นวมินทร์ รามอินทรา
facebook-icon

ขอขอบคุณทุกเหรียญ💲ทุกกุญแจ🗝 ทุกคอมเม้นท์ 📬 ที่มอบให้กันจากใจจริง ทุกๆสิ่งที่มอบให้คือกำลังใจที่ดีที่สุดสำหรับผม

ตอนที่ 4 - คนเห็นแก่ตัว

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 - คนเห็นแก่ตัว

คำค้น : ดาร์คแฟนตาซี สงคราม การเมือง เพศ ความรุนแรง หักหลัง 18+

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 234

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 พ.ย. 2561 23:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 - คนเห็นแก่ตัว
แบบอักษร


ปี 3012 ณ กลางป่าเขตตะวันตก

พระจันทร์ดวงใหญ่ลอยอยู่บนฟ้า บ่งบอกเวลาว่าเป็นยามวิกาล แต่ยังมีพ่อและลูกสาวคู่หนึ่งเร่งควบเกวียนกลับบ้าน เนื่องจากการเจรจาค้าขายยืดเยื้อ ทำให้ผิดกำหนดการที่คาดไว้ แอนนา ลูกสาวแสนสวยนอนหลับไหลราวกับเจ้าหญิงนิทรา ด้วยผมสีบรอนซ์ทอง ใบหน้าที่เรียวเล็ก ปากนิดจมูกหน่อย แอนนาใฝ่ฝันว่าโตไปอยากเป็นนักแสดงในโรงละคร ณ เมืองหลวงเอล์ฟเฮม

“หยุด!!!” 


พ่อของแอนนารีบบังคับม้าทั้งสองให้หยุด เพราะเห็นใครบางคนนอนอยู่บนพื้น จากนั้นจึงรีบลงจากเกวียนไปดู ชายผมสีบรอนซ์เช่นเดียวกับลูกสาว นอกจากจิตใจดีแล้วหน้าตาของเขายังดีมากเช่นกัน เขาคุกเข่าลงข้างๆชายแปลกหน้าที่นอนอยู่ 


“ท่าน…ท่านเป็นอะไรรึเปล่าครับ?” 

“ช..ช่วยด้วย...” 

“กรี้ดดดดดดดดด” 


เสียงกรีดร้องดังมาจากที่เกวียน ชายวัยกลางคนหันกลับไปมอง เขาเห็นลูกสาวกำลังถูกชายฉกรรจ์สองคนลากลงจากเกวียนไปยังข้างทางที่เป็นป่ารก ผู้เป็นพ่อพยายามจะลุกเข้าไปช่วยแต่กลับถูกชายที่แสร้งนอนขอความช่วยเหลือลุกขึ้นมาใช้ก้อนหินทุบใส่ศีรษะ 


“ฮ่าๆ คราวนี้ดวงขึ้นจริงๆ ได้สาวสวยมาเป็นของแถมด้วย” 

“ปล่อยข้านะ…ข้าขอร้อง….อย่าทำอะไรข้าเลย” 


สาวน้อยอ้อนวอนแต่อีกฝ่ายไม่สนใจ พวกเดรัจฉานฉีกเสื้อผ้าของเธอออกจนหมด ก่อนที่จะดอมดมกลิ่นกายอันหอมบริสุทธิ์ พร้อมขยำขยี้ผิวพรรณขาวนวลจนเป็นรอยช้ำ แอนนาดิ้นขัดขืนก็ถูกพวกมันตบตี สาวน้อยสติเริ่มเลื่อนลาง ในตอนนั้นเองเธอเห็นใครบางคนเดินผ่านมา 


“ช่วยด้วยค่ะ…ช่วยข้าด้วย” 


ชายคนนี้รูปร่างใหญ่โต สวมผ้าคลุมขาดรุ่งริ่ง ผมสีดอกเลา หนวดเครายาวเฟิ้ม เมื่อพวกวัยรุ่นใจทรามเห็นว่าสวมชุดกองทัพโลกก็ชะงักเล็กน้อย พวกมันทั้งสามชักดาบออกมาขู่ 


“เอ็งอย่าคิดจะเล่นบทพระเอกนะ พวกข้าฆ่าเอ็งแน่” โจรหนุ่มคนหนึ่งพูดขู่ 

“หึ ข้ามิสนใจจะเป็นพระเอกหรอก ข้าขอแค่นั่งชมมหรสพครั้งนี้ด้วยก็พอแล้ว” ชายประหลาดยิ้มชั่วร้ายก่อนจะนั่งลงแถวเกวียนปล่อยให้โจรหนุ่มทั้งสามทำตามใจชอบ 

“ไม่นะ…ข้าขอร้อง…ช่วยข้าด้วย!!” 


