เจ้านิ้วดำ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอน 12 [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.6k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 พ.ย. 2561 19:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน 12 [100%]
แบบอักษร

12

 ————————-

“ไอ้ตรีๆ ใจเย็น” เพทายเห็นท่าไม่ดีจึงช่วยพูด 

บรรยากาศมาคุแปลกๆ แต่พอเข้าใจได้ว่าอะไรทำให้ตรีภพเพื่อนเขาต้องดุทะมึนหน้าขรึมขนาดนี้ ตัวเขาที่เป็นคนนอกโผล่มาแค่เดี๋ยวเดียวก็เป็นเรื่องยังดูออก ไม่รู้เพื่อนสนิทจะรู้ตัวหรือเปล่าว่าออกอาการแค่ไหน

เท่าที่รู้ข้อมูลเบื้องต้น ตรีภพเพื่อนสนิทของเขาตัดสินใจแต่งงานกับเด็กหนุ่มคราวหลานอายุห่างกันถึงสิบห้าปีและยังเป็นผู้เสียสติ คนทั้งคู่ที่อยู่เบื้องหน้าของเขาตอนนี้พึ่งผ่านการสมรสมาได้แค่วันเดียว 

เวลาสั้นๆ ทำหนุ่มใหญ่วัยใกล้สี่สิบในอีกไม่นานออกอาการหวงแหนเด็กบ้าได้ถึงเพียงนี้เชียว? 

ขนาดเขาที่เป็นเพื่อนก็ยังไม่ละเว้น สงสารก็เด็กบ้าที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับก้มหน้าก้มตา ไหล่ลู่หลังค้อม เห็นได้ชัดว่ากำลังหวาดกลัวต่อท่าทีของตรีภพ

มิน่าล่ะ ถึงคำพูดคนบ้าจะวกวน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้เรื่องถึงใจความแก่นแท้ที่แฝงมาเสียทีเดียว อยู่กันแบบชนชั้นผู้ใหญ่ปกครองผู้น้อยนี่เอง

เขาละทิ้งอายุที่ห่างชั้น ไม่คำนึงถึงความแก่ประสบการณ์กว่าที่มี เรียกได้ว่าไม่สนใจเลยดีกว่า เกิดก่อนเกิดหลังยิ่งไม่สำคัญ พูดคุยกับคนในสมรสหมาดๆ ของเพื่อนสนิทอย่างเป็นกันเอง ผลตอบลัพธ์ก็เห็นอยู่ว่าหญ้าอ่อนของตรีภพไม่มีขลาดกลัวเขา เหมือนที่กำลังขลาดกลัวยามเมื่ออยู่กับเพื่อนของเขา

“แกก็เหมือนกันไอ้เพ อย่าเสี้ยมสอนเอื้อพูดจาไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่” ตรีภพยังคงจริงจังไม่ลดละ ในความจริงจังมีความไม่สบอารมณ์เป็นตะกอนฟุ้งอยู่ในใจ

“เป็นเรื่อง” เพทายยกสองมือขึ้นแสดงให้เห็นถึงการล่าถอยและยอมให้ตรีภพ เขาหวังว่าตรีภพจะบรรเทาความฉุนเฉียวไม่สบอารมณ์ลงบ้าง

ตรีภพหันไปมองอิษฎีคนข้างกายหน้านิ่ง แววตาติดดุ “เลิกเล่นน้ำ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า”

“เกิดอะไรขึ้นครับ?”

ในตอนนั้นเอง ไข่ผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เดินเข้ามาถามหน้าซื่อตาใส ในมือถือถาดใบเล็กใส่จานขนมและน้ำมาด้วย ที่เขาหายไปก็เพราะไปหาของว่างจากในครัวมาให้อิษฎี แต่พอกลับออกมา เหมือนว่าเขาจะพลาดอะไรบางอย่างไป ตรีภพกำลังยืนจับมืออิษฎี ฝ่ายเจ้านายน้อยของเขาดูสลดพิกล ไหนจะชายแปลกหน้าดูมีภูมิฐานและบุคลิกที่สามารถคาดเดาอายุอานามได้อยู่บ้าง

ทำไมหนอทำไม?

