facebook-icon Twitter-icon

ความคิดเห็น (comment) จากผู้อ่านคือกำลังใจที่ดีที่สุดของนักเขียน อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจนักเขียนมีแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไปนะ :)

ตอนที่ 108 : 5 ปีแห่งความว่างเปล่า

ชื่อตอน : ตอนที่ 108 : 5 ปีแห่งความว่างเปล่า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 25.3k

ความคิดเห็น : 149

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ธ.ค. 2561 16:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 108 : 5 ปีแห่งความว่างเปล่า
แบบอักษร

ตอนที่ 108 : 5 ปีแห่งความว่างเปล่า


ก๊อก ก๊อก

ไป๋เอื้อมไปเคาะกระจกรถยนต์ตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบสงบ เขาประคับประคองสภาพแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดีของตัวเองกลับมายังลานจอดรถได้สำเร็จ อิฐเอารถกลับบ้านที่เขาคงจะกลับไปไม่ได้อีกต่อไปแล้ว คนที่อยู่เคียงข้างเขาในคืนนี้คงเป็นที่พึ่งสุดท้ายที่เขาพอจะฝากความหวังไว้ได้

“เท่าไหร่จ๊ะ” เสียงคนในรถทักมาอย่างร่าเริง หลังจากรถกระจกฝั่งข้างคนขับลง

“มันใช่เวลาเล่นไหม” เขาตอบไปด้วยเสียงเบื่อๆ

“พี่ขี้เกียจวนกลับมาส่ง ตกลงกันให้เรียบร้อยก่อนดีกว่า” คนในรถยังพูดแบบไม่สนท่าทีมึนตึงของเขา

“ไอ้ว่าน!” ไป๋เรียกชื่อมันแทนคำบ่น

“เรียกลูกค้าว่าไอ้ไม่ได้นะครับ ตกลงว่าไง ทำอะไรได้บ้างจ๊ะ” อีกฝ่ายยังกวนไม่หยุด

“500 รุก ไซ้ ชัก ไม่รีบครับ” ไป๋พูดพร้อมเอาหน้าไปเกาะขอบกระจกแบบรำคาญ ตามใจมันจะได้จบๆ ไปสักที

“ดีมาก ขึ้นมาเลยน้อง อาการยังไม่หนักมาก ยังพอเล่นได้นี่ ฮ่าฮ่า”

ว่านพูดพร้อมกลั้วหัวเราะเสียงดัง มือของมันเอื้อมไปเปิดประตูฝั่งข้างคนขับให้เขา ไป๋ก้าวขึ้นมานั่งเงียบสงบอยู่บนรถยนต์ที่อยู่จอดนิ่งอยู่ในลานจอดรถของศูนย์การค้า ว่านกดเลื่อนกระจกปิดขึ้น ขณะที่ไป๋นั่งทอดสายตาไปเบื้องหน้าอย่างเงียบสงบ




“เจ็บฉิบหาย”

ไป๋เปรยขึ้นเป็นประโยคแรก พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างแบบไม่ต้องใช้ความพยายามใดใดแม้แต่นิดเดียวเลย

“มันก็ธรรมดาเปล่าวะ คบกันมา 10 ปีนะเฮ้ย”

ว่านพูดพร้อมเอามือออกไปตบบ่าคนที่นั่งข้างๆ อย่างเป็นกำลังใจ แรงสัมผัสนั้นแทนที่จะทำให้เขาร้องไห้น้อยลง กลับเหมือนเป็นเครื่องเร่งปฏิกิริยาให้เขาร้องไห้หนักขึ้น

“กูเลวขนาดนั้นเลยเหรอ”

ไป๋พูดออกมาพร้อมเสียงสะอื้นอย่างไม่อาจจะต้านทานได้อีกต่อไป เขาเอามือทั้งสองข้างมาปิดหน้าไว้ ราวกับจะพยายามปิดบังความอ่อนแอที่มีมากมายเหลือเกินของตนในเวลานี้

