facebook-icon Twitter-icon

ความคิดเห็น (comment) จากผู้อ่านคือกำลังใจที่ดีที่สุดของนักเขียน อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจนักเขียนมีแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไปนะ :)

ตอนที่ 107 : คำสาปของวงศ์วรเวช

ชื่อตอน : ตอนที่ 107 : คำสาปของวงศ์วรเวช

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 23.2k

ความคิดเห็น : 143

ปรับปรุงล่าสุด : 29 พ.ย. 2561 16:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 1,000
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 107 : คำสาปของวงศ์วรเวช
แบบอักษร

ตอนที่ 107 : คำสาปของวงศ์วรเวช


“อย่าเพิ่งพูดเลยไป๋”

“...”

“ไป๋อาจจะอารมณ์ไม่ดี อิฐว่าเรากลับบ้านกันดีกว่า พรุ่งนี้ไป๋ใจเย็นแล้วเราค่อยมาคุยกันใหม่” อิทธิกรพูดพร้อมกับทำท่าจะลุกยืนขึ้นราวกับไม่ได้ยินประโยคที่ผ่านมา

“อิฐ กูไตร่ตรองเรื่องนี้มาดีแล้ว” ประโยคของเขาดึงเอาอีกฝ่ายที่ลุกยืนขึ้นนั่งกลับลงมาที่เก้าอี้ที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามอีกครั้ง

“ทำไม”

ชายหนุ่มคนที่เขารักสุดหัวใจเงยหน้ามองมาที่เขา สายตาที่ทอดมาเต็มไปด้วยความเสียใจและตัดพ้อ ไป๋มองภาพนั้นด้วยสายตาที่พร่าเลือน แววตาของอิฐในตอนนี้ราวกับจะฆ่าเขาให้ตายทั้งเป็น

“อิฐ กูขอโทษ” ไป๋พูดย้ำอีกครั้งด้วยเสียงที่สั่นจนปิดไม่มิด

“อิฐถามว่าทำไม”

เสียงอีกฝ่ายเข้มขึ้นจนหัวใจของเขาตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เสียงนั้นสำทับมาอย่างเยียบเย็น ริมฝีปากของเขาที่เม้มแน่นค่อยๆ คลี่คลายและบอกเล่าเรื่องราวออกมา




“ปู่ของกูเป็นคนจีนหนีออกมาจากแผ่นดินใหญ่ ตอนนั้นที่จีนยากจนมาก ปู่คิดว่าอยู่ไปก็มีแต่ตายกับตาย ปู่เลยหนีมาตายเอาดาบหน้า ปู่หนีขึ้นเรือขนส่งสินค้ามาคนเดียวเพราะไม่มีใครในบ้านเห็นด้วย เรือมาขึ้นฝั่งที่ไทย และปู่ของกูก็เริ่มต้นตั้งรกรากอยู่ที่นี่” เสียงของไป๋เอ่ยเล่าขึ้น

“...”

อิฐไม่พูดอะไรออกไป มันหยิบน้ำดื่มมาเติมใส่แก้วแล้วก็ยกขึ้นดื่มอย่างช้าๆ ราวกับมันต้องการจะสงบสติอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านให้เย็นลง

“ย่าคลอดพ่อกูได้ไม่นาน ย่ากูก็ป่วยตาย ครอบครัวฝั่งย่ามีใครบ้างกูก็ไม่รู้รายละเอียดนัก ปู่กูก็เลี้ยงดูพ่อกูที่เป็นลูกคนเดียวมาจนมาเจอกับแม่กู แม่กูมีน้องชายสองคน ตายไปแล้วทั้งสองคน ครอบครัวกูกลายเป็นครอบครัวเดี่ยว มีแค่พ่อกู แม่กู และกูซึ่งเป็นลูกชายคนเดียว” ไป๋เล่าด้วยเสียงที่สั่นเครือ

“...”