เวลาเขาคลาดสายตาจากอิษฎีเจ้านายน้อยทีไร รู้สึกว่าจะพลาดที่ได้เห็นอะไรๆ ดีๆ ไป มาเห็นอีกทีก็เหมือนว่าจะเป็นช่องว่างที่ขาดตอนไปแล้ว  พอลองทบทวนดูมันก็ลงเอยแบบนี้ทุกที ซึ่งก็คือทุกครั้งที่เขาหวนกลับมาพบอิษฎี มักจะเห็นตรีภพอยู่ในช่วงเวลาที่เขาคลาดสายตาไปเสมอ

คุณอาของเจ้านายน้อยเหมือนจะเหินห่าง แต่คนที่เหมือนจะเหินห่างกลับเป็นคนเดียวกับที่วนเวียนอยู่รอบตัวอิษฎี

ตกลงคุณอาหนุ่มของเจ้านายเขาคิดยังไงกับเจ้านายเขากันแน่?

ท่าทีที่ดูหวงแหนหงุดหงิดที่เขาเห็น มันช่าง...

“ฉันกำชับไข่ว่ายังไง? บอกแล้วใช่ไหมว่าให้ดูแลให้ดีอย่าปล่อยให้เอื้ออยู่คนเดียว เฝ้าไม่ให้คลาดสายตาเพราะที่นี่ไม่ใช่บ้านของเรา ยังดีที่คนเข้ามาเป็นเพื่อนฉัน แต่ถ้าไม่ใช่แล้วเป็นคนอื่นล่ะ หรือถ้าไม่มีใครเข้ามา แต่คนของเราเป็นฝ่ายทะเล่อทะล่าออกไป เกิดอะไรขึ้นกับเอื้อ ไข่จะรับผิดชอบให้ฉันไหวเหรอ?”

ไข่โดนตรีภพตำหนิไม่น้อย ทำเอายืนสลดตามอิษฎีไปอีกคน

“ไข่ไปหาของว่างมาให้คุณเอื้อ ขอโทษคุณตรีภพครับ” ที่เขาเลินเล่อก็เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าอิษฏีไม่ได้บ้า

“ดุจนเด็กมันกลัวจนฝ่อหมดแล้ว ทั้งคนบ้าทั้งคนไม่บ้าเลย ความสามารถจริงๆ เลยนะ นิดหน่อยก็ผ่อนปรนบ้าง เสียบรรยากาศหมด” เพทายช่วยออกหน้าไกล่เกลี่ย

“เลิกเล่นน้ำ พาไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ถ้าเอื้อไม่เรียกร้องว่าอยากจะออกไปไหนทำอะไร ก็ให้อยู่ในห้อง หลบแดดหลบลมบ้างก็ดี ของว่างที่ยกมาไปกินกันในห้อง”

ไข่พยักหน้ารับคำสั่ง ตรีภพพูดกับไข่จบแล้วถึงหันไปมองอิษฎีคนข้างตัว ผู้เป็นต้นเหตุให้เขาบังเกิดความหวงแหน ไม่สบอารมณ์และรู้สึกว่าอิษฎีกำลังทำเรื่องที่ควรทำให้แค่เขา ซึ่งเขาก็คิดไปว่ามีแค่เขาที่อิษฎีทำให้ ทว่าคนบ้าในความดูแลของเขาคนนี้กลับเผื่อแผ่แบ่งปันให้คนอื่นด้วย ถ้าเขาไม่ยับยั้งไว้ก่อน คงได้เห็นภาพที่ทำให้ตาร้อนกว่านี้แน่ 

