เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

57.2 โอ้ แม่สาวน้อย

ชื่อตอน : 57.2 โอ้ แม่สาวน้อย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 87

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 พ.ย. 2561 22:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
57.2 โอ้ แม่สาวน้อย
แบบอักษร

แสงจันทร์สาดส่องเรืองรองเหนือสมรภูมิแสงสีทอง

          ตูม

          “นะโมตะสะ”

          “หยุดสวดสักทีเรายังไม่ม่อง”

          นารีเอ็ดใส่เมรัยที่สติแตกเรียบร้อยแล้ว ยามนี้พวกเมรัยกำลังวิ่งฝ่าดงกระสุนที่สาดปลิวว่อนเหนือศีรษะประหนึ่งสายฝนเหล็ก หมอผีน้อยพนมมือสีหน้าเลิ่กลั่กแววตากลอกกลิ้งลุกลน นางแสดงอาหารเหมือนแม่ชีเดินฝ่าสนามรบเพื่อจะยกมือหยุดยั้งสั่งให้ทุกคนปล่อยวาง และใจเย็นๆ อย่าพึ่งทำร้ายกัน เป็นมนุษย์เหมือนกันมิใช่หรือ โปรดวางปืนและพูดคุยกันด้วยสัตนิเถิด หากการพูดคุยแก้ไขเป็นมิได้

          เชิญตบกันตามสบาย แม่ชีจะไม่ยุ่ง ขอกลับวัด

          “ที่นี้น่าจะมีวัด”

          เมรัยโดนนารีดึงกระชากแขนให้สาวเท้าเร็วๆ เรไรวิ่งไล่ตามติดประกบหลังเมรัย ปักษาน้อยยกมือป้องศีรษะคล้ายพยายามหดตัวเล็กเหมือนตัวนิ่มและค่อยๆคืบคลานใต้เงามืดปานหนู สามสาวน้อยน่ารักวิ่งหลบเข้ามุมกำแพง ใช้ผนังและสิ่งก่อสร้าง โขดหิน เสา โต๊ะและเก้าอี้ที่ล้มระเนระนาดเป็นฉากกำบังดีเยี่ยมที่มิใช่ช่วยสร้างความปลอดภัยให้พวกนางเท่าไหร่นัก

          กระสุนผสมผสานพลังมาโฮสามารยิงทะลุกำแพงและของแข็งอย่างหินได้

          โชคดีที่น้อยคนนักจะมีความสามารถร้ายกาจเช่นนั้น

          “หลบ”

          ปังๆๆๆ

          เส้นแสงสีทองพุ่งเป็นเส้นตรงผ่านหน้าเมรัยอย่างหวุดหวิดยิงหัวระเบิด หมอผีน้อยอ้าปากผงะ หน้าซีดเผือกเป็นขนหมีแพนด้า หมอผีน้อยสติหลุดลอยชั่วครู่ต้องให้ดวงดาวน้อยดึงสติ “นั่งลงสิ โธ่” นารีตวาดใส่เมรัยเสียงแผ่วเนื่องกลัวฝ่ายศัตรูจับต้นเสียงพวกนางได้ ดวงดาวน้อยพาทั้งกลุ่มมาหลบหลังเนินหินเตี้ยที่มีความสูงเหนือเส้นผมนางไม่มากนัก เมรัยตากลอกส่ายครุ่นคิดหาทางหนีจากสนามรบ พวกนางมิรู้โผล่มาที่ได้อย่างไร ประตูทำงานผิดพลาด? หรือพวกนางกำลังฝัน

          “อ่อ ไม่ต้องกลัว ประเดี๋ยวเราก็ตื่น”

          “เจ้าสิ ตื่นได้แล้ว!!”

          เพี๊ยะ

          นารีหยิบพัดกระดาษฟาดแก้มเมรัย หมอผีน้อยหน้าหันพลางตกใจเปล่งเสียงดัง “นี้ไม่ใช่ความฝันนิ!!”

