H.Rui

ให้กำลังใจและส่งแรงสนับสนุนเพื่อจะได้มีนิยายให้อ่าน(?)กันต่อๆ ไปนะคะ ขอบคุณมากค่า

ผิดครั้งที่ 19 rewrite

ชื่อตอน : ผิดครั้งที่ 19 rewrite

คำค้น : ชะเอม,whose fault,คิน,ภาคิน,ดราม่า,รักเศร้า,เศร้า,yaoi

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.3k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.พ. 2562 20:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ผิดครั้งที่ 19 rewrite
แบบอักษร

Whose Fault ?

ผิด...ครั้งที่ 19


โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม

“ยินดีต้อนรับครับ”


“ยินดีต้อนรับค่า”


“อ้าว ติม วันนี้ก็มาอีกแล้วเหรอ” ชะเอมถือแผ่นเมนูเดินเข้าใกล้รุ่นน้องที่เพิ่งเจอกันเมื่อวันก่อน ไม่คิดว่าวันนี้ก็จะได้เจออีก


มาบ่อยจังแฮะ


“ท่าทางจะชอบกินอาหารญี่ปุ่นนะเนี่ย” ร่างบางยิ้มเป็นมิตร รุ่นพี่สอนมาต้องทำแบบนี้กับลูกค้า เขาจะได้ชอบและมาบ่อยๆ


ร่างสูงที่เดินเข้ามาในร้านยิ้มตอบ “ครับ” จะยังไงก็ได้ทั้งนั้นแหละ เพราะเขามาเพื่อเจอร่างบางต่างหาก “พี่ชะเอมขยันขันแข็งดีนะครับ”


“งั้นเหรอ ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีนะ...ว่าแต่จะรับอะไรดีล่ะ เหมือนเดิมมั้ย” มือบางยื่นเมนูแผ่นใหญ่ให้


“พี่เอมจำได้เหรอ” ไอติมถามอย่างคาดไม่ถึง ในหัวใจแอบเต้นตึกตัก


ร่างบางเลิกคิ้ว ราวกับเป็นเรื่องธรรมดา “จำได้สิ ก็ติมเพิ่งมาเมื่อวันก่อนแถมพี่เป็นคนรับเมนูเองด้วย”


ร่างสูงรู้สึกเหมือนหน้าหดลงนิดหน่อย เป็นงั้นไป “เหมือนเดิมก็ได้ครับ”


ชะเอมไม่รับรู้ถึงความหดหู่ของอีกฝ่าย จดเมนูในมือยิกๆ “โอเค น้ำล่ะ”


“น้ำเปล่าครับ”


“ครับ งั้นคุณลูกค้ารอสักครู่นะครับ สักพักเมนูจะมาเสิร์ฟ” ร่างผอมบางในชุดเครื่องแบบทวนเมนูเสร็จก่อนจะเดินไปรับออเดอร์โต๊ะอื่นบ้าง โดยมีสายตาคมมองตามไปไม่ละ


หลังจากวันค่ายที่ทางมหาวิทยาลัยจัดขึ้นสี่วันจบลง นี่ก็ผ่านมาได้เกือบสองอาทิตย์แล้ว เขาเริ่มหางานพิเศษทำได้อย่างที่ตั้งใจ เพราะอย่างที่บอกว่าเขาไม่อยากรบกวนคุณลุงมากไปกว่านี้สักนิดเดียว แถมเรื่องที่คินพูดไว้ก็ยังติดตรึงในความทรงจำ


‘หมายถึงเงินของพ่อเหรอ หึ’ ...คำดูถูกนั่น


ถ้าหากเขาหาเงินได้บ้างสักนิด ก็จะสามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางอย่างได้ โดยที่ไม่ต้องรบกวนเงินของคุณลุง แต่ยังไงเรื่องค่าเรียนเขาก็คงต้องรอให้เรียนจบก่อนถึงจะหามาคืนได้


ซึ่งเรื่องการทำงานพิเศษนี้ยังไม่มีใครรู้นอกจากไอติมที่บังเอิญมาทานข้าวกับครอบครัว...และมีเรื่องน่าตกใจยิ่งกว่านั้นเพราะเขาเพิ่งรู้ว่าติมเป็นน้องของพี่หมออิฐคนนั้นด้วย ซึ่งดูภายนอกไอติมเหมือนพี่มากกว่าพี่หมออิฐอีก อาจจะเพราะตัวสูงกว่า แล้วบางครั้งก็ดูน่ากลัวกว่า


แหะๆ ขอโทษนะครับ ผมไม่ได้นินทาว่าพี่หมออิฐไม่สมกับเป็นพี่ชายนะครับ


‘งานค่อนข้างเหนื่อยนะจ๊ะ จะไหวเหรอ’ สายตาของผู้จัดการร้านหญิงวัยสามสิบต้นๆ กวาดตามองตั้งแต่หัวจรดเท้าเมื่อชะเอมย่างก้าวมาสมัครงาน

‘ไหวครับ พี่มีงานอะไรให้ผมทำ ผมทำได้หมดเลย ให้ผมล้างจานก็ได้นะครับ ขอแค่รับผมเข้าทำงาน’