อิฐไม่ตอบอะไรกลับมานอกจากเสไปมองเบาะนอนที่วางระเกะระกะไว้อยู่ด้านหนึ่งของห้อง ภาพตรงหน้าทำให้ไป๋เจ็บจนแทบทนไม่ไหว เขาเห็นคนตรงหน้ากำลังร้องไห้ แต่เขาไม่กล้าแม้จะเดินเข้าไปปลอบ เพราะเขารู้ตัวว่าตัวเองนี่แหละที่เป็นสาเหตุของความเจ็บปวดทั้งมวลของคนตรงหน้า

“วงศ์วรเวชเหลือคนในตระกูลอยู่แค่ 3 คนสุดท้ายเท่านั้น ถ้าไม่นับพ่อกับแม่กูที่ต่างก็เลยวัยจะมีลูกไปแล้ว นั่นหมายถึงกูเป็นคนสุดท้ายแล้วอิฐ กูเป็นวงศ์วรเวชคนสุดท้ายของตระกูล” ไป๋พูดประโยคสุดท้ายออกมาอย่างเจ็บปวดในโชคชะตา

“สุดท้าย มึงก็เห็นเงินดีกว่ากู”

เสียงของอิฐเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและติดจะแค่นหัวเราะออกมาในตอนท้าย ราวกับว่าปมเรื่องฐานะจะเป็นสิ่งที่ติดอยู่ในใจของอิทธิกรมานานแสนนาน

“อิฐ มึงเอากูไปสาบานที่ไหนก็ได้ กูไม่เคยอยากได้มรดกของที่บ้านเลย กูพูดเสมอว่าสิ่งที่พ่อแม่กูสร้างไว้ไม่เคยเป็นของกู กูไม่เคยอยากได้” ปัณฑูรพูดออกมาทั้งน้ำตา

“แล้วไงไป๋ มึงไม่อยากได้ แต่มึงเลิกกับกูเพื่อมรดกของตระกูลมึงเนี่ยนะ มึงพูดออกมาได้ยังไงวะ” อิฐพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แสดงความโมโหจนปิดไม่มิด

“กูไม่อยากได้ แต่กูก็ทิ้งมันไปไม่ได้ไงอิฐ มึงคิดตามกูนะ ถ้ากูหาทายาทมาสืบทอดวงศ์วรเวชต่อไปไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่พ่อแม่กูสร้างมาทั้งหมดจะจบสิ้นไปพร้อมกับความตายของกู”

“...”

“อิฐ กูแม่งก็เจ็บนะ กูเจ็บเจียนตายไม่ต่างจากมึงสักนิด แต่มึงจะให้กูทำยังไง นั่นคือคนที่ให้กำเนิดกูมา เลี้ยงดูกูมา ส่งเสียกูมาทั้งชีวิต ถ้าเป็นมึง มึงจะทำยังไง มึงจะให้กูลืมหน้าที่ของลูกยังไง มึงคิดว่ากูจะตายไปด้วยความรู้สึกแบบไหน มึงคิดว่ากูไม่เจ็บเหรออิฐ กูก็เจ็บเจียนตายไม่ต่างจากมึงนั่นแหละ”

เขาพูดออกมาอย่างเสียใจถึงที่สุด น้ำเสียงในตอนท้ายของเขาแทบจะฟังไม่รู้เรื่อง มันกลายเป็นความฟูมฟายในความน้อยใจในโชคชะตาชีวิตของตนเอง อย่างน้อยถ้าเขามีพี่หรือน้องสักคน เรื่องทั้งหมดก็คงไม่ต้องมาจบลงแบบนี้

“มึงก็เลยตัดสินใจที่จะทิ้งกูแทน” อิฐพูดประโยคที่พุ่งเข้ามาทิ่มแทงหัวใจเขาจนไป๋ก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