          “ใช่ก็ดีสิ” เรไรค้อนขวับใส่เมรัยอย่างเอือมระอาท่าทีและสมองเมรัยตอนกำลังเผชิญหน้าปัญหา หมอผีน้อยยอมรับว่าเก่งกาจเรื่องวิญญาณ นางฉลาดมาก กระนั้นเรื่องต่อสู้กับเรื่องเครื่องกลนางมิเก่งนะ นางโง่เลขด้วย วิทยาศาสตร์ก็ไม่ยุ่ง นางรู้ตนเองชอบการชกชาและเล่นกับภูตผี “แถวนี้มิค่อยมีผีเลยนะ” พึ่งสังเกตเรื่องนี้ เมรัยหันมองรอบด้านแต่ก็มิพบวิญญาณสักตน

          ปังๆๆ

          เสียงปืนกลดังสนั่นต่อเนื่อง กระสุนสาดทำลายล้างข้าวของเละเทะ พวกมันหยุดคล้ายช่วงเติมกระสุน และเริ่มเปล่งเสียงยิงอีกครั้งเมื่อเติมกระสุนเรียบร้อย

          “สิ่งนั้นคืออะไร”นารียังไม่เห็นปืน แต่นางคลับคล้ายว่ารู้จักอาวุธที่สาดกระสุนพวกนี้ ความเร็ว ความรุนแรง อาวุธระยะไกลที่สามารถปลิดชีพศัตรูได้ในพริบตา “มันเรียกว่าหน้าไม้” เมรัยเฉลย แววตาหมอผีน้อยเข้มขรึมคล้ายพูดเรื่องจริง ซึ่งนารีและเรไรไม่เชื่อสักนิด “กระบือยังฉลาดกว่าเจ้าเลย เฮ้อ” “มันเรียกหน้าไม้จริงๆนะ” นารีถอดถอนใจ เมรัยรีบแย้งเสียงเหมือนเด็กเลี้ยงแกะ เรไรส่ายหน้าหมดคำจะพูด

          “พวกเรามิรู้กำลังเกิดเรื่องอะไร”

          เมรัยไม่ต้องบอก พวกนางก็รู้ว่าตอนนี้มันมีเครื่องหมายคำถามปรากฏขึ้นมากมาย นารีก้มหน้าขมวดคิ้วคิดหนัก เรไรอยากลองยื่นหน้าออกไปดูด้านนอกเป็นเช่นไร กระนั้นอุ้งมือเมรัยคว้าจับมือเรไรไว้ น้ำเสียงแฝงอำนาจอย่างประหลาด “ระวัง” แววตาสีแดงเพลิงมีบางสิ่งพาดผ่าน เรไรไม่รู้ว่ามันคืออะไร กระนั้นก็เชื่อฟังเมรัยไม่ยอมโผล่หัวโผล่หางสุ่มสี่สุ่มห้า ประเดี๋ยวโดนยิง

          ยามนี้มีแสงจันทร์เป็นแสงส่องสว่าง นารีใช้สะเก็ดโยดาต่างโคมไฟ เมรัยยกมือนวดขมับสีหน้าราบเรียบคล้ายกลังรวบร่วมสมาธิ เรไรนั่งเซ่อๆรอทั้งสองจะพูดอะไร

          เมรัยพูดก่อน “ข้าปวดฉี่”

          เพี๊ยะ!!

          “ก็มันกลางคืนอ่ะ” เมรัยน้ำตาคลอครั้งโดนพัดกระดาษนารีตีหน้าผาก ดวงดาวน้อยตีครั้งเดียวไม่พอทำให้เมรัยฉลาด นางเลยใช้พัดกระดาษดันแก้มเมรัยและก่อกวนหมอผีน้อย “ใช้สมองขี้เลื่อยเจ้าช่วยข้าคิดสิควรทำเช่นไร”

          “เรื่องง่ายๆน้าก็แค่หาทางเผ่นเอง”

          “เผ่นรึ แถวนี้ไม่มีที่ให้ใช้กำบังแล้ว”

          “..”เมรัยยกนิ้วชี้ เผยอปากเหมือนจักพูด แต่ปากค้างมิรู้จักกล่าวตอบเช่นไร “เจ้าพูดถูก”

          ขณะเมรัยทึ้งในความโง่งมของตนเอง เรไรก็โพล่งขึ้นเสียงสูง “ดูโน่น ฝั่งนั้นมีคน”