สาวน้อยตะโกนอ้อนวอน แต่ชายประหลาดไม่ตอบกลับมา เขานั่งมองโจรทั้งสามรุมขืนใจเธออย่างสงบแม้จะมีเสียงกรีดร้องดังระงม ความเจ็บปวดถาโถมเข้าใส่สาวน้อยไร้เดียงสาอย่างต่อเนื่อง มันเป็นฝันร้ายที่ไม่มีวันสิ้นสุด ไม่ว่าเธอจะร้องขอ หรือก่นด่า มันก็ไม่ช่วยให้เธอหลุดพ้นไปจากนรกขุมนี้ได้ แอนนาพยายามนึกว่าตนทำอะไรผิด ถึงต้องมาเจอเรื่องเลวร้ายแบบนี้ เสียงหัวเราะและลมหายใจของพวกเดรัจฉานดังรดหูเธอ จนแอนนาอยากจะเอาไม้แทงหูตัวเองให้ไม่ได้ยิน 


จนเวลาล่วงเลยไปเกือบเช้า แสงอาทิตย์รำไรบนขอบภูเขา โจรหนุ่มทั้งสามต่างนั่งเหนื่อยหอบหลังจากสนุกสนาน กับการเล่นกับสาวน้อยหน้าสวยรูปร่างเกินวัยมาทุกท่วงท่า หรือแม้แต่ท่าพิสดารก็ไม่เว้น สาวน้อยนอนเปลือยกายมองท้องฟ้าราวกับร่างที่ไร้วิญญาณ คราบน้ำตาข้างแก้มคล้ำเหมือนมีเลือดผสม ตามร่างกายมีบาดแผลฟกช้ำผสมน้ำกามที่ชั่วช้า 


“ฟู่วววว สุดยอดจริงๆ ไม่มีแรงลุกแล้ว ฮ่าๆ” หนึ่งในโจรหนุ่มหัวเราะสะใจ 

“พวกนายหมดแรงแล้วใช่มั้ย งั้นข้าขอเล่นสนุกบ้าง” 


แกร๊ก!!!

เสียงคันโยกดังจากข้อมือขวาของชายประหลาด ก่อนที่เขาจะชักดาบออกมาเสียบเข้ากลางอกของโจรหนุ่มคนหนึ่งที่นอนอยู่ เมื่อดึงดาบออก เลือดมากมายก็ไหลสวนออกมา โจรหนุ่มดิ้นทรมานได้ครู่เดียวก็สิ้นใจ ที่เหลืออีกสองคนตกใจคลานไปหยิบอาวุธ แต่หนึ่งในสองถูกดาบแทงเข้าที่หลังมือก่อนจะหยิบขึ้นมาสู้ ชายประหลาดยื่นมือซ้ายออกมาจากผ้าคลุม บนมือที่ไร้นิ้วของเขามีอุปกรณ์คล้ายหน้าไม้มัดอยู่ เพียงแค่งอข้อมือลูกศรเหล็กก็ถูกดีดออกพุ่งไปแทงท้ายทอยทะลุคอหอยโจรคนที่สอง 


ส่วนคนสุดท้ายคว้าดาบขึ้นมาได้ก็เงื้อมมือฟัน! ชายประหลาดใช้แขนขวาที่เป็นเหล็กรับเอาไว้ ด้วยแรงดาบทำให้แขนยุบเล็กน้อย ชายประหลาดใช้มือซ้ายต่อยเข้าเต็มหน้าโจรหนุ่มจนปากฉีกเละ 


“แกทำแขนข้าเป็นรอย” 