“แล้วมึงให้กูทำยังไงอิฐ มึงลองบอกกูซิ มึงจะให้กูทำยังไง มึงคิดว่ากูอยากเกิดมาพร้อมกับหน้าที่ที่เป็นเหมือนคำสาปของชีวิตกูแบบนี้เหรอ มึงคิดว่ากูอยากให้ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้เหรอ มึงจะให้กูทำยังไง” เสียงของเขาสั่นเครือไปด้วยความรู้สึกที่น้อยใจที่เก็บสะสมมาโดยตลอด

“มึงก็อุ้มบุญสิ มึงแค่ต้องการมีลูกนี่ แค่มึงมีลูกสักคนทุกอย่างก็จบแล้ว” อิฐพูด

“อิฐ มึงก็รู้ว่าการอุ้มบุญมันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แล้วกูทำอาชีพอะไร กูเป็นหมอนะอิฐ กูจะทำแบบนั้นได้ยังไง กูสิที่เป็นคนที่ควรจะไม่ทำแบบนั้นมากที่สุด” เขาเถียงออกไปอย่างทบทวนเรื่องนี้มาหลายทีแล้ว

“ไม่งั้นมึงก็แต่งงาน มีลูก แล้วก็เลิกกัน” อิฐยังเถียงต่อ

“แล้วมันต่างจากอุ้มบุญยังไงวะ” ไป๋พูดกลับไป

“งั้นมึงก็ไปหาพ่อแม่ของมึงกับกูเลย บอกเขาว่ากูมีงานที่มั่นคง กูรักมึงจริง กูดูแลมึงได้อย่างดี” อิฐพูดอย่างยื่นข้อเสนอ

“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่มึงนะอิฐ ปัญหาไม่ใช่มึงไม่รักกูหรือมึงดูแลกูไม่ได้ อิฐ มึงฟังกูนะ ปัญหาคือกูไม่สามารถให้เงินสองพันล้านที่พ่อแม่กูสร้างมาตายไปอย่างไม่มีทางออกพร้อมกับลมหายใจของกู” ไป๋พูดอย่างสิ้นหวัง

“แล้วมึงจะให้กูทำยังไงเล่า!” เสียงของอิฐดังขึ้นจนแทบจะตวาด

“จากกันวันนี้ไงอิฐ จากกันทั้งที่รู้ว่าต่างฝ่ายต่างก็รักกัน ถึงแม้ว่าชีวิตของแต่ละคนจะมีเงื่อนไขให้อยู่ด้วยกันไม่ได้ กูทบทวนเรื่องนี้มานานมากนะอิฐ กูไม่เคยเห็นทางออกไหนเลย” ไป๋พูดออกมาด้วยน้ำตาที่ไหลออกมาจนท่วมดวงตาทั้งสองข้างอย่างจนปัญญา




“มึงตัดสินใจเรื่องนี้มานานแค่ไหนแล้ว” อิฐถามขึ้นพร้อมขมวดคิ้วจ้องสายตามาที่เขาอย่างจับผิด

“ก็นานแล้ว” เขาตอบอย่างปัดๆ

“ไอ้คำว่านานแล้วของมึงมันนานแค่ไหนแล้ว” อิฐคาดคั้นอย่างไม่ยอมแพ้

“...” ไป๋ปิดปากสนิทอย่างไม่รู้จะพูดอย่างไรดี

“อย่าบอกนะว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มึงคิดเรื่องนี้มาตลอด” อิฐส่งสายตาตัดพ้อมาให้เขาจนดวงตาเขาเริ่มกลั่นน้ำตาออกมาอีกระลอก

“กูไม่ได้เพิ่งนามสกุลวงศ์วรเวชวันนี้นะอิฐ กูนามสกุลนี้มาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว” ไป๋พูดออกมาเสียงเบาเหมือนจะรำพึงมากกว่าจะตอบคนตรงหน้าของตน

“ไป๋! มึงตกลงคบกับกูทั้งที่มึงรู้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้ามึงจะเลิกกับกูเนี่ยนะ!”

