ST 76

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 22) Mahouka Koukou no Rettousei

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ธ.ค. 2561 19:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
22) Mahouka Koukou no Rettousei
แบบอักษร

ตอนนี้ก็จะจีบกันล้วนๆอ่ะนะ​






ที่ร้านอาหาร


“ประธานมารอนานรึยังครับเนี่ย?” อากิที่เดินเข้ามาก็ทักเธอไป


“ไม่หรอกๆ นั่งก่อนสิอากิคุง” มายูมิยิ้มตอบไปอย่างสดใสเช่นเคย


.


.


“แล้ว... อยากจะคุยอะไรกับฉันล่ะ?” เมื่อทานอาหารกันเรียบร้อยแล้วมายูมิก็ถามขึ้นมา


“อ๋อ ผมแค่อยากถามความเห็นประธานเรื่องที่ผมพนันกับรุ่นพี่ฮัตโตริไปน่ะครับ ผมเองก็กลัวว่าประธานจะไม่พอใจด้วย....” เขาทำท่ารู้สึกผิดเล็กน้อย


“....ก็ ฉันก็ไม่พอใจอยู่เหมือนกันแหละนะที่เธอดันทำเรื่องอะไรข้ามตำแหน่งฉันแบบนั้นน่ะ...” มายูมิพูดเสียงเย็นขัดกับท่าทีปกติ


“ขอโทษครับ....” อากิยังก้มหน้าต่อ


“ฮันโซคุงเองก็เป็นรองประธานที่ดีมากด้วยสิ เธอคิดว่าจะมาแทนเขาได้หรอ?.... แล้วก็นะ การที่เธอ...... บลา บลา บลา” จากนั้นมายูมิก็เริ่มร่ายยาวถึงสิ่งต่างๆที่เขาทำจนอากิแทบหลับเลยทีเดียว


“....แต่ว่า.... จะให้ฉันให้อภัยก็ได้อยู่หรอก แต่ต้องมีข้อแม้นะ...” เธอเริ่มมีสายตาเจ้าเล่ห์ออกมา


“ยังไงครับ?” อากิรีบเงยหน้าขึ้นเพื่อหาโอกาสทำคะแนนต่อ


“ก็... ฉันจะให้อภัยเธอ1เรื่องต่อ1คำถามที่ฉันจะถามยังไงล่ะ แล้วเธอก็ต้องตอบมาตามตรงด้วย” มายูมิยังยิ้มไปอย่างปกติทั้งๆที่กดดันอากิขนาดนี้


‘.... เอาวะ... เพื่อสาวแล้วยอมเผยความลับไปหน่อยก็ได้’


“ตกลงครับ” เขารับคำไป


“งั้นคำถามแรก... เธอเป็นใครกันแน่?” มายูมิถามไปกว้างๆ ซึ่งก็ถือว่ากดดันมาทางอากิได้หนักมาก เพราะถ้าเขาตอบอะไรไปเธอก็อาจจะนับว่าตอบไม่ตรงคำถามได้


“ฟูจิวาระ อากิโอะ อายุ16ย่าง17ปี อาศัยอยู่คนเดียวที่XXXX พ่อแม่เป็นสามีภรรยานักธุรกิจส่งออกอาหาร แต่พวกท่านได้เสียไปในอุบัติเหตุเมื่อ2ปีก่อนทำให้ผมต้องอยู่คนเดียวด้วยมรดกที่พวกท่านเหลือไว้” อากิดึงดราม่าไปเล็กน้อยและส่งสายตาที่มีแต่ความเศร้าไปให้เธอเพื่อไม่ให้มายูมิถามอะไรต่อในประเด็นนี้


“ขอโทษนะ...”