เธอเห็นความดื้อดึงและกระตือรือร้นแล้วก็ไม่กล้าปฏิเสธ ไฟแรงมันก็ดีอยู่หรอก แต่ดูผอมแห้งแรงน้อยแบบนี้จะมีแรงทำงานจริงเหรอ ‘โอเคก็ได้ นี่เพราะว่าพี่เห็นเราดูขยันขันแข็งดีหรอกนะ เห็นแบบนี้พี่ก็ใจดีเหมือนกัน ถ้าหากมีปัญหาอะไรก็แจ้งล่วงหน้าได้ จะหยุดหรือยังไงให้บอกก่อน แล้วนี่เราว่างทำงานวันไหนบ้างล่ะ’


‘ตอนเย็นวันธรรมดา วันเสาร์อาทิตย์ผมได้ทั้งวันครับ’ เพราะนอกจากเรียน ปกติเขาก็ไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้ว


‘ถ้างั้นเดี๋ยวลงเวลาที่เราคิดว่าว่างมาทำ เดี๋ยวพี่ดูให้เองว่าให้เราทำวันไหนบ้าง มีวันหยุดหนึ่งวันต่ออาทิตย์ เรามีธุระที่ต้องไปทำวันไหนเป็นพิเศษรึเปล่า ขอได้นะ’


ชะเอมลังเล ‘งั้น...ผมขอดูก่อนแล้วค่อยบอกวันหลังได้รึเปล่าครับ’


ผู้จัดการหญิงโคลงหัวยิ้มๆ ‘ไม่มีปัญหา’


‘นี่ผม...ได้ทำงานแล้วใช่มั้ยครับ’


‘ใช่จ้ะ แต่เดี๋ยวพี่บอกไปอีกทีว่าให้เข้ามาวันไหน’


‘ครับ! ขอบคุณมากครับ!’


ในที่สุดเขาก็ได้เข้ามาทำงานในร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังแห่งนี้ ซึ่งมีชุดเครื่องแบบพนักงานที่ต้องใส่ สำหรับเขาไม่เกี่ยงอะไรอยู่แล้ว แต่มันไม่มีไซส์เขาเลย ต้องสวมชุดคนอื่นซึ่งหลวมโพรกสุดๆ


“ชะเอม เสิร์ฟโต๊ะห้าหน่อย” เชฟหนุ่มกดกริ่งเรียก พนักงานที่ดูว่างไม่ได้ทำอะไรซึ่งร่างผอมบางก็รีบเดินเข้ามาหยิบไปเสิร์ฟลูกค้าทันทีไม่เกี่ยง แถมยังรักษาภาพพจน์ยิ้มหวานตลอดเวลาจนลูกค้าชายหลายคนมองตาม


“ครับ!”


ร้านอาหารเป็นครัวแบบปิดแต่สามารถเห็นข้างในได้เพราะกั้นด้วยกระจกใส ซึ่งผู้จัดการหญิงก็ยืนกอดอกมองผ่านเข้ามาว่าภายในร้านยังเรียบร้อยดีอยู่หรือไม่


“เด็กใหม่คนนี้กระตือรือร้นดีแฮะ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น สายตามองตามร่างผอมบางที่สวมชุดหลวมไม่เข้ากับตัว


“ใช่มั้ยล่ะ ฉันล่ะถูกใจจริงๆ”


“ผมว่าคุณฝนชอบหน้าตาเขามากกว่ามั้ง...ก็น่ารักดีนี่”


“นายก็เห็นเหมือนกับฉันไม่ใช่เหรอ ฟ้า”


“หวังว่าคุณคงจะไม่กินเด็กหรอกนะ” เชฟหนุ่มเอ่ยแซวอย่างขี้เล่น


หญิงสาวแยกเขี้ยวใส่ “ซะเมื่อไหร่ล่ะยะ ปากเสียก็ไปซ่อมซะนะคุณสามี!”


“แต่อย่าลำเอียงมากไปล่ะ มันจะไม่เป็นผลดีต่อเด็กคนนั้นหรอกนะครับ” มือหยิบแผ่นออเดอร์ขึ้นอ่าน เตรียมวัตถุดิบจะทำเมนูต่อไป


“ฉันรู้แล้วล่ะน่า...อีกอย่างเด็กๆ ที่ฉันรับมาทำงานฉันก็คัดกรองอย่างดีแล้ว ไม่มีเรื่องกันแน่นอน” ฝนพูด


ฟ้ายักไหล่ “หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น” แต่ตัวเขารู้ดีกว่าใครว่าภรรยาตนนั้นเก่งอย่างที่ปากว่าจริงๆ


“ขอบคุณมากครับ” ร่างผอมบางก้มหัวให้ลูกค้าคนสุดท้าย มองนาฬิกาก็บอกเวลาสามทุ่ม ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เขามาทำงานพิเศษนี้อยู่ในห้างสรรพสินค้า จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมร้านถึงปิดดึกขนาดนี้เพราะปิดตามเวลาของห้างฯ นั่นเอง


“ผมช่วยเก็บของนะครับ” ชะเอมเดินเข้ามาในครัวร้องบอกเมื่อเห็นพี่ๆ สองคนยังคงเก็บของอยู่ พนักงานคนอื่นคงกลับกันหมดแล้ว