เสียงของคนตรงหน้าเขาเต็มไปด้วยความบันดาลโทสะอย่างชัดเจน แต่เขาไม่โกรธเลย ไม่เคยโกรธเลย ความรู้สึกของเขามันเรียกว่าเจ็บปวดเจียนตายเสียมากกว่า

“...” ไป๋ไม่ได้ตอบอะไรออกไป นอกจากนั่งร้องไห้แบบไม่อาจจะฝืน

“จิตใจมึงทำด้วยอะไรวะไป๋ มึงคบกับกูเพื่อที่จะเลิกกับกูเนี่ยนะ จิตใจมึงทำด้วยอะไรวะ” อิฐพูดพร้อมน้ำตา

“ฮึก ฮึก กูก็แค่อยากมีความสุขเหมือนคนอื่นเขาบ้างไม่ได้เหรอวะ” เขาสะอื้นจนพูดออกมาจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง

“สุดท้ายกูก็เป็นได้แค่หมากตัวหนึ่งในชีวิตมึง” อิทธิกรพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ผิดหวัง

“วันนั้นกูเคยบอกกับมึงว่ากูไม่อยากเริ่มความสัมพันธ์กับใคร เพราะกูรู้ว่ามันต้องจบอย่างผิดหวัง แต่มึงเป็นคนบอกให้กูเปิดใจ ไม่ว่ามันจะจบยังไง มึงก็บอกว่ามันจะเป็นความทรงจำที่ดีกับทุกคนไม่ใช่เหรอวะ” เขาตอบกลับไปด้วยเสียงสะอื้น

“อ๋อ สุดท้ายก็เป็นกูสินะที่ผิดเอง” อีกฝ่ายพูดออกมาด้วยความโมโห

“มึงใจเย็นๆ สิวะอิฐ มึงฟังกูหน่อยได้ไหม อิฐ ตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมา กูบอกกับตัวเองว่ากูขอใช้เวลา 10 ปีนี้ให้กับตัวเอง ให้กับชีวิต กูอยากลองมีความสุขเท่าที่คนคนหนึ่งพึงจะมีสักครั้งในชีวิต แต่พอวันหนึ่งมันจบลง กูก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบที่กูถูกขีดเส้นมาหรือเปล่าวะ กูไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้เลยสักนิด อิฐ มึงมองหน้ากูสิ แล้วมึงลองถามตัวเองดูว่ากูดีใจจริงๆ เหรอที่ทุกอย่างจะเป็นแบบนี้” เขาฟูมฟายออกมาอย่างไม่อาจจะฝืนกลั้นอารมณ์อีกต่อไป

“มึงนี่ใจร้ายเนอะไป๋ มึงอยู่กับกูมา 10 ปี แต่กูเพิ่งได้มารู้จากปากมึงก็วันนี้ กูรู้สึกเหมือนแม่ง 10 ปีที่ผ่านมากูไม่เคยได้รู้จักมึงจริงๆ เลยสักนิดเลยหวะ” อิฐเองก็พูดทั้งน้ำตา

“มึงรู้แล้วมึงจะมีความสุขจริงๆ เหรออิฐ มึงลองถามตัวเองดีๆ ว่ามันดีกว่าไหมที่มึงจะไม่ต้องมารับรู้อะไรแบบนี้ มึงคิดเหรอว่ากูไม่เสียใจ กูไม่เจ็บปวด กูต้องนอนหลับกับความรู้สึกแบบนี้ทุกคืน มึงคิดว่ากูมีความสุขจริงๆ เหรอวะ” ไป๋พูดด้วยสายตาเจ็บปวด

“มึงเคยรักกูจริงหรือเปล่าวะไป๋ หรือกูก็แค่เป็นหนูทดลองในการมีความสุขในชีวิตมึง”