แต่ไม่คิดว่าคนที่ถูกเขาดุและเหมือนจะรับรู้ว่าถูกเขาดุ จนถึงกับกริ่งเกรงหวาดกลัวแล้วเอาแต่ก้มหน้าก้มตา โดยที่เขาไม่แน่ใจว่าอิษฎีนั้นรู้จักสำนึกผิดเป็นหรือไม่ เพราะคนวิปลาส  คลาดสายตาเขาไปไม่เท่าไหร่ หันกลับมาอีกที เจ้าตัวยื่นมืออีกข้างไปสะกิดที่หลังมือของเพทายยิกๆ แล้วกระซิบกระซาบ แถมยังเอนไหล่เทไปหาเพทาย ตรีภพเห็นคาตาและได้ยินกับหู

“เพๆ ตรีดุนะ ไม่ต้องเป็นเพื่อนกับตรีเลย ใครดุคนนั้นออกจากแก๊งเราไปเลย”

เพทายได้ฟังรวมถึงเห็นท่าทางและสีหน้าของอิษฎีแล้วถึงกับหัวเราะลั่นอย่างขบขันด้วยความชอบใจ จากนั้นถึงพยักหน้าเห็นด้วย พอสบเข้ากับสายตาราบเรียบแต่นิ่งลึกของเพื่อนสนิท เสียงหัวเราะที่ดังลั่นก็แผ่วลงไปพร้อมกับความเห็นพ้องต้องกันที่มีให้คนบ้า

“ไม่เจอหน้ากันไม่เท่าไหร่ ดูเหมือนข่าวสารชีวิตจะขาดหายไปไม่น้อย ฝั่งฉันมันธรรมดาๆ แต่ฝั่งแกนี่น่าสนใจนะ ฉันว่าเราไปคุยกันหน่อยดีกว่า” เพทายเป็นฝ่ายพูดชักชวน แต่สายตากลับไม่ได้สบมองคู่สนทนาแม้แต่น้อย ความสนใจของเขาอยู่ที่แหวนสองวงบนนิ้วมือข้างเดียวกันของคนสองคนตรงหน้ามากกว่า เมื่อมองจนพอใจแล้วถึงกระหยิ่มยิ้มแล้วช้อนตาขึ้นมองพลางเลิกคิ้วให้ตรีภพ ถามหาการตอบรับจากเพื่อนสนิท

ตรีภพปล่อยมืออิษฎี ไข่รีบพาอิษฎีเข้าบ้านหลบฉากไปเป็นการด่วน 

สองเพื่อนสนิทที่วัยใกล้เลขสี่ไปพร้อมกันในอีกไม่นานได้ย้ายสถานที่พูดคุยไปที่ริมระเบียงห้องนอนใหญ่ชั้นบนของวิลล่า ข้างบนนี้โปร่งโล่ง เพดานสูงหลังคางุ้มเป็นพุ่มเปิดเปลือยเห็นคานไม้ ฉากหลังเป็นเตียงนอนคิงไซส์หันหน้าไปทางชานระเบียง ชุดเครื่องนอนสีขาวสะอาดตา เหนือเตียงใหญ่มีคานไม้ไผ่สี่มุมยึดให้ลอยเหนือเตียงไว้ด้วยเชือกสลิงใช้แขวนม่านมุ้งสีขาว เตียงใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางห้องบนพื้นที่รอบวงกลม รัศมีโดยรอบมีเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อนประกับตกแต่งน้อยตา ผนังครึ่งหนึ่งกว่าร้อยแปดสิบองศาเป็นกระจกใส เพื่อให้ดูโล่งโปร่งสบายมากที่สุด 