          เรไรอาศัยช่วงที่เมรัยปรึกษาแผนกับนารี ปักษาน้อยคอยเฝ้าระวังดูลาดเลาบริเวณรอบๆพลันนางเห็นใกล้ๆที่หลบภัยพวกนางมีกลุ่มคนลึกลับกลุ่มหนึ่ง ดูพวกเขาเป็นกลุ่มคนในชุดสูทเรียบร้อยและกำลังวิ่งหนีโดยอาศัยกำแพงเพื่อหลบอำพรางเหมือนพวกเมรัย “พวกเขามาทางนี้แล้ว!!” เรไรตกใจ เมรัยเบิกตากว้าง “เฮ้ อย่ามาทางนี้ ชิวๆไปไกลๆเลยนะ” หมอผีน้อยป้องปากไล่เหมือนไล่หมาน้อย เพราะหากกลุ่มคนพวกนั้นคือเป้าหมายของพวกที่กำลังสาดกระสุนใส่พวกเมรัย การที่พวกเขามุ่งหน้ามาทางพวกเมรัยก็เหมือนกำลังชักนำหายนะมาประทานให้พวกนางด้วย

          เหมือนเสียงสาปแช่งเมรัยส่งมิไปถึง เพราะกลุ่มคนพวกนั้นกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทว่าเพราะเป็นผู้ใหญ่และระหว่างทางเหมือนมีภาระให้ปกป้องใครบางคนด้วย ทำให้พวกเขาต้องหยุด หลบ ยิงสวนศัตรู และก็มีคนโดนยิงกลับ จำนวนคนเริ่มลดน้อยลง กระทั่งพวกเขามาหลบใกล้ๆพวกเมรัย ห่างกันแค่เนินดินเดียว

          ปังๆๆ

          “มีคนโดนยิง”

          เรไรแจ้งข่าว เมรัยแบมือ “โดนยิงสิบคนแล้ว เจ้าพึ่งบอกรึ”

          ปักษาน้อยน่าแดงขวยเขินพลางแก้มป่อง ตอนนี้สถานการณ์เลวร้ายอย่างมาก พวกเมรัยจันปัญญาจะหนีรอดเงื้อมมือยมทูต กระนั้นหากเทียบกับตอนเจอมหาหายนะแห่งปะวัติศาสตร์ เรื่องโดนยิงไส้แตกนี้ดูเบาๆไปเลย เมรัยรู้สึกว่าเรื่องที่กำลังเผชิญเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่าปัญหากระดาษชำระในห้องน้ำหมด หมอผีน้อยยกมือแตะคาง ดวงตาปัญญานิ่มหรี่ตาจ้องเขม่นที่อีกฟากของเนินดิน

          บริเวณแถวที่พวกเมรัยอยู่เป็นลานกว้าง มีถนนอิฐ พื้นดินทราย และเหมือนติดกับเขตก่อสร้าง

          “นั้นมันสาวน้อย”

          “ไหนๆ”

          “ตาจ้าเนี่ยนะ..”

          เมรัยมีดวงตาที่สามารถมองเห็นสาวน้อยได้ในระยะไกล เหมือนดวงตาเหยี่ยวที่จับจ้องเหยื่อนั้นเอง

          นารีก็อยากรู้เหมือนกันว่าจริงหรือไม่ ให้มองตามที่เมรัโพล่ง

          เรไรกุมขมับ หน้าสิวหน้าขวานเช่นนี้ยังจะมีความใคร่อีกนะ เห็นหัวพวกนางบ้างสิ!!

          “นางเป็นใคร”

          ดวงดาวน้อยสงสัย หมอผีน้อยตอบเสียงราบเรียบประหนึ่งอัศวินหมี “ไม่สำคัญนางเป็นใคร เพราะนางน่ารักมาก ข้ารู้สึกว่านางกำลังตกที่นั่งลำบาก และข้าอยากช่วยนาง” หัวใจแห่งมารดามันร่ำร้องให้เมรัยปกป้องเด็กตัวน้อยๆ นิสัยอย่าพึ่งพูดถึง แค่มองตาก็รู้แล้ว นางรับชัดๆ

          “เอากับเจ้าสิ”