“มึงไม่เลวหรอกไป๋ คนเรามีคบกันก็ต้องมีจากกันเปล่าวะ มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์” ว่านพูดอย่างปลอบใจ

“มึงรู้ไหมว่าไอ้อิฐพูดกับกูว่าอะไร มันพูดกับกูว่ากูทิ้งมันอย่างเลือดเย็น ไอ้เหี้ย มันพูดออกมาได้ยังไงวะ แม่งไม่คิดถึงหัวใจกูบ้างเหรอ” เขาฟูมฟายอย่างหมดรูป

“...” อีกฝ่ายไม่ตอบอะไรนอกจากเอื้อมมือมาสัมผัสไหล่เขาเบาๆ

“มันเคยรู้ไหมว่ากูทุ่มเทให้มันขนาดไหน กูรักมันมากขนาดไหน มันพูดเหมือนที่ผ่านมามันไม่เคยรับรู้อะไรเลย” เขาพูดออกไปทั้งน้ำตา

“...”

“ตอนม.ปลาย มันไม่ยอมไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย ใครที่คอยทั้งขู่ ทั้งปลอบ ทั้งขอร้อง ทั้งให้กำลังใจให้มันสู้เพื่ออนาคต กูติวให้กี่ครั้ง มันเคยรู้ไหมว่าทุกวันกูต้องกลับไปนอนร้องไห้ กูต้องเห็นมันมานั่งสวีทกับแฟนมัน ติวให้มันเสร็จกูต้องไปส่งมันกินข้าวกับแฟน ไอ้เหี้ย หัวใจกูอยู่ตรงไหน กูกลับบ้านไปนอนร้องไห้ แต่กูรักมันไง กูอยากให้มันมีชีวิตที่ดี กูกัดฟันทนเพื่อให้มันมีชีวิตที่ดี แต่มึงรู้ไหมพอมันสอบติด หลังจากติว สักคำเดียวมันก็ไม่เคยคุยกับกู ชีวิตม.หกที่เหลือของกูแม่งเหี้ยขนาดไหน กูต้องร้องไห้ ต้องเสียใจกี่ครั้งที่จะตัดใจจากมัน กูยอม กูอดทน กูไม่เคยโทษมันสักครั้ง กูรู้ว่าความรักของกูมันเป็นไปไม่ได้ กูก็แค่อยากให้มันมีชีวิตที่ดี” ไป๋ระบายออกมาอย่างหมดความอดทน

“อืม กูเข้าใจ” ว่านตอบออกมาพร้อมกับถอนหายใจยาว

“พอเข้ามหาวิทยาลัย กูก็ต้องกลับมาเจอมันอีก กูรักมันจนแทบเป็นบ้า แต่กูทำอะไรได้วะว่าน ชีวิตกูแม่งเป็นแบบนี้ แม่งถูกขีดมาแบบนี้ กูพยายามปฎิเสธ เพราะกูรู้ว่าตอนจบมันต้องเสียใจ แต่มันบอกให้กูอยู่กับปัจจุบัน มีความสุขกับวันนี้ไปก่อน กูก็มีความสุขไปก่อนตามคำขอของมัน กูทำผิดตรงไหนวะ” เสียงเขาสั่นเครือ

“...”

“กูบอกกับตัวเองตลอดตั้งแต่ปีแรกว่าพอแล้ว กูควรจะหยุดได้แล้ว กูไม่ควรถลำลึกลงไปกว่านี้ เพราะทุกฝ่ายจะเสียใจกันหมด แต่กูก็เป็นห่วงมัน ชีวิตมันตัวคนเดียว กูอยากรอให้ชีวิตมันพร้อมมันดีก่อนกูถึงจะถอยออกมา ใครที่ชวนมันอ่านหนังสือทุกครั้งที่สอบ ใครที่ช่วยมันทำการบ้าน ใครที่ขอร้องให้มันอย่าถอนวิชาหลักแต่ให้พยายามต่ออีกหน่อย กูไงว่าน กูที่เจ็บมาตลอด รู้อยู่แก่ใจมาตลอดว่าสุดท้ายกูจะกอดมันไม่ได้อีก แต่กูอยากส่งมันให้ถึงฝั่งฝันก่อน อยากให้มันมีงานที่ดีพร้อม มีชีวิตที่มั่นคง กูถึงจะถอยออกมา” ไป๋หันไปพูดกับว่านทั้งที่ยังร้องไห้ไม่หยุด