ถัดจากเตียงนอนไปไม่กี่ก้าวเป็นห้องน้ำที่อยู่ในบริเวณเดียวกันไม่มีประตูหรือผนังปิดกั้นแบ่งพื้นที่แต่อาศัยผ้าม่านสำหรับปิดกั้นให้เป็นสัดส่วน หากต้องการความเป็นส่วนตัว เพียงแค่ไม่แน่นหนาเท่าปิดประตูลงกลอน รายล้อมไว้ด้วยผนังอีกครึ่งหนึ่งของสามร้อยหกสิบองศาใช้วัสดุทำจากไม้ บนพื้นแบ่งรอยต่อบริเวณระหว่างพื้นที่เป็นพื้นปูด้วยอิฐสำหรับห้องน้ำและพื้นไม้สำหรับห้องนอน ด้านนอกรอบชายหลังคาเห็นใบหญ้าแห้งห้อยปลายใบเรียวแหลมสีน้ำตาลคลุมชายคารำไร ฉากหน้าเป็นทะเลสีครามกว้างสุดสายตา 

ตรีภพนั่งเหยียดขาอยู่บนโซฟาสีน้ำตาลตัวยาว ทอดสายตาไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้า ไม่ได้จดจ่อจับจ้องสิ่งใดเป็นพิเศษ เพทายหันข้างใช้เอวหนาพิงราวระเบียง เขากำลังมองตรีภพด้วยความสนใจใคร่รู้ มีเครื่องดื่มประกอบการสนทนาระหว่างเพื่อนเป็นน้ำมะพร้าวสดทั้งลูกและน้ำมะพร้าวปั่นประดับด้วยดอกกล้วยไม้

“แกจำที่ฉันพูดตอนนั้นได้ไหม? ที่ว่าจะรอดูว่าคนใหม่ของแกคราวนี้จะแสร้งเป็นอะไร ตอนที่รู้นะว่าแกตกลงแต่งงานตามที่พี่แกขอ ไม่นึกเลยว่ะ ยังไม่ทันรู้ดูฉันก็ได้คำตอบไม่ทันตั้งตัวไปแล้ว ที่แท้คนใหม่ของแกเล่นมาเหนือ ผู้หญิงไม่ใช่ยังไม่เหนือเท่าผู้ชายเป็นบ้า กลับตาลปัตรสุดกู่ฉิบหายเลยว่ะ ล้างบางสไตล์ที่แกเคยคบหามาจนหมด”

“เอื้อไม่ได้แสร้ง เอื้อเป็นบ้า บ้ามาเป็นสิบปี” ตรีภพพูดถึงสิ่งที่เขารับรู้และเชื่อหมดใจจริง เขาทั้งแย้งทั้งปกป้องอิษฎีจากคำๆ นี้ ในคราวเดียวกัน คล้ายกำลังยืนกรานความบริสุทธิ์ของอิษฎีให้เพทายเลือกใช้คำพูดที่ดีและระมัดระวังกว่านี้กับอิษฎี

นั่นคงเป็นเรื่องดีๆ เล็กๆ อีกข้อที่ซุกซ่อนไว้จากการแต่งงาน เขาพึ่งตระหนักถึงก็ตอนที่เพทายพูดขึ้นมาเมื่อครู่นี่เอง ตรีภพจึงระบายยิ้มบางให้กับข้อดีเล็กๆ ที่เขาพึ่งค้นพบ ที่ผ่านมาผู้หญิงที่ตรีภพล้วนคบหาด้วย มักเสแสร้งแกล้งเป็นในแบบที่พวกเธอคิดว่าเขาชอบให้เธอเป็น จนเธอไม่อาจเป็นในสิ่งที่เธอไม่ได้เป็นไม่ไหว จุดจบของความสัมพันธ์จึงมักลงเอยที่การเลิกรา

ตรีภพไม่เคยบอกให้พวกเธอเหล่านั้นต้องเป็นผู้หญิงแบบไหนเพื่อเขา

เขาถึงขั้นหันมาเลือกคนบ้าให้เป็นคนสุดท้ายของชีวิต ไม่จำเป็นต้องหวังสักนิดว่าอิษฎีจะทำให้เขาต้องเสียใจซ้ำซากเกี่ยวกับการเสแสร้งแกล้งเป็นอะไรอีก

เขาจะไม่ผิดหวัง...