“ไม่เป็นอะไรครับ” เขายิ้มรับไป


“งั้นฉันจะยกโทษเรื่องที่เธอด่ารองประธานของฉันให้ก็แล้วกันนะ” มายูมิเองก็ยิ้มตอบ


‘โห... ถ้านับเรื่องเล็กแบบนี้ต้องเจออีกกี่คำถามวะเนี่ย’


“เชิญต่อเลยครับ”


“เธอไปฝึกการเคลื่อนไหวตอนท้ายนั่นมาจากที่ไหนกัน?”


“ฝึกเอาเองครับ” อากิตอบไปง่ายๆ


“อย่ามาโกหกกันนะอากิคุง คนธรรมดาที่ไม่มีพื้นหลังแบบเธอคงฝึกการเคลื่อนไหวจนเกือบจะอยู่ในระดับเดียวกับอาจารย์โคโคโนเอะไม่ได้หรอกนะ” เธอทำแก้มป่องไม่พอใจเล็กน้อย


“ก็ผมฝึกเองจริงๆนี่ครับ ไอ้การเคลื่อนไหวอะไรนั่นที่คุณบอกก็ไม่ใช่อะไรซับซ้อนเลย ผมแค่กระโดดและเหวี่ยงขาใส่รุ่นพี่เขาก็เท่านั้น กำลังกายล้วนๆไม่มีเทคนิคเลยครับ” แน่นอนว่านี่เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว การเคลื่อนไหวให้ดูราวกับค่อยๆเลือนหายไปเป็นเทคนิคที่เขาเรียนมากับคาราสึมะ แต่ไอ้การเหวี่ยงขาไปตรงๆนี่ก็ไม่มีอะไรเลย


“แล้วทำไมเธอถึงมีกำลังกายเหนือมนุษย์แบบนั้นได้ล่ะ คนธรรมดากระโดดไม่ได้สูงขนาดนั้นหรอกนะ” มายูมิถามต่อ


“จุ๊ๆ นั่นอยู่นอกเหนือจากคำถามนะครับประธาน...” อากิส่ายหน้าให้เธอ


“ก็ได้ ฉันจะให้อภัยเรื่องที่เธอท้าประลองกับคนในสภากันเองให้คนอื่นเห็นจนเป็นเรื่องน่าอับอาย”


“คำถามต่อไปก็เอาเป็นที่ฉันถามไปเมื่อกี้น่ะแหละ”


“ก็ออกกำลังไงครับ ซิพอัพ 100ครั้ง วิดพื้น 100ครั้ง สควอช 100ครั้ง และ วิ่ง 10 km อย่างละ5-10เซ็ท นอนไม่เปิดแอร์ ทำแบบนี้ทุกวันไม่มีวันพัก เดี๋ยวก็เป็นยอดมนุษย์เองแหละครับ” อากิยิ้มตอบไปหน้าด้านๆทั้งที่ก็อปตารางฝึกของคนอื่นมา ซึ่งเขาก็ออกกำลังเองจริงๆ แต่ด้วยร่างกายที่ได้รับโดยตรงจากพระเจ้าก็ทำให้แข็งแรงมากกว่าเดิม


มายูมิที่ได้ยินแบบนั้นก็พูดไม่ออก ปกตินักเวทย์ที่ไหนเขามาบ้าออกกำลังกันล่ะ? แถมเธอเองก็ไม่มีตัวเปรียบเทียบไปแย้งเขาด้วยว่าถ้าทำแบบนั้นจะแข็งแรงได้จริงรึเปล่า


“ก็ได้... ฉันจะยกโทษที่เธอพนันแบบนั้นไป”


“คำถามต่อไป ตัวอักษรสีดำๆที่ปรากฏขึ้นมาตอนเธอใช้เวทย์มันคืออะไรกัน? มันไม่ใช่คลื่นข้อมูลของไซออนแน่ๆ”


‘ว่าแล้วว่าต้องเจอคำถามนี้.... ดีนะที่คิดข้ออ้างไว้’