“เฮ้ย ใจเย็นๆ ไป๋ กูไม่ใช่อิฐนะเว้ย ไม่ต้องมาจ้องแบบนี้กับกู” ว่านพูดกึ่งปลอบกึ่งเย้า

“กูคบกับมัน 5 ปี รอจนมันเรียนจบ รอจนมันมีงานการที่ดีพร้อม มีฐานะที่มั่นคงจนไม่ต้องมีกูอยู่ในชีวิตมันก็ได้ มึงรู้ไหม สุดท้ายกูก็มาเจอว่าพ่อมันป่วย ใครเป็นคนดูแลเคสพ่อมัน ก็กูนี่แหละ กูที่ทำทุกอย่างที่รักษาชีวิตพ่อมันไว้ วิ่งหาสิทธิ์ย้ายเตียงมารักษาที่โรงพยาบาลวงศ์วรเวชให้ ไปขอร้องอาจารย์หมอหัวใจเก่งๆ มาช่วยดูเคสให้พ่อมัน คอยเฝ้าดูผลแลป ดูผลการรักษา ปรับยา ติดตามอาการ ตลอด 5 ปีนี้ กูพยายามยื้อชีวิตพ่อมันไว้ให้ได้นานที่สุด มึงรู้ไหมว่าทำไม”

เขาพูดออกมาอย่างหมดเปลือก ความจริงเรื่องที่เขาอยู่เบื้องหลังเคสโรคหัวใจของพ่ออิฐนี่เขาไม่เคยบอกใครในกลุ่มมาก่อน แม้แต่คนเดียว เขาไม่อยากแทรกแซงการตัดสินใจของอิฐ เขากลัวว่าจะมีใครเผลอหลุดปากบอกมัน

“ห๊ะ นี่มึงรู้มาตลอดเหรอ” ว่านพูดออกมาอย่างตกใจ

“ไม่ใช่แค่รู้ แต่กูทำทุกอย่างด้วยซ้ำ กูนั่งปรับโดส เช็คยา ติดตามผลแลป ให้คนโทรไปตามพ่อมันมาหาหมอ ทั้งที่กูไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ แต่กูก็ยังหวัง” ไป๋พูดพร้อมหันหน้าไปอีกฝั่งของลานจอดรถที่ว่างเปล่าอย่างเหม่อลอย

“ทำไมวะ” ว่านถามแบบไม่เข้าใจ

“กูยื้อชีวิตพ่อมัน เพราะรอวันที่มันจะกลับมาคืนดีกับพ่อไง”

ไป๋กลืนน้ำลายก้อนใหญ่ลงคอก่อนจะพูดออกมาอย่างสิ้นหวังที่ความพยายามตลอด 5 ปีนั้น เขาทำมันให้สำเร็จไปไม่ได้

“เฮ้ย” เพื่อนสนิทของเขาอุทานมาอย่างตกใจ

“กูรู้มาตลอดว่าไอ้อิฐเกลียดพ่อมันมาก ปัญหาครอบครัวคือปัญหาใหญ่ในชีวิตมัน แต่พอกูได้รักษาพ่อของมันจริงๆ กูรู้ว่าพ่อมันโคตรรู้สึกผิดกับมันและรอวันที่มันจะกลับไปหาเสมอ เวลากูถามถึงญาติถึงลูก พ่อมันก็มีน้ำตาคลอตลอด กูรู้ไงว่ามีความหวัง ขอแค่อย่างเดียว ขอแค่ให้ไอ้อิฐกลับไปหาพ่อตัวเอง กูซื้อเวลามาตลอด 5 ปี กูหวังตลอดว่าวันหนึ่งไอ้อิฐจะใจอ่อน แล้วปมในใจที่ติดในใจมันมาเกือบ 10 ปีจะสลายหายไปเสียที อย่างน้อย มันก็ควรจะได้บอกลาพ่อมันตั้งแต่วันที่พ่อมันยังมีลมหายใจ”

“...”

