ลมหนาว l เคียงจันทร์ l ัYoshisuki

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ขุ่นมัว 100%

คำค้น : วิวาห์ / แค้น / ร้าย /รัก /โหด / ทรมาน / ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.3k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 13 เม.ย. 2562 15:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ขุ่นมัว 100%
แบบอักษร

ไม่อาจจะหักห้ามอารมณ์ขุ่นมัวที่มันปะทุแน่นอยู่ในอกได้จึงต้องปล่อยให้มันออกมาด้วยน้ำเสียงที่รุนแรงจนป้าวันที่ยืนอยู่ต้องสะดุ้งเพราอารมณ์ที่มันเกรี้ยวกราดของเจ้านาย

 “เป็นอะไรรึเปล่าค่ะ”

 “ไม่มีอะไรครับ” พูดเสร็จก็ก้าวเท้าฉับเดินออกไปทันที ไม่รีรอยืนอยู่ให้ป้าวันได้ซักไซ้ถามไถ่อีก อารมณ์ในยามนี้มันอยากจะจับหน้าไอเพื่อนสุดรักอย่างลักษณ์มาซัดหน้านัก ไม่รู้ทำไมชอบทำให้อารมณ์ของเขาต้องเกรี้ยวกราดทุกครั้งไป ส่วนอีกคนก็ออเซาะฉอเลาะหาได้ปฏิเสธสัมผัสนั้นสักนิดหนึ่ง สงสัยคงจะชอบมากกว่าจะอยากปฏิเสธเสียมั้ง คิดแล้วมันก็พลาดให้อารมณ์เสียอยู่ร่ำไป!!!

 “โธ่เว้ย!”

 สุดท้ายก็ไม่วายที่จะปล่อยอารมณ์ปะทุออกมา เท้าเรียวหนาที่อยู่ในรองเท้าคู่แพงก็ถีบเข้าที่ต้นไม้อย่างแรง จนลุงสมที่กำลังทำสวนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกันอันเป็นต้องหันมามองการกระทำของเจ้านายหนุ่ม ที่ไม่รู้ว่าไปครุ่นโกรธเคืองใครมาจากไหนถึงต้องเอาอารมณ์มาลงกับต้นไม้ของลุงที่เลี้ยงดูอุ้มชูด้วยสองมือป่านจะเป็นลูกเช่นนี้

 “อะไรของเขาวะ” มองการกระทำแล้วก็คร่ำคิด

 “ลุงสมครับ!” เห็นว่าลุงสมนั่งทำสวนอยู่ไม่ไกลก็ตะโกนเรียกด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดลืมที่จะยังยั้งอารมณ์ของตนเองไว้

 “คะ...ครับ! ครับ! มีอะไรครับคุณวิน”

 “มีอะไรให้ทำไมครับ!” อยากจะหาอะไรที่มันไม่ทำให้ต้องครุ่นคิดให้ปวดสมอง

 “คุณวินจะทำอะไรล่ะครับ งานลุงก็มีเเต่ที่คุณไม่เคยทำทั้งนั้น”

 “อะไรก็ทำได้ทั้งนั้นแหละครับ”

 “เอาอย่างนั้นหรือครับ”

 “ครับ!”

ส่วนอีกด้านเมื่อมันพ้นรัศมีของสายตาของอัศวินแล้วลักษณ์ก็ปลดปล่อยมือนี้ให้พ้นพันธะทันที พร้อมทั้งยังเอ่ยปากบอกขอโทษที่ต้องกระทำการเช่นนั้นเพาะอยากจะสั่งสอนคนถือดีอย่างอัศวินนัก ว่าสิ่งที่กำลังกระทำกับจิตใจมันกำลังทำงานตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง จนปานนี้ก็ไม่รุ้ว่าเจ้าตัวมันจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟได้ขนาดไหนเชียว

 “ขอโทษด้วยนะครับ”

 “ขอโทษเรื่องอะไรคะ”

 “ก็เรื่องที่ผมถือวิสาสะจับต้องมือของคุณเขม”

 “ฉันไม่โกรธหรอกค่ะ มันดีเสียด้วยซ้ำไป ฉันจะได้ไปให้พ้นผู้ชายคนนั้นได้ง่ายๆ” ถือว่าลักษณ์เข้ามาได้ทันท่วงทีที่เธอกำลังจะต่อเถียงกับเขาอีกรอบไม่เช่นนั้นป่านนี้มันก็คงจะยาวเป็นแน่ในยามนี้ก็คงจะไม่มีวาจาไหนลดคาราวาศอกลงเป็นแน่แท้

 “ผมต้องขอโทษแทนมันด้วยนะครับ มันคงจะรักวิมาก”