“ประธานอยากรู้จริงๆหรอครับ...” อากิตอบไปเสียงเรียบ


“แน่นอนสิ ตอบมาเลย อย่าบ่ายเบี่ยงนะอากิคุง” มายูมิเร่งเขาด้วยท่าทางเด็กๆ


“มัน.... เป็นคำสาปน่ะครับ...” อากิตอบไปพลางก้มมองมือตัวเอง


“คำสาป?” มายูมิเอียงหัวอย่างไม่เข้าใจ


“ใช่ครับ... คำสาปจากเวทย์โบราณที่ผมได้รับตอนเกิดมา....” เขาเริ่มออกเสียงสั่น


“มะ...มันมีของพรรค์นั้นจริงๆน่ะหรอ อธิบายมาเลยนะอากิคุง” มายูมิเริ่มจริงจังขึ้นมาเห็นการแสดงระดับออสการ์ของเขา


‘เชื่อด้วยแฮะ...’


“ดูเหมือนตระกูลของผมจะเคยเป็นผู้ใช้มนต์ดำในอดีตน่ะครับทำให้มีพลังเวทย์หรือไซออนเยอะกว่าคนปกติ...” เขาหยุดลงเล็กน้อยเพื่อดูมายูมิ ก็เห็นว่าเธอตั้งใจฟังดี


“แต่ดูเหมือนพ่อของผมจะไม่ค่อยชอบการใช้ชีวิตที่เสี่ยงอันตรายแบบนักเวทย์จึงหนีออกมาเป็นนักธุรกิจและพบรักกับแม่ผม.... จนวันนึงพวกท่านก็มีผมออกมา พ่อเลยตัดสินใจพาผมกลับไปพบกับตาตอนยังเป็นทารก...”


“พ่อเขาคงคิดว่าเรื่องมันผ่านมานานจนตาให้อภัยแล้วเลยตั้งใจจะนำหลานไปให้เขาดู แต่ผิดไปจากที่เขาคิด....” อากิเหลือบมองดูมายูมิเล็กน้อยก็เห็นว่าเธอกำลังนั่งตัวเกร็งอย่างลุ้นๆอยู่


“ท่านตากลับไม่พอใจที่พ่อผมหนีออกไปไม่พอ ยังไม่พบรักกับแม่ผมที่มีพลังไซออนต่ำมาก จึงโกรธที่พ่อไม่สืบสายเลือดนักเวทย์เอาไว้ต่อ ท่านเลยได้สาปแช่งลงมาที่ตัวผมว่าจะทำให้ใช้เวทย์ได้เร็วปกติจนเป็นนักเวทย์ที่เก่งกาจดังที่ท่านตาหวัง....”


“เอ๋... แบบนั้นก็ดีน่ะสิ” อากิส่ายหัวไป


“ไม่หรอกครับ... คำสาปนั้นย่อมมีข้อเสีย.... ทุกๆครั้งที่ผมใช้เวทย์ออกไปจะต้องเสียอายุขัยไปตามช่วงเวลาที่คำสาปได้ย่นเวลาลงมาให้....ดูจากการใช้เวทย์ที่ผ่านมาขชองผมแล้ว... เหลืออีกสัก20ปีล่ะมั้งครับ” อากิยิ้มออกมาราวกับเยาะเย้ยชะตาของตนเองพร้อมน้ำตาที่หยดลงเล็กน้อย


“ขอโทษนะครับที่เล่าเรื่องไม่เป็นเรื่องให้ฟัง.... เชิญถามต่อเลยครับ” เขาพยายามแกล้งทำตัวให้เป็นปกติต่อเพื่อให้มายูมิสงสาร