สายตาของอิฐที่ทอดมาไม่ใช่การประชดแดกดัน แต่มันคือคำถามที่เหมือนว่าอิฐก็ถามมาจากเบื้องลึกของหัวใจ คำถามนั้นเหมือนจะเป็นมีดที่ค่อยๆ กรีดความรู้สึกของเขาออกมาอย่างเจ็บปวดแสนสาหัส

“ไอ้สัด! กูนอนกับมึงทุกคืน มึงไม่เคยรู้เลยเหรอว่ากูรักมึงมากขนาดไหน มึงไม่เคยรู้เลยหรือไงว่าสำหรับกู มึงมีความสำคัญมากมายเท่าไหร่ ไอ้เหี้ยอิฐ กูรักมึง กูโคตรรักมึง มึงได้ยินกูไหม แต่กูผิดเหรอวะที่ชีวิตกูเป็นแบบนี้ ถ้ากูเลือกเกิดได้ กูก็คงไม่ขอเกิดมามีจุดจบความรักแบบเจ็บปวดเหี้ยๆ แบบนี้หรอก” ดวงตาของพร่าไปด้วยหยาดน้ำตาจนมองคนตรงหน้าอย่างแทบจะไม่เห็นสีหน้าได้อย่างชัดเจน




“ยังไงต่อไป๋ มึงพูดมาเลย กูพร้อมจะฟังต่อแล้ว” ท่าทีของอิฐดูสงบลงไปเล็กน้อย แต่น้ำเสียงของมันก็ยังดูประกอบไว้ด้วยความโกรธเช่นเดิม

“มึงหมายความว่าไง” เขาถามแบบไม่เข้าใจ

“ไป๋ คนอย่างมึงต้องวางแผนทุกอย่างไว้จบหมดแล้ว มึงไม่ได้มาบอกกูแค่วันนี้ตอนนี้นี่ถูกไหม คนอย่างมึงต้องเตรียมการทุกอย่างไว้หมด มึงบอกมาให้หมดว่ามึงจะเอายังไงต่อไป เรื่องระหว่างมึงกับกู” อิฐพูดพร้อมหันไปหยิบแก้วน้ำมาดื่มอย่างสงบสติอารมณ์

“กูคงไม่ได้กลับไปที่ห้องแล้ว ของสำคัญที่ต้องกลับไปเอาก็คงไม่มี คอนโดมึงก็ผ่อนต่อแล้วก็เป็นกรรมสิทธิ์ของมึงไปเลย รถก็เหมือนกัน กูคงจะกลับบ้านคืนนี้เลย ของกูที่ยังอยู่ที่ห้องก็แล้วแต่มึง ถ้ามึงไม่อยากจะเก็บอะไรไว้ มึงก็บอกกู กูจะให้คนไปขนมา” อิฐพูดไม่ผิด ความจริงคือเขาวางแผนไว้หมดแล้ว

“นี่สินะเหตุผลที่มึงไม่ยอมใส่ชื่อร่วมในคอนโดกับกูไม่ว่ากูจะคะยั้นคะยอขนาดไหน กลัวแม้กระทั่งว่าเลิกกับกูแล้วจะต้องไปโอนคอนโดกับกูสินะ ไม่ยอมเปิดบัญชีร่วมกับกู เพราะไม่อยากมาเคลียร์ทรัพย์สินกันตอนสุดท้าย ไม่เคยพากูไปเจอพ่อกับแม่มึงเลยตลอด 10 ปี เพราะมึงรู้ว่าไม่มีประโยชน์ สุดท้ายมึงก็จะทิ้งกูอยู่ดี รอบคอบไม่เปลี่ยนนะปัณฑูร มึงคงเตรียมการจะทิ้งกูมาแบบสมบูรณ์แล้วนี่ คงตั้งใจจะบอกกูในวันครบรอบ 10 ปี แล้วก็หายจากชีวิตกูไปเลย” อิฐพูดพร้อมแค่นหัวเราะ