          นารีอยากคิดเหตุผลแย้งและคัดค้านสิ่งที่เมรัยประกาศ กระนั้นนางอยากช่วยสาวน้อยคนนั้นเช่นกัน เพราะยามนี้เหล่าบุรุษที่ช่วยคุ้มกันนางเสียชีวิตหมดแล้ว มิรู้การที่นางโดนเมรัยช่วยนับเป็นโชคร้ายหรือโชคดี ดวงดาวน้อยกำลังคิด บางทีนางอาจหาประโยชน์จากสาวน้อยคนนั้นได้.. แววตาจ้าวแห่งจักรวาลทอประกายลึกล้ำเหนือหยั่ง ในหัวรางแผนการมากมาย กระนั้นยามนี้ต้องคิดหาวิธีช่วยนางก่อน ซึ่งมีตัวเลือกมากมาย นารีหยิบมาใช้หนึ่งวิธี

          “ใกล้ๆนางมีเนินดินสูงกว่าตรงนี้ พวกเรากลิ้งไปช่วยนางเสร็จแล้วรีบๆย่องไปหลบเนินดินตรงนั้นดีกว่า”

          ปรับเปลี่ยนตำแหน่งของตนพลางช่วยเหลือสาวน้อยไปด้วย “นับเป็นแผนที่ดี”

          เมรัยลูบหัวนารี ครั้นสบจังหวะ เมรัย นารี เรไร ก็พุ่งออกจากที่กำบังไปที่หลังเนินดินที่สาวน้อยนั่งร้องไห้ “อย่ากลัว พี่สาวมาช่วยแล้ว”

          หมอผีน้อยฉีกยิ้มสดใสเพื่อขับไล่ความโศกเศร้าด้านในดวงตาสาวน้อย อุ้งมืออวบคว้ามือสาวน้อย และทั้งกลุ่มก็มุ่งไปที่เนินดินตามแผน

          ระหว่างทางมีห่ากระสุนพุ่งกระหน่ำใส่ นารีกางเกราะมาโฮป้องกันทั้งกลุ่ม เพล้ง

          “แรง”

          นารีชื่นชมพลางเก็บลายละเอียดเพื่อเอาไว้ใช้คราวหน้า

          ฟุบๆๆๆ

          สี่สาวน้อยหมอบ ย่อเข่า นั่งหันหลังพิงกำแพงหิน เมรัยจับมือสาวน้อยมิปล่อยประหนึ่งจะปกป้องและดูแลเหมือนพี่สาว “ไม่ต้องห่วง” เมรัยหันปลอบประโลมสาวน้อยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แยกกันเราอาจไม่รอด ร่วมตัวกันก็อาจไม่รอดเช่นกัน”

          เมรัยบอกตามความจริงที่ว่าสาวน้อยจะไม่ตายคนเดียวแน่ เพราะพวกพี่สาวจะไปเป็นเพื่อน

          “ร่วมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตายสิ”

          นารีเบื่อหน่ายความวิบัติของสำนวนภาษาเมรัย ดวงดาวน้อยจะไม่ยอมให้พวกนางจบชีวิตที่นี้แน่

          “เจ้าชื่ออะไรหรือ”

          เรไรคว้าตัวสาวน้อยจากอ้อมอกเมรัย ไม่ใช่เพราะหึงหวง แค่เพราะกลัวสาวน้อยจะโดนเมรัยหลอกล่อและกล่อมจนติดบ่วง กลัวเหลือเกินนางจะเสียสาวให้หมอผีสติเพี้ยน โอ๋ๆ ปักษาน้อยทำตาขวางใส่เมรัยพลางลูบหลังปลอบสาวน้อยอย่างนุ่มนวล ไม่มีเจตนาใดแอบแฝง “นาตาลี..” สาวน้อยสวมชุดกระโปรงสีน้ำตาลมีลูกไม้ติดชายขอบและหัวไหล่ นางแลบอบบางเหมือนภูตขนมหวานที่มีใบหน้าน่ารักน่ากอด กระนั้นเพราะเรื่องที่พึ่งเกิดขึ้น สีหน้าแววตานางจึงดูมิดี แลซึมเศร้า สะเทือนใจ “นาตาลีพอรู้หรือไม่ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น”

          เรไรไถ่ถามสาวน้อยวัยสิบกว่าขวบ อายุนางน้อยกว่าพวกเด็กบ้านกำพร้าของแคโรไลน์เสียอีก

          “ไม่รู้…นาตาลีกำลังจะกลับบ้าน..”

