พาราแรว

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

C1 : เธอคือใครคนนั้นหรือเปล่า [30%]

ชื่อตอน : C1 : เธอคือใครคนนั้นหรือเปล่า [30%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 827

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ค. 2562 01:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
C1 : เธอคือใครคนนั้นหรือเปล่า [30%]
แบบอักษร

5 ปีต่อมา...

At Innovative World Official

“พิชชา ตกลงพรุ่งนี้จะมาที่ร้านเปล่า พาน้องโปรแกรมมาด้วยนะ”

“สั่งเป็นเจ้านายเชียวนะ”

“ก็อยากเล่นกับน้องโปรแกรมนี่นา”

“โปรแกรมไปเที่ยวกับพี่พอร์ชที่ต่างประเทศ สอบได้ที่ 1 คุณพ่อสุดหล่อก็เลยพาไปฉลองซะหน่อย”

“แล้วคุณแม่สุดสวยไม่ไปด้วยเหรอคะ” เสียงแววถามมาด้วยเสียงที่สดใส ร่าเริงตามนิสัยของเธอ

“ไม่ล่ะ ติดงาน เดี๋ยวฉันก็ต้องบินไปประเทศเกาหลีอีก”

“แล้วจะได้เจอลูกไหมเนี่ย ลูกก็ติดแต่พ่อไม่ติดแม่สิ”

“เดี๋ยวพี่พอร์ชก็ตามไป ยังไงลูกก็ติดฉันอยู่ดี”

“ฉันละงงแทนลูกแกจริงๆ ʕ´•`ʔ

“งงทำไม? ดีเสียอีกได้เที่ยวต่างประเทศตั้งแต่เด็ก ฉันเพิ่งจะได้เที่ยวครั้งแรกก็เมื่อ 5 ปีก่อนเอง”

ฉันนึกย้อนไปถึงเรื่อง 5 ปีก่อนตอนไปต่างประเทศครั้งแรก นั่นก็คือประเทศญี่ปุ่นและนับว่าเป็นครั้งแรกที่โคตรไม่ประทับใจทั้งเสียตัว ทั้งอกหัก ทั้งถูกหักหลังในคราวเดียวกัน

“ไม่ใช่เรื่องเที่ยวต่างประเทศสิ ฉันหมายถึงลูกแกที่เรียกแกว่าแม่ เรียกพี่พอร์ชว่าพ่อเนี่ย แล้วลูกจะรู้ไหมว่าพ่อกับแม่ที่เรียกทุกวันนี้คือพี่น้องกัน แล้วแกจะไม่บอกลูกหน่อยเหรอว่าพ่อที่แท้จริงคือใคร แม่ที่แท้จริงคือใคร”

“เอาน่า!! พี่พอร์ชเค้าพอใจแบบนี้ ฉันจะขัดอะไรเค้าได้”

“เฮ้อ เสียดายความสาวของแกน่ะสิ ขายไม่ออกเพราะมีลูกติดเรียกแม่ๆ ตลอด ไหนจะพี่พอร์ชที่ไปไหนมาไหนก็พาลูกไปด้วย เสียดายความหล่อ ความโสด สรุปแล้วหาแฟนไม่ได้ทั้งพี่ทั้งน้องเลย ที่สำคัญคือหลายคนคิดว่าแกสองคนพี่น้องเป็นผัวเมียกันอีก ไปใหญ่แล้ว”

“5555+ ยัยบ้า ไม่ต้องมาคิดแทน ไม่ต้องมาเสียดายแทนด้วย รีบๆ ผลิตลูกเพิ่มให้มาเป็นเพื่อนเล่นกับลูกฉันดีกว่า”

“หยะ!! แล้วตกลงว่าไงคืนพรุ่งนี้จะมาไหม”

“อืม ไปแน่นอน ว่าแต่ตรีมงานตรีมอะไร”

“ตรีมงานคือเซ็กซี่สตาร์”

“ตรีมนี้ตังค์ไม่ฆ่าแกตายเหรอ?”

“ตังค์นั่นแหละคิด ฉันคิดเยอะมากมันไม่เอาสักอย่าง มันบอกว่าจะแต่งเป็นซุปเปอร์แมนรัดเป้าด้วย โคตรทุเลศ ถ้าแกมาถึงร้านแล้ววอนด่ามันให้ที ฉันบ่นมันไม่เคยได้”

“ทำไมบ่นไม่ได้ เป็นเมียต้องอย่ายอมแพ้สิ”

“แพ้สิ เพราะบ่นทีไรก็โดนจูบ โดนลากขึ้นเตียงทุกที”

“เอิ่ม!! เสียเวลาทำงานมาก ʕʔ เบื่อคนขี้อวด ไม่เกรงใจคนโสดแบบฉันบ้างเลย แค่นี้นะ”

“โอเค ขอสวยๆ แบบเซ็กซี่สตาร์นะจ๊ะ”