“ไม่เป็นไรๆ วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เอมกลับไปพักผ่อนเถอะ” ฟ้าที่ยังอยู่ในชุดพ่อครัวโบกมือไล่ พร้อมกับฝนที่พยักหน้าเห็นด้วย


“เอางั้นเหรอครับ งั้นวันนี้ขอบคุณมากนะครับ” ขาบางเดินมาห้องเปลี่ยนชุด ถอดชุดพนักงานเสิร์ฟออกเก็บเข้าล็อคเกอร์ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็คข้อความ พอไม่เห็นข้อความอะไรเข้ามาเลยในช่วงสามวันนี้ หัวใจก็แฟบลง แววตากลมโตหม่นเศร้า


ไหนบอกว่าให้โอกาสเอมแล้ว ทำไมถึงไม่ตอบอะไรกลับมาเลยล่ะ


คิน...คงไม่ได้ลืมจริงๆ หรอกใช่มั้ย


ปึง...


มือบางปิดล็อคเกอร์ ปาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมา บ้าจริงๆ แค่นี้ก็ร้องไห้ซะแล้ว


“อ้าว ยังไม่กลับอีกเหรอ” เสียงทุ้มของฟ้าทักทำให้ไหล่บางสะดุ้ง


“อะ คะ ครับ กำลังจะกลับแล้วครับ” ชะเอมเอ่ยตะกุกตะกัก ก้มหน้าก้มตาหยิบกระเป๋าพาดไหล่แล้วรีบเดินออกมา สองขาเรียวภายใต้กางเกงยีนส์เดินเรื่อยเปื่อยริมถนน ใจลอยไปไกล ยังไงก็ไม่มีใครรออยู่ที่ห้องอยู่แล้ว ค่อยๆ เดินไปเดี๋ยวก็ถึงคอนโดเองนั่นแหละ ยังไงก็ห่างกันแค่ไม่กี่กิโล


ปริ๊นๆ


ใบหน้ามนหันไปมองเมื่อได้ยินเสียงแตรรถ นั่นมันแท็กซี่ ชะเอมส่ายหน้าทันที “ไม่ครับ ไม่ไป” แล้วแท็กซี่คันนั้นก็ขับผ่านไป เพราะดึกดื่นป่านนี้ รถประจำทางก็หาได้ยาก จึงไม่แปลกที่รถแท็กซี่พวกนี้จะเรียกลูกค้าด้วยตัวเอง


ครืด ครืด


เสียงสั่นเป็นจังหวะเรียกให้ดวงตาโตเบิกกว้าง หัวใจเต้นระรัวอย่างมีความหวัง ริมฝีปากแย้มรอยยิ้ม เพราะคิดว่ามีข้อความเข้าจากคนที่รอคอย มือรีบล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง พอเห็นหน้าจอแล้วขมวดคิ้ว


นี่มันสายเรียกเข้า...เบอร์ใครน่ะ?


ดวงตาจ้องมองโทรศัพท์ที่สั่นอยู่สักพักอย่างลังเล ก่อนใช้นิ้วไถรับ กดมือถือแนบหู “สวัสดีครับ”


(“ฮัลโหล ชะเอม เป็นไงบ้าง คิดถึงลุงมั้ย”)


ริมฝีปากยิ้มกว้างเมื่อได้ยินเสียงของผู้มีพระคุณ “คุณลุง!” ยังไม่แน่ใจจนต้องละออกมาดูหน้าจออีกครั้ง ก็ยังเป็นเบอร์ไม่รู้จักเหมือนเดิม


(“ว่าไง เซอร์ไพรส์รึเปล่า”) เสียงทุ้มขี้เล่นลอยมา


“คุณลุง ทำไมถึงเพิ่งติดต่อมาล่ะครับ”


(“อะไรกัน ไม่ตอบคำถามลุงเลย”) เสียงคนแก่น้อยใจแว่วมา ซึ่งเสียงใสรีบตอบรับเสียงสั่นเครือ


“คิดถึงสิครับ เอมคิดถึงคุณลุง...” น้ำตารื้นขึ้นมาไม่รู้ตัว คิดถึงจริงๆ


(“ได้ยินแบบนี้ล่ะคนแก่ชื่นใจจริงจริ๊ง ลุงก็คิดถึงเอม คิดถึงมากจนอยากกลับไปหาเลย”)


“คุณลุงยังทำงานอยู่ต่างประเทศเหรอครับ” ชะเอมเอ่ยเสียดาย นี่เขาก็นึกว่ากลับมาแล้วซะอีก


(“ใช่สินี่ลุงให้เลขาหาเบอร์เพื่อโทรหาหนูโดยเฉพาะเลยนะ”)


“แล้วคุณลุงโทรหาคินรึยังครับ”


(“ยังเลย ไม่ต้องหรอกมั้งไอ้ลูกชายนั่น ถ้ามีเอมอยู่ด้วยคงสบายดีนั่นแหละ”)


