มอมิ้น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เมื่อผมเป็นได้เพียงตัวร้าย ตอนที่9

ชื่อตอน : เมื่อผมเป็นได้เพียงตัวร้าย ตอนที่9

คำค้น : เมื่อผมเป็นได้เพียงตัวร้าย ตอนทีึ่9

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.4k

ความคิดเห็น : 42

ปรับปรุงล่าสุด : 28 พ.ย. 2561 21:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เมื่อผมเป็นได้เพียงตัวร้าย ตอนที่9
แบบอักษร

ตอนที่9

#เมื่อผมเป็นได้เพียงตัวร้าย


เหตุการณ์ที่ผับในคืนนั้นทำให้นายยิ่งอคติกับเขาไปมากกว่าเดิม ทุกวันนี้เจอกันใครอีกคนทำเหมือนว่าเราไม่เคยแม้จะรู้จัก ไม่มีการปลายสายตามองหรือแม้กระทั่งการทักทายอย่างที่ควรเป็น นอกเหนือไปกว่านั้นนายยังแทบจะควงฟีนออกหน้าออกตาแบบไม่ไว้หน้าใครเลยซักนิด ทุกวันนี้แซมเริ่มไม่อยากจะยุ่งกับอีกคนมากเท่าไหร่เพราะถ้าเกิดเรื่องของเราหลุดไปถึงหูผู้ใหญ่มันคงจะไม่ดีแน่ อีกอย่างไอ้ไบค์มันก็บอกว่าถ้าจะให้เขาสนใจก็ควรจะหัดละเลยอีกคนซะบ้าง


มันทำยากมากเลยนะกับการที่ต้องห้ามตัวเองไม่ให้เข้าไปยุ่งกับนาย

แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว เขาก็จะพยายามทำมัน


“พี่วิ่งตามมันอยู่แบบนี้มันคงเห็นค่าพี่หรอก” ประโยคนี้ของไบค์กระแทกเข้าหน้าและวนอยู่ในหัวทุกวัน

เดินผ่านนายแต่ละครั้งอยากจะเข้าไปกอดให้ตายยังไง

ก็ทำได้แค่กลั้นใจเดินผ่านแล้วรีบเข้าห้องทำงานของตัวเอง


เช่นเดียวกับในวันนี้ที่เขาก็ทำงานทั้งวันจนพระอาทิตย์ตกดินและเวลาล่วงเลยจนจวนจะสามทุ่ม งานค่อนข้างเยอะเป็นพิเศษเพราะมีโปรเจคใหม่เข้ามาที่บริษัท ดังนั้นเขาถึงต้องตั้งหน้าตั้งตาทำจนแทบจะไม่ได้มีเวลาพัก คาดว่าในตอนนี้นายเองก็คงจะกำลังยุ่งเหมือนกัน ไม่รู้ว่าป่านนี้กลับไปหรือยังหรือว่าจะได้ทานข้าวตรงเวลามั้ย


“เฮ้ออออ เสร็จซักที” นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยพลางทำงานไปจนในที่สุดแฟ้มเอกสารที่กองท่วมหัวอยู่ก่อนหน้าก็หมดลงเสียที แซมหันไปมองนาฬิกาก่อนหาวออกมาเมื่อพบว่าเวลาล่วงเลยไปที่เที่ยงคืนแล้ว ลุกออกมาจากโต๊ะทำงาน เก็บของให้เรียบร้อยแล้วค่อยเดินออกจากห้องทำงาน หันไปมองยังห้องทำงานของนายพบว่าไม่ได้เปิดไฟอยู่นั่นคงหมายถึงว่าอีกคนกลับไปแล้วสินะ ตอนนี้ทั้งบริษัทเงียบมาก ถ้าให้เดาคงจะเหลือเขาเพียงคนเดียว เงียบแถมวังเวงขนาดนี้บางทีก็อดจะคิดไปถึงเรื่องลี้ลับไม่ได้เหมือนกัน


“รู้อย่างงี้น่าจะให้ไอ้ไบค์มาอยู่เป็....!!!” แต่เสียงต้องหายไปเมื่อร่างกายชะงักค้างด้วยความตกใจกับแผ่นหลังของใครบางคนที่ยืนอยู่ภายในห้องชงกาแฟ แซมเดินย่องเข้าไปใกล้ หยุดยืนอยู่หน้าประตูพร้อมมองเข้าไปด้านในที่เปิดไฟเพียงดวงเล็กดวงเดียวเท่านั้น เพียงด้านหลังที่คุ้นเคยทำแซมเลือกที่จะยืนมองอยู่ตรงนี้


