facebook-icon Twitter-icon

ความคิดเห็น (comment) จากผู้อ่านคือกำลังใจที่ดีที่สุดของนักเขียน อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจนักเขียนมีแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไปนะ :)

ตอนที่ 111 : คำขอโทษครั้งสุดท้าย

ชื่อตอน : ตอนที่ 111 : คำขอโทษครั้งสุดท้าย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 27.8k

ความคิดเห็น : 153

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ธ.ค. 2561 17:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 111 : คำขอโทษครั้งสุดท้าย
แบบอักษร

ตอนที่ 111 : คำขอโทษครั้งสุดท้าย


“ตื่น!”

“อือ”

“ตื่น!”

“อือ”

“ถ้าอีกหนึ่งประโยคไม่ตื่น รอบนี้พวกกูไม่เรียกด้วยเสียงแล้วนะ แต่มึงได้ไปอาบน้ำทั้งชุดนอนแน่ ตื่น!”

“อะไรวะ”

อิทธิกรงัวเงียขึ้นเผยอสายตาขึ้นแบบงงๆ อิฐหมกตัวอยู่ในห้องคนเดียวไม่ไปทำงานมาวันนี้เป็นวันที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ โชคดีว่าวันลาพักร้อนของอิฐยังมีเหลืออยู่อย่างมากมายมหาศาลและเจ้าตัวเองก็เป็นลูกน้องที่นายค่อนข้างรัก จึงได้สิทธิ์มานอนทำตัวลืมโลกแบบที่ยังไม่กระทบการทบงานเท่าไหร่นัก

“ตื่น!”

เสียงเข้มนั่นดังเตือนอีกครั้ง และเจ้าของเสียงก็ไม่ใช่ใครอื่น ไอ้ว่าน ทะเล้นเรนเจอร์จอมปากหมาประจำกลุ่มนั่นเอง รอบนี้ไอ้ว่านเอามือหนามาเขย่าตัวอิฐไปมาเสียด้วย ราวกับต้องการจะเร่งรัดปฏิกิริยาให้อีกฝ่ายตื่นขึ้นไวๆ เสียที

“อะไรวะ”

อิฐถามไปแบบงงๆ อีกครั้ง แต่เมื่อลืมตามองเต็มๆ ก็ต้องร้องอุทานมาอย่างตกใจ เพราะคนที่ถือวิสาสะเข้ามาอยู่ในห้องไม่ได้มีแค่ไอ้ว่านเพียงคนเดียว แต่ยังมีไอ้เพียว ไอ้โฟค และผู้ชายอีกคนที่คุ้นๆ ว่าจะเป็นญาติของไอ้โฟคอีกด้วย อิฐสะดุ้งตัวขึ้นอย่างตกใจ โชคดีที่เจ้าของห้องอยู่ในชุดนอนเรียบร้อย ไม่งั้นได้อายไปถึงไหนต่อไหนแน่

“ตื่นได้แล้ว นอนกินบ้านกินเมืองอยู่นั่นแหละ” เพียวพูดเรียบๆ

“พวกมึงเข้ามาในห้องกูได้ยังไงเนี่ย เชี่ย” อิฐอุทานอย่างไม่เข้าใจ

“ไป๋มันฝากกูเอาคีย์การ์ดมาคืนมึง เรียกมึงตั้งนานก็ไม่มีใครตอบ พวกกูเลยเปิดแม่งเข้ามาเลย นึกว่ามึงนอนตายห่าเพราะพิษเหล้าไปแล้ว” ว่านกึ่งเฉลยกึ่งด่าออกมาในเวลาเดียวกัน

“เออ ขอบคุณมาก วางไว้บนโต๊ะก็ได้ กูไม่ได้เป็นอะไร งั้นกูนอนต่อแล้วนะ”

อิทธิกรพูดอย่างไม่มีอารมณ์จะสนใจใครนัก กวาดตามองไปก็เจอไอ้โฟคเริ่มเอาถุงขยะมาเก็บกระป๋องเบียร์ที่กินไว้เกลื่อนกลาด ส่วนคนที่น่าจะเป็นพี่ชายของมันก็ยังยืนนิ่งสนิท