ร่างบางใจกระตุก ลุงเกษมยังไม่รู้ว่าเขากับคินทะเลาะกัน แถมไม่ได้อยู่ด้วยกันตั้งนานแล้ว “ครับ แต่คุณลุงก็โทรหาคินหน่อยนะ ยังไงเขาก็เป็นลูกชาย ไม่งั้นเดี๋ยวคินน้อยใจนะครับ”


อีกฝ่ายเงียบไปก่อนจะระเบิดหัวเราะลั่น ทำให้ชะเอมรีบเอามือถือออกห่าง (“พูดอะไรน่ะเอม อย่างเจ้าคินน่ะนะน้อยใจ โอ๊ย นี่หนูทำลุงท้องแข็งไปหมดแล้ว”)

ใบหน้ามนร้อนผ่าวเมื่ออีกฝ่ายเริ่มหัวเราะเกินกว่าเหตุ “อะ อะไรกันครับคุณลุง นี่เอมจริงจังนะ”


(“อย่างเจ้าลูกชายไม่น้อยใจเรื่องแค่ลุงไม่โทรหาหรอกน่า เอมอย่าคิดมากไปเลย”)


“...” ชะเอมเบะปากเดินเตะก้อนหินข้างทางอย่างงอนๆ ก็เขาเป็นห่วงคิน...ถ้าหากเขาโดนลูกบุญธรรมแย่งความรักพ่อของตัวเองไป ก็ต้องน้อยใจอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ


(“ว่าแต่นี่เป็นไงบ้างชะเอม สบายดีใช่ไหม ตอนนี้ทำอะไรอยู่ นี่ไม่เห็นเงินที่ลุงให้ลดลงเลย ฮึ นี่หนูไม่ได้ใช้เงินทำอะไรเลยใช่ไหมเนี่ย”) เห็นได้ชัดว่าเกษมศักดิ์เช็คการเป็นไปอยู่ตลอดเวลา นอกจากค่าส่วนกลางคอนโด ค่าน้ำค่าไฟที่ต้องจ่ายทุกเดือน ค่าอาหาร ค่าเรียน ชะเอมก็ไม่ได้ใช้เงินเพื่อซื้ออะไรที่ตัวเองอยากได้เลย ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่เขาเป็นห่วงอย่างมาก


เกษมศักดิ์พยายามทำทุกอย่างเพื่อเด็กคนนี้เข้าใจว่าเป็นลูกแท้ๆ แต่ว่ามันกลับกลายเป็นว่ายิ่งทำให้เจ้าตัวยิ่งถอยห่าง กั้นด้วยกำแพงสูงชันที่คิดว่ายังไงตัวเองก็ไม่ใช่ครอบครัวจริงๆ ซึ่งนั่นหมายความว่าภายในใจยังคงคิดเรื่องอดีตของตัวเองไม่ได้เปลี่ยนไปเลย...ภายในใจยังคงมีความเกรงใจและกำลังคิดมากอยู่แน่ๆ


ชะเอมเข้าใจ เข้าใจสิ่งที่ลุงเกษมต้องการจะให้...แต่เขารับมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว “ก็เอมยังไม่มีอะไรที่อยากได้นี่ครับ คุณลุง”


ร่างบางมองไฟที่เปลี่ยนจากแดงเป็นเขียวให้คนข้าม เวลานี้ก็ยังมีคนเดินพลุกพล่าน แต่มีแค่ชะเอมเท่านั้นที่ยังยืนนิ่ง มองทางม้าลายแถบขาวดำอย่างเหม่อลอย


สิ่งที่เอมอยากได้น่ะ...ตลอดมา...


“ถ้าหากมีอะไรที่เอมต้องการ เอมจะบอกคุณลุงทันทีเลย เพราะงั้นเงินทั้งหมดที่คุณลุงให้มาตอนนี้เอมเลยอยากเก็บออมไว้ก่อน คุณลุงเข้าใจเอมนะครับ”


(“...หนูว่ามาแบบนี้จะให้ลุงว่าอะไรได้ล่ะ”) เสียงถอนหายใจยาวดังมาตามสาย (“เวลาที่นู่นคงดึกมากแล้วสินะ งั้นลุงวางสายเลยแล้วกัน จะได้ไม่รบกวน”)


เสียงใสค้านทันทีที่ได้ยิน “ไม่กวนเลยครับ เอมอยากคุยกับคุณลุง”


(“อ้อนแบบนี้ ลุงอยากกลับไปเร็วๆ แล้วสิ”)


“แล้วเมื่อไหร่คุณลุงจะกลับล่ะครับ งานติดพันมากเลยเหรอ”


(“ใช่”) ได้ยินเสียงกุกกักของอีกฝ่าย ไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่ (“อาจจะต้องอยู่อีกสองสามเดือน”)


ขาบางหยุดเดิน นี่เขาจะไม่ได้เจอลุงเกษมสามเดือนเลยเหรอ “...นานจัง”


(“คิดถึงลุงก็โทรมาได้นะ เบอร์นี้เลย”)


“แต่คุณลุงทำงาน เอมโทรไปจะรบกวนเปล่าๆ ครับ...อีกอย่างค่าโทรข้ามประเทศก็แพงมากด้วย”


