ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่ 24

คำค้น : จิ้นหยาง,อิงฮวาง,ราชันย์พ่ายรัก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.4k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ธ.ค. 2562 23:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 24
แบบอักษร

บทที่ 24

ยามอิ๋น

หลังจากไตร่ตรองอยู่นาน อิงฮวาตัดสินใจจะลอบออกจากวัง แต่ใครจะคาดคิดว่ารอบตำหนักเยว่ซินของนางนั้นจะเต็มไปด้วยองครักษ์ฝีมือดียืนเวรอย่างแน่นหนา ที่เป็นเช่นนี้คงหนีไม่พ้นคำสั่งของจิ้นหยางเป็นแน่ แต่เรื่องแค่นี้มีหรือจะหยุดยั้งนางได้ ร่างบางให้เสี่ยวซื่อเรียกนางกำนันจากห้องเครื่องที่ไม่สะดุดตาเข้าพบเพื่อบอกรายการอาหารที่ตนต้องการของเช้าวันนี้ เมื่อนางกำนันน้อยมาถึงก็ถูกอิงฮวาสกัดจุดทำให้หลับไป ก่อนที่ทั้งสองจะช่วยกันถอดชุดของนางกำนันผู้โชคร้ายคนนั้น และจัดแจงให้นอนอยู่บนเตียงแทนตน ส่วนอิงฮวาก็นำเสื้อผ้าของนางกำนันน้อยผู้นั้นมาใส่ ก่อนจะลอบออกมาจากตำหนักเยว่ซินโดยที่องครักษ์เหล่านั้นไม่ได้ติดใจอะไร ก่อนหน้านั้นนางหลอกให้องครักษ์ลับที่จิ้นหยางคอยให้ติดตามนางอยู่เสมอพาเสี่ยวจูกับเสี่ยวผิงไปเก็บน้ำค้างที่สระบัว นางจึงสามารถออกมาได้อย่างง่ายดาย โชคดีที่องค์รักษ์มาใหม่เหล่านี้ไม่เคยเห็นหน้าตาของนางมาก่อน เนื่องจากกฎหยุมหยิมมากมายในวังหลวง แต่เพราะกฎนั่น ก็ช่วยนางได้มากทีเดียว อิงฮวาตัดสินใจพาเสี่ยวซื่อออกเดินทางด้วย นางทั้งสองปลอมตัวปะปนอยู่กับนางกำนันห้องเครื่อง เมื่อรถม้าที่บรรทุกอาหารมาส่งวังหลวงมาถึง ทั้งสองก็แอบเข้าไปหลบในลังผักกาด แอบซ่อนอยู่อย่างนั้น ด้วยหวังว่าจะสามารถออกไปจากวังได้อย่างง่ายดาย

“ถึงเข้ามาแอบในลังผักแล้วก็ใช่ว่าจะออกไปได้ง่ายนะเพคะ” เสี่ยวซื่ออดหวาดวิตกไม่ได้ หากถูกจับได้คงไม่พ้นโดนอาญาเป็นแน่

“ถึงอย่างไรก็ต้องลองเสี่ยงดู” อิงฮวาลอบปาดเหงื่อ นางได้แต่ภาวนาให้สวรรค์เข้าข้างนาง หากไม่ฉวยโอกาสหนีออกไปตอนนี้ เมื่อจิ้นหยางหายดี โอกาสของนางคงไม่มีอีกแล้ว แค่คิดร่างบางก็อดทอดถอนหายใจไม่ได้ เดิมทีนางก็คิดจะหนีออกไปตามช่องทางลับที่จิ้นหยางเคยพานางไปครั้งก่อนเช่นกัน แต่เมื่อให้เสี่ยวซื่อไปแอบสังเกต ก็พบว่าจิ้นหยางเตรียมการมาอย่างดี ให้องค์รักษ์ฝีมือดีหลายคนอยู่เวรยาม แถมยังแน่นหนาเสียยิ่งกว่าที่ตำหนักตัวเองซะอีก นางจึงได้แต่ต้องใช้วิธีนี้เท่านั้นแล้ว