 “ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณไม่ใช่คนที่กระทำ ไม่จำเป็นต้องที่จะขอโทษแทนผู้ชายคนนั้น” ลักษณ์หาใช่คนผิด เขาไม่จำเป็นที่จะต้องเอาคำนั้นออกมาพูดแทนอัศวินเสียด้วยซ้ำคนที่มันจะต้องพูดคำนี้มีเพียงแค่ผู้ชายคนนั้นคนเดียว เธอไม่รู้ว่าเขาจะเจ็บและอดทนกับความเจ็บปวดมากเท่าไหนแต่ในยามนี้เธอก็เริ่มจะเจ็บจนเกินจะทนไหวแล้วจริงๆ

 “แต่ที่มันทำไปมันก็คงจะเป็นเพราะความรักที่มันรักวิมากจนเกินไป”

 “ฉันก็เชื่ออย่างนั้นค่ะ แต่เขาเลือกที่จะจมปรักจะทำให้ตัวเองเจ็บปวดอยู่ร่ำไป ไม่เคยคิดที่จะปล่อยว่าง เขาเลือกที่จะอยู่กับความรักของผู้หญิงคนนั้นมากเกินไป” เธอไม่รู้ว่ามีส่วนไหนที่เธอจะพูดผิดไปจากความจริงบ้าง อัศวินเลือกที่จะโหยหาอยู่กับความรักครั้งเก่า ไม่เคยคิดที่จะลืมเลือนมันออกจากดวงใจหนาสักนิด

 “แต่อย่างไรความรักของมันที่มีให้วิก็กำลังหวนคืนทำร้ายมันเอง” เขากำลังเชื่อว่ามันจะเป็นเช่นนั้น ความโหยหวนโหยหาของอัศวินมันปะทะคิดถึงวิชุดาไม่เคยที่จะลดละ จนหลงลืมหัวใจของตนเองว่ามันจะเปลี่ยนแปลงความรู้สึกหรือเจ็บปวดแค่ไหนอัศวินกลับเลือกที่จะไม่คิดมันเพียงสักนิด

 “มันอาจจะไม่มีวันนั้นก็ได้ค่ะ” แม้ว่าในความคิดมันจะมีหวังว่าเขาอาจจะลืมลงได้สักวันแต่เธอก็อดที่จะตัดพ้อเสียมิได้อยู่ดี

 “ใครจะไปรู้ล่ะครับ ผมว่าเราเลิกคุยเรื่องนี้เถอะ พล่านจะพาให้เครียดกันเสียเปล่าๆ”

 “ค่ะ”



 “ขอบคุณนะคะที่มาส่งที่บริษัท” ปานธิดาเอ่ยขอบคุณบุคคลใจดีที่อาสามาส่งเธอที่บริษัทเพราะเขาเห็นว่ามันคือทางผ่านที่จะไปทำธุระพอดี

 “ไม่เป็นไรหรอก พี่เต็มใจอีกอย่างมันก็เป็นทางผ่านพอดี”

 “แล้วนี้พี่คริสจะไปไหนหรือคะ เพิ่งจะกลับมาจากต่างประเทศได้ไม่กี่วันเอง” ปานธิดาเอ่ยถามบุคคลตรงหน้า กฤษณะเพิ่งจะกลับมาจากต่างประเทศได้ไม่นานเธอจึงนึกสงสัยนักว่าจะไปไหนเพราระหว่างเธอและเขาก็รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก

 “พี่มีธุระพอดีน่ะ ยังไงถ้าเลิกงานแล้วก็บอกพี่ได้นะ ถ้าว่างจะมารับ”

 “ไม่ต้องหรอกค่ะ เกรงใจ”

 “ไม่ต้องเกรงใจหรอก ยังไงเรากับพี่ก็เห็นกันมาก็นาน”

 “อย่างนั้นก็ขอบคุณพี่คริสมากนะคะ ดาไปก่อนนะเดี๋ยวจะเข้างานสาย” มือยกขึ้นมาดูนาฬิกาบนข้อมือก็เห็นว่าอีกไม่นานมันก็ใกล้จะถึงเวลาเข้างานแล้ว

 “โอเค ถ้าเลิกงานแล้วก็อย่าลืมโทรหาพี่ล่ะ”

 “ได้ค่ะ” ปานธิดาตอบรับแล้วทั้งสองก็โอบกอดตัวเข้าหากัน มันเป็นเรื่องปกติที่ระหว่างเธอกับกฤษณะจะทำกันเช่นนี้ต่างฝ่ายต่างก็ยินดีเพราะก็แลเห็นกันมาตั้งแต่ยังเล็กยังน้อย ยามเมื่อคลายอ้อมกอดปานธิดาก็ยืนส่งกฤษณะจนชายหนุ่มขับเคลื่อนรถยนต์ออกไป 

เมื่อรถของกฤษณะเคลื่อนตัวจนลับสายตาไปแล้วก็หมายที่จะสาวเท้าเดินเข้าไปในภายในของบริษัทเพราะเวลามันก็เริ่มจะใกล้สายเข้ามาทุกทีแล้ว

 “นี่มันที่ทำงานไม่ใช่ซ้อง!!!”