ฉันยิ้มให้กับโทรศัพท์ก่อนจะวางไว้ข้างๆ และกดโทรศัพท์ของตัวเองเรียกเลขาหน้าห้อง

“น้องมิ้นต์จ๋า เข้ามาหาพี่หน่อยสิ”

ไม่นานนักน้องมิ้นต์เลขาของฉันก็เดินเข้าห้องมา

“ตอนนี้ว่างเปล่าจ๊ะ”

“มีงานค้างที่โต๊ะนิดหน่อยค่ะคุณชญา แต่ว่าก็แค่สรุปเอกสารเข้าประชุม” ฉันเหลือบมองนาฬิกาที่ตอนนี้บอกเวลาเกือบเที่ยงวัน

“ถ้างั้นก็จัดการเอกสารให้เรียบร้อยนะ แล้วก็ช่วยหาชุดตรีมงานเซ็กซี่สตาร์ให้หน่อยสิ ขอก่อนบ่าย 3 โมงของพรุ่งนี้ ไซต์ตัวฉันน้องมิ้นต์พอรู้ใช่ไหม”

“ค่ะ ว่าแต่คุณชญาชอบสีอะไรคะ”

“อืมขาวดำ เอาอะไรมาก็ได้ เลือกๆ มาเถอะ พอดีว่าเดี๋ยวต้องไปประชุมงานแทนประธานพิพิทแล้วพรุ่งนี้ก็ต้องไปงานเปิดโครงการจัดตั้งมูลนิธิเพื่อคนไร้บ้านด้วย ถ้ายังไงฝากจัดการให้ทีนะ”

“ได้ค่ะ ว่าแต่ตอนประชุมกับตอนไปเปิดมูลนิธิให้หนูไปด้วยไหมคะ คือหนูต้องไปซื้อ...”

“อ๋อ ไม่เป็นไร สะดวกไปอันไหนก็ไปอันนั้นแหละ ถ้าเรื่องประชุมเดี๋ยวฉันอัดเสียงแล้วส่งให้ก็ได้ จะได้มีรายงานส่งประธานพิพิทไง”

“ขอบคุณค่ะ”

ฉันยิ้มให้ ก่อนที่จะก้มลงดูเอกสารต่อ ประธานพิพิทที่ว่าก็คือพี่ชายฉันเอง พี่พอร์ช ใครๆ ในตึกต่างก็รู้ดีว่าพี่พอร์ชนั้นโหดเรื่องเอกสารขนาดไหน รายงานต้องมี ข้อมูลต้องแน่น แต่ว่าก็ใจดีกับพนักงานทุกคน เรียกได้ work hard play harder เรื่องงานพี่พอร์ชโหดมากจริงๆ แต่ถึงเวลาพักพนักงานทุกคนก็ได้โบนัส ของขวัญ กันแบบลืมความเหนื่อยยากมาทั้งปี และยิ่งสวัสดิการที่บริษัทเราให้กับพนักงานแล้วไม่ต้องพูดถึง ใครๆ ก็อยากมาสมัครงานที่บริษัทของเราทั้งนั้น แต่คนที่รับหน้าที่หนักไม่ใช่ใครอื่นเลยก็พี่พอร์ชนี่แหละ ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมากัน 2 คนพี่น้องได้เกือบ 5 ปีก็เปลี่ยนเลขามาแล้วเกือบ 50 คน คิดเอาเองว่าเลขา 1 คนเฉลี่ยแล้วทำงานกับพี่พอร์ชได้คนละกี่เดือน แม้เงินเดือนที่ให้จะเหยียบแสนก็เถอะ เลขาชิงลาออกไปซะหมด พี่แกเป็นคนเลือกเลขาเองทั้งนั้น แต่ฉันคิดว่าถ้าคนที่ 50 ลาออกเมื่อไหร่ ฉันจะเป็นคนเลือกเลขาให้พี่พอร์ชเองแล้วหละ

เรื่องช่วยเหลือแววเพื่อนสนิทฉัน ฉันบอกกับแววว่าจะพูดเรื่องนี้กับบริษัทพี่ชายให้ แต่ความจริงแล้วฉันนี่แหละจัดการให้หมดโดยไม่ต้องรอพี่ชายอย่างพี่พอร์ชมาตัดสินใจให้แทน พี่พอร์ชมีหน้าที่แค่เซนต์รับทราบ และผลิตไอเดียนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับบริษัทแบบที่พี่พอร์ชชอบและหลงไหลในการเขียนโปรแกรมและทดลองสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เขาถึงเป็นนักบริหารที่มีความสุขและโคตรเท่ตลอดเวลา ส่วนฉันเองก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้ตัดสินใจการลงทุนต่างๆ แทนพี่พอร์ช แม้บางครั้งอาจจะเครียดบ้างเพราะกลัวพลาด แต่ทุกครั้งที่ได้ตัดสินใจไปเงินเข้ามาบริษัทมากมายจนพนักงานมีความสุขฉันก็อดยิ้มตามไม่ได้จริงๆ