“หยุดก่อน!” ในขณะที่รถม้าบรรทุกลังผักคันใหญ่จะเคลื่อนตัวผ่านประตูบานใหญ่ของวังหลวง เสียงดุดันก็เอ่ยขัดขึ้นซะก่อน ทำให้คนที่ขับรถม้าชะลอรถม้าลง ทั้งอิงฮวาและเสี่ยวซื่อได้แต่มองหน้ากันด้วยความลุ้นระทึก มือบางชุ่มไปด้วยเหงื่อจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ

“เปิดลังพวกนั้นออกให้พวกข้าตรวจดูก่อน” เสียงที่เอ่ยดังขึ้นไม่ไกลจากลังที่ทั้งสองแอบอยู่นัก ทำให้เสี่ยวซื่อสะดุ้งตกใจอย่างเสียมิได้ อิงฮวาจึงได้แต่ใช้มือบางของตน บีบมืออีกฝ่ายไว้ให้ลดความตนกของตนลง เวรยามวังหลวงแคว้นชางเข้มงวดจริงแท้ หากนางหนีไม่รอดในครั้งนี้ คงยากแล้วที่จะหนีได้ในครั้งต่อไป อิงฮวาขมวดคิ้วแน่น ในช่วงเวลาแห่งความกดดันนี้ นางกลับรู้สึกแอบยินดีเล็กๆที่จะได้กลับไปอยู่ข้างกายเขาอีกสักหน่อย

“ขอรับๆ”

เสียงแกะฝาลังทำให้อิงฮวาตื่นจากภวังค์ ใบหน้านวลแดงซ่านด้วยละอายแก่ใจ นางไม่ควรคิดเช่นนี้เลยจริงๆ

“ท่านลุงเฉิน ไม่พบกันเสียนาน เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” เสียงใสดังขัดเหล่าทหารยามได้ทันท่วงที อิงฮวามองลอดช่องของลังใส่ผักไปก็พบว่าหมิงลู่กำลังเดินตรงเข้ามา เช้าตรู่เช่นนี้เหตุใดนางถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ถ้าไม่ใช่ว่าตามนางมา อิงฮวาคิดอย่างหวาดหวั่น กลัวว่าหมิงลู่จะทำให้เสียแผน

“ท่านหญิงหมิงลู่นี่เอง ไม่พบกันนานเลยนะขอรับ” ชายวัยสี่สิบกว่าๆ รูปร่างอ้วนท้วนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยินดีที่ได้พบคนที่ตนรู้จัก นัยน์ตาตี่เล็กของเขามองตรงไปยังร่างเล็กด้วยความพินอบพิเทา

“ก็ตั้งแต่ที่ข้าเข้ามาในวังกระมัง” หมิงลู่ยังรักษากริยาได้ดี นางเพียงยิ้มเล็กๆให้ตามมารยาท แถมยังยอบตัวเล็กน้อยให้เกียรติคนตรงหน้า

“เห็นจะเป็นอย่างนั้น” ผู้ได้รับเกียรติ ดูจะรู้สึกดีมาก เขายิ้มจนแทบจะเห็นฟันครบทุกซี้อยู่รอมร่อ

“วันนี้ข้าตื่นเช้า จึงได้ออกมาสั่งห้องเครื่องสำหรับอาหารของไทเฮา บังเอิญเจอท่านลุงช่างโชคดีจริง” หมิงลู่กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ชวนให้ใครๆต่างก็เอ็นดู ร่างเล็กยกยิ้มก่อนจะเสมองไปที่ลังผักกาด เมื่อครู่นางตั้งใจจะออกไปเก็บน้ำค้างมาชงชาแต่กลับเจอกับองค์หญิงอิงฮวาในชุดนางกำนัน มีหรือนางจะไม่แอบตามมาดูเรื่องสนุก ดูเหมือนนางคิดถูก องค์หญิงต่างแคว้นผู้นี้กำลังหาทางหนีออกจากวังหลวง มีหรือที่นางจะไม่ส่งเสริม