ดูเหมือนเธอจะเชื่อเสียสนิทใจจนเริ่มน้ำตาซึมไปเสียแล้ว


“อ้าว... ท่านประธานร้องไห้ทำไมล่ะครับเนี่ย” อากิยื่นผ้าไปปาดน้ำตาให้เธอเล็กน้อย


“ธะ... เธอจะอยู่ได้อีกแค่20ปีเองหรอ...” มายูมิถามเขาด้วยเสียงอันสั่นเครือ


“ก็ถ้าใช้เวทย์ต่อไปเรื่อยๆก็คงไม่ถึงน่ะครับ ถามทำไมหรอครับ?” อากิทำเป็นใสซื่อต่อ


“เธอยังมีหน้าพูดอีกหรอว่าถามทำไม!!! ชีวิตเหลืออีกไม่ถึง20ปีเองนะ!” มายูมิตบโต๊ะและขึ้นเสียงดังออกมา ดีที่ห้องที่ทั้งคู่ทานเป็นห้องแบบปิดทำให้ไม่ไปรบกวนคนอื่น


“เอ๋... ก็ผมตัดสินใจจะมาใช้ชีวิตในเส้นทางนักเวทย์เองนี่ครับ ถึงได้มาเข้าโรงเรียนนี้ ถ้าผมกลัวตายก็คงไปเป็นคนปกติแล้วล่ะครับ” อากิยิ้มตอบเธอไปอย่างไม่สนใจสิ่งใด


“เธอบ้ารึเปล่า!!! แบบนั้นมันฆ่าตัวตายชัดๆ!!” มายูมิยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่กับท่าทีแบบนั้น


“ก็ใช่ไงครับ... ยังไงก็ต้องตาย ผมใช้ชีวิตแบบที่ผมอยากจะใช้ไม่ดีกว่าหรอครับ? ยังไงก็ไม่มีครอบครัวหรือใครให้มาเป็นห่วงอยู่แล้ว...” อากิก้มหน้าลงด้วยความเศร้า


“ระ...เรื่องนั้นมันก็....” มายูมิเองก็เถียงไม่ออก ถ้าเป็นเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเลือกยังไง


“แถมถ้าผมไม่ได้เลือกเส้นทางนี้หรือยอมแพ้และลาออกไปก็คงไม่ได้พบประธานด้วย...” เขาพูดออกมาเสียงเบาแต่ก็เพียงพอให้เธอได้ยิน


“อะ...เอ๋? ทำไมต้องฉันล่ะ?” เธอชี้ตัวเองอย่างไม่เข้าใจ


“ไม่รู้สิครับ... แต่ผมก็ยังลังเลอยู่ ถ้าผมอยู่ต่อไปก็จะได้ใกล้ชิดประธานไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเลือกเส้นทางอายุยืนก็คงต้องลาออกและจากลาประธานไป...” เขายังคงพูดเสียงเศร้าต่อเพียงแต่เงยหน้าขึ้นมามองตาเธอ


“ท่านประธานช่วย... มาเป็นเหตุผลในการมีชีวิตให้ผมได้ไหมครับ?” เขาถามเธอไปตรงๆ


มายูมิที่ได้ยินแบบนั้นก็ทั้งเขินและเครียดออกมาพร้อมกัน ถ้าเธอตอบตกลงไปจนเขาลาออกก็จะเจอกันยากขึ้น แถมครอบครัวของเธอก็คงไม่ยอมรับเขาอีกต่อไป แต่ถ้าเธอเลือกให้เขาอยู่ใกล้ๆเธอต่อก็มีแต่จะทำให้เขาอายุสั้นลง ซึ่งนั่นก็จะเป็นการเห็นแก่ตัวเกินไป


..... ไม่มีคำตอบใดๆออกมาจากปากเธอ


“คุณไม่ต้องตัดสินใจอะไรก็ได้... แค่บอกว่าชอบหรือไม่ก็พอแล้วครับ....” อากิเพิ่มทางเลือกให้เธอ


“กะ... ก็ไม่ได้เกลียดอะไรอากิคุงหรอกนะ ออกจะชอบด้วยซ้ำ แต่จะให้มาตัดสินใจทันทีทั้งๆที่เราพึ่งเจอกันไม่นานแบบนี้ก็อาจจะเกินไปหน่อยนะ...” เธอดูเขินอายที่ต้องพูดไปแต่ก็ลำบากใจในเวลาเดียวกัน


