไงกันล่ะ!” จูมอนจิยืดอกพูดอย่างสมชายชาตรี


“ถ้างั้นฉัน...” มายูมิที่เป็นเหมือนกับจูมอนจิทุกอย่างก็ทำท่าจะตามไปด้วย


“ซาเองุสะ เธอจะไปไม่ได้นะ” จูมอนจิดุไป


“มายูมิ... ในสถานการณ์แบบนี้ถ้าประธานนักเรียนไม่อยู่เรื่องมันจะวุ่นไปกันใหญ่นะ” มาริดุเสริมไปอีก


“....เข้าใจแล้ว....” มายูมิก้มหน้าราวกับเด็กที่ถูกห้ามไม่ให้ซื้อของเล่น


“แต่... ถ้าอย่างนั้นมาริเองก็ห้ามไปด้วย อาจจะมีผู้ก่อการร้ายหลงเหลืออยู่ ถ้าหัวหน้ากรรมการควบคุมวินัยไม่อยู่ก็จะวุ่นนะ” มายูมิเอาคืนจนมาริพูดไม่ออกเลย


“ถ้างั้นผมจะรีบจัดการให้จบก่อนอาทิตย์ตกนะครับ” ทัตสึยะบอกทุกคนและทำท่าจะเดินออกไป


“เดี๋ยวก่อน!” มายูมิรีบร้องห้าม


“มีอะไรครับ?”


“เอ่อ... มีใครเห็นอากิคุงบ้างมั้ย?” เธอก้มหน้าถามไป ทั้งๆที่ทุกคนก็คิดว่ามันปกติดีที่ประธานจะถามหารองประธาน


ทุกคนส่ายหน้าออกมาพร้อมกันราวกับไม่รับรู้เลย


“ถ้างั้นทัตสึยะคุงช่วยโทรหาเขาให้หน่อยได้มั้ย? พอดีฉันไม่ได้แลกเบอร์ไว้น่ะ...” มายูมิที่มาถึงจุดนี้ก็แอบเศร้าเหมือนกัน เธอลืมไปแม้กระทั่งหลักพื้นฐานของการคบกันด้วยซ้ำ


“ก็ได้ครับ....” อากิหยิบอุปกรณืบางอย่างออกมาพร้อมกับกดลงไปก่อนจะสวมไปที่หู


“ฮัลโหล อากิใช่มั้ย? นายอยู่ที่ไหนน่ะ? ทำไมต้องให้เปิดลำโพงด้วยล่ะ? ก็ได้ๆ เข้าใจแล้ว” ทัตสึยะพูดไปก่อนจะถอดมันออกและกดปุ่มหนึ่งไป


“ฮัลโหลๆ ได้ยินมั้ยคร้าบ~” เสียงของอากิดังออกมาจากหูฟังนั้น


“อากิคุง! เธออยู่ที่ไหนเนี่ย!” มายุมิรีบถามไปด้วยความร้อนใจ


“แหมๆ คิดถึงผมหรอครับท่านประธาน... แต่ก่อนอื่นผมขอถามได้มั้ยว่านอกจากคุณแล้วในที่ๆคุรอยู่ตอนนี้มีใครที่มีอำนาจ มีอิทธิพลอีกมั้ย?”


“มีฉันอยู่ ฉันเป็นคนตระกูลจูมอนจิ” จูมอนจิ คัตสึโตะพูดขึ้นมาโดยไม่ให้มายูมิที่ถูกเมินคำถามได้สวนอากิไป


“รุ่นพี่จูมอนจิก็อยู่ด้วยหรอครับ... ถ้างั้นรุ่นพี่รู้ความเสียหายที่ผมได้ทำไปรึยังล่ะครับ?” อากิเริ่มพูดเสียงเข้มจนหลายคนเริ่มเบิกตากว้างแต่ก็มีบางคนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจเช่นกัน


“รู้สิ... ทำลายทรัพย์สินของโรงเรียน ใช้เวทมนตร์โดยไม่ได้รับอณุญาติ ทำร้ายร่างกายไปหลายคน และฆ่าคนตาย4ศพ นั่นคือข้อหาตามหลักที่นายควรจะได้รับ” จูมอนจิตอบไปนิ่งๆขณะที่เหล่าคนที่ไม่รู้ก็ตกใจกันอย่างหนัก


“ม... ไม่จริงน่า...” มายูมิที่แทบไม่รู้อะไรเลยก็รู้สึกตกใจจนแทบจะพูดไม่ออก ขณะที่มาริเพียงแค่เลิกคิ้วให้กับอีก1ศพที่เพิ่มมา