(“ไม่เป็นไรๆ เบอร์นี้ของเลขา โทรมาฝากข้อความไว้ก็ได้เดี๋ยวลุงโทรกลับ ค่าโทรก็ไม่ต้องห่วงลุงจ่ายเองน่า”)


“ครับ คร้าบท่านประธาน งั้นเอมวางแล้วนะครับ” ชะเอมเอ่ยแซวตำแหน่งของอีกฝ่าย


เกษมศักดิ์หัวเราะร่ากับคำเรียกนั้น ก่อนจะบอกลาลูกบุญธรรมอย่างเสียดาย (“อืม ฝันดีนะ”)


เสียงทุ้มอ่อนโยนฟังแล้วร่างบางยิ้มอ่อน “ครับ คุณลุงก็ด้วย”


ครืด ครืด


หลังจากวางสายจากลุงเกษมไปไม่นาน แสงสว่างบนหน้าจอแสดงข้อความ...มาจากอากฤษณะ


‘พรุ่งนี้อย่าลืมนัดของเรานะชะเอม สิบโมงตรง ห้ามเลท’


อา...ลืมไปซะสนิทเลยว่ามีนัดตรวจร่างกายกับอาหมอ


ร่างบางเดินไปเรื่อยด้วยความเคยชิน อีกไม่กี่นาทีก็น่าจะใกล้ถึงคอนโดแล้ว นิ้วกดแอพสีเขียวเช็คข้อความที่ตัวเองส่งไปตั้งแต่วันก่อน



Thu, 9/27

chÄim : คิน วันอาทิตย์นี้ตอนเย็นมาทานข้าวด้วยกันไหม 5:05PM



ยังไม่ขึ้นว่าอ่าน...แล้ววันพรุ่งนี้ก็วันอาทิตย์แล้วด้วย


คินคงจะไม่ว่าง...ร่างบางได้แต่ปลอบใจตัวเองไปเรื่อย ทั้งๆ ที่ทางเดินข้างหน้าเริ่มพร่ามัวจากน้ำตาจากความน้อยอกน้อยใจ


ถึงจะไม่ว่างยังไง ก็อยากให้ตอบข้อความกันบ้าง...เขาจะได้ไม่ต้องนั่งรอด้วยความสิ้นหวังเหมือนคนโง่คนหนึ่ง


น้ำตาที่เสียไป...มากเท่าไหร่ถึงจะพอกับผู้ชายคนนี้


ร่างบางเดินผ่านความมืดของค่ำคืน เสียงของรถ เสียงของฝีเท้าคนเดินผ่านไปมา เสียงทักทายของลุงยามหน้าคอนโด จนกระทั่งสองขาเรียวเดินถึงห้อง รอจนถึงเที่ยงคืน ก็ยังไม่มีเสียงเตือนใดๆ จากโทรศัพท์อีกเลย




************************Whose fault? ************************




“น้ำหนักลดลงอีกแล้ว” กฤษณะเคาะปากกากับโต๊ะ ขมวดคิ้วเครียดมองผลตรวจร่างกายของเด็กที่เปรียบเสมือนหลานแท้ๆ ของตัวเอง


“...ขอโทษครับ” ร่างบางก้มหน้าต่ำ ก็ไม่รู้จะพูดยังไงนอกจากคำๆ นี้อีก เขาผิดเองที่ไม่ดูแลตัวเองให้ดี แต่การกินข้าวเนี่ย...กินยังไงน้ำหนักมันถึงจะขึ้นล่ะ “แต่ว่าเอมกินไม่ได้ขาดซักมื้อนะครับ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม...”


มือใหญ่วางปากกา สายตามองสบกับดวงตากลมที่นั่งอยู่ตรงข้าม “เอม อาถามจริงๆ เถอะ”


“ครับ?”


“นี่ยังไม่คืนดีกับคินอีกเหรอ”


“อะ คืนดีอะไรกันล่ะครับ เอมไม่ได้ทะเลาะกับคินซักหน่อย” ร่างบางพยายามบ่ายเบี่ยง


“อย่ามาโกหกอาเลย เพราะอารู้เรื่องหมดแล้ว จากเพื่อนของหนูนั่นแหละ” สายตามองตรงมาอย่างจับผิด สิ่งที่กฤษณะพูดทำให้ดวงตากลมโตสั่นไหว “แล้วถ้าปกติเอมจะมาโรงพยาบาล คินคงไม่ปล่อยให้หนูมาคนเดียวแน่ จริงไหม”


ริมฝีปากบางเม้มแน่น เอ่ยบอกเสียงแผ่ว “เราแค่เข้าใจผิดกันนิดหน่อยครับ”


“เข้าใจผิดอะไรกัน” กฤษณะยังไม่เข้าใจ


“คินเข้าใจผิดว่าเอมเป็นคนทำให้เรย์โดนรถชนในวันนั้นครับ”


กฤษณะสูดลมหายใจลึก รู้สึกอึ้ง “นั่นมัน...ร้ายแรงมากเลยนะ”


“จริงๆ แล้ว...ก่อนหน้านี้ที่คินพาเรย์มาโรงพยาบาล...ที่อาหมอรักษาให้แผลให้ วันนั้นคินก็เข้าใจว่าเอมเป็นคนทำร้ายเรย์เหมือนกัน เราทะเลาะกันตั้งแต่ตอนนั้นแล้วล่ะครับ” เสียงใสเล่าอย่างเจ็บปวด น้ำตาไหลจากดวงตากลม “วันนั้นที่เรย์โดนรถชน...เอมผลักเรย์ก็จริง แต่เอมไม่ได้ตั้งใจ...เอม...”


ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งเจ็บปวด ยิ่งพูดถึง มันยิ่ง...ทรมาน


“เรย์...เขาว่าคุณลุง เอมก็เลยตบหน้าเขาเพราะอยากให้เขาหยุดพูด ฮึก ที่เขาพูดดูถูกคุณลุง...เอมทนฟังไม่ได้จริงๆ” กฤษณะมองร่างบางที่สะอื้นไห้อย่างน่าสงสาร “เพราะงั้นวันนั้นที่เขาเข้ามาคุยกับเอม...เอมเลยผลักเขาเพราะไม่อยากยุ่งด้วย แต่ ฮือ เรย์เขาก็...”


“ใจเย็นๆ นะเอม ใจเย็นๆ” ร่างสูงใหญ่เดินมานั่งข้างๆ คอยลูบหลังบางให้คลายสะอื้น “แล้วเอมเล่าให้คินฟังรึยัง บอกเขาว่าไม่ได้ตั้งใจ”


“เอม...บอกแล้วครับ แต่คินโกรธมาก” ชะเอมยิ่งสะอื้นหนักเมื่อนึกถึงวันนั้น วันที่ร่างสูงบอกเลิกกัน “หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้เจอกับคินอีกเลยครับ เพราะคินย้ายออกไปตั้งนานแล้ว...เอาของออกไปหมดเลย เอมไม่รู้ว่าคินเขาไปอยู่ที่ไหนกับใคร” แต่ในใจก็คิดไว้แล้วว่าน่าจะไปอยู่กับเรย์นั่นแหละ


“นี่เจ้าคินกล้าทำถึงขั้นนี้เลยเหรอ” กฤษณะไม่อยากคิดเลยว่าถ้าพี่เกษมรู้เรื่องนี้เข้าจะโมโหขนาดไหน ที่ฝากลูกชายดูแลแต่กลับทำแบบนี้


ชะเอมฟังแล้วน้ำตารื้น “ฮึก อาหมอเชื่อที่เอมพูดเหรอครับ”


กฤษณะขมวดคิ้ว “นี่เห็นอาเป็นคนยังไงกัน อาเห็นหนูตั้งแต่ตัวจ้อยจะไม่รู้เหรอว่าเด็กคนนี้เป็นยังไงน่ะหือ”


น้ำตาเม็ดโตกลิ้งผ่านใบหน้า “...ขอบคุณครับ”


ก็แค่ประโยคง่ายๆ จากปากของอาหมอแบบนี้...ที่เราอยากได้ยินจากปากของคิน แล้วทำไมพอเป็นอีกฝ่ายมันถึงยากนักนะ


ก็แค่อยากให้เชื่อกันบ้าง ทำไมมันถึงยากลำบากขนาดนี้


กฤษณะลูบศีรษะทุยอย่างปลอบประโลมระคนเอ็นดู ถึงร่างกายจะโตแล้วแต่ข้างในก็ยังเหมือนเด็กน้อยที่อยากจะอ้อนใครสักคน


“เรื่องเจ้าคินน่ะ เอมก็ค่อยเป็นค่อยไปนะ เขาเป็นคนขี้โมโหไปหน่อย แต่ลึกๆ แล้วเขายังคงคิดถึงหนูอยู่บ้างนั่นแหละ อาเชื่อแบบนั้น”


“...ครับ” เสียงใสตอบอู้อี้


ถ้าเป็นแบบนั้นได้ก็คงดีนะ


“อยากบอกคุณลุงมั้ย”


ชะเอมหันขวับทันทีที่ได้ยิน บอกเสียงดัง “ไม่ได้นะครับ! ให้คุณลุงรู้เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด!”


ดวงตากลมสั่นกลัวอย่างหนัก แต่กฤษณะถามใจเย็น “ทำไมล่ะ”


“เอมไม่อยากให้คุณลุงเป็นห่วง...ไม่อยากเป็นภาระให้คุณลุงครับ เพราะงั้น...”


“เอมก็รู้ว่าคุณลุงไม่ได้คิดกับหนูแบบนั้นอยู่แล้ว”


“ยังไงก็ไม่ได้ครับ” ชะเอมยังคงส่ายหน้าทั้งน้ำตา มือสองข้างยื่นจับเสื้อกราวน์แน่น ส่งสายตาอ้อนวอน “อาหมอผมขอร้อง อย่าบอกเรื่องนี้กับคุณลุง...นะครับ”


กฤษณะอดไม่ได้ที่จะคว้าเด็กน้อยเข้ามากอดปลอบ ร่างบางจมอยู่ในอกกว้าง “เอมก็รู้ว่าอาเป็นห่วง คุณลุงยิ่งต้องเป็นห่วงมากกว่าอาเป็นสิบเท่า ร้อยเท่าแน่”