“ไม่ได้ มึงลุกขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าเดียวนี้ เหม็นจะตายห่า พวกกูไม่ได้ถ่อมาถึงนี่เพื่อดูมึงนอน ไปอาบน้ำให้เรียบร้อย แล้วมาคุยกันให้รู้เรื่องรู้ราว” ว่านยื่นคำขาด

“ปล่อยกูไว้อย่างนี้นั่นแหละ จะเอาอะไรกับกูมากมายนักวะ” อิฐบ่นอย่างหัวเสีย

“พวกกูมาพร้อมกับความช่วยเหลือ ถ้ามึงไม่อยากได้กูก็จะกลับ” ว่านพูดอย่างเจรจา

“...” อิฐมองหน้าอีกฝ่ายพร้อมเม้นปากสนิท

“เร็วไอ้อิฐ เวลามีไม่เยอะนะ” เพียวพูดสำทับขึ้นอีกคน

“เออๆ ก็ได้ไอ้สัด รอกูเดี๋ยว”

อิทธิกรพูดอย่างยอมแพ้พร้อมกับเดินลุกขึ้นจากเตียง อิฐเดินไปเลือกหยิบเสื้อผ้าในตู้ก่อนเพียงชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะคว้าผ้าขนหนูและเดินหายเข้าห้องน้ำไป




“มีอะไร”

อิฐถามขึ้นอย่างเป็นการเป็นงาน หลังจากเจ้าของห้องเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับอาบน้ำแต่งตัวเสียใหม่ก็พบว่าบรรยากาศในห้องก็ถูกเปลี่ยนไปเสียคนละม้วน ขยะต่างๆ ถูกเก็บทิ้งไปจนหมด ข้าวของระเกะระกะก็ถูกจัดวางเข้าที่เสียใหม่ ผ้าม่านทึบถูกเปิดออกปล่อยให้แสงสว่างจากภายนอกสาดเข้ามาสร้างชีวิตชีวาให้กับห้องอีกครั้ง

“เรื่องมึงกับไป๋จะเอายังไง” เพียวถามขึ้น

“กูจะเลือกอะไรได้หละ สุดท้ายก็ต้องตามใจมันนั่นแหละ พวกกูคุยกันแล้วแม่งก็ไม่มีทางออกอะไรจริงๆ นั่นแหละ ขนาดคนอย่างไอ้ไป๋คิดหาทางออกมา 10 ปียังคิดไม่ได้ แล้วจะเอาอะไรกับคนอย่างกูวะ กูก็ทำได้แค่ยอมรับคำตัดสินที่มันมอบให้กูแค่นั้นแหละ” อิฐพูดตอบอย่างจนปัญญา

“ตัดเรื่องไป๋ออกไปก่อน ถามว่าตัวมึงหนะ ยังอยากได้มันกลับคืนมาไหม” ว่านถามขึ้นอย่างจริงจัง

“ตอบไปแล้วได้ไรวะ ตอบอะไรไปแม่งก็ได้ผลลัพธ์แบบเดิมอยู่ดี” อิฐพูดราวจะตัดพ้อกับตัวเอง

“ใจเย็นๆ นะอิฐ พวกเรามาที่นี่เพราะอยากจะช่วยพวกมึงนะ มึงยังมีพวกกู” โฟคพูดขึ้นมาอย่างใจเย็น

“...”

อิฐไม่ตอบอะไรนอกจากเสหน้าไปมองนอกหน้าต่าง ราวกับจะยอมรับกับชะตากรรมที่แสนบัดซบของตัวเองไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“อย่าเงียบสิวะ พวกกูไม่ได้ประชุมกันหาทางออกมาแทบตาย เพื่อมานั่งดูมึงสิ้นหวังอย่างนี้นะเว้ย” ว่านพูดออกมาอย่างหงุดหงิด

“มึงว่ายังไงนะ” อิฐหันไปถามแบบงงๆ

“พวกกู เพียว โฟค และก็พี่เฟี๊ยตช่วยกันคุยแล้วก็พยายามหาทางออกให้มึงมาตลอดหลายวันนี้ กูต้องพยายามทั้งปลอบใจ เข้าใจ และก็หาคำตอบออกมาให้ได้ว่าอะไรคือปมที่อยู่ในใจไอ้ไป๋นะเว้ย พวกกูประชุมกัน หาทางออกกันหัวแทบแตก มึงลุกขึ้นสู้หน่อยสิวะ มึงไม่ได้ต้องสู้กับปัญหานี้แค่คนเดียวนะเว้ย” ว่านพูดทั้งบ่นและให้กำลังใจอิฐในเวลาเดียวกัน