 แต่ทว่าเพียงเเค่หันหลังจะเดินเข้าไปข้างในเสียงคำทักทายทุ้มกร้าวของคนที่เธอทั้งรักและเกลียดมากที่สุดในยามนี้ก็ได้ดังเข้ามาขัดจังหวะให้เธอหยุดเดิน ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร จะเรียกมันว่าเป็นคำทักทายของเขาที่เอ่ยทักเธอในยามเช้าหรือเปล่านะ แต่ก็หยุดคิดเพียงเท่านั้น เธอก็สาวเท้าต่อไป ไม่รีรอรอฟังคำถากถางที่มันจะตามหลังมาอีกเพียบ แม้ว่าปากเรียวของอัครินจะตะโกนกร้าวส่งให้เธอหยุดเธอก็ไม่หยุดตามที่เขาบอก ตรงกันข้ามกลับรีบเดินเสียด้วยซ้ำไป

 “ปานธิดา!!!”

 “ฉันเรียกไม่ได้ยินหรอ!” รีบเดินตามร่างนั้นไปอย่างหงุดหงิด จะสาวเท้าให้เร็วเท่าไหร่ก็ตามไม่ทันเสียที หญิงสาวเร่งฝีเท้าให้เร็วมากขึ้นจากเดินก็เปลี่ยนท่าทีเป็นวิ่งเพราะแค่ในยามนี้ไม่ใช่แค่จะหนีเขา แต่เธอต้องรีบไปเข้างานให้ทันด้วยจนป่านนี้แล้วบัตรยังไม่ทันจะได้ตรอกลงเครื่องเลย

  “ปานธิดา!” เรียกขานตามหลังอย่างหงุดหงิด สาวเจ้าหนีหายเข้าไปในห้องตรอกบัตรเรียบร้อยแล้วจะตามเข้าไปมันก็จะยังไงอยู่ แต่ตรงนี้มันก็ไม่มีใครอยู่นิ นี่แหละโอกาสเอาคืน!

 “คุณรินค่ะ!” เสียงเรียกให้อัครินหันกลับมามองตามต้นเสียง ความคิดที่ว่าจะตามปานธิดาเข้าไปมันเป็นอันต้องโดนขัด

 “ครับคุณอร”

 “รบกวนตรวจเอกสารนี้แทนคุณวินหน่อยนะคะ” เพราะอัศวินยังคงไม่โผล่เข้ามาภายในบริษัท ดังนั้นคนที่รับหน้าที่ตรวจดูเอกสารนี้แทนก็คงจะพ้นคนเป็นรองประธานไปไม่ได้

 “ได้ครับ ถ้าผมตรวจเรียบร้อยแล้วเดี๋ยวจะให้ปานธิดานำมาให้นะครับ” พูดนอบน้อมกับผู้หญิงรุ่นราวคราวแม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า

 “ขอบคุณคุณรินมากนะคะ”

 “ครับ” จากนั้นเขาก็หยิบเอกสารมาแล้วหมายเดินเข้าไปในห้องตรอกบัตรเข้างานอีกคราแต่ทว่าภายในนั้นมันกลับไม่ร่างของสาวเจ้าอยู่แล้ว คิดแล้วมันก็ต้องขบกรามแน่น นับวันยิ่งถือดีมากขึ้น!

 “ปานธิดา” เสียงเข้มกรอกลงไปในเครื่องเรียกที่มันวางอยู่ตรงหน้า

 “ค่ะ”

 คนที่ได้ยินเสียงเรียกของเขาก็ต้องขานรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วันนี้ตั้งแต่เข้างานจนตอนนี้ เขาก็เรียกเธอเกือบจะห้าครั้งได้แล้วไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรกันนักหนา เรียกอยู่นั้นแหละทำอย่างกับว่าไม่เคยจะเรียกใช้งาน เธอเพิ่งจะหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ได้ไม่นานเองนะ! หลังจากที่เขาสั่งให้นำเอกสารไปส่งคืนให้กับคุณอร

 “เข้ามาข้างใน”

 “ค่ะ” เพราะหน้าที่เธอจึงปฏิเสธอะไรไม่ได้ ต้องทำตามที่เขาบอกเพียงอย่างเดียว

 “ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!”

 แม้ว่าเขาจะรู้ว่าเธอจะเข้าไปด้านในแต่ยังไงก็ต้องเคาะประตูเพื่อเป็นมารยาทให้เขารับรู้ว่าคนที่เขานั้นได้มาตามคำสั่งแล้ว จากนั้นเธอก็เอื้อมมือเปิดเข้าไปภายในที่มีร่างของคนใจร้ายนั่งไขว้ห้างอย่างสบายใจอยู่

 “มีอะไรให้ฉันรับใช้ค่ะ”

 “นั่ง”

 “รีบพูดมาเถอะค่ะ” เธอไม่พูดปฏิเสธว่าจะไม่นั่งแต่เธอพูดเร่งให้เขาบอกในสิ่งทีต้อการมาเร็วไวจะได้ออกไปจากห้องนี้เสียที อยู่หายใจร่วมกันไปมันก็จะหนักใจเปล่าๆ