“กูทำทุกวิถีทาง ด้านหนึ่งกูก็ประคับประคองอาการพ่อมันให้อยู่ได้นานที่สุด อีกด้านหนึ่งกูก็พยายามอ้อมๆ ให้มันกลับไปหาพ่อมันให้ได้ ให้ทั้งโรงพยาบาลโทรไปตาม ให้เลขากูโทรไปนัดมาเคลียร์เรื่องสิทธิ์การรักษา ให้คนข้างบ้านพ่อมันโทรชวนมันกลับไปดูใจ กูเองก็ชวนมันด้วยซ้ำ แต่มึงรู้ไหม ตลอดเวลาที่พ่อมันป่วยจนถึงวันที่พ่อมันตาย มันไม่เคยแม้แต่จะกลับไปดูใจพ่อมันแม้แต่ครั้งเดียว กูก็ได้แต่หวัง กูก็ได้แต่ภาวนาว่าสักวันมันจะใจอ่อน กูอยากให้มันเลิกเจ็บปวดกับเรื่องนี้ อยากให้มันมีครอบครัวที่อบอุ่น กูอยากให้มันมีหลักยึดในชีวิต ให้มันรู้สึกไม่เหมือนว่ามันเป็นคนไร้ครอบครัว” ไป๋พูดออกมาพร้อมร้องไห้อีกครั้ง

“ใจเย็นๆ” ว่านพูดเมื่อเห็นว่าเขาเริ่มร้องไห้รุนแรงขึ้นอีกรอบ

“ความพยายามตลอด 5 ปีของกูแม่งก็พังสลายลงแบบไม่มีชิ้นดี แล้วมึงให้กูทำยังไง ถ้ามึงเป็นกู มึงจะบอกเลิกมันตอนไหน ตอนที่มันยังเรียนไม่จบ ตอนที่มันยังหางานไม่ได้ ตอนที่รู้ว่าพ่อมันใกล้จะตาย หรือตอนนี้ ทำไมเป็นกูที่อยู่รอส่งมันให้มีชีวิตที่สมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง ก่อนจะจากมาเป็นคนที่เลวทุกอย่าง กูแค่อยากให้มันมีงานที่ดี มีชีวิตที่ดี มีครอบครัวที่อบอุ่น กูผิดเหรอวะ กูควรจะทิ้งมันทั้งๆ ที่กูรู้ว่าพ่อมันจะตายเหรอ กูแค่รอที่จะอยู่เคียงข้างมันในวันที่มันเจ็บปวดที่สุด กลายว่ากูเป็นคนเหี้ย เป็นคนที่ทำลายชีวิตมัน” ปัณฑูรพูดออกมาอย่างฟูมฟาย

“มึงทำดีที่สุดแล้ว ไป๋” ว่านเอื้อมมือมาปลอบเขาอย่างปลอบใจ

“มึงรู้ไหมมันพูดกับกูว่าอะไร มันพูดกับกูว่าตลอดเวลาที่ผ่านมากูเคยรักมันบ้างไหม ไอ้เหี้ย! กูยอมทุกอย่าง ทำเพื่อมันทุกอย่างมาตลอด 10 ปี นี่แม่งไม่เรียกว่ารักเหรอวะ สิ่งที่กูทำแม่งไม่เคยมีค่าอะไรในสายตามันเลยเหรอวะ แม่งเอ๊ย! สุดท้ายกูเป็นได้แค่คนเหี้ยๆ ในสายตามัน อีกไม่กี่ปีมันก็คงลืมกู เกลียดกู ตัดสินกูไปแล้วว่ากูมันเหี้ยขนาดไหน แต่กูหละ กูต้องอยู่กับความรู้สึกที่มันเกลียดกูไปตลอดเนี่ยนะ แม่ง กูแม่งทำเหี้ยอะไรไม่ได้เลย”