“ยังไม่กลับอีกหรอ”

“......!” แล้วเหมือนว่าการที่เขาจู่ๆก็พูดขึ้นจะทำให้นายหันมามองด้วยความตกใจ และคนตัวสูงถอนหายใจเมื่อพบว่าเป็นใคร นายปรายตามองมาที่เขาซึ่งแซมเพียงเลิกคิ้วกลับไปให้เท่านั้น


“พี่นั่นแหละทำไมยังไม่กลับอีก”

“งานเพิ่งเสร็จ”

“งั้นก็กลับไปได้แล้ว” ประโยคที่ไล่กันอย่างชัดเจนของอีกคนทำแซมหน้าเสียนิดหน่อย


“ให้อยู่ช่วยมั้ย” และถึงแม้ในตอนนี้จะกำลังพยายามไม่วิ่งตามนายแต่พอเอาเข้าจริงเขาก็อดเป็นห่วงอีกคนไม่ได้อยู่ดี เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยเริ่มกลับมาทำตัวนิ่งใส่กันก็ได้ ต้องขอโทษด้วยนะไอ้ไบค์แต่เขาไม่สามารถใจแข็งพอที่จะเห็นนายเหนื่อยได้จริงๆ

“จะช่วยอะไรได้ จะมาเกะกะมากกว่าน่ะสิ”

“ช่วยได้ก็แล้วกัน”


“กลับไปเหอะ” ร่างสูงพูดมาแบบนี้ก่อนเดินหนีกลับไปยังห้องทำงานของตัวเอง เหมือนนายจะแค่ปิดไฟเอาไว้เพราะตัวเองออกมาพักและถึงแม้อีกคนจะไล่ให้กลับแต่แซมก็ยังเดินตามแผ่นหลังกว้างไปอยู่ดี


...กึก... จนที่เขาเปิดประตูห้องทำงานของอีกคนเข้าไป

“หน้าด้านว่ะ”

“หน้าด้านอะไร พี่ก็แค่จะทำงานของพี่...อย่าลืมสิ ว่าบริษัทนี้พ่อพี่ก็เป็นหุ้นส่วนนะ”


“เหอะ” เหมือนเบื่อที่จะเถียงนายถึงได้เพียงพ่นลมหายใจออกมาเท่านั้น แซมเมื่อเห็นว่าอีกคนอนุญาตให้ช่วยแล้วก็รีบเดินตรงเข้าไปนั่งลงยังเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกับนาย จนที่นายโยนเอกสารเล่มในมือให้แซมถึงได้หยิบมาอ่านแล้วส่งเสียงถามอีกคนว่าจะต้องทำยังไงกับมัน เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเมื่อมีสิ่งที่ต้องทำกองรออยู่ตรงหน้า


“หาววว...” เวลาล่วงเลยเข้าตีสองและแซมเริ่มส่งเสียงหาวทั้งตายังปรือจนแทบปิด

“ไม่ไหวก็กลับไปนอน”

“กลับพร้อมกันสิ ค่อยมาทำวันหลังก็ได้นี่”


“ไม่ได้ ต้องเสร็จคืนนี้เพราะเดี๋ยวจะมีโปรเจคใหม่อีก ต้องเคลียทั้งหมดก่อนไปญี่ปุ่น” ได้ยินนายพูดแบบนี้แซมพยักหน้ารับแต่ถึงอย่างนั้นตาของเขาที่จวนจะปิดมันก็ล้าเกินกว่าที่จะฝืนไหว แล้วจะให้ปล่อยนายทิ้งกลางทางเขาคงทำไม่ได้ เพราะงั้น

“พี่ขอนอนก่อนแปปนึงได้มั้ย เดี๋ยวตื่นมาช่วยต่อ”