“ท่านหญิงมีอะไรให้ร้านของเรารับใช้หรือ” เถ้าแก่ร้านขายผักรายใหญ่ผู้นี้ หากพูดถึงผักที่ดีที่สุดในแคว้นชางย่อมต้องนึกถึงผักในสวนของเขา ทำให้เขาได้ทำการค้ากับคหบดี ขุนนางมามากมาย รวมไปถึงวังหลวงแห่งนี้ก็ด้วย มีหรือเขาจะไม่รักษาลูกค้าชั้นดีเอาไว้

“ข้าอยากได้ เฉ่ากู มู่เอ่อ เซียงกู แล้วก็ จินเจิงกู ท่านช่วยไปเอามาเพิ่มได้หรือไม่” หมิงลู่กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม สายตามองตรงไปยังลังผักกาดราวกับสนทนากับมัน อิงฮวาเห็นเช่นนั้นก็รู้ได้ทันทีว่านางรู้แล้ว ร่างบางรู้สึกชาไปทั้งร่าง หมิงลู่คิดจะเปิดโปงนางใช่หรือไม่

“ได้ๆ ข้าจะรีบกลับไปเอามาให้ทันที” เถ้าแก่ร้านผักกล่าวด้วยความนอบน้อม ก่อนจะทำท่าเปิดลังผักกาดให้เหล่าทหารตรวจต่อ

เหล่าทหารยามเมื่อเห็นว่าเป็นคนรู้จักของท่านหญิงหมิงลู่ ซ้ำท่านหญิงยังต้องการของเพิ่มเติมก็ไม่อยากทำให้ท่านหญิงต้องเสียเวลา จึงได้โบกมือให้รถม้ารีบขับออกไปได้ อิงฮวาได้จึงแต่ถอนหายใจอย่างโล่งอก

หมิงลู่จ้องมองรถม้าที่ขับออกไปนอกประตูวังด้วยใบหน้าเรียบเฉย ในใจวาดแผนการเอาไว้มากมาย ในเมื่อองค์หญิงร้อนรนจนทนไม่ไหว อยากจะออกจากวัง นางก็จะทำให้องค์หญิงกลับมายังวังหลวงไม่ได้อีกเลยตลอดกาล

รถม้าวิ่งออกมาได้สักพักก็ชะลอความเร็วลง เมื่อเห็นว่าเถ้าแก่ผู้นั้นเดินลงจากรถม้าเข้าไปในบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่งแล้ว นางก็ค่อยๆเปิดฝาลังจะก้าวออกมาอย่างเงียบเชียบ เร้นกายกับความมืดไปอยู่ที่ตรอกเล็กๆแห่งหนึ่ง

“จะทำอย่างไรต่อดีเพคะ” เสี่ยวซื่อถามด้วยใบหน้าซีดเผือด แต่ไหนแต่ไร นางก็อาศัยวังเป็นที่พักพิงมาโดยตลอด ถึงจะเคยติดตามองค์หญิงออกไปเที่ยวเล่นบ้าง ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่ดูอันตรายถึงเพียงนี้ ทำให้นางอดหวาดกลัวไม่ได้

“เราจะมุ่งหน้าไปแคว้นฉี แต่ก่อนอื่นข้าจะต้องปลอมตัวก่อน” อิงฮวามองซ้ายทีขวาทีก็พบเข้ากับห้องเก็บฟืนเล็กๆแห่งหนึ่ง ไม่รอช้าร่างบางก็รีบเดินเข้าไปด้านใน ตามติดมาด้วยเสี่ยวซื่อ เมื่อตรวจดูแล้วเห็นว่าปลอดภัยดี อิงฮวาจึงได้หยิบชุดบุรุษออกมาจากสัมภาระที่แอบเอาออกมา สับเปลี่ยนกับเสื้อผ้าของตนจากนั้นจึงรวบผมขึ้นเป็นมวยผมอย่างบุรุษ

“เสร็จหรือยังเพคะ องค์หญิง”เสี่ยวซื่อที่ผลัดเปลี่ยนชุดเป็นชุดสาวใช้เนื้อผ้าหยาบๆเสร็จแล้วก็มายืนรอนายของตนด้วยใจระทึก