“สรุปว่าชอบสินะครับ?” อากิถามย้ำ


“ก็ใช่ไง โถ่... อย่าให้พูดหลายรอบสิ” เธอหันหน้าหนีออกไป


“งั้นลองคบกันมั้ยครับ?” เขาถามต่อ


“กะ... กะทันหันแบบนี้เลยหรอ...” เธอดูยิ่งหน้าแดงเข้าไปใหญ่


“ถ้าแค่เป็นแฟนก็ได้อยู่หรอก.....” เธอก้มหน้าหลบสายตาเขา


“ตกลงแล้วนะครับ?”


“อย่าถามย้ำสิ! คนบ้า....”


“แล้วถ้าสมมุติไม่มีเรื่องคำสาปน่าสงสารนั่นเข้ามาคุณจะยังคิดกับผมแบบนี้มั้ยครับ?” อากิพยายามสื่อไปว่าเธอทำเพราะสงสารเขารึเปล่า


มายูมิส่ายหน้า


“ไม่หรอก.... ฉันก็สงสารเธอจริงๆแต่เรื่องชอบนี่ก็อีกเรื่องนึง.... จะดีกว่านี้ถ้าไม่มีเรื่องคำสาปนั่นด้วยซ้ำ...” เธอตอบไป


“จริงหรอครับ? ถ้างั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อก็ถือว่าเราคบกันแล้วนะครับ” อากิยิ้มและเดินไปใกล้ๆเธอ


มายูมิเองก็ได้แต่หลับตาหนีใบหน้าของเขาที่เข้ามาใกล้ น่าแปลกที่เธอไม่ขัดขืน


“...ผมโกหกน่ะครับ...” เขากระซิบลงที่ข้างหูเธออย่างแผ่วเบา


เอ๊ะ!? เขาไม่จูบเธอแถมยังพูดอะไรอีก


“เธอว่าอะไรนะ???” มายูมิหันไปถามเขา


“ผมบอกว่าผมโกหกคุณไปเรื่องคำสาปน่ะครับ” อากิพูดพร้อมกับรอยยิ้มอันเบิกบาน


.....ช็อค..... มันเป็นเรื่องโกหกงั้นหรอ....? แล้วที่เธออุตส่าห์คิดมากมาตั้งนาน กระทั่งเสียน้ำตาไป เพื่ออะไรกันล่ะ?


ตึง!


“เธอ!!!” มายูมิลุกขึ้นมาตบโต๊ะข้างหน้าอย่างรุนแรง เธอไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่านายกะล่อนตรงหน้าเธอดี


หมับ!


อากิคว้าร่างบางตรงหน้าเข้ามากอด


“ปล่อยนะ!!” มายูมิพยายามขัดขืนแต่ก็ไม่สามารถสู้เรื่องเขาได้ ดูเหมือนเธอจะลืมคิดถึงสิ่งที่เรียกว่าเวทมนตร์ไปเสียสนิท


“ผมขอโทษนะ....” อากิพูดไปเสียงเศร้าข้างๆหูเธอ


มายูมิที่ได้ยินก็หยุดดิ้นและฟังสิ่งที่เขาจะพูด


“ผมขอโทษเรื่องคำสาปนั่นตอนแรกผมแค่พยายามจะปกปิดความลับของผมที่ยังไม่ถึงเวลาที่คุณควรจะรู้เท่านั้น...”