“แล้วเอ่อ พี่เฟี๊ยต ทำไมถึงมาช่วยเรื่องนี้ได้วะ” อิฐหันไปถามโฟคแบบงงๆ

“ก็พวกกูคิดกันสามคนแล้วมันหาทางออกไม่ได้ไง กูเลยลองไปปรึกษาพี่ชายกูดู ซึ่งแม่งก็เลยได้ออกมาเป็นทางออกที่กูจะเสนอมึงเนี่ยแหละ พี่ชายกูก็เลยได้จับพลัดจับผลูมาอยู่ในขบวนการทวงคืนความรักให้มึงด้วย” โฟคตอบด้วยรอยยิ้มแบบเคย ในขณะที่เจ้าตัวอีกคนนิ่งเงียบปล่อยให้น้องชายเป็นคนเจรจา

“เอ่อ ขอบคุณนะครับ” อิฐหันไปขอบคุณแบบทำตัวไม่ถูก

“เอาไงมึง ไอ้พ่อคุณอิฐ จะสู้หรือจะถอย” ว่านถามต่อแบบยิ้มๆ

“เออ พวกมึงมากันขนาดนี้ กูก็ต้องลองดูสักตั้งเปล่าวะ”

อิทธิกรพูดด้วยนัยน์ตาเป็นประกายอย่างมีความหวังมากขึ้น เหมือนกับว่าที่จะเป็นเพียงเสี้ยววินาทีแรกในช่วงระยะหลายวันที่ผ่านมาที่อิฐกลับมามีความหวังอีกครั้ง




“แต่ก่อนจะไปเรื่องแผน กูต้องคุยกับมึงเรื่องนี้ก่อนนะ” ว่านพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เรื่องอะไรวะ” เจ้าของห้องถามออกไปแบบงงๆ

“กูขอให้มึงเข้าใจและเห็นใจไอ้ไป๋มันหน่อยนะที่มันตัดสินใจแบบนี้ นี่เป็นเรื่องสำคัญนะ หากวันหนึ่งพวกมึงกลับมาคบกันอีก เรื่องนี้จะได้ไม่ต้องติดค้างมึงไปตลอด” ว่านพูดอย่างใจเย็น

“หมายความว่ายังไงวะ” อิฐถาม

“ไป๋มันคบกับมึงมานาน 10 ปี ไม่ใช่เพราะว่ามันอย่างตักตวงความรักจากมึง หรืออยากจะให้ความหวังกับมึงอะไรจนมึงต้องเสียใจขนาดนี้ แต่มันพยายามจะประคับประคองให้มึงมีชีวิตที่ดีพร้อมก่อนที่มันจะถอยหลังออกมา” ว่านเริ่มต้นพูด ในขณะที่ทุกคนที่เหลือในห้องนิ่งสงบ

“...” อิฐมองหน้าว่านนิ่งอย่างตั้งใจฟัง

“เรื่องนี้กูคงต้องพูด ถึงแม้ว่าไอ้ไป๋อยากจะเก็บไว้เป็นความลับจนวันตายแค่ไหนก็ตาม เพราะถ้ามึงไม่รู้ มึงจะไม่มีวันเข้าใจไอ้ไป๋ได้เลย” ว่านพูดต่อ

“เรื่องอะไร” อิฐถามพร้อมขมวดคิ้ว

“5 ปีที่ผ่านมานี้ ไอ้ไป๋เป็นคนรักษาพ่อมึงมาตลอด มันพยายามทุกวิถีทางที่จะยื้อชีวิตพ่อมึงไว้ อาการของพ่อมึงที่มาถึงมือไอ้ไป๋วันแรกควรจะอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี แต่มันก็พยายามทุกวิถีทางที่จะยืดออกไปให้ได้ยาวนานที่สุด”