ชะเอมฟังแล้วน้ำตาร่วงเผาะ “อาหมอ ฮึก ฮือ อาหมอครับ” แขนบางกอดตอบแผ่นหลังใหญ่


เวลาไม่มีคุณลุง อากฤษณะก็เป็นคนที่ปลอบโยนเขาเหมือนพ่อคนหนึ่ง...อ้อมแขนนี้ช่างอบอุ่นเหลือเกิน


“เอม...เอมกำลังพยายาม...อึก คุยกับคินอยู่ครับ” เสียงใสกลั้นสะอื้นบอก “เพราะงั้นอาหมออย่าเพิ่ง...อย่าเพิ่งบอกคุณลุงเลยนะครับ”


“...เฮ้อ...” นายแพทย์ถอนหายใจยาว เจอแบบนี้ก็ต้องใจอ่อนอีกแล้วสิเรา “นี่คิดเผื่อไว้รึเปล่าว่าคุณลุงจะต้องรู้เรื่องหนูกับคินคบกันเข้าสักวัน หือ?”


“อาหมอ...”


“โอ๊ะๆ อย่าเพิ่งเบะปาก ไม่เอาไม่ร้องแล้ว ตาแดงหมดแล้วเนี่ย อาแค่เตือนเฉยๆ ไม่ได้จะว่า”


“ขอโทษ...ครับ” ร่างบางยกมือขยี้ตาเอ่ยเสียงเบา


“อาไม่ได้รังเกียจความรักของผู้ชายกับผู้ชาย แต่อาแค่กลัวคุณลุงจะช็อคแค่นั้นแหละ...เพราะเขาหวงเอมที่สุดเลยนะรู้รึเปล่า” แพทย์กฤษเอ่ยแซว นึกถึงใบหน้าของเกษมศักดิ์ในยามที่โดนแย่งลูกบุญธรรมสุดรักของตัวเองไป


ไม่ได้พูดเล่นนะ พี่เกษมน่ะ หวงเด็กคนนี้มากกว่าลูกชายตัวเองอีกจะบอกให้...เหอะๆ


“อาหมอพูดอะไรน่ะครับ”


“ช่างเถอะๆ ตกลงว่ากำลังคุยกับคินอยู่จริงเปล่า อย่าโกหกเชียวนา อารู้ๆ” จริงๆ กฤษณะไม่ได้นิสัยขี้เล่นแบบนี้หรอก จะเผยนิสัยเด็กๆ เฉพาะกับชะเอมเท่านั้นแหละ


“กำลังพยายามครับ” ใบหน้าหวานทำปากมุ่ย “ตกลงอาหมอเป็นหมอรักษาโรคหรือว่าหมอดูกันแน่ครับเนี่ย รู้ไปหมดเลย”


“จะหมออะไรก็ช่าง รักษาชะเอมได้ก็แล้วกัน” คนวัยทองยิ้มกว้างยักคิ้ว ซึ่งชะเอมก็หลุดหัวเราะคิกไม่ค้านคำนั้น


“ว่าแต่ไปค่ายเป็นยังไงบ้าง สนุกไหม”


“สนุกดีครับ”


“เพื่อนสามคนนั้นเป็นไงบ้างล่ะ”


“ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอ แต่คิดว่าน่าจะสบายดีกันนะครับ” ร่างบางนึก ครั้งสุดท้ายที่คุยกันก็หลังจากจบค่ายนั่นแหละ ผ่านมาสองอาทิตย์ก็มีแต่เรียนแล้วก็ทำงานพิเศษ ไม่ได้เจอกันเลย


อะ จะว่าไปหลังจากที่ไปค่ายเขากลับมาเขาก็เริ่มมีรุ่นน้องหลายคนที่รู้จัก และทักทายกันเวลาเดินผ่านเจอในมหาวิทยาลัยด้วย...เป็นความทรงจำที่ดีล่ะนะ


“อาห่วงเรื่องสุขภาพของเอมนะ” กฤษณะหยิบกระดาษผลตรวจขึ้นมาดู “ที่อาถามเรื่องคินเพราะอยากให้คืนดีกันเร็วๆ ความเครียดก็เป็นส่วนหนึ่งทำให้จิตใจอ่อนแอ แล้วร่างกายก็จะอ่อนแอตามไปด้วย”


“ครับ เอมเข้าใจ”


“ช่วงนี้ก็ทำแบบที่เคยทำไปก่อน กินอาหารให้ครบ กินยา พักผ่อนให้เพียงพอ แล้วอย่าลืมมานัดตรวจครั้งหน้า เดี๋ยวอาจะส่งข้อความไปเตือน เท่านี้ล่ะ”


“ขอบคุณครับอาหมอ” ร่างบางไหว้ โถมตัวเข้ากอดคนแก่กว่าแน่นอ้อนๆ ซึ่งกฤษณะก็ลูบหลังลูบหัวทุยอย่างเอ็นดู นายแพทย์อย่างเขาเห็นชะเอมและรักษาเจ้าตัวมาตั้งแต่ยังตัวน้อยๆ น่ารักน่าชัง แต่ถึงยังไง ไม่ว่าจะโตมากเท่าไหร่เด็กคนนี้ก็ยังเป็นเด็กน้อยสำหรับเขาเสมอ