“เสร็จแล้วๆ ต่อไปห้ามเจ้าเรียกข้าแบบนี้อีก เรียกข้าว่านายน้อยเถอะ” อิงฮวาในคาบหนุ่มน้อยหน้าหวาน จัดการปัดรอยยับตามแขนเสื้อของตนเบาๆ ก่อนจะดุสาวใช้คนสนิทเล็กน้อย นางไม่อยากโดนจับได้ทั้งๆที่เพิ่งออกมาจากวังหลวงหรอกนะ

“เจ้าคะๆ นายน้อย เราจะไปไหนต่อดีเพคะ” เห็นนายของตนมีสีหน้าสดใสขึ้น เสี่ยวซื่อก็ยินดียิ่ง ราวกับวันคืนเดิมๆได้ย้อนกลับคืนมาก็ไม่ปาน

“เราจะหาที่พักในเมืองก่อน หากออกไปนอกเมืองตอนนี้จะเป็นที่จับสังเกตเอาได้” อิงฮวาครุ่นคิด อย่างไรเสียหากจิ้นหยางรู้ว่านางหนีออกมาได้ คงสั่งให้ทหารตามหาตัวนางเป็นแน่ และเป้าหมายก็คงมุ่งไปยังแคว้นเฉิง นางจะปล่อยให้พวกทหารวิ่งตามหาตัวนางที่นอกเมืองไปสักพักก่อน รอเรื่องเงียบหาย ค่อยออกเดินทางก็ไม่สาย

“เช่นนั้นทำไงดีเจ้าคะ” สาวใช้ขี้กลัวยังคงระแวงระวัง

“เราก็หาโรงเตี้ยมพักสักสามสี่วัน ถือโอกาสเดินท่องเที่ยวที่นี่รอเวลาไปก่อนแล้วกัน” อิงฮวาอมยิ้มตอบ แววตาซุกซน นัยน์ตาทอประกายราวกับแก้วอัญมณี

เสียงประทัดดังสนั่นอยู่หน้าศาลเจ้าแม่หนี่หว่า ผู้คนมากมายกำลังจุดธูปอธิฐานกันอย่างอุ่นหนาฝาคลั่ง ไม่สนว่าควันธูปมากมายจะรมจนตัวพวกเขาเป็นไก่ย่างหรือหมูย่างแม้แต่น้อย ในบริเวณนั้นคุณชายน้อยใบหน้าราวอิสตรี แต่งกายด้วยชุดผ้าไหมอย่างดีสีฟ้าอ่อน ในมือถือพัดที่ดูยังไงก็มีราคาค่างวดที่สูงริบ กำลังโบกพัดอย่างเอาเป็นเอาตาย ข้างๆกันนั้นมีเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มที่ดูจากการแต่งตัวแล้วคงเป็นบ่าวรับใช้ เพียงแต่คุณชายบ้านไหนจะพกสาวใช้ออกมาเดินเล่นนอกบ้านเล่า ผู้คนที่พบเห็นจึงคิดไปได้แค่เพียงสาวใช้ผู้นี้คงเป็นสาวใช้อุ่นเตียงของคุณชายน้อยผู้นั้นแน่แล้ว

“คุณชายเจ้าคะ ที่แห่งนี้ผู้คนเยอะแยะเหลือกัน เราไปที่อื่นกันเถิดเจ้าคะ” เสี่ยวซื่อเขย่าแขนนายของตนเบาๆ ดวงตาใสเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ที่เกิดจากการเคืองตาเนื่องจากควันธูปที่ตลบอบอวลอยู่ทั่งบริเวณ