“ไป๋...” อิฐรำพึงออกมาอย่างแทบไม่รู้สึกตัว

“มันอยากให้มึงกับพ่อคืนดีกัน มึงจะได้ไม่ต้องอยู่กับปมนี้ไปตลอดชีวิต แต่มันก็ไม่กล้าเปิดอกคุยกับมึงโดยตรง เพราะกลัวว่ามึงจะคิดว่ามันไม่รักมึง ไม่เข้าใจมึง และอยู่ข้างพ่อของมึง มันเลยทำได้แค่พยายามพูดอ้อมๆ หรือสร้างสถานการณ์ที่จะให้มึงได้พบกับพ่อ และมันก็รักษาพ่อมึงไปเรื่อยๆ ยื้อเวลาออกไปให้ได้นานที่สุดด้วยความหวัง ซึ่งมึงก็คงรู้บทสรุปว่ามันก็ทำไม่ได้” ว่านพูดออกมาจนจบ

“ไป๋...” อิฐเรียกชื่ออดีตคนรักออกมาด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจจะบรรยายออกมาได้หมด

“มันเลยบอกมึงไม่ได้แม้แต่นิดเดียวว่าทำไมเรื่องทุกอย่างถึงยืดเยื้อออกมาขนาดนี้ มันกลัวมึงจะรู้สึกผิด มันเลยเลือกที่จะแบกทุกอย่างไว้เอง”

“...” อิฐพูดอะไรไม่ออกนอกจากปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเงียบๆ

“กูรู้ล่วงหน้าก่อนมึงไม่นานว่ามันจะเลิกกับมึง พอกูจับได้ มันก็เล่าเหตุการณ์ให้ฟังทั้งหมด และมันก็ขอร้องให้กูช่วยอะไรมันอย่างหนึ่ง” ว่านพูดต่ออย่างใจเย็น

“อะไรวะ” อิฐเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย




“มันขอให้กูร่วมเป็นพยานในพินัยกรรมของมัน และมันก็ขอให้กูสัญญาว่าในวันที่มันตาย กูจะยอมทำตามพินัยกรรมฉบับนี้ที่มันเป็นคนเขียนไว้” ว่านพูดพร้อมหยิบกระดาษใบหนึ่งขึ้นมาจากกระเป๋า

“...” อิฐนิ่งเงียบอย่างรอฟัง

“วันนี้กูเอาฉบับถ่ายเอกสารมาด้วย เอาเป็นว่ากูจะอ่านให้มึงฟังเฉพาะข้อที่สำคัญๆ แล้วกันนะ” ว่านพูดต่อพร้อมกับมองไปที่กระดาษอย่างตั้งใจ

“...”

“ข้อที่ 1 หลังจากข้าพเจ้าตาย ข้าพเจ้าขอมอบหุ้นทั้งหมดในบริษัท โรงพยาบาลวงศ์วรเวช จำกัด (มหาชน) รวมถึงเงินปันผลสะสมทั้งหมดที่แยกเก็บไว้ในบัญชีของข้าพเจ้าโดยเฉพาะให้กับลูกของข้าพเจ้า” ว่านเอ่ยด้วยเสียงกังวาน

“...”

“ข้อที่ 2 ทรัพย์สมบัติอื่นทั้งหมดของข้าพเจ้า หลังจากหักสินสมรสแล้ว ข้าพเจ้าขอมอบให้กับนายอิทธิกร นพณราดลทั้งหมด หากนายอิทธิกรเสียชีวิตก่อนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอมอบให้กับบุตรของเขาแทน ในกรณีที่ไม่มีบุตรหรือบุตรได้เสียชีวิตไปแล้ว ข้าพเจ้าขอมอบทรัพย์สินส่วนดังกล่าวให้กับมหาวิทยาลัยนววิวัฒน์ โดยใช้ชื่อของนายอิทธิกรเป็นผู้บริจาค”

“...”

“ข้อที่ 3 ในกรณีที่ข้าพเจ็บป่วยในลักษณะที่สามารถบริจาคดวงตาและอวัยวะอื่นใดได้ก่อนเสียชีวิต ข้าพเจ้าขอมอบอวัยวะดังกล่าวให้กับนายอิทธิกร นพณราดลเป็นอันดับแรก หากนายอิทธิกรไม่มีความจำเป็นต้องใช้หรือไม่ประสงค์จะใช้ ข้าพเจ้าขอมอบดวงตาและอวัยวะของข้าพเจ้าเป็นสาธารณกุศลต่อไป ในกรณีที่ข้าพเจ้าเจ็บป่วยในลักษณะที่บริจาคอวัยวะไม่ได้ ข้าพเจ้าขอมอบร่างกายข้าพเจ้าให้กับโรงพยาบาลนววิวัฒน์เพื่อใช้ในการศึกษาของนักศึกษาแพทย์ต่อไป”

“...”