“ตามใจ” เหมือนว่านายก็ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่ดังนั้นแซมถึงได้ลุกออกมาจากเก้าอี้แล้วเดินไปนอนลงยังโซฟาตัวกว้างที่มุมห้องของใครอีกคนแทน ดวงตาคู่กลมทอดมองเจ้าของร่างสูงที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เขาแอบอมยิ้มกับตัวเองเพราะไม่ได้บ่อยที่จะได้เห็นนายในโหมดที่จริงจังแบบนี้ แอบมองอยู่จนกระทั่งตัวเองเผลอเคลิ้มหลับ


แล้วในตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่นายที่ยังนั่งทำงานต่อ

ส่วนไอ้คนที่หลับแล้วบอกจะตื่นมาช่วย อย่าฝันเลย อย่างแซมนอนดึกขนาดนี้ไม่มีทางตื่นได้หรอกถ้าเกิดยังไม่เช้า


“....!!” แต่แล้วคนที่หลับมาทั้งคืนก็สะดุ้งตื่นเมื่อรู้สึกว่าแสงสว่างที่ได้รับมันไม่ใช่แสงจากดวงไฟแต่เป็นแสงจากพระอาทิตย์ด้านนอกตางหาก มองไปที่นายพบว่ารายนั้นฟุบหลับอยู่กับโต๊ะโดยที่งานทุกอย่างถูกจัดเรียงเรียบร้อยและนั่นคงหมายถึงว่าใครอีกคนทำมันเสร็จหมดแล้ว นาฬิกาตอนนี้บ่งบอกว่าเกือบหกโมงเช้า ท้องฟ้าด้านนอกเป็นสีส้มอ่อนเช่นเดียวกับบรรยากาศยามเช้าตรู่ที่นานมากแล้วเหมือนกันที่ไม่ได้ตื่นมาเจอแบบนี้


“นาย กลับไปนอนที่ห้องมั้ย” เดินเข้าไปเรียกอีกคนแต่ยังเงียบ

...หมับ... เพราะงั้นแซมเลยลองแตะไปที่ไหล่กว้างพร้อมออกแรงเขย่า

“นาย” เรียกไปอีกครั้งแต่ก็ยังเงียบจนที่ลองเอามือแตะที่หน้าผากได้รูปถึงได้รู้ว่าอุณหภูมิร่างกายของอีกคนสูงผิดปกติ  ชัดเจนแล้วว่านายกำลังป่วยแต่ที่สำคัญตอนนี้คือเขาจะทำยังไงเพื่อให้คนตัวสูงตื่นขึ้นมา คงต้องกลับคอนโดกันก่อนแล้วหายาให้ทานแล้วนอนพักซะ เพราะเมื่อคืนนายไม่ได้นอนเลยซักนิด นึกโทษตัวเองที่ไม่ยอมฝืนช่วยงานให้รีบเสร็จเพราะไม่งั้นบางทีถ้านายได้พักเร็วกว่านี้ก็อาจจะไม่ป่วยก็ได้


“กลับคอนโดเถอะนาย ไปหายากินแล้วก็นอน”

“.........”

“นาย” คราวนี้เขาเรียกพร้อมเขย่าตัวแรงมากกว่าเดิม และนั่นเหมือนเรียกคนที่หลับอยู่ให้ลืมตาขึ้นได้


“มีอะไร” นี่คือคำถามแรกที่ดังมาจากคนตัวสูง แซมได้แต่ส่ายหน้าเพราะขนาดป่วยก็ยังจะมาทำเข้มใส่เขาอีก

“นายป่วยอยู่ กลับห้องเถอะเดี๋ยวพี่ขับรถให้”

“ไม่ต้อง กลับเองได้” ถึงแม้คนตัวสูงจะย้ำชัดยังไงแต่แซมเพียงคว้ากุญแจรถของนายมากแล้วใช้แขนรั้งร่างของอีกคนให้เดินตามตัวเองออกมาซะ ตัวของอีกคนร้อนมากจนเขาคิดว่าพาไปหาหมอที่คลินิกเลยดีกว่ามั้ย แต่คิดไปคิดมาขนาดแค่จะพากลับห้องยังยาก ถ้าจะให้พาไปหาหมอมีหวังฆ่าเขาตายแน่


...ปึก... เข้ามานั่งในรถได้แซมหันมองอีกคน นายไม่ได้โวยวายแล้วเพราะในตอนนี้คนตัวสูงนั่งหลับตาอยู่


“ปวดหัวหรอ”