ฉันรู้สึกมีความสุขแม้จะต้องเสียสละความสุขของตัวเองไปบ้างก็เถอะ ที่สำคัญบริษัทของแววยังทำเงินเข้าบริษัทเราได้เป็นอย่างดี แววเองก็มีฐานะดีไปด้วย ฉันเองก็ได้เพื่อนสนิทคนใหม่หลังจากที่ไม่มีเพื่อนเลยมา 5 ปีเต็ม มูลนิธิหรือโรงทานที่ทำเพื่อสังคมต่างๆ เป็นโปรเจคที่ฉันและพี่พอร์ชตั้งใจกันสร้างขึ้นเพราะเรา 2 คนเห็นถึงความยากลำบากในวันที่ไม่มีอะไรเลยมาก่อน อีกทั้งอยากให้พ่อที่เสียชีวิตไปได้รับผลบุญที่เรา 2 คนพี่น้องได้ทำด้วย

แม้ฉันจะมีน้องชายอีกคนที่ตอนนี้ได้ดิบได้ดีเพราะสอบติดทหารและเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย แต่ฉันก็อดเป็นห่วงน้องชายคนนี้ไม่ได้จริงๆ เพราะจู่ๆ ก็เดินมาบอกว่าผมจะลาออกจากทหารนะพี่ จะไปเป็นนักร้อง ฉันได้แต่เอาเรื่องนี้ไปปรึกษาพี่พอร์ชและพี่พอร์ชผู้มีไอเดียอันปราดเปรื่องก็สร้างแอพพลิเคชั่น Mind idol ขึ้นมา สร้างเพื่อให้น้องชายคนเล็กของบ้านได้หารายได้ทางแอพ แทนการไปเป็นนักร้องที่ติดสัญญาตามค่ายเพลง และไม่น่าเชื่อว่าผู้บุกเบิกอย่างน้องชายฉันที่อายุเพียง 18 ปีจะโด่งดังมากและมีคนติดตามมากกว่า 10 ล้านคน และที่น่าตกใจก็คือเจ้าแอพ Mind idol ยังมีชื่อเสียงโด่งดังข้ามประเทศแม้กระทั่งคนที่ติดสัญญากับทางค่ายเพลงดัง ยังมาใช้บริการกับแอพของเราอีกด้วย ฮิตติดเทรนโดยไม่ต้องทำการตลาด เพราะว่ามันคือแอพสำหรับให้ศิลปินที่ทำ Freelance และบางส่วนที่อาจจะติดสัญญาแต่ไม่เคร่งครัดได้มีพื้นที่แสดงความสามารถและจัดการชีวิตตัวเองได้โดยไม่หวังพึ่งค่ายเพลงหรือค่ายหนัง และสามารถเรียกเก็บเงินได้กรณีต้องการลิขสิทธิ์เป็นของตัวเอง

 

 

ฉันใช้เวลาในการประชุมแทนพี่พอร์ช 1 ชั่วโมงนิดๆ ก็ปิดประชุมได้โดยมีมติที่ประชุมเรียบร้อยแล้ว เหลือก็แต่พี่ชายฉันเซนต์รับทราบ ซึ่งมติที่หารือกันนี้ค้างคาไว้ถึง 2 อาทิตย์ทั้งหมดตั้ง 5 หัวข้อที่ตัดสินใจกันไม่ได้สักที เพราะว่าพี่พอร์ชลังเลเรื่องหุ้นและผลประกอบการที่ได้รับ ฉันอนุมัติไป 3 โครงการและถอนออก 2 โครงการที่คิดว่าได้ไม่คุ้มเสีย แต่โยน 2 โครงการนั้นให้บริษัทลูกที่คิดว่าน่าจะสร้างกำไรให้ได้ดีกว่าบริษัทแม่ไปจัดการแทน แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ฉันนั่งอยู่หัวโต๊ะ ตอนเซ็นต์เอกสารรับทราบงานแต่ละอันก่อนยื่นส่งให้เลขาพี่พอร์ช มองกราดไปรอบๆ ก็ได้ยินเสียงความคิดของแต่ละคนที่มองมาที่ฉันและยิ้มให้

“คุณชญามาแปปเดียวจัดการ accept reject ไปเพียบเลยนะ เก่งมากอะ”

“นั่นสิ ตอนเราประชุมกัน 4 รอบที่ผ่านมาแทบจะไปไม่ได้อะไรเลย ไม่รู้จะทำยังไง”

“จะว่าไป ถ้าสังเกตดีๆ รอบไหนที่คุณชญาเข้าประชุมจะประชุมไวมาก”

“จริง แต่ถ้าท่านประธานเข้าโดยไร้เงาคุณชญานะ รอบนั้นไม่ต่ำกว่าหนึ่งทุ่มแน่นอน”

“เสียดายมีลูกแล้ว”

“ทำเป็นเก่ง อยากรู้นักจะแน่ซักเท่าไหร่เชียว กล้าล้มโปรเจคฉัน”

“คิดโปรเจคมาแทบตาย สุดท้ายก็โดนวิจารณ์ยับ เหนื่อย”