ชายประหลาดขึ้นคร่อมร่างโจรหนุ่มก่อนจะปล่อยหมัดใส่ไม่ยั้ง มือขวาของเขาเป็นเหล็ก มือซ้าย็เป็นคันธนู หน้าตาของเจ้าโจรบูดเบี้ยวจนจำโครงเดิมไม่ได้ ชายประหลาดยังไม่หยุดจนกระทั่งอีกฝ่ายหยุดหายใจ สมองไหลเละออกมากองกับพื้น  


แอนนาโซเซลุกขึ้นมา เธอไม่สนใจสภาพศพของคนเลวทั้งสาม อันที่จริงเธอไม่สนใจอะไรในโลกนี้แล้ว สาวน้อยหยิบดาบที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาตั้งท่าใส่ชายประหลาด 


“ทำบ้าอะไรของเจ้า!?” ชายประหลาดตะคอกใส่ 

“แกน่ะสิ ทำบ้าอะไร ตอนที่ตะโกนขอความช่วยเหลือกลับไม่ช่วย พอข้าโดนข่มขืนจนเสร็จแล้วถึงได้ช่วย บ้าหรือเปล่า!!” 

“เรื่องแค่นั้นเองหรอกรึ” 

“เรื่องแค่นั้น? ร่างกายของข้า ความบริสุทธิ์ของข้าคือเรื่องแค่นั้นเหรอ!!” สาวสวยร้องไห้ฟูมฟาย 

“งั้นตอบข้าซิ ว่าข้าเสี่ยงชีวิตช่วยเจ้าต่อสู้กับโจรสามคนแล้วได้อะไร? ได้ที่ดินงั้นรึ? ทองคำ? ไม่มีอะไรคุ้มพอที่จะแลกกับชีวิตหรอก ข้าช่วยเจ้าให้มีชีวิตรอดก็ดีแค่ไหนแล้ว ดังนั้นเจ้าเลิกพูดจาเห็นแก่ตัวได้แล้ว” 

“เห็นแก่ตัวงั้นเหรอ?” 

“ใช่ เธอยังมีลมหายใจอยู่ก็เพียงพอแล้ว ยังต้องการอะไรอีก?” 

“มีลมหายใจอยู่ร่างกายที่สกปรกแบบนี้ ใครจะไปทนอยู่ได้ อยู่ไปก็เหมือนตกนรก” 

“เรื่องมาก ถ้าไม่เห็นค่าของชีวิตนัก ก็จงใช้ดาบที่ถืออยู่ปลิดชีพตัวเองซะเถิด” 


ชายประหลาดเลิกสนใจหันมาสำรวจศพเหล่าอันธพาลเพื่อหาทรัพย์สินที่มีค่า ในตอนนั้นเองสาวน้อยคิดสั้นใช้ดาบแทงสวนเข้าไปในท้องตนเอง  เสียงร้องทรมานทำให้ชายประหลาดหันกลับมามองอีกครั้งพร้อมสบถด่า 


“สุดท้ายก็เป็นแค่คนเห็นแก่ตัวจริงๆ น่าสงสารที่พ่อของเธอจะต้องมาตายเพราะลูกโง่ๆแบบนี้” 


ชายประหลาดกล่าวแล้วขึ้นขับม้าเกวียนจากไป ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต แอนนาได้สติอีกครั้งและเห็นว่าพ่อของตนที่อยู่ห่างออกไป ยังนอนหายใจโรยรินอยู่ หากเธอไม่คิดสั้น เธอคงสามารถช่วยพ่อได้และคงไม่มีใครต้องตาย สาวน้อยลาจากโลกนี้ไปพร้อมกับการตำหนิตนเอง 


ชายประหลาดขับม้าเกวียนมาได้สักพักก็มีกลุ่มควันจำนวนมากโอบล้อมบริเวณพื้นที่โดยรอบจนมองไม่เห็นทาง เขาจำใจต้องหยุดม้าเกวียนเพื่อไม่ให้เกิดอันตราย ไม่นานก็มีอะไรบางอย่างกลิ้งหลุนๆมา รูปร่างของมันเหมือนกิ้งกือแต่ขนาดใหญ่กว่าเกวียนม้าเสียอีก  