มายูมิยังเงียบอยู่


“แต่พอผมเห็นท่าทีโกรธของคุณผมก็คิดขึ้นมาได้ ผมชอบประธานจริงๆนะครับ ชอบมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เราได้เจอกันในสวนนั่น... ผมชอบทุกอย่างที่เป็นคุณจริงๆ จนมาในวันนี้ที่เห็นคุณเป็นห่วงก็อดคิดไม่ได้ว่า ประธานจะชอบเรารึเปล่านะ? ผมก็เลยลองใจคุณไป ซึ่งผลที่ได้ก็เกินความคาดหมายของผมไปไกลเลยล่ะ... ผมเองก็ได้แต่รู้สึกผิดที่ทำให้คุณต้องเสียน้ำตาไป ผมขอโทษจริงๆนะ แต่ผมชอบคุณนะครับ ประธาน....” เขาผละตัวออกมาและมองหน้าของเธอที่เดาอารมณ์ไม่ออกอย่างรู้สึกผิด


“....มายูมิ....” มายูมิพูดบางอย่างออกมาเบาๆ


“อะไรนะครับ?” อากิถามซ้ำ


“ไม่ต้องเรียกว่าประธานแล้ว ต่อไปนี้ถ้าอยู่กันสองต่อสองให้เรียกว่ามายุมิก็พอ” ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้โกรธแถมยังเขินที่ถูกสารภาพซ้ำอีกต่างหาก


“งั้นก็แปลว่า....” อากิรีบยิ้มอย่างมีหวัง


“ก็ตามนั้นแหละ ฝากตัวด้วยนะอากิคุง” มายูมิหันหน้าหนีไปหมายจะปกปิดความแดงของใบหน้า


จุ๊บ!


อากิจุมพิตลงบนที่แก้มเธอเบาๆและถอยออกมา


“ฝากตัวด้วยนะครับ มายูมิ” เขายิ้มให้เธออย่างเจ้าเล่ห์ จนมายูมิที่เขินอย่างหนักก็เริ่มรู้ตัวว่าหลงกลหนุ่มน้อยนักแสดงคนนี้ไปเสียแล้ว


“ฮึ่ย.... คนบ้า!!” เธอรีบคว้ากระเป๋าและวิ่งออกไปที่ประตูห้องก่อนจะหันกลับมา


“ฉันเกลียดเธอ!” ว่าแล้วเธอก็เปิดประตูและรีบออกไปทันที


อากิที่เห็นอย่างนั้นก็ได้แต่ยิ้มและตะโกนออกไป


“แต่ผมชอบคุณนะ! มายูมิ!” ดูเหมือนเขาจะตะโกนดังพอให้เธอได้ยิน


“...คนบ้าๆ บ้าๆๆๆ...” มายูมิที่ได้ยินอย่างนั้นก็พึมพำออกมาไม่ขาดสายและหน้าแดงเป็นมะเขือเทศไปเสียแล้ว


.


.


.


อากิที่เห็นว่าเธอไปไกลแล้วก็ถอนหายใจออกมาและเอนหลังลงบนเก้าอี้


“เฮ้อ~ จีบคนแบบนี้นี่ยุ่งยากจังเลยน้า~ ถึงได้ชอบผู้ใหญ่แบบอีรินไง คุยกันง่ายกว่าเยอะ...”


“แต่ก็ไม่ได้รังเกียจคนแบบนั้นหรอกนะ....” เขาลุกหยิบกระเป๋าและเดินผิวปากกลับบ้านอย่างสบายใจเพราะเป้าหมาย1อย่างของโลกนี้ก็สำเร็จไปครึ่งทางแล้ว....




เขียนเพลินจนแค่ไม่กี่ฉากก็ยืดมา3ตอนซะแล้วสิ.... เอาเป็นว่าหลังจากนี้จะพยายามข้ามๆช่วงที่ไม่สำคัญก็แล้วกันนะ ส่วนไอ้ที่ต้องพยายามบรรยายเยอะก็เพื่อคนที่ไม่เคยดูหรือลืมเมะไปแล้ว

แล้วก็ถ้าถามว่าหลุดคาแร็กเตอร์มั้ย? ก็...... ช่างมันเถอะ...


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น