ไป๋พูดออกมาพร้อมน้ำตาแห่งความสิ้นหวัง ชีวิตอิฐก็คงจะหมุนต่อไปด้วยความรู้สึกที่เกลียดเขาที่ทิ้งมัน แต่เขาหละ เขาคงจมอยู่กับความรักครั้งอย่างไปไหนไม่ได้ไปตลอดชีวิต

“มึงลองคุยกับมันดูไหม” ว่านพูดแนะนำด้วยเสียงเบา

“มึงจะให้กูบอกอะไร บอกที่กูมาเลิกกับมึงตอนนี้ เพราะรอมึงคืนดีกับพ่อ แต่มึงไม่ยอมเนี่ยนะ แล้วกูก็ทิ้งมึงไม่ได้อีกเพราะกูรู้ว่าอีกไม่กี่ปีพ่อมึงก็ตาย กูกลัวมันจะหาแฟนใหม่มาปลอบใจมันไม่ทันในวันเผาพ่อมันเนี่ยนะ กูพูดได้จริงๆ เหรอวะ” ไป๋พูดพร้อมน้ำตาและหันไปหาว่านอย่างตั้งคำถาม

“ไม่ใช่ กูหมายถึงลองคุยกับมันก่อนไหมเรื่องพ่อกับแม่มึง เผื่อมันจะมีทางออกไปด้วยกันได้” ว่านพูดอย่างใจเย็น

“เราคุยเรื่องนี้กันเป็น 10 รอบแล้วนะว่าน มึงก็รู้ว่าถ้าจะไปต่อ วิธีเดียวที่จะต้องทำก็คือเดินเข้าไปบอกกับพ่อแม่กูตรงๆ ซึ่งว่าน มึงเข้าใจไหม โอกาสนี้มันมีครั้งเดียวในชีวิตนะ ถ้าพูดไปแล้วพ่อแม่กูรับไม่ได้ กูเอาคำพูดกูคืนมาไม่ได้แล้วนะ แล้วพ่อแม่กูหละ พ่อแม่กูต้องเสียใจไปตลอดชีวิตเหรอ กูจะให้มึงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ยังไง ให้กูแบกความรู้สึกว่ากูทำลายความหวังของผู้มีพระคุณที่สุดในชีวิตกูลงเนี่ยนะ กูจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง” เขาพูดพร้อมกับใช้มือปิดหน้าและร้องไห้ออกมาอย่างหมดทางออก

“พ่อแม่มึงอาจจะรับได้ก็ได้นะ” อีกฝ่ายพูดมาอย่างแบ่งรับแบ่งสู้

“ถึงพ่อแม่กูรับได้ แล้วโรงพยาบาลวงศ์วรเวชของพ่อแม่กูหละจะไปไหน สุดท้ายมันก็จะตายไปพร้อมกับกูอยู่ดี สุดท้ายกูก็ต้องหาทายาทมาให้ได้ ซึ่งมันก็หมายความว่า ทุกอย่างก็จะจบลงแบบเดิมอยู่ดี แบบนี้กูไม่บอกไม่ดีกว่าเหรอวะ กูแบกรับความเสี่ยงเรื่องความผิดหวังของพ่อกับแม่กูไม่ได้หรอก แค่นี้กูก็จะตายแล้ว” ไป๋พูดพร้อมทิ้งตัวลงกับเบาะอย่างเหม่อลอย




“พักเถอะไป๋ มึงเหนื่อยมาพอแล้ว”