“ข้าบอกแล้วไงว่าไม่ต้องตามมา” ชายประหลาดดุเจ้ากิ้งกือยักษ์ 

“ต…แต่..ข้า…คิด…ถึง…ท่าน” 

“ข้า..เจ็บปวด…เหลือเกิน…ท่านพ่อ”  


เสียงบางอย่างโอดครวญมาจากท้องของมัน เจ้ากิ้งกือชูตัวขึ้นมาทำให้เห็นว่า ตรงท้องของมันมีใบหน้าของมนุษย์ปูดออกมาสองหน้า คนหนึ่งคือภรรยาแสนสวย และอีกคนคือลูกสาว 


“ข้า…อยาก…กอด…ท่าน..เหลือ..เกิน” 


“อดทนอีกซักนิด อีกไม่นานถ้าไอ้สารเลวฟอร์เซตตาย พวกเจ้าก็จะได้สบายแล้ว และข้าจะไปอยู่กับพวกเจ้าแน่นอน” ชายประหลาดพยายามไม่หันไปมอง เขารู้สึกสะเทือนใจทุกครั้งที่เห็น 


“รีบ…มา…เถิด…พวกข้า….ทรมาน” 

“ท่านพ่อ…เอาข้า…ออกไปจากที่นี่ที…ข้าไม่ไหวแล้ว” 


เมื่อพูดจบเจ้ากิ้งกือก็กลับมาคลานเหมือนเดิม ก่อนจะกลิ้งหายเข้าไปในป่าพร้อมกับเสียงร้องทรมานของครอบครัวเขา ควันค่อยๆจางหายไป ชายประหลาดถอนหายใจก่อนจะเร่งขับม้าเกวียนไปยังผาประตูสวรรค์ 


ปี 3012 ณ ปราสาทแห่งความสง่างาม

รุ่งอรุณที่หนาวเหน็บทำอะไรไทริสไม่ได้ เมื่อเธอนอนเปลือยกายบนเตียงขนเป็ด ซุกอยู่ในอ้อมอกวิลเลี่ยม ชายผู้เป็นที่รัก 


“ตื่นได้แล้วคนขี้เซา” วิลเลี่ยมลูบหัวคนรัก 

“ข้าขอนอนกอดเจ้าไปเรื่อยๆไม่ได้รึ” ไทริสหลับตาออดอ้อน ทำเป็นงัวเงีย 

“ไม่ได้สิ วันนี้เจ้าต้องออกเดินทางนะ” 

“ข้าอยากให้เจ้าไปด้วยจัง”  

“ข้าก็อยากไป แต่ท่านเฟรย่าคงไม่ให้ไปด้วย ยังไงก็ลุกเถิด ไปสายจะไม่ดีต่อเจ้านะ” 

“ลุกก็ลุก” ไทริสลุกขึ้นจะไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า 

“เดี๋ยวก่อน” 

“มีอะไรรึ” 

“ก่อนจะไป เจ้าช่วยหมุนตัวให้ข้าดูซักรอบได้มั้ย ให้ข้าได้จดจำก่อนที่จะต้องจากกันไกล” 


ไทริสยิ้มอย่างเขินอาย ก่อนจะลุกขึ้นบิดกายที่เปลือยเปล่าโชว์สรีระทรวดทรงองเอวขนาดพอดีตัว วิลเลี่ยมนั่งมองด้วยสายตาอาลัย เขาเป็นห่วงภรรยาสุดหัวใจ ที่กำแพงโลกคงจะหนาวเหน็บและทุกข์ทรมาณ ชายหนุ่มร่างเล็กนึกตำหนิตนเองที่เป็นสามีไม่เอาไหน ช่วยอะไรภรรยาไม่ได้เลย 


หลังจากที่แต่งตัวเสร็จ ไทริสและวิลเลี่ยมก็เดินไปที่ประตูของปราการเพื่อจะออกเดินทาง แต่กลับไม่มีทหารเพกาซัสคนไหนมาเลย มีเพียงม้าเพกาซัสของเธอ และมหาราชโอรสเฟรย่าที่ยืนคอยอยู่ วันนี้เฟรย่าสวมเสื้อคลุมกันหนาวขนหมาจิ้งจอกอาร์กติก ริมฝีปากสีแดงฉาน 


“ท่านเฟรย่า แล้วทหารคนอื่นๆล่ะคะ?” ไทริสโค้งคำนับเล็กน้อยก่อนถาม 

“ฝึกซ้อมอยู่หลังปราการตามปกติ” 

“แล้วพวกเขาไม่ได้ไปกับหม่อมฉันด้วยรึ?” 