“โล่งอกไปทีไม่โดน reject ไปซะทีเดียว อย่างน้อยๆ ก็ไปสาขาย่อยก็ยังดี”

“เบื่อนางจริงๆ มั่นหน้าเหลือเกิน ถ้าไม่มีเงินดูสิจะมีคนเข้าหาแบบนี้ไหม”

“แต่งตัวก็งั้นๆ แต่ทำไมดูดีนักวะ จะว่าไปหล่อนใช้ลิปสติกของอะไรน่ะทำไมสีสวยจัง”

“สวย แถมยังเก่งอีก ขนาดไม่ค่อยได้เข้าบริษัทนะเนี่ย ตัดสินใจไวอย่างกับสายฟ้าฟาด รู้เรื่องโปรเจคเหมือนอ่านมา 10 รอบ”

“โล่งอกไปมากๆ คืนนี้ได้กลับบ้านไว”

แม้กระทั่งเด็กฝึกงานที่มองมาที่ฉันระหว่างเก็บแก้วน้ำตอนเลิกประชุมก็ได้ยิน

“เอาไงดีนะ ไม่กล้าเข้าใกล้คุณชญาเลย สวยจัง กลัวโดนดุ เห็นท่าทางนิ่งมากเลย ทำไงดี ทำไงดี”

“นี่จ๊ะ แก้วน้ำฉัน” พอได้ยินความคิดแบบนั้นฉันก็ยกแก้วน้ำที่ถูกดื่มจนหมดแก้วให้กับเด็กฝึกงาน

“ขอบคุณค่ะ”

“อะนี่ปากกา มีชื่อฉันติดด้วยนะ เอาไปจดงานที่ได้เรียนรู้จากที่นี่สิ”

ฉันยื่นให้ ก่อนจะบอกให้เลขาของพี่พอร์ชยกเอกสารไปเก็บในห้องพี่พอร์ชด้วย หลังจากนั้นก็กลับมาที่ห้องทำงานของตัวเอง มองดูนาฬิกาเวลาตอนนี้ก็ห้าโมงแล้ว เปลี่ยนชุดไปออกกำลังกายที่โซนออกกำลังกายดีกว่า ทำงานใช้สมองนี่ เหนื่อยชะมัด!! ฉันไม่ค่อยชอบออกลังกายในห้องฟิตเนส แต่ฉันไปออกกำลังกายที่โล่งแจ้งของบริษัท ซึ่งเปิดให้คนภายนอกเข้ามาเล่นได้ด้วย พวกเราค่อยๆ ซื้อที่ดินและสร้างขึ้นทีละนิด

5 ปีที่เปิดบริษัทมานี้ก็มีโรงแรม Innovative Kingdom Hotel ที่พี่พอร์ชร่วมหุ้นกับเพื่อนรุ่นพี่ ซึ่งคนนี้ฉันก็ไปเซ็นต์สัญญาด้วย รับรองว่าเชื่อใจและเชื่อถือได้แน่นอน 100% เพื่อนรุ่นพี่คนนี้ชื่อว่า ก้องกูล รู้จักกับพี่พอร์ชเพราะเรียนดอกเตอร์ที่ต่างประเทศด้วยกัน แถมยังเป็นคนที่ช่วยเหลือพี่พอร์ชหลายอย่างตอนอยู่ต่างประเทศพี่พอร์ชทำอาหารเก่งก็เพราะพี่ก้องกูลนี่แหละ จึงไม่แปลกเลยที่ทำไมพี่พอร์ชถึงได้ชอบยัดเยียดพี่ก้องกูลให้ฉัน ทั้งๆที่หวงฉันกับผู้ชายคนอื่นอย่างกับอะไรดี

เหตุที่พี่พอร์ชเข้าไปร่วมหุ้นด้วยเป็นเพราะว่าครอบครัวพี่ก้องกูลเงินไม่เพียงพอที่จะสร้างโรงแรมในส่วนของการตกแต่ง เพราะโดนโกงจากผู้รับเหมามีเรื่องฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลหมดเงินไปหลายล้านบาทและเป็นหนี้สินเกือบล้มละลาย

พี่พอร์ชผู้มีเงินมากมายในธนาคารจากการขายโปรแกรมและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆให้ต่างประเทศ แต่ล้มเหลวจากการเล่นหุ้นและสูญเสียเงินไปกว่า 400 ล้านภายใน 1เดือน จึงยื่นมือไปช่วยเหลือพี่ก้องกูล จนได้เป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ของบริษัท โดยให้พี่ก้องกูลบริหารทั้งหมดโดยมีข้อแม้ว่า ชั้นบนของโรงแรมขอเป็นบ้านของครอบครัวพวกเรา และขอทำโซนเก็บรถสำหรับครอบครัวไว้ด้วย ส่วนรายจ่ายการดูแลทั้งหลายก็หักไปจากค่าหุ้นที่พี่พอร์ชควรจะได้แทน พี่ก้องกูลได้ยินดังนั้นก็ตกลงทันที และไม่น่าเชื่อว่าพี่พอร์ชยังใจดีไปช่วยออกแบบโรงแรมให้ทันสมัยใส่โปรแกรมและรักษาความปลอดภัยเกือบทุกจุดในตัวอาคาร โดยได้ชื่อว่าเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวที่ไฮเทคที่สุดในเมืองไทยและเหล่าซุปเปอร์สตาร์มาพักมากที่สุด เพราะปลอดภัย และเป็นส่วนตัวมาก