“อืม” แซมถามอีกคนออกไปก่อนได้คำตอบนี้กลับมา

“อยู่ห้องมียามั้ย ถ้าไม่มีพี่จะได้แวะซื้อให้”


“ไม่มี”

“งั้น.....” แซมกำลังคิดเพราะถ้าจะแวะซื้อยาก็คงช้าไปอีก


“ไปห้องพี่ก่อนแล้วกัน ใกล้กว่าคอนโดนายอีก...อยู่ห้องพี่มียา” เขาพูดยาวออกมาแต่เหมือนนายจะไม่ได้ฟังแล้ว อีกคนหลับสนิทและแซมยิ้มนิดหน่อยเพราะเวลาป่วยทีไรคนตัวสูงก็แทบจะเหมือนเด็กเลย มีตอนป่วยกับตอนที่อ้อนเขาแหละที่อีกคนจะดูน่ารักเป็นพิเศษน่ะ ตอนที่เรายังรักกันมันโคตรดีเลยเนอะ


...หมับ... และเขายื่นมือไปลูบผมของคนที่กำลังหลับ ตอนนี้รถไม่ค่อยติดเท่าไหร่นักเพราะยังเช้ามา เพียงไม่นานเท่าไหร่ก็ขับมาถึงคอนโดที่แซมซื้อไว้ คราวนี้บอกที่นายอีกหนและเหมือนว่าคนตัวสูงจะรู้สึกตัวแล้ว

“ลงเถอะ ถึงคอนโดพี่แล้ว” เหมือนนายจะไม่พูดอะไรแต่เพียงยอมเดินตามเขาลงมาจากรถแล้วเข้าไปในคอนโด เสียงถอนหายใจหลายครั้งที่ดังจากคนข้างกายทำให้แซมรับรู้ว่านายคงจะทั้งเหนื่อยและอยากนอนพักมากขนาดไหน


...แกร๊กกก... เมื่อถึงห้องสิ่งแรกที่คนตัวสูงทำก็คือการเดินไปทิ้งตัวนอนลงบนเตียงกว้าง


“เดี๋ยวพี่ไปหาเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน แล้วจะเช็ดตัวให้ด้วยนะ”

“............”

“อ๋อ กินข้าวก่อนแล้วค่อยกินยาดีกว่าเนอะ” ทั้งที่รู้ว่านายหลับไปแล้วแต่เขาก็ยังอยากจะคุยกับอีกคนอยู่ดี ตอนนี้แซมหาผ้าชุบน้ำออกมาเช็ดตัวให้อีกคนพร้อมเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ด้วย เหมือนว่านายจะสบายตัวมากแล้วถึงได้หลับสนิทกว่าเดิมเสียอีก แต่งานของแซมยังไม่หมดเพราะต้องต้มข้าวต้มให้อีกคนได้กินก่อนเพราะไม่งั้นเดี๋ยวนายจะกินยาไม่ได้


พอเขาทำกับข้าวให้อีกคนเสร็จ

เดินกลับมาดันไม่มีนายที่นอนอยู่บนเตียงแล้วซะงั้น


“กลับแล้วหรอ...”

...แกร๊กก!!... ตอนแรกตัดพ้อแทบจะร้องไห้แต่เมื่อประตูห้องน้ำถูกเปิดพร้อมร่างกายของใครบางคนที่เดินพันผ้าเช็ดตัวออกมา แซมยิ้มได้อีกครั้งก่อนต้องหุบยิ้มเพราะนึกได้ว่านายป่วยอยู่แล้วไปสระผมแบบนั้นได้ยังไง


“ทำไมไม่นอนพัก ไปสระผมทำไม”

“อย่ายุ่งหน่า”

“.......” แอบสะอึกไปพักใหญ่และแซมเลยต้องรีบเปลี่ยนเรื่อง


“พี่ทำข้าวต้มไว้ให้ ไปกินได้เลยนะ...แล้วพี่ก็เตรียมยาไว้ให้แล้วด้วย” นายเหมือนรับรู้แต่ไม่ได้โต้ตอบ เจ้าของร่างสูงเพียงเดินผ่านเขาเข้าไปในห้องครัวเพื่อที่จะทานอาหารเช้าที่แซมเตรียมไว้ให้ ส่วนเจ้าของห้องของเราก็ถึงเวลาที่จะได้เข้าไปอาบน้ำชำระร่างกายบ้าง เดินออกมาอีกทีคราวนี้เห็นว่านายกลับมานอนที่เตียงอีกครั้ง


คงจะทานข้าวเสร็จและทานยาเรียบร้อยแล้วสินะ

หลับปุ๋ยเป็นเด็กเลย...