“ไปสิ ขืนอยู่ต่อ ข้าคงได้กลายเป็นไก่ย่างพอดี” เสียงนุ่มเอ่ยพลางกลั้นหัวเราะเมื่อเห็นใบหน้าของสาวใช้คนสนิทมีเศษขี้ธูปปลิวมาติดเป็นจุดดำเป็นปรื้น นี่ก็ผ่านมาราวหนึ่งอาทิตย์เห็นจะได้ ข่าวในวังกลับเงียบกริบ ไม่มีการให้ทหารออกตามหา ไม่มีการป่าวประกาศ ไม่มีการเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย จนอิงฮวาเองก็นึกสังหรณ์ใจ จึงรั้งอยู่ในเมืองหลวงแคว้นเฉิงต่ออีกสักหน่อย เพียงแต่เมื่อสามวันก่อน นางได้ยินคนในโรงเตี้ยมพูดกันว่าได้มีกลุ่มคนออกตามหาหญิงสาวสองคนไปทั่วทุกโรงเตี้ยม ซ้ำยังมีการให้รางวัลหากใครแจ้งเบาะแส เมื่อเห็นภาพใบหน้าที่วาดอยู่ในกระดาษทั้งสองใบอย่างชัดเจนแล้ว อิงฮวาก็ได้แต่ทำตาโต ไม่ใช่ว่าเขาผู้นั้นไม่ตามหา แต่เขาหาอย่างลับๆต่างหาก ในเมื่อเขาจงใจเก็บเป็นความลับ ย่อมไม่ต้องการหาตัวนางอย่างเอิกเกริก ด้วยเหตุนี้นางจึงตัดสินใจท่องเที่ยวที่ๆอยากไปจนครบ เพื่อที่นางและเสี่ยวซื่อจะได้ออกเดินทางออกจากเมืองหลวงของแคว้นเฉิงสักที

“คุณชายอยากไปเที่ยวที่ไหนต่อหรือเจ้าคะ” เมื่อออกมาจากศาลเจ้าได้ เสี่ยวซื่อเอ่ยปากถามทันที ตลอดเวลาที่อยู่ที่เมืองหลวง ช่วงสองสามวันแรกนางเดินไปไหนก็ให้หวาดระแวงไปเสียหมด เมื่อผ่านไปนานวันเข้า ขนาดนางเดินผ่านทหารกลุ่มหนึ่ง พวกนั้นยังไม่มีทีท่าว่าจะจำนางได้เลยแม้แต่น้อย นางจึงสบายใจขึ้นมาก อีกทั้งได้เห็นนายของตนท่องเที่ยงอย่างสุขสำราญ ในใจนางก็เบิกบานไปด้วย วันทั้งวันทั้งสองพากันท่องเที่ยวไปทั่ว เรียกว่าที่ไหนสวย ที่ไหนมีชื่อเสียง นายของนางไม่มีพลาดสักที พลอยให้สาวใช้อย่างนางได้สนุกไปด้วย จนนางอดคาดหวังที่จะไปเที่ยวที่ต่อไปไม่ได้

“พอแล้วล่ะ ไม่มีที่ที่ข้าอยากไปอีกแล้ว คืนนี้เราจะออกเดินทางจากวังหลวงกัน” อิงฮวาโบกพัดด้วยท่วงท่าสบายๆ ริมฝีปากคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม สายตาจ้องมองไปยังทิศทางของวังหลวง ได้แต่กล่าวคำอำลาในใจเท่านั้น ครั้นเมื่อสองเท้าก้าวเข้ามายังชั้นสองของโรงเตี้ยม ระหว่างที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะที่ตนจองไว้ก็ได้ยินเสียงแหบแห้งของใครคนหนึ่งเอ่ยดังลอดออกมาจากห้องที่อยู่ติดกัน  คิ้วบางขมวดเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว ร่างบางในชุดบุรุษเพียงขยับตัวเล็กน้อย ราวกับว่าไม่ใส่ใจแต่ก็แอบเงี่ยหูฟังไม่ให้คำใดขาดตกบกพร่อง

“นี่! ฮ่องเต้ทรงประชวรหนัก จนไม่สามารถออกว่าราชการได้มาเป็นอาทิตย์แล้วนะ” เสียงถอนหายใจเคล้าเสียงจอกเหล้ากระทบกันดังขึ้น เนื่องจากชั้นสองของโรงเตี้ยมเป็นที่ส่วนบุคคล มีแต่คนใหญ่คนโตหรือคหบดีมีเงินเท่านั้นจะเข้ามาได้ พวกเขาจึงไม่คิดจะเก็บกักเสียงแม้แต่น้อย ด้วยเข้าใจว่าพวกตนได้เหมาทั้งชั้นสองไว้แล้ว