เชื่อสุดใจว่าในโลกนี้ไม่มีใครแสร้งเป็นอะไร เพื่อกลบซ่อนตัวตนที่แท้จริงมาเป็นสิบปีและเสแสร้งแกล้งเป็นได้อย่างแนบเนียนมานานขนาดนี้

เพทายอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชมถึงคู่สมรสของเพื่อน “ถึงจะบ้าแต่หน้าตาดี แกต้องยอมรับนะว่าส่วนใหญ่ความประทับใจเมื่อแรกเจอของมนุษย์คือรูปลักษณ์หน้าตา แล้วเด็กในปกครองของแกก็มีรูปลักษณ์ภายนอกที่ใครเห็นก็ต้องได้ความประทับใจแรกไปแบบง่ายๆ”

ตรีภพฟังเพทายพูดถึงรูปลักษณ์ของอิษฎีแล้ว เขาก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา

“แกอาจจะรู้จากธารว่าฉันแต่งงานไปเมื่อวาน เพราะเลิกกับสาเป็นสาเหตุ ฉันเลือกที่จะตกลงทำตามคำขอของพี่รุต แต่แกคงไม่รู้ว่าผู้ชายที่สานอกใจฉันคนนั้นเป็นคนเดียวกับที่รักชอบเอื้อมาเป็นสิบปี” เจ้าของเรื่องเล่าให้เพื่อนสนิทฟังด้วยท่าทีเฉยๆ เขาไม่รู้สึกอะไรแล้ว

“เรื่องตลกร้ายอะไรวะเนี่ย” เพทายถามอย่างเหลือเชื่อ เรื่องราวที่ได้รับรู้ทำเอาเขาทึ่งไม่หยุด “กินรอบวงมันหน้าตาเป็นอย่างนี้นี่เอง”

“ที่ไม่ชวนมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว เพราะมันเป็นงานที่มีเหตุการณ์ไม่สู้ดีเท่าไหร่ มีแกมาอีกคนมันจะวุ่นวายเปล่าๆ”

เพทายมองพลาสเตอร์ที่แปะอยู่บนโหนกแก้มข้างหนึ่งของเพื่อนสนิทก็พอจะเดาได้ว่างานแต่งงานเมื่อวานมันคงไม่ได้ให้บรรยากาศรื่นเริงเหมือนงานแต่งงานทั่วไปเป็นแน่ พลาสเตอร์ช่วยปิดแผลจนมิด แต่ไม่ได้ช่วยปกปิดรอยช้ำที่กินพื้นที่รอบวงไม่ใช่น้อย เขาไม่ได้เห็นใจสักนิด แต่กลับแค่นหัวเราะออกมา

“แกทำอะไรไปบ้างล่ะ? ไม่สิ ต้องถามว่าคนอย่างแกทำอะไรแบบนี้เป็นกับเขาด้วยเหรอวะ นึกว่าจะเป็นพระอิฐพระปูน ดูเหมือนว่าแกจะเป็นขิงแก่ที่พึ่งรู้จักเผ็ด” 

เพทายยกมะพร้าวทั้งลูกขึ้นมาชูให้ตรีภพเห็นว่าเขาเชิดชูการตัดสินใจและการกระทำของตรีภพ ในที่สุดเขาก็ได้เพื่อนมีชีวิตที่ไม่จำเจสักที

“ก็แค่เชิญผู้ชายคนนั้นกับผู้หญิงคนนั้นมาร่วมเป็นสักขีพยานยินดีให้กับงานแต่งงานของฉันและเอื้อ”