 “ฉันบอกให้นั่งปานธิดา!” ครั้งเสียงมันทุ้มกร้าวแสดงความไม่พอใจเมื่อคนตรงหน้าไม่ยอมทำตามที่สั่ง

 สุดท้ายก็ต้องจำใจนั่งลงตามที่เขาบอก สีหน้าเธอแสดงออกอย่างชัดเจนเลยว่าไม่ชอบใจนักเมื่อต้องมาทำตามคำสั่งเขาเช่นนี้ บอกให้รีบบอกในสิ่งที่ตัวเองประสงค์มาก็ไม่ยอมพูดไม่รู้จะยืดเยืออะไรให้มันเสียเวลาทำไม

 “คุณมีอะไรก็รีบพูดมาเถอะค่ะ งานฉันมันยังมีอีกมาก”

 “เอาเอกสารนี้ไปแก้” มือหนาโยนแฟ้มเอกสารลงไปตรงหน้าของปานธิดาจนเธอเผลอสะดุ้งเพราะเสียงดังที่แฟ้มมันกระทบลงโต๊ะ

 “แต่ฉันแก้ไปแล้วนะคะ”

 “แต่ฉันสั่งให้เธอเอามันไปแก้ เอกสารมันยังไม่สมบูรณ์แล้วจะให้ส่งออกไปได้ยังไง!”

 อยากจะบ้าตายเธอแก้จะเข้ารอบที่สี่แล้วนะ ตรวจก็แทบทุกจะตัวอักษรก็แล้ว อ่านซ้ำวนอยู่หลายรอบก็แล้วเหลือแต่จะให้เธอทะลุเข้าไปในกระดาษเท่านั้นแหละที่ยังไม่ทันได้ทำ!

 “ค่ะ” รับเอกสารมาแล้วก็หมายที่จะเดินออกไปแต่ทว่าเขาก็ดันเอาเสียงทุ้มของตัวเองมาดักไว้เสียก่อน

 “เดี๋ยว ไปชงกาแฟมาให้ฉันด้วย”

 “ค่ะ”

 “เอาไปชงมาใหม่ หวานขนาดนี้ใครมันจะไปกินลง”

 “นี่มันแก้วที่สี่แล้วนะคะ ถ้าไม่ถูกใจก็เชิญไปชงดื่มเองเถอะ”

 “ปานธิดา!”

 “จะเรียกทำไมคะ วันนี้ยังเรียกไม่พอหรือยังไง ส่วนนี่เป็นเอกสารที่คุณให้เอาไปแก้ค่ะ” วางปึกลงที่บนโต๊ะตรงหน้าของอัคริน เขาจ้องมาที่เธอแต่เธอก็จ้องเขม็งคืนเหมือนกัน

 “ไปชงกาแฟมาใหม่”

 “ไม่! ถ้าฉันไปชงมาแล้วมันไม่ถูกใจคุณอีกก็พล่านจะให้เสียของเปล่าๆ ถ้าอยากดื่มที่มันถูกใจมากนักก็เชิญไปทำเองเถอะค่ะ อ้อหรือถ้ามือไม้เป็นง่อยจะโทรเรียกอดีตคนรักสุดแค้นของคุณมาก็ได้นะคะ เห็นว่าไม่โผล่หน้ามาตั้งสองวันแล้วรายนั้นคงจะรู้เลยล่ะคะว่าคุณชอบดื่มแบบไหน”

 “ปานธิดา! อย่าพลานเอากานต์เข้ามายุ่ง!”

 “ทำไมจะเอามายุ่งไม่ได้ในเมื่อผู้หญิงคนนั้นมันทำให้ฉันต้องติดบ่วงทรมานอยู่อย่างนี้!” คำพูดเธอมันไม่มีคำไหนเลยที่ผิดไปสักนิดเป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นแท้ๆที่ทำให้เธอต้องมาเจอเรื่องอัปยศเช่นนี้ ถ้าโกรธแค้นเคืองกันก็ควรที่จะไปลงที่คนกระทำสิ ไม่ใช่เอามันมาลงกับคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยเช่นเธอ!

 “ทรมานหรอ! เธอใช่คำว่าทรมานหรอ ปานธิดา!”

 “ใช่! คำว่าทรมานสำหรับฉันมันยังจะน้อยไปเสียด้วยซ้ำ เจ็บทั้งกายเจ็บทั้งใจโดนไอผู้ชายเลวๆที่ไหนก็ไม่รู้ที่อยู่ดีๆก็ยื่นมือเข้ามาราวกับเป็นเทพบุตรแต่ที่ไหนได้พอเวลาผ่านไปสันดานความชั่วๆมันก็เริ่มผุด!”

“ปัง!”


 เสียงมือหนาของอัครินทุบลงที่โต๊ะทำงานจนเกิดเสียงดังลั่น แต่ทว่าในยามนี้มันไม่อาจจะทำให้ปานธิดาหาได้เกรงกลัวต่อความน่ากลัวของเขาในยามนี้เลย ในตอนนี้มันเกินจะรับได้แล้วจริงๆ ความเคืองโกรธที่มันอยู่ในส่วนลึกมันมีมากกว่าความเกรงกลัว

 “ปานธิดา!”