“นั่นสิ ข้าเป็นห่วงพระวรกายของพระองค์ยิ่งนัก” อีกฝ่ายรับจอกเหล้าขึ้นดื่ม พลางเอ่ยออกมาแต่น้ำเสียงกับคำพูดนั้นช่างสวนทางกันสิ้นดีในความคิดของคนที่แอบฟังอยู่ห้องข้างๆ

“ยังดีที่มีท่านหญิงหมิงลู่คอยถวายการดูแลอย่างใกล้ชิด พวกเราก็เบาใจ” เสียงแข็งกร้าวอีกเสียงเอ่ยขึ้น ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความหยอกเย้า

“ช่วงนี้ข้าไม่ได้ยินข่าวขององค์หญิงอิงฮวาเลยนะ เจ้าพอรู้หรือไม่” อิงฮวาได้ยินดังนั้นก็อดที่จะกลั้นหายใจไม่ได้ คนพวกนี้ต้องเป็นขุนนางในราชสำนักแน่ เพียงแต่คนพวกนี้ดูราวกับไม่ได้หวังดีต่อจิ้นหยางเอาเสียเลย คนผู้นั้นเลี้ยงสุนัขรับใช้ผิดตัวเสียแล้ว

“จะมีอะไรเล่า องค์หญิงจากต่างแคว้นต่างแดนสดใหม่เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น นานวันเข้าฮ่องเต้ก็ทรงเบื่อหน่าย คงปล่อยนางทิ้งไว้อยู่ในตำหนัก กอดตำแหน่งว่าที่ฮองเฮานอนหนาวอยู่กระมัง” เสียงแข็งกร้าวเสียงเดิมเอ่ย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความชอบอกชอบใจ จนอิงฮวานึกอยากจะเอาตะเกียบแทงคอคนผู้นั้นเสียงจริง นางหรือกอดตำแหน่งว่าที่ฮองเฮานอนหนาว คนอย่างนางไม่สนตำแหน่งที่ว่านั่นแม้แต่น้อย ถ้าสนจริงตอนนี้นางคงยังแต่งตัวสวยๆอยู่ในวังสบายๆไปแล้ว

“เจ้าถือข้างท่านอัครเสนาบดี กับท่านหญิงหมิงลู่ล่ะสิ” เสียงแหบแห้งที่นางได้ยินเมื่อเริ่มแรกเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“แล้วเจ้าเล่า ไม่รีบฉกฉวยโอกาสหรือ มีเงินมีทองมากองอยู่หน้าประตู จะไม่เปิดประตูรับได้อย่างไรกัน” ตามมาด้วยเสียงแข็งกร้าวของผู้ที่ริอาจมาสบประมาทนาง

“เจ้าพูดถูก คนร่ำรวยไม่เคยรังเกียจที่จะร่ำรวยมากขึ้นหรอก ฮ่าๆๆๆๆ” ตามมาด้วยเสียงของอีกคน

คนที่สามที่นั่งอยู่ห้องข้างๆ นางไม่รู้หรอกว่าพวกเขาเป็นใคร เพียงแต่ในใจอดกังวลแทนจิ้นหยางไม่ได้ คนพวกนี้เลี้ยงไม่เชื่อง ขืนปล่อยไว้ข้างกายจะเป็นภัย อิงฮวาข่มกลั้นความโกรธไว้ในอกทำเพียงจิบชา คล้ายไม่ได้สนใจคำพูดของคนพวกนั้น สายตาทอดมองไปยังหลังคาของวังหลวงนิ่ง

“คุณชายเจ้าคะ” เสี่ยวซื่อที่นั่งอยู่ด้วยมาโดยตลอดเห็นแววตาที่สั่นไหวของนายตนก็อดอ่ยปากออกมาไม่ได้ นางรู้ดีว่านายของตนเป็นคนเช่นไร แต่สถานการณ์เช่นนี้ เดินออกมาแล้วใยต้องเสี่ยงเดินเข้าไปอีก นางหวั่นใจเหลือเกิน

“วางใจได้ ข้าไม่หาเรื่องใส่ตัวหรอก เจ้ากินให้อิ่ม อิ่มแล้วเราจะกลับห้องกัน” ร่างบางหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารใส่ปาก ทำราวกับว่าคนที่เหม่อมองหลังคาวังเมื่อครู่ไม่ใช่ตน ทำเอาเสี่ยวซื่อได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา

หลังจากมื้ออาหาร ทั้งสองก็ตรงดิ่งกลับมายังห้องพักของตน เสี่ยวซื่อตรงไปเก็บสัมภาระเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง ส่วนผู้เป็นนายเดินไปนั่งยังโต๊ะเครื่องเขียน ฝนหมึกและนั่งเขียนอะไรบางอย่างลงไปในกระดาษอย่างขะมักเขม้น

“เขียนอะไรอยู่เจ้าคะ”

“ข้าไม่อาจเข้าวังไปบอกเขาได้ ไม่ได้หมายความว่าข้าจะเขียนบอกไม่ได้” อิงฮวายกกระดาษที่เพิ่งเขียนเสร็จขึ้นมาเป่าลมให้น้ำหมึกแห้งช้าๆ

“ทำเช่นนี้ไม่เป็นการเปิดเผยที่ซ่อนหรือเจ้าคะ” เสี่ยวซื่อมองหน้านายของตนอย่างไม่เห็นด้วย หนีออกมาได้นานเพียงนี้ ยากนักที่จะไม่พบร่องรอย เหตุใดต้องหาเรื่องใส่ตัวอีก

“วางใจได้ เราจะออกเดินทางกันในคืนนี้ ส่วนจดหมายฉบับนี้ข้าก็จะแอบเอาไปฝากให้กับคนในจวนแม่ทัพ” อิงฮวาเข้าใจดีถึงความวิตกของสาวใช้คนสนิท แต่นางไม่อาจเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ได้ ถึงแม้นางตั้งใจจะตัดขาดกับเขา เพียงแต่ได้ยินว่าเขายังบาดเจ็บ ใจนางก็ปวดร้าวขึ้นมาเสียจนแทบทนไม่ได้

“มันเสี่ยงมากนะเจ้าคะ”

“เจ้ารู้ว่ายังไงข้าก็ต้องทำ” ร่างบางพับกระดาษแล้วเก็บเข้าไปในแขนเสื้อของตน สั่งการให้เสี่ยวซื่อเตรียมของใช้สำหรับออกเดินทางให้เรียบร้อย ส่วนตนก็เดินออกมาจากห้อง มุ่งหน้าไปยังร้านรับฝากของที่เมื่อหลายวันก่อน นางเคยช่วยภรรยาของเจ้าของร้านไว้จากพวกโจรขโมย หากเป็นที่นั่นต้องรับฝากของของนางและส่งไปถึงมือของผู้รับที่นางต้องการได้แน่

ตำหนักหยางเกา

“ฝ่าบาทคิดจะทำเช่นไรต่อไปหรือ ปลาใหญ่ก็ติดเบ็ดแล้ว เหตุใดจึงไม่รีบกระตุกคันเบ็ดเสียเล่า” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยเมื่อเร้นกายมาพบผู้เป็นทั้งนายและสหายของตน ที่ใช้ข้ออ้างว่าป่วยเพื่อออกตามหาองค์หญิงอิงฮวาด้วยตัวเองทุกค่ำคืน ใบหน้าหยิ่งผยองของผู้เป็นนายดูเคร่งเครียด สายตาจับจ้องพัดในมือไม่สนใจรอบข้างแม้แต่น้อย

“เจ้าพบเบาะแสของนางบ้างหรือไม่”

“กระหม่อมส่งองครักษ์มือดีออกไปทั่วทั้งวังหลวง และกระจายออกไปยังนอกเมืองแล้ว แต่ยังไม่พบร่องรอย คาดว่าองค์หญิงยังคงอยู่ในเมืองหลวงและคงได้ปลอมพระองค์เป็นชายทำให้เราหาไม่พบกระมัง”