“ตัวร้อนมากเลย รีบๆหายนะ” พึมพำออกมาเสียงเบาพร้อมการนั่งลงข้างกับคนที่กำลังหลับ

..หมับ... คราวนี้แซมนอนลงข้างนาย พร้อมขยับตัวเข้าใกล้เมื่อเจ้าของลำแขนแกร่งกระชับกอด พวกเราหลับไปพร้อมๆกันเพราะต่างคนก็ต่างเหนื่อยมาแบบยังไม่ได้พักเลย นอนตั้งแต่เช้าจนตกเย็นและเพราะการที่นอนซุกกันอยู่เลยเหมือนกลับกลายเป็นว่าไข้ที่ควรจะอยู่กับนาย มันดันถูกถ่ายโอนมาให้แซมแทนเสียอย่างงั้น


คนที่หายป่วยแล้วลืมตาตื่นขึ้น

และดวงตาคู่คมกำลังมองไล่ตามร่างกายของตัวเองที่แทบจะแนบติดกับแซมทุกส่วน


“นี่ ลุกออกจากแขนดิ...แขนชาแล้ว” แต่นอกจากแซมจะไม่ขยับออก ยังมีการกระชับกอดเขาแน่นขึ้นมากกว่าเดิม             

นายจ้องหน้าของอีกคนนิ่ง

กระทั่งที่เหมือนแซมรู้ตัวแล้วลืมตาขึ้นมาสบสายตาของเขากลับ


“ลุกได้แล้ว ปวดแขน” เจ้าของเสียงทุ้มพูดอีกครั้งและในรอบนี้แซมก็ยอมที่จะขยับหัวของตัวเองออกจากต้นแขนอีกคน คนตัวเล็กเลือกที่จะหลับตาลงอีกครั้งเพราะตอนนี้อาการปวดหัวที่นายเคยบ่นในตอนแรกเหมือนจะมาอยู่กับเขาเรียบร้อย เป็นอีกครั้งที่เมื่อนายป่วยแล้วเขาจะต้องติดไข้จากอีกคน ได้ยินเสียงของนายที่เดินลงจากเตียงเข้าห้องน้ำไป ก่อนที่ซักพักมันจะเดินออกมาแล้วกดเปิดทีวีก่อนกลับมาทิ้งตัวนอนลงบนเตียงอีกรอบ


“หิวว่ะ ทำอะไรให้กินหน่อย”

“........” แต่เสียงตอบรับจากแซมที่เงียบไปทำนายต้องขมวดคิ้ว


“บอกว่าหิว หาอะไรให้กินที” คราวนี้เสียงทุ้มแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อยกระนั้นแล้วคนที่กำลังหลับก็ไม่ได้รับรู้อยู่ดี นายพ่นลมหายใจก่อนรั้งร่างของคนข้างกายให้พลิกกลับมาทางของตัวเอง มือหนาจับเข้าที่ปลายคางเล็กก่อนออกแรงตบลงบนแก้มนิ่มด้วยแรงที่ไม่เบานัก จนแซมยอมที่จะลืมตาขึ้นมา


“ปวดหัวอะ....” แล้วพึมพำประโยคนี้เป็นคำแรกกับนาย

“แล้วไง”


“ก็คือไม่สบายไง” แซมตอบอีกครั้งเมื่อนายถามเชิงกวนมาแบบนี้ คนตัวสูงส่งสายตาเจ้าเล่ห์มองมาก่อนดวงหน้าคมจะขยับมาใกล้อย่างกะทันหันจนแซมต้องขยับหน้าออกห่าง จ้องตากันอยู่นานพอสมควรรอยยิ้มมุมปากจากนายก็ปรากฏ

พร้อมหนึ่งประโยคที่อีกคนเอ่ยออกมา



“ขอเอาหน่อยดิ”


# # # # # # # # #

ให้หวานพอกรุบๆกริบๆ ถึงแม้นายจะยังเหี้ยอยู่ก็ตาม55555555555

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น