“เห? 4หรอครับ ผมคิดว่า1ซะอีก.... แต่ก็ช่างมันก่อนเถอะครับ ผมอยากจะถามรุ่นพี่ว่ามีทางไหนที่ผมจะรอดคดีมั้ยครับ?” อากิถามไปตรงๆ


เอ็งจะคุยเรื่องนอกกฎหมายตรงนี้เลยเรอะ!!! หลายๆคนที่ไม่ได้สนิทก็ไม่รู้จะตกใจความหน้าด้านนี้หรือคดีของเขาดี


“แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นพวกก่อการร้ายแต่ยังไงก็ต้องมีคดี ถ้าใช้อำนาจของตระกูลจูมอนจิคงพ้นไปได้หลายข้อหารวมถึงของทุกคนในห้องนี้ด้วย แต่ไอ้ฆ่าคนตายแล้วมีหลักฐานนี่คงไม่ได้...” จูมอนจิยังตอบเขาไปอย่างปกติ


“งั้นหรอครับ...”


“ฉะ...ฉันก็เป็นคนตระกูลซาเองุสะ! หนึ่งในสิบตระกูลเหมือนจูมอนจิคุง ถ้าฉันช่วยด้วยล่ะ!!” มายูมิเริ่มตั้งสติและพูดออกมาด้วยความเป็นห่วง แม้ว่าเธอจะไม่ใช้ระดับว่าที่หัวหน้าตระกูลเหมือนจูมอนจิ แต่ยังไงเธอก็พอจะมีอำนาจอยู่บ้างเหมือนกัน


“ไม่ได้หรอก... ถ้าไม่มีหลักฐานก็ว่าไปอย่าง แต่ในกรณีนี้ไม่ว่าตระกูลไหนก็ไม่ยอมให้เอาชื่อไปเสี่ยงขนาดนั้นหรอกนะ” จูมอนจิตอบเธอไป


“มะ...ไม่นะ...” มายุมิเองก็รู้ว่านั่นเป็นเรื่องจริงแต่ก็ไม่อยากที่จะยอมรับ


“แต่... ถ้าส่งเรื่องไปถึงทางรัฐบาลโดยตรงก็อีกเรื่องนึง...” จูมอนจิเสนอไปอีกทางเลือก


“ยังไงล่ะ?” มาริถาม


“แค่ความจริงที่พวกนั้นเป็นผู้ก่อการร้ายข้ามชาติซึ่งเป็นภัยต่อประเทศ และเธอก็เป็นนักเรียนอัจฉริยะที่ถูกจับตามองอยู่ ทางรัฐบาลคงยอมปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปโดยง่ายแน่ๆ ถ้าพวกเขาไม่ยอมคดีเธอก็จะโดนประเทศอื่นเอาเรื่องก่อการร้ายข้ามชาติมาอ้างและดึงตัวไปแน่ๆ ไม่ว่ายังไงทางรัฐบาลก็คงไม่ยอมเสียคนแบบเธอไปแน่” จูมอนจิพูดออกมาสร้างความหวังให้หลายๆคนเช่นมายูมิและสร้างความตะลึงเกี่ยวกับช่องว่างของกฎหมายให้อีกหลายคน


“จริงหรอครับ? แล้วถ้ามีคนตายเพิ่มมาอีกล่ะ?” อากิยังถามต่อโดยที่ไม่ได้มีน้ำเสียงเปลี่ยนแปลง


“จะกี่ศพก็เหมือนกัน ตราบใดที่เป็นพวกก่อการร้ายนั่น” จูมอนจิตอบ


“แต่นั่นก็เป็นกรณีที่รุ่นพี่จะยอมช่วยใช่มั้ยล่ะครับ?”


“โฮ่... ก็รู้ดีหนิ” จูมอนจิแอบยกยิ้มที่อีกฝ่ายรู้ทัน


“หมายความว่าไงกันจูมอนจิคุง!” มายูมิรีบปรี่เข้ามา


“วาตานาเบะ...” เขาพูด


“จะทำอะไรน่ะ มาริ!!” มายูมิหันไปตะโกนใส่เพื่อนของตนที่เข้ามาล็อคและกำลังจะปิดปากตน

“เอาล่ะ ฟูจิวาระ บอกเหตุผลที่ฉันต้องช่วยนายหน่อยเถอะ” ทั้งจูมอนจิและมาริเองต่างก็รู้ว่าการฆ่าคนตายมันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น


“แค่ความจริงที่ว่าผมปกป้องและทำเพื่อโรงเรียนก็ยังไม่พอหรอครับ?” อากิยังทำเป็นเล่นอยู่