ครอบครัวของพวกเราไม่มีบ้านในกรุงเทพ แต่พวกเราพักกันที่ชั้นบนของโรงแรมซึ่งอยู่ชั้นใดชั้นนึงของตัวอาคาร ส่วนบ้านของพวกเราจริงๆอยู่ที่ต่างจังหวัด แม่และสามีใหม่ของแม่อยู่ที่นั่นโดยฉัน พี่พอร์ช และพาร์ท จะไปหาแม่เดือนหรือ 2 เดือนครั้งเพื่อไปทานข้าวกันพร้อมหน้า เหตุที่พวกเราไม่ซื้อบ้านเป็นเพราะว่าพวกเราเดินทางกันบ่อย และไม่สะดวกทำความสะอาดหรือดูแลแต่อย่างใด

พอพักโรงแรมเหมือนบ้านแล้วทุกอย่างมันก็ดูสะอาดและมีคนดูแลตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนกินข้าวก็โทรสั่งพนักงานหรือลงมาทานที่ห้องรับประทานอาหารของโรงแรมได้เลย ซึ่งถ้าไปอยู่คอนโดก็คงจะทำแบบนี้ไม่ได้ ไอเดียนี้ครอบครัวพี่ก้องกูลก็ทำเช่นกัน สรุปแล้ว Innovative Kingdom Hotel ก็มี 2 ตระกูลใหญ่ๆ ที่พักอาศัยในอาคารและที่มาของชื่อก็มาจากบริษัทของครอบครัวพี่ก้องกูล(Kingdom Power) และบริษัทของพี่ชายฉัน(Innovative) รวมกันนั่นเอง

ตึ้งตึ่ง

ฉันแตะนิ้วของตัวเองที่หน้าจอดิจิตอลในลิฟ

“สวัสดีค่ะคุณพิชญา ขึ้นชั้นไหนดีคะ”

“รัตนสมบัติ home”

ฉันสั่งด้วยเสียงโดยไม่ต้องแตะบัตร ซึ่งถ้าใครจะขึ้นฉันนี้ได้ หากคนในบ้านไม่ลงมารับก็ต้องเป็นคนที่บันทึกด้วยเสียงผ่านเข้าระบบเท่านั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครคิดและทำระบบนะ พี่ชายฉันเองและไม่ต้องกลัวเรื่องระบบไฟฟ้าเพราะทั้งตึกเป็นระบบไฟฟ้าแสงอาทิตย์ คิดดูเถอะว่าจะใช้เงินสร้างเยอะขนาดไหน

ฉันเดินเข้ามาในบ้านเพื่อทำการล้างหน้า ล้างเหงื่อไคลที่เลอะจากการออกกำลังกาย ผมที่มัดครึ่งหัวก็เปียกปอนไปด้วยเหงื่อ หลังจากล้างหน้าเสร็จแล้วก็เดินไปนั่งให้ลมพัดโชยสัมผัสผิวกายที่ระเบียงใหญ่ ซึ่งเป็นโซนที่ไว้เล่นโยคะของฉันเอง มันกว้างมากจริงๆ ลมก็เย็นมากๆด้วย หากมองเยื้องๆ ไปก็จะเห็น บ้านของพี่ก้องกูล แต่ว่านานๆ ทีจะเจอ เพราะพี่ก้องกูลก็ใช่ว่าจะอยู่บ้าน ส่วนพ่อแม่ของพี่ก้องกูลก็พักอยู่ที่บ้านหลังเดิมเพราะกลัวความสูง มีเพียงพี่ก้องกูลและน้องสาวพี่ก้องกูลเท่านั้นที่แวะเข้ามาอยู่เรื่อย

Rrrr Rrrr

“ว่าไงน้องมิ้นต์ ได้ชุดแล้วเหรอคะ โทรมาซะดึกเลย”

“ได้แล้วค่ะ ให้มิ้นต์เอาไปให้ที่โรงแรมเลยไหมคะ”

“ตอนนี้เหรอคะ”

4 ทุ่มกว่าเนี่ยนะ ฉันมองดูเวลา ฉันออกกำลังกายนานมากจริงๆ ให้ตายเถอะ สงสัยวันนี้จะเครียดไปหน่อยก็เลยโหมออกกำลังกายซะเยอะเลย

“ถ้าไม่สะดวกมิ้นต์ต้องขอโทษด้วยค่ะคุณชญา มิ้นต์ลืมดูเวลาไปเสียสนิทเลย”