จิ้นหยางได้ฟังเช่นนั้น ดวงตาก็มีประกายขึ้นมาทันที ขอเพียงแค่รู้ว่านางยังไม่ออกไปจากวังหลวง เขายังพอมีหวัง ตั้งแต่รู้ว่านางหายตัวไป เขาก็ว้าวุ่นราวกับหนูติดจั่น ไม่อาจขจัดความหวาดหวั่นไปได้ แม้จะสั่งลงโทษองครักษ์ทุกคนก็ยังไม่สามารถบรรเทาความโกรธเกรี้ยวของเขาลงได้แม้แต่น้อย เขาออกตามหานางอย่างบ้าคลั้ง ไปในทุกๆที่ที่คิดว่านางจะไป แม้แต่จวนของฟู่เหิงเขาก็ไปเยี่ยมเยียนอยู่หลายครั้งหลายครา แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงาของนาง

นางช่างโหดเหี้ยมต่อเขายิ่งนัก .....ทรมานเขาได้อย่างเลือดเย็น

“นำกระดาษกับพู่กันมา ข้าจะวาดภาพของนาง” จิ้นหยางหันไปสั่งขันทีคนสนิท ในเมื่อนางปลอมตัวเป็นบุรุษ ภาพที่เขาวาดครั้งก่อนก็คงใช้การไม่ได้ เป็นความโง่งมของเขาที่มองนางเป็นเพียงสตรีจนหลงลืมไปว่านางเจ้าเล่ห์มากเพียงใด อย่างไรเสียเขาก็ไม่ยอมปล่อยมือจากนาง ไม่ว่าชาตินี้ หรือชาติไหน ด้ายแดงที่ผูกแล้ว เขาไม่ยินยอมให้มันขาดหายไป

“กระหม่อมขอบังอาจกราบทูล อะไรสักหน่อยได้หรือไม่” ฟู่เหิงที่เห็นว่าฮ่องเต้ของตนเริ่มจะกลายเป็นชายคลั่งรักมากขึ้นทุกที อดจะสอดปากขึ้นมาไม่ได้ ใครจะคิดว่าชายไร้ใจเห็นคนผู้นี้ ยามมีรักจะเป็นพียงบุรุษธรรมดาคนนึง จนหลงลืมหน้าที่ของตน

“...........” จิ้นหยางรับกระดาษและพูกันจุ่มหมึกแล้วบรรจงวาดภาพอิงฮวายามแต่งกายเป็นชาย เมื่อครั้งแรกที่พบกันลงไปในกระดาษ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธฟู่เหิงที่ยืยอยู่ไม่ไกล

“กระหม่อมกำลังรอฟังบัญชาจากพระองค์ เรื่องอัครเสนาบดีอยู่นะพะย่ะคะ”

“ข้าต้องการขุดรากถอนโคนพวกขุนนางใจคด ปล่อยให้มันเรืองอำนาจไปก่อน แล้วรวบมันทีเดียว” จิ้นหยางไม่แม้แต่จะหยุดมือ แววตาเหยียบเย็นขึ้นเป็นเท่าทวี คนพวกนั้นมองเขาเป็นฮ่องเต้ที่ใช้การไม่ได้ ล้มป่วยและลุ่มหลงนารี ปล่อยให้ไทเฮาว่าราชการ อำนาจของอัครเสนาบดีก็ยิ่งมากขึ้น ทำให้ขุนนางต่างก็คิดไปว่ามีโอกาสที่จะประจบสอพลอนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ

ลากคอพวกทรยศออกมาให้หมด แล้วกำจัดให้คราเดียว

“เช่นนั้นกระหม่อมทูลลา” ฟู่เหิงเร้นกายออกจากตำหนักอย่างเงียบกริบเหมือนครั้งที่เข้ามา

จิ้นหยางวางพูกันลง นิ้วเรียวรูปไปตามลายเส้นที่ถูกสร้างสร้างจนเป็นภาพเหมือนของบุรุษผู้หนึ่งที่มีใบหน้างดงามไม่แพ้พานอัน

“กลับมาอยู่ข้างกายข้าได้หรือไม่” สายตาคมกริบดูอ่อนลงไปหลายเท่าตัว ทั้งดูเศร้าหมองและทุกข์ตรมอย่างหาได้ยาก แม้แต่ขันทีคนสนิทก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ ได้แต่ภาวนาให้องค์หญิงอิงฮวาผู้ใจแข็งผู้นั้นกลับมาเสียที

ความคิดเห็น