“...” ไป๋เม้มปากสนิท แต่ก็ตัดสินใจที่จะไม่พูดอะไรออกไป

“มีอะไรที่กูต้องรู้อีกไหม” อิฐพูดเหมือนจับผิด

“มี” ไป๋ตอบออกไปเสียงเรียบ

“อะไร” อีกฝ่ายถามเสียงห้วน

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มึงก็คือคนสำคัญที่สุดสำหรับกูเสมอ” ไป๋พูดสารภาพออกไปพร้อมน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้

“มึงเลิกโกหกกูสักทีเหอะไป๋! ถ้ากูสำคัญที่สุดสำหรับมึงจริง มึงคงไม่ตัดสินใจทิ้งกูไปแบบเลือดเย็นอย่างนี้หรอก”

อิทธิกรพูดพร้อมลุกขึ้นและหยิบผ้ากันเปื้อนของตนขว้างลงบนโต๊ะ ผ้าที่อิฐเขวี้ยงออกไปกระทบกับแก้วน้ำจนภาชนะบอบบางกระเด็นลงจากโต๊ะกระแทกลงบนพื้นแตกละเอียด เสียงดังจากการแตกสลายของทั้งแก้วน้ำและความสัมพันธ์ของพวกเขาทำเอาไป๋สะดุ้งออกมาอย่างตกใจ

อิฐหันมามองหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันไปคว้ากระเป๋าและเดินออกไปจากห้อง โดยไม่หันมามองที่เขาแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว




อวสานแล้ว

จบบริบูรณ์แล้วสำหรับความรัก 10 ปีของเขา

เสียงสะอื้นของไป๋ดังลั่นไปทั่วห้องแคบนั้นอย่างไม่ต้องปิดบังอีกต่อไป


เขาไม่น่ากลับมาตากฝนอีกเลย

ร่มคันเดียวในมือเขากำลังปลิวออกไปไกลจนเขาเอื้อมคว้าไว้ไม่ได้

เขากำลังเผชิญกับลมพายุที่โหดร้ายเพียงลำพัง


เขาร้องไห้

ร้องไห้

ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาจจะแบกรับความรู้สึกอื่นใดได้อีกต่อไป


พายุฝนกำลังกระหน่ำอย่างโหดร้าย

ที่พึ่งเดียวของเขาจากไปและคงไม่กลับมาอีกแล้ว

เขาคงต้องยืนตากฝนเพียงลำพังตลอดไป




บางทีพายุฝนครั้งนี้อาจจะไม่มีวันกลับกลายเป็นท้องฟ้าที่สดใสได้อีกเลย






นายพินต้า

ฝากเฟส ทวีต และฝากติดตามในแอปนี้ด้วยเน่อ นายพินต้า ninepinta น้า


ขอเล่านิด

ไป๋รู้เรื่องนี้และตัดสินใจเรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนที่ 1 ของนิยายเรื่องนี้แล้วนะ ปมนี้เป็นสิ่งที่ไป๋คิดและกังวลมาตลอด ทุกอย่างเลยแสดงออกมาผ่านไป๋มาตั้งแต่ภาคแรกถึงภาคนี้ ผมไม่ได้ตัดแปะดราม่ามาใส่เพราะอยากจะแต่งก็แต่งนะ ไป๋และผมรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น ความวิตกกังวลเรื่องความรักของไป๋ก็เป็นผลิตผลมาจากปัญหานี้โดยตลอด มันมีที่มาที่ไปนะ ไม่ได้ตัดแปะดราม่ามาใส่เฉยๆ ไป๋เขาเป็นคนมีปมเหมือนอิฐนั่นแหละ แต่เขาเพิ่งบอกออกมา

ปล. แวะมาลงให้พิเศษ เพราะโดนคนอ่านบ่นจนหูชาไปสามตลบ จะบินแล้วนะ อย่าด่าอย่าแช่งคนแต่งแรง เดี๋ยวเครื่องบินตกอดอ่านถึงตอนจบนะเอ้อ 555555

ความคิดเห็น