 “ทำไมคะ! หรือที่พูดมามันไม่ใช่ความจริง ถ้ามันไม่เป็นเหมือนที่ฉันพูดไปก็ค้านสิ ค้านในสิ่งที่คุณกำลังกระทำสิ! ว่ามันไม่ใช่ดั่งที่ฉันพูดออกมา! พูดสิ!” สีหน้าเธอวาวโรจน์ร้อนผาวไปทั้งหมด ในยามนี้ปานธิดาแสดงความอัดอั้นตันใจออกมาแทบจะทุกหยาดหยดสาธยายสิ่งที่มันคับแน่นอยู่ออกมา

 “.......” อัครินเงียบเข้าไม่ใช้เสียงใดโต้ตอบแต่ทว่ากลับใช้สายตาที่มันเริ่มจะลุกเป็นไฟจ้องมองไปที่ปานธิดาที่ยืนพูดอย่างปีกกล้าขาแข็ง ความเกรงกลัวที่เคยมีของหญิงสาวมันหายไปไหนหมดในยามนี้ กล้าต่อล้อต่อถียงโดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่มันจะตามเลย

 “เงียบ! จะเงียบทำไม พูดออกมาสิ พูด!”

 “คุณจะต้องให้ฉันอยู่อย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหน รู้บ้างหรือเปล่าว่าคนโดนกระทำมันทรมานแทบจะขาดใจ ฉันยอมรับในสิ่งที่คุณกระทำ แต่ในตอนนี้คุณกานต์นิภาก็เดินกลับมาให้คุณเชือดแล้วนั้นไง ก็เอาไปลงที่เธอสิ ปล่อยฉันไปเสียที!” 

ปล่อยเธอไปสักทีเถอะ พล่านจะอยู่ไปมันจะจับปวดหัวใจดวงนี้เปล่าๆ ทุกครั้งที่กานต์นิภายังไม่ย่างก้าวกลับเข้ามาอีกครั้งก็เรียกร้องพร่ำหาว่าโกรธแค้นเคืองกันนักหนาแต่ทำไมล่ะ! ในยามนี้เมื่อเธอกลับมาให้ได้เชือดเฉือนแล้วก็ปล่อยคนที่มันไม่ได้รู้เรื่องเช่นเธอไปเถอะ

 “จะต้องให้ตายกันไปข้างหนึ่งกันเลยหรือยังไงจึงจะยอมปล่อยกันไป ยกเลิกพันธะสัญญาบ้าๆของคุณซะ! แล้วปล่อยฉันไป คุณจะทำยังไงกับคุณกานต์ก็เชิญเเต่เลิกเอาฉันไปเอี่ยวเสียที!”

 “อย่าพูดทำเป็นเหมือนว่ามันง่ายไปหน่อยเลยปานธิดา”

 “ทำไมมันจะไม่ง่ายในเมื่อสัญญาระหว่างเรามันอยู่เพียงแค่ปลายปากกาของคุณ มันขึ้นกับการตัดสินใจของคุณแค่คนเดียว!”

 “ถ้าอย่างนั้นมันก็แสดงให้เห็นแล้วไม่ใช่หรอว่าทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฉันเท่านั้น เธอไม่มีสิทธิ์!”

 “เพลี๊ยะ!!!”

 “ปานธิดา!” แววตาวาวโรจน์โกรธแค้นที่สาวเจ้ากล้าที่จะเอามือนั้นฟาดลงที่ใบหน้าของเขา แต่ทว่าปานธิดากลับไม่สนใจเสียงเกรี้ยวกราดนั้น เธอโผพูดขึ้นอย่างไม่มีคำว่าเกรงกลัวหรือหวาดกลัวอยู่ในหัวเลยแม้แต่น้อย

 “เมื่อไหร่ที่ฉันสามารถหลุดออกจากบ่วงพันธะของคุณไปได้ ฉันรับรองว่าจะไม่ใช่ฉันที่ต้องเจ็บแค่ฝ่ายเดียว!” เธอจะไม่ยอมอีกต่อไป ผู้ชายคนนี้มันข่มเหงรังแกคนที่ไม่มีทางสู้มากเกินไปแล้ว เธอต้องฮึดสู้ลุกขึ้นมาสู้เสียบ้าง แล้วมาดูกันว่าระหว่างเธอและเขาใครมันจะทรมานมากกว่ากัน

 “มันจะไม่มีโอกาสมีวันนั้น!!!”