เพื่อนสนิทของเขาเอื้อมมือมาลูบหัวเบาๆ อย่างปลอบโยน และนั่นดูเหมือนจะเป็นกุญแจที่ไขความรู้สึกของเขาให้ทะลักทลายมาอีกครั้ง เขาแค่ต้องการใครสักคนที่เข้าใจเขา เข้าใจว่าเขาทำดีที่สุดแล้วเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะพึงทำได้

“อืม กูเหนื่อยมากจริงๆ” เขาตอบออกมาด้วยเสียงเครือ

“เลิกใช้ตรรกะบ้างเหอะ ปล่อยชีวิตแม่งไปบ้าง ถ้าพวกมึงคู่กันจริง เดี๋ยวโชคชะตาก็หาทางออกให้กับความรักของมึงเองแหละ มึงเหนื่อยมา 10 ปีแล้ว ถึงเวลาที่มึงต้องพักบ้าง” ว่านพูดพร้อมรอยยิ้ม

“ความรักของกูไม่มีปาฏิหาริย์หรอก” เขาพูดอย่างหมดอาลัยตายอยาก

“ของแบบนี้มันก็ไม่แน่ โชคชะตาอาจจะไม่อยากให้ตำนานรักม้าและโคนของมึงจบลงแบบ sadly ending แบบนี้ก็ได้ ใครจะรู้”

ว่านพูดพร้อมรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะขับรถออกไปจากลานจอดรถ ในขณะที่ตัวเขาได้แต่มองออกไปที่บรรยากาศภายนอกรถที่ตอนนี้ฝนเริ่มทิ้งหยาดหยดลงมาเบาๆ ท้องฟ้าก็ร้องไห้ ตัวเขาก็ร้องไห้ บรรยากาศช่างหม่นเศร้าเหมาะกับจะเป็นวันล่มสลายของความรัก 10 ปีของเกียร์สีขาวกับกาวน์สีฝุ่นจริงๆ






นายพินต้า

ฝากเฟส ทวีต และติดตามนายพินต้าในแอปนี้ด้วยเด้อ

ผมเข้าใจความคิดของทุกคนนะครับ แต่ความรักของอิฐไป๋ยังไม่จบลงแค่บทนี้นะครับ ไป๋อาจจะดูเป็นคนที่ไม่ได้ดั่งใจคนอ่านไปบ้าง ก็ขอโอกาสให้ไป๋หน่อยนะครับ อยากให้ทุกคนเอาใจช่วยพวกเขาจนถึงบทสุดท้าย


อิฐและไป๋เป็นเพียงมนุษย์สีเทาครับ พวกเขามีด้านที่ดีและแย่เหมือนมนุษย์ทั่วไป ผมแค่อยากจะบอกว่าอยากขอโอกาสให้พวกเขาได้คิด ได้ตัดสินใจ และหาวิธีแก้ปัญหาไปด้วยกัน


ขอโอกาสให้เกียร์สีขาวกับกาวน์สีฝุ่นไปจนถึงบทสุดท้ายนะครับ ผมเชื่อมั่นว่าบทสรุปความรักของพวกเขาจะไม่ทำให้ผู้ติดตามต้องเสียใจ แต่มันอาจจะมีอุปสรรคบ้าง มีเรื่องสะดุดระหว่างทางบ้าง ผมก็อยากขอโอกาสให้พวกเขาทั้งสองคน


ผมหวังว่าผู้อ่านที่รักของผมทุกคนจะให้โอกาสพวกเขานะครับ และที่สำคัญ ขอโอกาสให้ผมได้วาดโลกของพวกเขาให้จบบริบูรณ์ด้วยนะครับ


ผมขอโทษครับ


แต่ผมหวังว่าผมจะได้รับโอกาสให้ผมได้บรรจงสร้างโลกของพวกเขาจนจบ


ให้โอกาสผมนะครับ


ช่วยรับคำขอบคุณและคำขอโทษของผมด้วยนะครับ


ขอบคุณทุกคนที่เข้าใจนะครับ


นายพินต้า

ความคิดเห็น