“ข้อที่ 4 ข้าพเจ้าขอมอบหมายให้ญาติของข้าพเจ้านำแหวนเซรามิกสีขาวที่ข้าพเจ้าใส่ประจำเผาไปร่วมกับศพของข้าพเจ้าด้วย”

“...”

“ข้อที่ 5 หากญาติของข้าพเจ้าฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพินัยกรรมข้อที่ 1 – 4 ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะเปลี่ยนเงื่อนไขในการมอบสมบัติ โดยข้าพเจ้าจะบริจาคทรัพย์สมบัติทั้งหมดของข้าพเจ้าให้กับมหาวิทยาลัยนววิวัฒน์โดยไม่มีเงื่อนไขแทน”

“...”

“ลงชื่อ นายแพทย์ปัณฑูร วงศ์วรเวช”

ว่านกล่าวปิดในตอนท้าย อิฐซึ่งนั่งฟังอย่างสงบมาตลอดนั้นไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกไปได้เลย นอกจากน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด พินัยกรรมนั้นราวกับจะเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงความรักที่ไป๋มีให้กับอิฐอย่างหมดหัวใจ




“พินัยกรรมนี้คือคำขอโทษสุดท้ายจากมัน มันอยากบอกมึงว่า ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของมันไม่เคยมีค่าเท่ากับความรักที่มันมีให้มึงเลย” ว่านพูดพร้อมกับสบตาอิฐ

“...”

“ในวันที่ไม่มีใครศรัทธาในตัวมึง ไป๋มันอยู่เคียงข้างมึงมาตลอดนะอิฐ มันเป็นคนเดียวที่เชื่อว่ามึงทำได้ จนมึงทำได้ และมีวันนี้” ว่านพูดต่อ

“...”

“วันนี้ไอ้ไป๋กำลังผิดพลาดและหลงทาง ถึงเวลาที่มึงต้องศรัทธาในตัวมันบ้างแล้วนะ ถึงเวลาที่มึงต้องอยู่เคียงข้างมัน ในวันที่มันต้องการมึงที่สุดบ้าง”

“ทำไมวะว่าน ทำไมในวันที่ไอ้ไป๋ต้องการคนอยู่เคียงข้างขนาดนี้ กูถึงไม่มีสิทธิ์จะกอดมัน ปลอบใจมัน ดูแลมันอีกต่อไปแล้ว” อิฐพูดฟูมฟายออกมาทั้งน้ำตา

“โอกาสยังมีสิ ไม่งั้นพูดกูจะเสนอหน้ามาที่นี่เหรอ” ว่านพูดต่อด้วยรอยยิ้มกว้าง

“...” อิฐไม่ได้ตอบอะไรแต่ส่งสายตาไปอย่างมีความหวัง


“โอกาสมีแค่ครั้งเดียวนะอิฐ พวกเราต้องร่วมมือกัน แผนการครั้งนี้เดิมพันด้วยความสุขทั้งชีวิตที่เหลือของมึง”

ว่านพูดพร้อมลุกขึ้นมาตบบ่าเขาอย่างเป็นกำลัง อิฐมองมือนั้นอย่างมีความหวัง ราวกับคนตรงหน้าทั้งสี่คนจะเป็นแสงสว่างที่อิทธิกรมีอยู่เพียงหนึ่งเดียวในเวลานี้






นายพินต้า

ฝากเฟส ทวีต และติดตามนายพินต้าในแอปนี้ด้วยเด้อ

ลงให้ 4 ตอนรวดเลยสำหรับวันนี้ เพราะหลายคนไม่คงไม่อยากค้างคาและจมดิ่งมาก ตอนต่อไปอาจจะลงให้อาทิตย์หน้าเลยนะครับ เพราะผมเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ ผมคงต้องไปสะสางงานที่กองค้างไว้บ้าง แต่ถ้ามีเวลาพอจะแต่งมาลงให้เพิ่มระหว่างนี้นะครับ

ปล. แต่งแล้วลงให้ 4 ตอนติดเลย ขอคอมเมนต์หน่อยนะ ฮืออ

ความคิดเห็น