 “ฉันเนี่ยแหละจะทำให้คุณอย่างคุณต้องคิดสำนึกในสิ่งที่กระทำอยู่จะได้ไม่ต้องเอาเรื่องบ้าบอปัญญาอ่อนนี้ไปทำร้ายใครอีก!!!” พูดจบก็สาวเท้าเดินหนีออกไปจากห้องทำงานที่มีร่างหนาของอัครินอยู่ทันที เธอรีรอที่จะเฝ้าคำพูดของอัครินต่อ ต่อให้เขาจะพูดอะไรออกมาในยามนี้เธอก็จะไม่สนใจแล้ว ในหัวจะคิดถึงเพียงแค่ทางรอดของเธอเองเท่านั้น ในยามนี้ใครจะบอกว่าเธอเห็นแก่ตัวก็ยอมรับ

 “มันจะไม่มีทางถึงวันนั้นเด็ดขาดปานธิดา!  มันจะไม่มีวัน! โธ่เว้ย!!!” แทบจะกระทืบเหยียบกวาดข้าวของที่อยู่รอบตัวให้แหลกสลายสิ้นซาก หัวใจมันเริ่มที่จะตุ้มๆต่อมๆเต้นแทบจะไม่ถูกจังหวะเมื่อปานธิดาเผยเจตนาที่อยากจะออกไปจากบ่วงพันธะนี้อย่างชัดเจน

 “เป็นเหี้ยไรวะ!!!” เขาไม่อาจจะให้คำตอบได้ว่าที่ยึดเยื้อให้เธอยู่นี้มันเพราะเหตุผลอะไรกันแน่ระหว่างเรื่องราวของกานต์นิภากับจังหวะการเต้นของหัวใจของตนเองที่มันเริ่มจะแปรเปลี่ยนผันเปลี่ยนไปจากเดิม

 “ทานเยอะๆนะคะคุณลักษณ์” เขมมิกาที่กำลังรับประทานอาหารอยู่ในห้องอาหารที่มีลักษณ์และคนที่ขึ้นชื่อว่าสามีนั่งอยู่ร่วมด้วยกัน

 “ขอบคุณครับ” ลักษณ์รับมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สายตาคมของเขาก็เหลียวมองไปที่อัศวินเล็กน้อย แล้วมันก็เป็นไปตามคาดเพื่อนของเขามันกำลังแสดงสีหน้าและท่าทางน้อยๆที่บ่งบอกว่ากำลังไม่พอใจอยู่ นี่แหละ! เป็นโอกาสทองจะได้แก้เผ็ดคนที่มันปากไม่ต้องกับใจ

 “นี่ครับคุณเขม ผัดเปรี้ยวหวานฝีมือป้าวันอร่อยมากเลยนะครับ” เขาก็ไม่วายตักกับข้าวใส่ในจานข้าวของเขมมิกาบ้าง สายตาของอัศวินที่จ้องมองคนที่เป็นเมียของตัวเองกับเพื่อนที่มันกำลังนั่งกระหนุงกระหนิงอย่างไม่เกรงใจเขาเลย!

 “ขอบคุณค่ะ” เขมมิกาส่งยิ้มหวานให้กับลักษณ์พร้อมทั้งตักอาหารที่อยู่ในจานเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ่ยๆอย่างเอร็ดอร่อย แต่ทว่าจมูกของเธอก็ไม่วายที่จะได้กลิ่นไม่พึ่งประสงค์ลอยมาแต่มันไม่ได้แรงมากจึงพอที่จะอดกลั้นไว้ได้บ้าง แล้วก็ต้องฝืนใจกินสิ่งที่มันอยู่ในจานต่อไป เป็นไปได้ก็อยากจะกินแค่ข้าวเปล่าอย่างเดียวเสียด้วยซ้ำไปถ้าไม่ติดว่ามันจะจืดมากๆ

 คนที่นั่งเงียบอยู่คนเดียวก็ได้แต่ขบกรามแน่นจนเกิดเป็นสันนูนเด่นจะทำอะไรก็ไม่ได้ ได้แต่มองตามตาแบ๊ว มันชั่งขัดกับหมวดอารมณ์ในตอนนี้เหลือเกิน อยากจะยื่นมือไปกระชากช้อนนั้นออกจากปากของสาวเจ้าเหลือเกิน ไอลักษณ์ก็อีกคนมือก็มีทำไมไม่ตักกินเองวะ!

 “ฉันอิ่มแล้วค่ะ ขอตัวนะคะ”

 “ผมก็อิ่มแล้วเหมือนกันครับ”  

“เออ! อิ่มกันไปให้หมด!”


อดที่จะประชดประชันด้วยเสียงพูดไม่ได้ จากนั้นก็วางช้อนลงจานดังเพล้ง! แล้วลุกขึ้นสาวเท้าเดินลุกออกไปจากห้องอาหารทันที


 “อย่าไปสนใจเลยค่ะ” เห็นอาการแบบนี้จนมันแทบจะชินตาจึงเอ่ยบอกให้ลักษณ์ว่าไม่ต้องไปสนใจอะไรผู้ชายคนนั้นมานัก


 “ฉันว่าจะเอาจานไปล้าง ขอตัวก่อนนะคะ”


 “เดี๋ยวผมไปช่วยครับ”


 “ได้ค่ะ”