“เจ้าเข้าใจอะไรผิดแล้วกระมัง เราส่งเจ้าไปที่กำแพงโลกเพียงคนเดียว เพื่อไปคุมกำลังพลที่อยู่ที่นั่นต่อกรกับนิดฮอกก์ มิใช่ให้ยกไปทั้งหน่วย” 

“หม่อมฉันไม่มั่นใจว่าจะทำภารกิจนี้สำเร็จได้หากขาดพวกเขา” 

“เจ้าอย่าได้ดูถูกกำลังพลในกำแพงโลก พวกเขามีความสามารถและคุ้นเคยกับพื้นที่ ขาดแค่เพียงผู้นำที่ข้าไว้วางใจเท่านั้น อีกประการ การตายของเหล่ากองโจรปฏิวัติเมื่อวานนี้จะต้องทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นแน่นอน พวกมันจะต้องเล็งเป้าโยนความผิดมาให้เรา ดังนั้นจำเป็นต้องมีมือดีคอยปกป้องที่นี่เอาไว้ด้วย” 


ไทริสน้อมรับคำสั่งแต่โดยดี เธอหันมาร่ำลาสามีอีกครั้งก่อนจะสวมเสื้อกันหนาวขนสัตว์ตัวหนาแล้วขี่เพกาซัสบินออกไปสู่มหาสมุทธหิมะที่ขาวสุดลูกหูลูกตา 


“ไทริสจะไม่เป็นอะไรใช่มั้ยครับ ท่านเฟรย่า?” 

“เจ้าอย่าห่วงเลย เราเชื่อมั่นว่าไทริสจะเก่งกาจพอที่จะไล่นิดฮอกก์กลับไปได้” 

เฟรย่าเอามือวางบนไหล่ของวิลเลี่ยมแล้วกำเบาๆ 


ระยะทางจากปราการแห่งความสง่างามถึงกำแพงโลกนั้นไกลพอสมควรถึงแม้จะอยู่เขตปกครองเดียวกันก็ตาม ขนาดควบเพกาซัสที่มีความเร็วและความถึกทนสูงก็ต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งวันเต็ม ทั้งสองต้องวิ่งผ่านมหาสมุทธหิมะที่ขาวโพลน ฝ่าลมพัดกรรโชกแรงอันหนาวเหน็บ ไทริสที่สวมชุดกันหนาวมาเต็มที่ก็ยังทนแทบไม่ไหว แต่เจ้าเพกาซัสหนุ่มคู่ใจของไทริสยังคงวิ่งความเร็วไม่ตก แถมมันยังปล่อยความร้อนออกมาจากตัวเพื่อช่วยเหลือเจ้านายของมันด้วย 


“ขอบคุณมาก เจ้าหนุ่มน้อย” ไทริสลูบหลังคอมันเบาๆ 


เพกาซัสเป็นสัตว์พิเศษที่ปรากฏตัวพร้อมกับมหาจักรพรรดิโวลุนด์ พวกมันเป็นสัตว์ที่เข้าใจความรู้สึกของมนุษย์ มีปีกที่สวยสง่า สามารถวิ่งไปได้ทุกที่ไม่เว้นแม้แต่ท้องฟ้าหรือมหาสมุทร มหาจักรพรรดิโวลุนด์เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือ รวมสัตว์โลกใหม่ของจอร์จนักอนุรักษ์ว่า เพกาซัส เป็นสัตว์ที่มีพลังเวทมนต์ในตัวสูง สติปัญญาของพวกมันเองก็เช่นกัน 