“ไม่... ฉันต้องการที่จะรู้เหตุผลจริงๆของนาย” จูมอนจิปฏิเสธเสียงแข็ง


“....การที่ต้องปกป้องและทำเพื่อความสงบของทุกคนในโรงเรียนก็หน้าที่นึง แต่ไม่ว่ายังไงผมก็ไม่ให้อภัยพวกมันหรอกนะ แค่ควบคุมอารมณ์และกะแรงให้ตายไปแค่นั้นก็น้อยแล้วแท้ๆ...” เมื่อได้ยินเสียงอันจริงใจมากกว่าปกติทุกคนก็พยายามหยุดเงียบเพื่อฟังเขา กระทั่งมายูมิก็หยุดดิ้น


“พวกสวะนั่นมันบังอาจทำร้ายสิ่งสำคัญของคนที่ผมรักยังไงล่ะ!” อากิตวาดออกมา จนมายูมิที่ได้ยินก็เหวอไปเหมือนกันขณะที่คนอื่นๆยังตั้งใจฟัง


“ทั้งโรงเรียนที่เป็นสถานที่อันแสนสำคัญหรือแม้กระทั่งเหล่าบุคลากรที่เธอรัก พวกมันบังอาจมาทำร้ายสิ่งเหล่านั้น! กระทั่งเกือบทำให้เธอบาดเจ็บเองด้วยซ้ำ! ผมไม่มีวันยกโทษพวกมันที่ทำให้เธอคนนั้นต้องเสียใจเด็ดขาด!!!” เขาตวาดออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจนหลายๆคนก็แอบแปลกใจกับท่าทีนั้น


‘อากิคุง...’ มายูมิเริ่มมีน้ำตาไหลออกมา... เธอทั้งตื้นตันใจที่เขาทำเพื่อเธอ และเสียใจที่เธอต้องเป็นเหตุให้เขาต้องกลายเป็นฆาตกรเช่นนี้


“แต่ถ้าคุณฟังอยู่ก็อย่าโทษตัวเองไปเลยนะครับ....” อากิปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง


“คุณน่ะชอบโทษตัวเองแบบนี้เสมอเลย... อย่าคิดมากเลยครับ โทษผมคนเดียวก็พอ... นี่แหละคือตัวตนของผมล่ะ... ผู้ชายที่ฆ่าคนได้โดยแทบจะไม่รู้รึกผิดเลย คุณจะเรียกว่าฆาตกรก็ได้ แต่ไม่ว่ายังไงนี่ก็คือความคิด และตัวตนจริงๆของผมอยู่แล้ว ผมอาจจะฆ่าคนไปมากกว่า4คนที่คุณยังไม่รู้อีกก็ได้ เพราะฉะนั้นก็อย่าโทษตัวเองไปนะครับ โทษที่ผมเองก็พอ....” เขาจบประโยคด้วยน้ำเสียงอันเศร้าหมอง


ขณะที่ทุกคนกำลังงงกับสถานการณ์ว่าใครคือ เธอ ที่เขาพูดถึงกันแน่


ปัก…


มาริที่กำลังคิดอยู่ก็ถูกมายูมิปัดมือจนวิ่งออกมาได้ มายูมิวิ่งเข้าไปหยิบและเอามากอดทั้งน้ำตา


“มะ...ไม่ใช่นะ!! อากิคุงที่ฉันรักน่ะไม่ใช่คนแบบนั้นแน่! ฉันจะไม่โทษตัวเองก็ได้…. แต่เธอก็อย่าว่าตัวเองแบบนั้นนะ… อากิคุงน่ะ…! อากิคุงที่ฉันรู้จักน่ะเป็นคนที่อ่อนโยนและอบอุ่นเวลาที่อยู่ใกล้ๆ ไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกนะ!” เธอพูดออกมาทั้งน้ำตา


“ขอบคุณนะครับ... แต่ผมก็ไม่ใช่คนที่ดีขนาดนั้นจริงๆนั่นแหละ... ถึงไม่มีคุณเป็นเหตุผลผมก็คงฆ่าคนได้อยู่ดี จะเรียกว่าด้านมืดก็ได้... ตัวผมที่เป็นแบบนี้คุณจะยังชอบอีกหรอครับ?” อากิถามไป


“ฉันไม่ได้ชอบเธอนะ....” มายูมิตอบมาจนทุกคนแปลกใจยกเว้นอากิ


“ฉันรักเธอไปแล้วต่างหาก... ไม่ว่าจะตัวเธอที่เป็นแบบนี้ หรือจะแย่อีกแค่ไหน แต่ฉันก็รักเธอไปแล้วนะ! เพราะฉะนั้น.... กลับมารับผิดชอบที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้ด้วยล่ะ ...คนบ้า...” มายูมิเริ่มมีสติขึ้นและปาดน้ำตาออกไป


“ผมก็รักคุณเช่นกันครับ มายูมิ” แค่ฟังจากน้ำเสียงก็รู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนและความรักที่เขามีให้เธอแล้ว


อะแฮ่ม!