จากนั้นแล้วทั้งสองก็พากันช่วยกันนำจานไปล้างภายในห้องครัว ลำพังจะให้ป้าวันทำงานคนเดียวมันก็คงจะไม่ไหวเพราะยังไงแล้วป้าวันก็อายุเยอะพอสมควรเรี่ยวแรงกระดูกกล้ามเนื้อก็เริ่มจะไม่ค่อยแข็งแรง ถ้าอันไหนพอที่จะทำแล้วมันช่วยป้าวันได้บ้างเธอก็พร้อมจะช่วย


 ภาพของชายหญิงสองคนที่กำลังช่วยกันขยันขันแข็งเก็บจานที่อยู่ในอ่างล้างมันเห็นชัดเต็มสองตาของอัศวินที่ยืนหัวร้อนอยู่นอกบ้าน ได้เพียงแค่ใช้สายตามองแต่ทว่ากลับทำอะไรไม่ได้เลย 


ทำได้มากที่สุดก็ยืนกระฟัดกระเฟียดเอาเท้าของตนเองไปขนานนาบกับต้นไม้ต้นโน่นต้นนี้ไปเรื่อยแล้วลงแรงกระทืบถีบแรงๆด้วยความโกรธเกรี้ยวหาได้สนใจสายตาของลุงสมที่จ้องมองอย่างมึนงง ก่อนที่อัศวินจะเดินหนีออกไปไกล



   ในยามเช้าของอีกวันแสงแดดอรุณในยามเช้าปลุกให้เธอฟื้นตื่นจากห้วงแห่งความฝัน สายตาเผชิญกับแสงแดดอ่อนๆทอดทอส่องเป็นประกายวาววับสดใส แต่ทว่ามันกับต่างจากหัวใจองเธอที่มันเริ่มเต้นไม่เป็นส่ำเมื่อในวันนี้คือวันที่เธอต้องขึ้นเรือเพื่อกลับไปยังฝั่ง หัวจิตหัวใจเริ่มหว่าเหว่ร้อนรุ่มกายไปหมด สายตาของเธอเหลียวมองบุคคลที่อิงกายอยู่เคียงข้างกันดวงตากำลังหลับพริ้มอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร


  เธอยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างแผ่วเบา มือยกขึ้นกุมหัวใจของตนเองที่มันเริ่มหวั่นไหวกับสิ่งที่กำลังจะได้เจอในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า แต่ทว่าจู่ๆหยาดน้ำตาใสมันก็ไหลเอ่อออกมาที่ดวงตาทั้งสองข้างอย่างห้ามไม่อยู่ ในยามนี้เธอกลัวแสนกลัวแม้ว่ามันจะเป็นช่วงเวลาในตอนกลางวันแต่การที่ตื่นขึ้นมาต้องเผชิญหน้ากับมันอีกครั้งเธอก็ไม่อาจจะพยายามทำจิตใจให้เข้มแข็งได้


 ร่างของเขมมิกาสั่นไหวเบาตามแรงสะอึกสะอื้น แม้ว่ามันจะไม่มีเสียงใดปลดปล่อยออกมารองรับความรู้สึกนี้แต่เธอก็มีความรู้สึกที่กลัวไม่ต่างจากเดิมมากนัก  


 แรงสั่นไหวที่มันเกิดที่หัวไหล่มนของเขมมิกาชวนให้สายตาของคนที่ลืมตาตื่นต้องสงสัยว่าสาวเจ้าเป็นอะไรทำไมเนื้อตัวมันสั่นไหวขึ้นลงเช่นนั้น


 “เป็นอะไรไป” แม้ว่ามันจะเป็นเสียงเรียบๆแต่เขาก็นึกห่วงใยเธอไม่น้อย


 “.....” ดวงหน้าที่อาบไปด้วยหยาดน้ำตาเหลียวหลังมามองตามเสียงของคนที่เอ่ยขึ้นถามเธอ ดวงตาของเขมมิกาในตอนนี้มันเศร้ามองจนเขาเองก็ดูออกว่าเธอนั้นรู้สึกอย่างไร


 “บอกฉันมา เธอเป็นอะไรไปเขมมิกา” ครานี้เขาลุกขึ้นนั่งมือเอื้อมจับที่ไหล่ของสาวเจ้า เหนี่ยวรั้งให้เอหันมาเผชิญหน้ากับเขาในตอนนี้


 “.....” เธอหันมาตามที่เขาจับหมุนมา อัศวินยกมือของตนเองขึ้นปาดน้ำตาที่มันไหลอาบแก้มของเธอจนเหลือเพียงแค่คราบของความช้ำจางๆไว้


 อัศวินหารู้ไม่ว่า เขมมิกาในตอนนี้เป็นอะไรเพราะเธอเล่นที่ไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาเลยได้เพียงแค่มองตาของตนแล้วนั่งนิ่งเงียบไม่ยอมบอกในสิ่งที่เธอนั้นรู้สึก ถ้าเอยังไม่ยอมที่จะพูดต่อไปเช่นนี้คนที่จะรู้สึกหดหู่ใจที่สุดคงอาจจะไม่ใช่ใครนอกจากเขาคนเดียว หัวใจของอัศวินมันเริ่มที่จะร้อนรุ่มเมื่อสาวเจ้าไม่ยอมพูดสิ่งใด หัวสมองปั่นป่วนคำนึงคิดการหนัก