“ไม่เป็นอะไรหรอกจ้าน้องมิ้นต์ อย่างที่พี่บอกโทรมาตอนไหนก็ได้ พี่แค่ตกใจว่าน้องยังเลือกชุดอยู่อีกเหรอ ทั้งๆที่มันก็ 4 ทุ่มแล้ว ว่าแต่ทานอะไรหรือยัง”

“ทานแล้วค่ะ ตอนนี้มิ้นต์กำลังเดินไปที่โรงแรมค่ะ”

“เดินมากับใคร มืดไหมหนะ เป็นผู้หญิงด้วย”

“อ๋อ เดินมากับแฟนมิ้นต์เองค่ะ พอดีว่าเลือกซื้อของแล้วก็เดินห้างกันจนดึก ก็เลยคิดว่าเอามาให้คุณชญาตอนนี้เลยดีกว่า เผื่อว่าใส่ได้ไม่ได้ยังไง มิ้นต์จะได้เอาไปเปลี่ยนได้ทันคุณชญาใช้งาน หรือว่ามิ้นต์รบกวนอะไรหรือเปล่าคะให้พรุ่งนี้เช้าก็ได้ค่ะ”

“เปล่าจ้า มาได้เลย เดี๋ยวพี่ลงไปรอรับข้างล่าง”

“ได้ค่ะ”

ฉันเดินไปกดเปิดลิฟต์ด้วยชุดออกกำลังกายสุดเซ็กซี่ที่ใส่เป็นประจำ เสื้อกล้ามที่โชว์สะดือนิดหน่อย แต่ข้างหลังคือเว้าและผูกเชือกมัดเป็นตาข่าย เผยให้เห็นสปอร์ตบลาสีชมพูสะท้อนแสง และกางเกงออกกำลังกายของผู้หญิงที่รัดรูป เขียนติดเป็นชื่อบริษัทผู้จำหน่ายและผูกเป็นโบว์ที่ข้อเท้า เมื่อลิฟต์เปิดออกฉันก็เดินตรงไปที่เคานะเตอร์ทันที เพื่อไปหาน้องมิ้นต์ที่ยืนรออยู่กับแฟน

แฟนที่ว่านั่นก็ไม่ใช่ใครหรอกน้องชายฉันเอง ตลกสิ้นดี! คบกับน้องมิ้นต์แท้ๆ แต่ไม่ยอมบอกสถานะของตัวเองว่าเป็นน้องชายของฉันซึ่งเป็นเจ้านายของน้องมิ้นต์ให้เธอรู้

“นี่ค่ะคุณชญา” มิ้นต์ยื่นถุงให้ฉัน ฉันรับมาแต่โดยดี แต่จู่ๆก็นึกอะไรสนุกๆออกเสียแล้วสิ

“นี่แฟนเหรอน้องมิ้นต์” ฉันแกล้งถาม น้องชายฉันรีบหันหน้าหนีทันที

“ค่ะ ชื่อพาสต้าค่ะ” หึ ร้ายเหลือเกินคบรุ่นพี่ซะด้วยห่างกันตั้ง 8 ปี

“พาสต้าเหรอ ชื่อเหมือนน้องชายพี่เลย แต่น้องชายพี่ไม่ได้ชื่อพาสต้าหนะสิ เค้าชื่อพาร์ทเฉยๆ ไม่มีคำว่าต้า อายุ 18 ปีเอง”

“จริงเหรอคะ โลกกลมจัง แฟนมิ้นต์ก็อายุ 18 ปีค่ะ พอดีว่ามิ้นต์คบเด็ก” เธอพูดไปก็เขินอายไป มิ้นต์หนอมิ้นต์ ช่างใสซื่อบริสุทธิ์เหลือเกิน คิดยังไงก็พูดออกมาแบบนั้นซะหมด จะไปทันนายพาสต้า น้องชายจอมหลีสาวได้ยังไงกัน เจ้าชู้และลวงโลกแต่เด็ก เดี๋ยวแม่พิชชาจะเล่นซะให้หลาบจำเลยคอยดู

“ว่าแต่เด็กๆกลับกันยังไงจ๊ะ บ้านน้องมิ้นต์แล้วก็แฟนน้องมิ้นต์อยู่แถวไหนเหรอ เดี๋ยวพี่ไปส่ง”

“คุณชญาไม่ต้องไปส่งหรอกค่ะ พวกเรากลับกันเองได้ค่ะ มิ้นต์นั่ง BTS หน้าตึกนี้ไปลงราชเทวีเดินเข้าซอยไปนิดเดียวก็ถึงแล้วค่ะ ส่วนบ้านแฟนมิ้นต์ก็อยู่แถววงเวียนใหญ่นั่ง BTS ไปลงเช่นกันค่ะ”

หึ! วงเวียนใหญ่ ใครสั่งใครสอนให้โกหกคนอื่นเป็นตุเป็นตะขนาดนี้ ไอ้น้องบ้า!! เดี๋ยวได้เจอดีแน่ๆ

“ไม่ต้องเกรงใจเลยนะ พี่ไปส่งเอง”