“แค่ฟังก็มันสะเด็ดแล้ว ดีที่อธิบายขึ้นมา เพราะถ้าไม่อธิบาย สาบานว่าอีกนิดหนึ่งก็จะน้อยใจจนเลิกคบตามที่เมียหมาดๆ ของแกยุให้เลิกคบแล้ว แต่งงานทั้งทีไม่ได้เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวไม่พอ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพื่อนสละโสดไปเมื่อวาน มีบ้านช่องใช้เป็นเรือนหอหลังใหญ่หลังโตอย่างกับเสกให้ผุดออกมาจากดินพร้อมเข้าอาศัยในระยะเวลาสั้นๆ”

กระเซ้าเล่นมากกว่า อายุปูนนี้แล้วไม่มีน้อยใจ ไม่มีเลิกคบ

“ตั้งใจว่าถ้าทุกอย่างเรียบร้อยลงตัวดีแล้วก็จะบอก ไม่ใช่ไม่คิดบอก ยังไงวันหนึ่งเอื้อก็ไม่พ้นต้องเจอแก”

“น้อยๆ หน่อยไอ้เพื่อนเวร เจอฉันแล้วมันยังไง?”

“อย่างที่เห็น ตัวอย่างมันมี” ตรีภพชายตามองเพทาย ดอกไม้ที่เขายึดมาจากอิษฎี ก่อนที่มันจะไปอยู่ในที่ซึ่งไม่ควรอยู่ นอกจากเขาไม่เก็บไว้ เขายังทิ้งลงพื้นในทันทีที่อิษฎีถูกพาตัวออกไปอย่างแนบเนียนและเงียบงัน จนไม่มีใครสังเกตเห็นการกระทำของเขา

สายตาของเพื่อนที่เหลือบมองมายังเขา ทำเอาเพทายต้องแค่นหัวเราะอย่างไม่สะดุ้งสะเทือน เขาได้กลิ่นของความหวงแหนคลุ้งจากตัวตรีภพ

ตรีภพหลังแต่งงานกับหลานชายนอกสายเลือดอย่างไร้ซึ่งความรักเป็นจุดเริ่มต้น แต่ไม่ไร้ซึ่งความเอ็นดูหวงแหน เพทายดูไม่ออกเลยว่าตรีภพเหมือนคนที่จำใจแต่งงานกับคนบ้า อย่าคิดว่าเขาไม่เห็นสายตาของเพื่อนที่กวาดมองคนในสมรสของตัวเอง เสื้อเปียกน้ำลู่ติดกายไปถึงไหนต่อไหนแล้วก็กางเกงขาสั้นที่เห็นโคนขาอ่อนนั่นอีก ประกายในดวงตามีแต่ความหวงแหนแทบมอดไหม้

เพทายยืนกรานและยืนยันได้เลยว่าตรีภพยามตกอยู่ในความหวงแหนที่มีต่ออิษฎีมันมากกว่าความหวงแหนที่มีให้อดีตหญิงคนรักเป็นไหนๆ

“เพลาๆ เถอะ นั่นคนบ้า แกจะคุมให้อยู่ในโอวาท ใต้อันเดอร์โทนดุ เหมือนเลี้ยงเด็กน้อยวัยสิบขวบที่ยังไร้เดียงสา ชี้เป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ไม่ได้หรอก เห็นๆ อยู่ว่าเด็กบ้าในปกครองของแกมีแต่จะกลัวแก”

“นั่นแสดงให้เห็นว่าเอื้อยังพอมีส่วนที่รู้ความ รู้ว่าถูกดุแล้วต้องกลัว รู้ว่าใจดีด้วยแล้วต้องยินดี เวลาเห็นเอื้อกลัวฉัน บางทีฉันก็พอใจ เพราะมันบ่งบอกว่าฉันเองก็มีอิทธิพลกับความรู้สึกของเขาอยู่เหมือนกัน”