ไทริสพบกับเพกาซัสตัวนี้ครั้งแรกเมื่อเธอมีอายุสิบหกปีบริบูรณ์ มันเป็นของขวัญพระราชทานจาก แมกนีตัส มหาราชโอรสองค์โตผู้ชื่นชอบความสามารถในการสู้รบของไทรัส และเห็นแววในตัวสาวน้อยไทริส ตอนที่ได้รับมามันยังเป็นเพียงเพกาซัสตัวน้อยที่สูงเท่ากับลา ปีกเล็กยังไม่ผลัดขนอย่างกับลูกนก ไทริสชอบเรียกมันว่า เจ้าหนุ่มน้อย ถึงแม้ว่าปัจจุบันตัวมันจะใหญ่กว่าเธอแล้วก็ตาม สำหรับเธอมันยังคงเป็นลาน้อยมีปีกไม่ต่างกับหกปีที่แล้ว 


“หยุดก่อน เจ้าหนุ่มน้อย…นี่มันอะไรกัน!? ทำไมเรามองอะไรไม่เห็นเลย” 


จู่ๆรอบตัวไทริสก็กลายเป็นสีขาวโพลน ทุกอย่างเงียบสนิทราวกับหลุดออกมายังอีกโลกหนึ่ง เธอรีบบอกให้เพกาซัสหยุดวิ่ง เพราะไม่งั้นอาจจะเผลอวิ่งชนอะไรเข้าไม่รู้ตัว เมื่อเห็นว่าเจ้าเพกาซัสหนุ่มยืนนิ่งไม่ต้องบินทรงตัว แสดงให้เห็นว่าบริเวณที่เธอยืนอยู่เป็นผืนแผ่นดินหิมะตามปกติ ไทริสจึงลงจากหลังเพกาซัส 


“สงสัยเราจะเจอกับไวท์เอาท์เข้าให้แล้ว เห้อ เสียเวลาเข้าไปใหญ่” 


ไวท์เอาท์คือปรากฏการที่มักเกิดในวันที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆ และเมื่อแสงอาทิตย์ส่องสะท้อนไปมาระหว่างพื้นหิมะกับก้อนเมฆจะทำให้พื้นที่แถวนั้นสว่างจ้า ทุกสิ่งล้วนกลายเป็นสีขาว มองอะไรไม่เห็น แต่ในขณะที่ไทริสยืนสับสนรอให้ปรากฏการณ์หายไป เธอกลับได้ยินเสียงอะไรบางอย่างไถลมาแต่ไกลราวกับรถ แต่เจ้านี่เสียงดังและไม่มีเสียงเครื่องยนต์ 


“เจ้าหนุ่มน้อยอย่าวิ่งไปไหนนะ คอยหลบให้ดีๆ ไม่ว่าอะไรจะพุ่งมาก็ตาม” 


ไทริสขึ้นขี่หลังเพกาซัสหนุ่มอีกครั้ง เธอควบคุมสติ ไม่มองหาต้นเหตุของเสียงแต่พยายามใช้หูฟัง ภายในเสี้ยววินาทีก็มีเจ้าแมวน้ำหัวเกราะขนาดเท่าช้างไถลตัวมาอ้าปากกว้างหวังกินเหยื่อที่อยู่ตรงหน้า ไทริสควบเพกาซัสกระโจนหลบปากของมันได้อย่างหวุดหวิด 


ไทริสเพิ่งเคยเห็นแมวน้ำหัวเกราะระยะประชิดเป็นครั้งแรกหลังจากได้ยินรายงานจากนายทหารในพื้นที่พูดถึงความดุดันและเจ้าเล่ห์ของมัน มันเป็นหนึ่งในสัตว์โลกใหม่ที่วิวัฒนาการมาจากแมวน้ำ มันมีขนาดที่ใหญ่โตขึ้น และมีผิวหนังบนหน้าและหัวที่แข็งแกร่งราวกับเกราะเหล็ก จึงถูกตั้งชื่อว่า แมวน้ำหัวเกราะ แต่สิ่งที่เลื่องชื่อมากกว่ารูปร่างคือความเจ้าเล่ห์ มันมักคิดแผนการณ์ในการล่าเหยื่อ เพื่อให้ตนเป็นฝ่ายได้เปรียบเสมอ และไทริสก็รับรู้ในวันนี้ว่าทุกอย่างที่ได้ยินมาคือเรื่องจริง 