“ไม่เป็นไรเลยค่ะคุณชญา”

“เอาน่า ถือว่าไปส่งตอบแทนที่ซื้อของมาให้ไง”

มินต์หันไปดูพาร์ทที่เอาแต่ส่ายหน้าเป็นพัลวัน

“ก็ได้ค่ะ” นั่นไง ฉันอ่านมิ้นต์ออกตั้งแต่แรกแล้วว่ายังไงมิ้นต์ก็ไม่กล้าปฏิเสธฉันหรอก นายพาร์ทนายตัวแสบ เป็นน้องชายที่ฉันต้องตามเช็ดตามล้างนิสัยแย่ๆ ของมันเรื่อยไป ไม่รู้เมื่อไหร่จะคิดได้และปรับปรุงตัวบ้าง แต่ก็เอาเถอะเพิ่งอายุ 18 ปี ค่อยๆ สอนและดัดนิสัยกันไป พวกเรา 3 คนเดินมารอรถที่หน้าโรงแรม ไม่นานนักพนักงานก็เอารถมาจอดเทียบให้

“ใครสูบบุหรี่” ฉันทักขึ้นเมื่อน้องชายตัวแสบเดินขึ้นมาในรถ อยากเจอดีมากนักใช่ไหม เริ่มไปกันใหญ่แล้วนะ

“เอ่อคือ แฟนมิ้นต์มั้งคะ ขอโทษทีค่ะคุณชญา งั้นเดี๋ยว...”

“ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันจะไปส่งมิ้นต์ก่อน แล้วค่อยไปส่งแฟนมิ้นต์ เอ๊ะหรือจะให้ไปส่งแฟนมิ้นต์ก่อนแล้วค่อยไปส่งมิ้นต์ดี” ฉันถามเสียงเรียบ แต่สองคนนี้รู้ดีว่าฉันเริ่มจะโมโหแล้ว โดยเฉพาะเจ้าตัวแสบ

“ผมว่าไปส่งมิ้นต์ก่อนก็ได้ครับ” น้องชายฉันที่นั่งเงียบๆมานานพูดขึ้น

“ดี” ฉันพูดจบบรรยากาศในรถก็เงียบกริบ ฉันขับรถด้วยความไวเพราะในกรุงเทพรถค่อนข้างโล่งมากแล้ว

หลังจากมิ้นต์ลงจากรถเท่านั้นแหละ

“พาร์ทเจ้บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าทำนิสัยแบบนี้”

“นิสัยอะไร”

“หลอกคนอื่นมันไม่ดี”

“แต่ผมไม่ได้ไปโกงใครหนิ”

“แกไม่ได้ไปโกง แต่ก็เล่นกับความรู้สึกของคนอื่นอยู่รู้หรือเปล่า ถ้ามิ้นต์เค้ารู้ว่าแกน้องของพี่ เค้าจะทำงานกับพี่ลำบาก แล้วอีกอย่างแกก็เพิ่งจะอายุ 18 ปี พี่ไม่ว่าหรอกจะมีความรัก แต่เริ่มหลอกคนอื่นตั้งแต่อายุเท่านี้มันใช้ได้เหรอ ไหนจะผู้หญิงที่แกควงเมื่อสัปดาห์ก่อน อีก 2 คน อย่านึกว่าพี่ไม่รู้นะ พี่ไม่ชอบ”

“ครับ ผมขอโทษ”

“ให้เกียรติคนอื่น เหมือนที่คนอื่นเค้าให้เกียรติเราด้วย วันนี้พาร์ทอาจจะมีชื่อเสียงโด่งดัง มีแต่คนเข้ามาหามารุมรัก แต่เรื่องพวกนี้มันมีขึ้นมีลงนะ วันนึงอาจจะไม่มีใครรักพาร์ทก็ได้ พี่ไม่อยากให้เราติดนิสัยคนขี้โกหก หลอกลวงตั้งแต่ต้น มันจะทำให้เราเป็นคนไม่น่าเชื่อถือในอนาคต น้องพี่ถ้าไม่รักพี่ไม่บ่นหรอกนะจำไว้ ʕ •`´ʔ

“ครับ”

พาร์ทนั่งก้มหน้า ฉันรู้ทันทีว่ามันกำลังร้องไห้ เพราะฉันกับพาร์ทอายุห่างกัน 12 ปี และฉันก็เลี้ยงน้องฉันแบบทะนุถนอมมาโดยตลอด นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่ฉันด่า และทุกครั้งที่ด่ามันก็จะนั่งร้องไห้แบบนี้แหละ น้องฉันรู้ดีว่าปกติฉันเป็นคนใจดีที่สุดในบ้าน ถ้าได้ด่าและโมโหมานี่คือสุดจะทนแล้วจริงๆ