  “บอกฉันเถอะนะ ไม่ต้องร้อง ฉันจะอยู่ตรงนี้ใกล้ๆเธอ” 


ดึงร่างของเธอเข้ามาสู่อ้อมกอดอุ่น ความอบอุ่นของอัศวินในตอนนี้มันแผ่ซ่านให้ร่างของเขมมิการับรู้ความรู้สึกนั้นได้อย่างชัดเจน เธอไม่อาจจะผลักไสร่างของผู้ชายคนนี้ให้หลุดออกไปไหน หนำซ้ำเอยังรวบรัดเขาแน่น เสียงสะอื้นที่เคยปกปิดไว้มันถูกปลดปล่อยออกมาแล้ว แม้ว่าเขาจะร้ายจนสุดใจแต่ในยามที่เธอต้องการกำลังใจเขาคนนี้ก็ให้แก่เอได้บ้าง ขอบคุณจริงๆสำหรับอ้อมกอดที่มันแสนจะอบอุ่นนี้


 ขอบคุณสำหรับคำพูดดีๆที่ยังมีให้แก่กันบ้าง...


 “ฮึก ฮืออ ฮึก...” เมื่อเสียงนี้มันดังก้องชัดกว่าเดิม อัศวินก็รีบอ้อมกอดเธอแน่นกว่าเก่ามือเรียวหนาลูบไล้ปลอมประโลมที่ผมยาวของสาวเจ้าอย่างแผ่วเบา พยายามรียกขวัญกำลังใจให้กับเธอแม้ว่าจะไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะสาเหตุอะไรกันแน่ทำไมถึงได้ปล่อยโฮเช่นนี้


 “ไม่เป็นไรนะ เธอเป็นอะไรบอกฉันมาสิเขม บอกฉัน”


 “ฮึก ฮืออ”


 “ถ้าเธอไม่พูดฉันก็ไม่รู้ว่าเธอร้องไห้เพราะอะไรกันแน่ พูดออกมาเถอะฉันจะอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน” ยายามปลอมประโลมด้วยน้ำเสียงที่นิ่งและอ่อนโยนที่สุดเท่าที่เขาจะเคยทำกับใครมาแม้กระทั่งกับวิชุดาเองก็ยังไม่อาจที่จะได้รับน้ำเสียงนี้นัก เขมมิกาเป็นคนแรกที่เขายอมอ่อนโยนกับเธอ ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราอะไรกันหัวใจแม้ว่ามันจะสับสนแต่ก็คงต้องปล่อยผ่านเพราคนที่น่าเป็นห่วงที่สุดในยามนี้คือผู้หญิงตรงหน้า


 “ฮึก ฉะ...ฉันกลัว”


 “กลัว กลัวอะไร”


 “ระ...เรื่องนั้น”


 สมองของอัศวินรีบคิดคำนวณในสิ่งที่เขมมิกาพูดขึ้นมาทันทีว่าเรื่องนั้นมันคือเรื่องไหนกันแน่?


 “ระ...เรื่องในคืนนั้น ฮึก ฮืออ” สุดท้ายเธอก็พูดได้จบเสียทีว่ามันคือเรื่องอะไรกันแน่


 “เรื่องในคืนนั้น” 


สมองพลันคิดถึงในวันที่พายุเข้าแล้วเขาและเราล่องลอยอยู่ท่ามกลางทะเลที่แสนน่ากลัวในยามค่ำคืน เธอรู้สึกกลัวขึ้นมาก็คงจะเป็นเพราะว่าต้องนั่งเรือกลับฝั่งในวันนี้เป็นแน่แท้


 “ไม่ต้องกลัวนะ ไม่ต้องกลัว”




มาเเล้วจ้าา

มุมอ่อนโยนก็มีมาให้เห็นเรื่อยๆ ใช่ว่าจะใจร้ายเสมอไปนะ

*****ย้ำ 

​นิยายเรื่องนี้ไรท์เเต่งไว้เเล้วไม่สามารถที่จะเปลี่ยนเนื้อหาได้จริงๆ ใครที่คิดว่าเนื้อเรื่องมันยืดเยื้อก็ขออภัยค่ะ เเต่ไรท์อยากให้มันเป็นเเบบนี้เอง เเม้ว่าจะยืดไปบ้างเเต่เราอาจจะได้เห็นมุมต่างๆของเนื้อเรื่อง ซึ่งมันอาจจะดำเนินไปแบบช้าๆ ไม่ได้จะรีบร้อนให้มันจบอะไรเพราะยังไงเรื่องนี้ไรท์ก็ให้อ่านฟรีจนจบ 


รีดที่ทนอ่านนิยายของไรท์ก็ขอบคุณนะคะที่ยังอยู่คอยให้กำลังใจกันมาตลอด

หวังว่าจะอยู่ด้วยกันเเบบนี้ตลอดไปนะคะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น