“เจ้าหนุ่มน้อย ลองบินขึ้นฟ้าดู!! ถ้าลอยอยู่บนนั้นอาจจะปลอดภัย” 


เพกาซัสหนุ่มวิ่งวนรอบเป็นวงกลมก่อนจะส่งตัวกางปีกทะยานขึ้นฟ้า พวกเขาลอยตัวอยู่กลางอากาศเพื่อหลบการจู่โจมของแมวน้ำหัวเกราะได้สำเร็จ มันพุ่งกระโจนมาอีกสองสามครั้งก็ไม่เจอเหยื่อ ไทริสโล่งอกคิดว่ารอดปลอดภัยแล้ว แต่พวกเขาคิดผิดถนัดเพราะเจ้าแมวน้ำหัวเกราะเจ้าเล่ห์มันอมหิมะจำนวนมากแล้วพ่นออกมาจากจุดที่มองไม่เห็น! ไทริสและเพกาซัสโดนแรงอัดจนเซลงมาเกือบถึงพื้น ยังดีที่เจ้าหนุ่มน้อยประคองตัวได้แล้วบินต่อ คราวนี้มันบินวนเป็นวงกลม 


“อยากมีเรื่องมากใช่มั้ย ได้ ข้าจัดให้” 


ไทริสสั่งให้เพกาซัสลงมายืนบนพื้นหิมะอีกครั้ง พร้อมกับชักดาบประจำตัวออกมา ดาบของเหล่าทหารม้าเพกาซัสนั้นมีลักษณะพิเศษตรงที่เคลือบคาถาอสนีบาตเอาไว้ ยามที่ชักดาบออกมาจากฝักจะมีไฟฟ้าสถิตทั่วใบดาบ หากฟาดฟันกับอาวุธธรรมดา ไฟฟ้าก็จะไหลผ่านการปะทะเข้าสู่มือศัตรูทำให้ชาจนไม่สามารถกำอาวุธได้ 


ไม่นานเสียงไถลตัวก็ดังขึ้นอีกครั้ง ไทริสและเพกาซัสตั้งท่ารอรับแล้ว เจ้าแมวน้ำหัวเกราะแสนเจ้าเล่ห์พุ่งมาจากทางด้านหลังหวังขย้ำให้สิ้น แต่เพกาซัสหนุ่มสัญชาตญาณดีกระโดดออกข้างด้วยขาข้างเดียวแล้วกระพือปีกส่งตัวบินขนาบมัน! ไทริสใช้หน้าดาบที่ไม่มีความคมตีใส่แมวน้ำหัวเกราะ แรงช็อตของไฟฟ้าทำให้มันตกใจไถลตัวหนี ไทริสตามไปตีมันอีกหลายครั้ง จนมั่นใจว่ามันจะไม่วนกลับมาทำร้ายเธออีก  


“รอดไปที” 


หลังจากไล่แมวน้ำหัวเกราะไปได้ ไทริสก็โล่งอกไปเปราะหนึ่ง ปรากฏการณ์ไวท์เอาท์ก็ค่อยๆจางลง ไทริสเก็บดาบเข้าฝักก่อนจะออกเดินทางอีกครั้ง ทั้งสองเดินทางแบบไม่หลับไม่นอน ฝ่าอากาศที่หนาวไปถึงขั้วกระดูกจนถึงรุ่งเช้าวันต่อมา พวกเขาก็ถึงที่หมาย กำแพงโลก 


มันเป็นกำแพงสีดำที่สูงเสียดฟ้า และยาวสุดลูกหูลูกตา มีลิฟท์ส่งคนขึ้นลงอยู่มากมาย มันถูกสร้างขึ้นเพื่อล้อมรอบภูเขาไฟเอเรบัสเอาไว้ ไม่ให้ผีสางและสัตว์ร้ายที่หลุดออกมาจากแดนนรก หรือ นิฟล์เฮม ผ่านทางปากปล่องบุกไปยังโลกของมนุษย์ได้ 


ไทริสไม่อยากคิดว่ากำแพงสูงขนาดนี้ ตัวที่หลุดออกมาจากแดนนรกจะสูงขนาดไหน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น