ครั้งแรกที่ด่าพาร์ทคือพาร์ทหนีเรียนไปเที่ยวกับเพื่อนที่หัวหินโดยไม่บอกคนที่บ้านให้รู้ รู้อีกทีเข้าโรงพยาบาลเพราะแพ้แมงกะพรุน หมดเงินค่ารักษาไปแสนกว่าบาทเพราะดันไปเข้าเอกชน ดูสิ ความแสบของน้องฉัน รอบนั้นแม่เอาแต่โอ๋น้อง แต่พอออกโรงพยาบาลได้เท่านั้นแหละ ฉันเทศนามันยาวมาก เล่นเอาร้องไห้ไป 2 วัน 2 คืน ตามง้อฉันเป็นปลิงอยู่เป็นเดือนกว่าฉันจะยกโทษให้

ʕ •`´ʔ เรื่องบุหรี่พี่ไม่ว่านะจะสูบ แต่ขออย่าให้มีกลิ่นให้พี่ได้รู้อีก ถ้ามันทำให้พาร์ทมีความสุขก็ทำไปเถอะพี่ไม่ว่า”

ฉันไม่ชอบกลิ่นบุหรี่เพราะมันทำให้คิดถึงวันนั้นต่างหาก ยิ่งได้กลิ่นก็ยิ่งปวดหัวและอยากอาเจียนออกมาทุกที ตอนนี้ก็เช่นกัน ฉันจอดรถลงข้างทางเพื่ออ้วกหลังจากทนกลิ่นที่ติดในรถมานาน

“เจ้พิชชาเป็นอะไร ท้องเหรอ”

“ท้องบ้าอะไร อย่ามาใกล้พี่ พี่แพ้กลิ่นบุหรี่”

“บุหรี่เหรอ”

“อืม ห่างไปก่อน”

“ผมขอโทษ ต่อไปผมจะไม่สูบอีก ʕʔ

“สูบไปเถอะ พี่ไม่ห้ามหรอกถ้าพาร์ทชอบ ʕᴥ· ʔ แต่อย่าให้กลิ่นติดตัวพอ”

ฉันเช็ดปาก และเดินไปกดรถเพื่อเปิดประทุนแทนการเปิดแอร์

“ขับรถด้วย พี่ไม่ไหว ไม่มีแรง”

“ครับ” พาร์ทรับกุญแจไปและปาดน้ำตาออก

เหอะ! น้องชายที่สูงถึง 183 ตัวสูงใหญ่กลับพ่ายแพ้เมื่อโดนพี่สาวด่าตลอด แม้แต่พี่พอร์ชกับแม่บ่นมันยังไม่ฟังเพราะรายนั้นเค้าบ่นเป็นประจำ แต่ฉันนานทีพูดก็คงรู้สึกกลัวๆ มั้ง ไม่รู้สิ

รถแล่นมาถึงหน้าโรงแรมเกือบๆ เที่ยงคืน พนักงานมารับรถปกติ แต่ตอนนี้ดูหน้าโรงแรมคึกคักเป็นพิเศษ สงสัยมีดารามาพักอีกแน่ ชินแล้วล่ะ พาร์ทเดินมาจับมือฉันแล้วก็ช่วยพยุงตัว

“ไม่เป็นอะไรแล้วนะพี่”

“อื้ม”

“ผมขอโทษ”

“พอแล้วน่า อย่าเอาแต่พูดทำด้วย”

พอหันหน้าไปคุยกับพาร์ทเสร็จ ฉันก็ตกใจกับผู้คนที่ยืนอยู่ข้างหน้า และไม่ต่างจากพวกเขาเหล่านั้นที่เพ่งสายตามองมา ฉันได้ยินความคิดของทุกคนและผู้ชายคนนั้นคนที่ฉันโคตรจะเกลียดเขากำลังยืนจ้องฉันอยู่

ฮาย!

ให้ตายเถอะ!! มันน่าหงุดหงิดที่ได้ยินความคิดเขาแบบนี้ ʕ ᵒ̌ ᵒ̌ ʔ

ผู้หญิงคนนี้ใครกันวะ หน้าคุ้นๆ แฮะ เหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน หุ่นโคตรดี แซ่บมาก น่าเอาชิบหาย เสียดายมีแฟนแล้ว ถ้าโสดผมจะต้องจีบเธอให้ได้

ʕ ᵒ̌ ᵒ̌ ʔ

“คุณชญาครับ ลืมของไว้ในรถครับ”

พนักงานขับรถวิ่งมายื่นถุงให้ฉัน โชคดีมาก จะได้ไม่จ้องหน้าตานั่นนานๆ และโชคดีที่เขาเองก็จำฉันไม่ได้ แต่ไอ้ความคิดต่ำๆ ของเขานี่สิ 5 ปีมานี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยหรือไง นึกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นบ้างหลังจากเรื่องวันนั้นผ่านไป เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งที่ 2 ที่เราเจอกันเพราะเราเจอกันหลายครั้งมาก แต่อาจจะไม่ใช่ตัวเป็นๆ แบบนี้

ฮายจำฉันไม่ได้เอง ช่วยไม่ได้!!

“ขอบคุณมากนะพี่ศักดิ์”

“ครับ”

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น