************************Whose fault? ************************




ระหว่างที่กำลังรอรถเมล์หน้าโรงพยาบาลเพื่อนั่งกลับคอนโด ชะเอมยังหยิบมือถือขึ้นมาจ้องมอง ยังหวังว่าจะมีข้อความส่งมา


ครืด ครืด


ดวงตากลมโตเบิกกว้าง แววตาวาววับเป็นประกาย นิ้วรีบเลื่อนอ่านข้อความอย่างรวดเร็ว ยังแอบคิดว่าโทรศัพท์โหลดช้าไม่ทันใจเพราะหัวใจน้อยๆ เต้นระรัวลิงโลด



Thu, 9/27

chÄim : คิน วันอาทิตย์นี้ตอนเย็นมาทานข้าวด้วยกันไหม 5:05PM Read

Today

ภาคิน : อืม เอาสิ 1:11PM Read

chÄim : งั้นเจอกันนะ 1:11PM Read

chÄim : แล้วคินจะมากี่โมง 1:11PM Read



พออ่านเสร็จ มือบางสั่นระริกรีบตอบกลับเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะรอนาน ริมฝีปากขบกัดกลั้นยิ้มอย่างดีใจ ข้อความของเขาถูกอ่านอย่างรวดเร็วเหมือนอีกฝ่ายเปิดแชทค้างไว้ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววจะได้คำตอบ ร่างบางกดปิดโทรศัพท์สอดเข้ากระเป๋าเมื่อเห็นว่ารถเมล์ที่ผ่านคอนโดมาแล้ว


อะ ในตู้เย็นที่คอนโดไม่มีอะไรเหลือแล้วนี่นา ต้องไปซื้อวัตถุดิบก่อน ก่อนอื่นต้องแวะห้างฯ ก่อน ดีนะที่รถเมล์คันนี้ผ่านห้างฯ ใกล้ๆ คอนโดพอดี


ครืด ครืด



ภาคิน : ตอนนี้อยู่ไหน 1:20PM Read



ชะเอมขมวดคิ้วน้อยๆ เพราะคินไม่ตอบคำถามเขา ดันถามกลับมาแทน แต่ถึงยังไงร่างบางก็พิมพ์ตอบอย่างรวดเร็ว



chÄim : ผมกำลังจะไปซื้อของที่ห้างครับ 1:21PM Read

chÄim : คินมาประมาณกี่โมงเหรอ ผมจะได้เตรียมของไว้ 1:21PM Read

ภาคิน : ไปห้างที่ไหน 1:23PM Read



อีกแล้ว อะไรเนี่ย...ร่างบางมุ่นคิ้ว ตากลมโตจ้องประโยคคำถามของร่างสูงอีกครั้ง



chÄim : ห้างYYY ใกล้ๆ คอนโดครับ 1:23PM Read

ภาคิน : เจอกันที่นั่น 1:24PM Read



“หืม...?” ร่างบางครางงุนงง ตากลมไล่อ่านประโยคที่คินพิมพ์หลายรอบ...เจอกันที่นั่น? หมายถึงเจอกันที่ห้างฯ เหรอ?


ระหว่างที่ในสมองยังครุ่นคิดสงสัย ร่างบางเงยหน้าจากจอโทรศัพท์ มองวิวนอกหน้าต่างเห็นตึกคอนโดสูงหรูหราผ่านหน้าไป “อ๊ะ คอนโดเรา” ร่างบางสะดุ้งเพราะคิดว่าเลยสถานที่ที่ต้องลงแล้ว รีบเก็บมือถือลงกระเป๋าลุกขึ้นไปกดกริ่ง แต่พอคิดอีกที ห้างฯ ที่ตัวเองจะไปเลยคอนโดไปอีกนี่นา


“ขอโทษครับ ผมกดผิด” ร่างบางบอกกับกระเป๋ารถเมล์ด้วยใบหน้ารู้สึกผิด คนขับก็ออกรถ สบถด่าไปตามประสา แต่ชะเอมก็ไม่ได้โกรธ กลับกันเขารู้สึกผิดมากขึ้นรีบเอ่ยหน้าซีด “ขอโทษจริงๆ ครับ”


เพราะมัวแต่เหม่อนั่นแหละ...ได้แต่คิดโทษตัวเอง


ร่างผอมบางยืนโหนรถแทนเพราะว่าใกล้จะถึงแล้ว มือบางล้วงมือถือขึ้นมาเช็คข้อความอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีอะไรเพิ่มเติม


เจอกันที่นั่น...เหรอ ก็ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจความหมาย แต่ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง...ไม่อยากหวังแล้วก็ผิดหวัง


ช่างมันเถอะ ถึงยังไงเย็นนี้คินก็บอกแล้วว่าจะกลับมาทานข้าวด้วยกัน


ชะเอมอมยิ้มคิดอย่างมีความสุข...หัวใจดวงน้อยพองโต


เย็นนี้ จะทำอะไรให้คินกินดีนะ


************************Whose fault? ************************

สนใจรูปเล่มทักได้ที่แชทเพจ H.Rui Novels

อีบุ๊คก็มีจำหน่ายแล้วที่ ookbee ค่ะ


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น