          นางก้มหน้าซุกอกเรไรพลางสะอื้นตอบอย่างไร้เดียงสา นางมิรู้ทำไม เกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร รู้แต่เพียงว่ามันสับสนวุ่นวายและมีเสียงร้องดังสนั่น สาวน้อยตื่นกลัวและหวาดระแวงเมื่อรู้ว่าคนที่มาด้วยกับนางพานางวิ่งหนี สาวน้อยหลับตาและยังไม่ฉลาดพอจะเข้าใจว่าเกิดเรื่องขาดคอบาดตาย นางจำได้ว่าเคยเกิดเรื่องเช่นนี้ตอนอยู่กับคุณแม่เช่นกัน… ตอนนั้นที่นางได้อยู่กับท่านเป็นครั้งสุดท้าย…

          นาตาชีรู้สึกเจ็บปวดจนน้ำตาหลั่งไหล เรไรรีบลูบหลังปลอบประโลมสาวน้อยน่าสงสารจับใจ

          “อีกไม่นานคุณพ่อจะมาช่วย..”

           ก่อนที่คนดูแลสิ้นลมหายใจ เขาบอกให้นาตาลีหาที่ซ่อนตัวและบอกให้รอเพราะอีกไม่นานคุณพ่อนางจะมาช่วยอย่างแน่นอน ลูกสาวกำพร้ามารดาเชื่อเช่นนั้น และภาวนาให้คุณพ่อมาโดยเร็ว

          “หน้ากลัวว่าพวกเราจะมีชีวิตอีกไม่นาน”

          เมรัยเปรยเสียงเฉยเมย กลิ่นความบ้าคลั่งนี้… กลิ่นความป่าเถื่อนนี้… ณ โลกที่มีการเข่นฆ่าฟันกันอย่างที่กฎหมายมิอาจกดดันและกักขังพวกเศษเดนมนุษย์ไว้ได้

          “ข้าคิดว่าเป้าหมายของพวกที่กำลังไล่ต้อนเราคือนาตาลี”

          วาสนาเป็นใจให้พวกเมรัยโผล่มาที่นี้ ให้โอกาสเมรัยช่วยสาวน้อยจากเงื้อมมือกลุ่มคนร้ายน่ากลัว หมอผีน้อยสูดหายใจ นางเป็นหมอผีที่ชำนาญเรื่องการเดินระหว่างสองโลก ต้องทำเช่นไรนางจะช่วยให้ทุกคนรอดนะ

          “ที่รู้ๆคือเมืองนี้มีระบบการตรวจจับคนชั้นยอด หากใช้พลังที่เป็นเอกลักษณ์ย่อมต้องตกเป็นเป้าให้ตามล่าได้ง่ายๆ”

          พลังของนารีและเรไร หากใช้มันก็ต้องใช้ในสถานที่ลับตา อย่าพยายามเป็นจุดเด่นในเมืองที่มีตรวจตราและเอาแน่เอานอนไม่ได้ ข่าวสารและระบบการปกครองเมืองแห่งความลับร้ายกาจมากตามที่แม่มดอ้วนย้ำเตือน ทางที่ดี พวกเมรัยเป็นคนต่างถิ่นควรอยู่เงียบๆอยากสร้างแรงสั่นกระเพื่อมให้ความสงบที่ไร้ซึ่งความจริงอันเที่ยงธรรม  

          “ลองเจรจาก่อน”

          หมอผีน้อยเสนอแผน อย่างน้อยถ้าพวกนั้นต้องการจับนาตาลีเป็นตัวประกันเพื่อเป้าหมายของพวกมันก็ถือว่าสาวน้อยยังมีโอกาสรอดชีวิต และหากนางรอด โอกาสที่พวกเมรัยรอดก็เพิ่มสูงขึ้น กระนั้นถ้าพวกนั้นมีเป้าหมายคือสังหารนาตาลี ทุกอย่างเป็นอันจบสิ้น

          “ถ้าถึงจุดวิกฤต นารี”

          “ข้าจะสั่งยิงแสงสุริยะใส่เมืองนี้เอง”