เสียงกระแอมของมาริดังขึ้นมาดึงสติของมายูมิที่กำลังตกอยู่ในห้วงอารมณ์บางอย่าง


“มีแฟนแล้วไม่บอกเพื่อนเลยนะ มายูมิ... มานี่เลย!” มาริเดินเข้ามาลากคอเสื้อของมาริออกไปจนต้องจำใจแยกออกมา


“เหตุผลเท่านี้เพียงพอสำหรับคุณรึยังล่ะครับ... รุ่นพี่จูมอนจิ”อากิกลับมาใช้น้ำเสียงขี้เล่นปกติและพูดออกลำโพงมา


“หึ... ทำไปเพื่อสิ่งสำคัญของตัวเองสินะ แค่นั้นก็พอแล้วล่ะ” จูมอนจิยกยิ้มออกมาจนเกิดภาพที่หาดูได้ยาก


“ขอบคุณนะครับ รุ่นพี่” อากิกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงที่เคารพขึ้น


“เคลียกันจนจบแล้วสินะ?” มาริเดินกลับมาพร้อมกับมายูมิที่หน้าแดงเพราะพึ่งประกาศสถานะของตัวเองไป


“อะ...อื้อ ขอบคุณนะจูมอนจิคุง” มายูมิก้มหัวให้เขาโดยไม่คิดถึงตำแหน่งของตัวเองเลย...


“อ้อ ทุกคนก็ช่วยกรุณาปิดเรื่องทั้งหมดเมื่อกี้เป็นความลับด้วยนะครับ ท่านประธานเขาอายน่ะ” อากิแซวเพราะเขาพอจะเดาอาการเธอได้


“บ้า!!” เธอได้แต่ตอบไปคำเดียว


“พอเลย เลิกจีบกันได้แล้ว” มาริกล่าวขัดไป


“เพราะนายคนเดียวเลยอากิ จากแผนที่จะบุกไปก่อนมืดแต่ตอนนี้ฟ้าก็มืดไปแล้ว นายจะรับผิดชอบยังไง?” เธอกล่าวออกไปจนหลายๆคนก็พึ่งนึกถึงเรื่องนั้นได้เหมือนกัน


“เห~ มีอะไรแบบนั้นด้วยหรอ ขอโทษนะครับ~” อากิตอบไปตามปกติ


“ไม่ได้สำนึกเลยรึไงยะ!” มาริดุไป แต่จู่ๆทัตสึยะที่ดูเหมือนจะคิดอะไรได้ก็คว้าหูฟังนั้นไป


“อากิ... ตอนนี้นายอยู่ที่ไหนกันแน่ แล้วที่บอกฆ่าคนโดยที่ประธานยังไม่รู้นั่นหมายความว่ายังไงกัน?” ทัตสึยะที่เริ่มจะเดาได้ก็ยังถามต่อไปเพื่อความแน่ใจ


“ที่รุ่นพี่มาริบอกว่าจะบุกเมื่อกี้นี่ที่ไหนหรอครับ?” อากิถามกลับไป


“ก็ที่กบดานของพวกบลองช์ไง!” เธอตะโกนมา


“อ๋อ... ผมก็อยู่ที่นั่นแหละครับ~” อากิยังตอบไปสบายๆ


อะไรนะ!!


“เธอไปทำไร!! รีบออกมาเลยนะ!” มายูมิรีบพูดออกมา


“นายอยู่ตรงไหนแล้ว! รีบบอกมา! เดี๋ยวจะส่งกำลังเสริมไป” มาริรีบพูดต่อ


“ก็อยู่ข้างในอาคารนั้นแหละ...” อากิพูดไปแบบปัดๆ


“ว่าไงนะ…!” มาริและมายูมิพยายามจะพูดต่อ


“รุ่นพี่จูมอนจิ...” อากิพูดไป


“มีอะไร”


“คุณแน่ใจจริงๆนะว่าถ้ามีคนตายเพิ่มแล้วผมจะไม่โดนคดีจริงๆ”


“แน่ใจสิ”


“เป็นหลักสิบอ่ะนะ?”


“จะกี่คนก็เหมือนกันแหละ... เดี๋ยวนะ.. นี่เธอทำอะไรกันแน่?” จูมอนจิเริ่มรู้สึกตัว


“อ๋อ พอดีก็ว่าจะเข้ามาสั่งสอนพวกมัน แต่ดันเผลอฆ่าไปเยอะเลย แหะๆ” อากิตอบไปแห้งๆ


เฮ้ย!!!!




ตอนหน้าค่อยย้อนไปเข้าแอคชั่นตอนที่อากิกวาดล้างพวกนั้นนะ

ทนค้างไปวันนึงเนอะ.....

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น