          “ใจเย็นๆแม่นาง”

          พอเวลาเมรัยจะฉลาด นารีก็ยิงมุขเอาฮาทันที มุขนางนี้พาคนอื่นเครียดเลยรู้ไหม

          “เอาล่ะ อือ พวกเจ้ามีธงขาวหรือผ้าขาวไหม”

          หากจะยอมแพ้ต้องใช้วิธียกธงขาวตามข้อปฏิบัติสากล เมรัยแบมือขอจากสองสาว นารีเหมือนจะมีแต่ก็ไม่มี จำได้ว่าอยู่ในกล่องสัมภาระ

          “ค้นตอนนี้คงไม่ทัน ช่วยไม่ได้ เรไรส่งน้องลิงเจ้ามาสิ

          “ห๊ะ”

          ปักษาน้อยงงเป็นไก่ตาแตก ขอกางเกงลิงนางทำไม

          “ข้าระลึกชาติได้ว่าวันนี้ตอนเช้าเจ้าใส่น้องลิงสีขาวมิใช่หรือ ส่งมาซะดีๆหรือจะให้ข้าถอด!!”

          “ค ใคร ใครจะส่งเจ้า” เรไรปฏิเสธเสียงแข็ง น้องลิงตัวนี้เป็นตัวโปรดนางเลยนะ กระนั้นเพราะโดนสายตาเข้มขรึมปนกดดันเขม่นประกอบสถานการณ์คับขัน เรไรสะอึกเม้นปากจำใจถอดและส่งมอบให้เมรัย “ดีมาก ว่าง่ายๆโตไวๆ” เมรัยดึงพวงแก้มนุ่มนิ่มปลอบอย่างขบขัน หมอผีน้อยผูกน้องลิงไว้กับไม้เท้าประจำกาย และชูขึ้นเหนือเนินดิน ประกาศเสียงดัง

          “พวกเรายอมแพ้”

          ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

          “..”

          “..”

          “..”

          “?”

          พริบตาเดียวที่สี่สาวน้อยตกตะลึงคือเมื่อพวกนางชูธงขาว กระสุนก็สาดยิงใส่น้องลิงเรไรขาดกระจุยกระจายไม่เหลือชิ้นดี…

          “โอ้โน..”

          เมรัยกล่าวเสียงสั่นเมื่อรับรู้บรรยากาศรอบด้านเริ่มเย็นยะเยือกปานเดินชมสุสานโบราณ อากาศหนาวเย็นมีไอน้ำแข็งปรากฏเป็นม่านหมอก เมรัยสะอึก นารีไม่พูดอันใด เพราะหมดสิ้นวาจาจะกล่าว ดวงดาวน้อยรับสาวน้อยนาตาลีมาดูแล พลางนางและเมรัยก้าวถอยหลังหาที่หลบภัยหายนะที่ใกล้จะอุบัติขึ้นด้วยความโง่เขลาเบาปัญญาของเหล่าศัตรูผู้น่าเวทนา

          มวลอากาศจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ไม่นานทั่วลานสนามผันเปลี่ยนกลายเป็นทุ่งน้ำแข็งประหนึ่งฤดูหนาวมาเยือน  

          เรไรทั่วกายมีไอมาโฮคุกกรุ่นปานภูเขาไฟแดนเหนือ เรือนผมตั้งชันดุจปีศาจ ในแววตาทะมึนสาดไอสังหารดั่งนางมาร ทั่วสรรพางต์กายเปี่ยมด้วยความแค้นมหาศาลเฉกเช่นพญามารจากขุมนรกอเวจี

          เปลวเพลิงมาโฮเย็นเยียบปรากฏเป็นเศษเสี้ยวปีกปักษา

“บังอาจ!!!”

          ตูม!!!

          พวกเจ้าจงชดใช้ที่บดขยี้ความทรงจำวัยใสของข้าเสียเถอะ!!!

          “ตอนนางโกรธ น่ากลัวดีนะ”

          เมรัยยืนมองปักษาฤดูหนาวระเบิดพลังกวาดล้างสรรพสิ่งรอบด้านด้วยความโกรธเป็นแรงผลักดัน เอาเป็นว่าอย่างน้อยพวกนางรอดแล้ว… น่ายินดีๆ

          --

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น