“ได้กันแล้วเหรอ?” โพล่งถามโต้งๆ ไปเลย

“เพทาย” ตรีภพไม่ชอบคำถามของเพทาย

เพทายสนที่ไหน เขาอยากพูดเขาก็พูด

“เห็นเห่อหวงเด็กมันขนาดนี้ เรื่องบ้าไม่ต้องไปคำนึงสนใจแล้วมั้ง ไม่ใช่อุปสรรคอะไร ถ้าใจมันอยากจะครองซะอย่าง เล่นเป็นคนเห่อของใหม่แล้วเปลี่ยนจากคนหวงของกลายเป็นหมาหวงก้างเต็มร่าง แม้แต่เพื่อนฝูงก็แยกเขี้ยวใส่ได้ ไอ้เพคนนอก แม่งอดคิดเป็นอื่นไม่ได้จริงๆ ว่าข้าวใหม่ปลามันเขากินกันเต็มคราบหรือยัง แต่ก็นะถ้าวัดจากนิสัยใจคอแก ถ้าไม่รักไม่ปรารถนาคงไม่ทำอะไรแบบนั้น ดูแกแล้วก็ไม่น่าจะฝักใฝ่ในกามตาเป็นมันด้วย ไม่อย่างนั้นฐิสาคงไม่...เรื่องแม่สำส่อนคนนี้ช่างเถอะ ไหนตอบให้ฉันเสือกหน่อยไอ้ตรี แกเอ็นดูเด็กมัน แล้วดูเอ็นเด็กมันไปหรือยัง ไอ้วัวแก่กินหญ้าอ่อน?” เพทายตั้งข้อสงสัยแล้วถามห่ามๆ ติดทะลึ่ง

“ไม่ได้แล้วก็จะไม่ดูอะไรทั้งนั้น”

ปณิธานของเขายังคงอยู่ ถึงแม้เมื่อคืนจะตั้งใจจาบจ้วงเกินเลยไปบ้าง แล้วเขาก็ยอมรับว่าหวงแหนในตัวอิษฎี บางคราวรู้ตัวบางคราวก็ไม่รู้ตัวว่าความหวงแหนที่มีให้คนวิปลาสที่เขาสมรสด้วยนั้นมันมีมากแค่ไหน

“รอยที่อยู่บนตัวเด็กเอื้อคืออะไร อย่าคิดว่าฉันไม่เห็น ฉันจะสี่สิบอยู่แล้ว รอยแบบนั้นฉันทำมาร้อยแปดพันครั้ง ห้ามแกบอกว่ารอยช้ำ มันตลกเกินไป ในโลกนี้ยังมีสิ่งที่เรียกว่าปากลิ้นฟัน ที่สามารถทำให้เกิดรอยแบบนั้นได้โดยไม่ต้องทุบกระแทก แค่ขบดูด”

“เรื่องส่วนตัว” ตรีภพปฏิเสธที่จะพูดถึงที่มาแล้วยืนกรานอย่างมาดมั่นจริงจัง “จะไม่มีอะไรมากกว่านี้อีก ที่เห็นมันเกิดจากความจำเป็นและสิทธิ์ที่จะหวงแหน แต่จะไม่มีอะไรมากหรือเกินไปกว่านี้”

ปณิธานนี้มีช่องโหว่ตรงที่ ถ้าความจำเป็นบีบให้ต้องสั่นคลอน มันก็จะสั่นคลอนเหมือนที่เขาล่วงเกินอิษฎีไปเมื่อคืน เขาจะขอเก็บช่องโหว่ตรงนี้ไว้รู้อยู่แก่ใจแค่คนเดียว

เพทายส่ายหน้าไม่ไหวให้กับความคิดของเพื่อนสนิท

เอาล่ะ อย่างน้อยอิษฎีก็ถูกตรีภพแตะต้องไปบ้างแล้ว มันเป็นสัญญาณว่ายังพอมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

“ไอ้ตรี อุตส่าห์เป็นขิงแก่ที่รู้จักเผ็ดทั้งทีก็เผ็ดไม่เต็มรสเต็มชาติอีก รู้ไหม? ถนอมมีหลายแบบ มันไม่ได้มีแค่ถนอมไว้ดู ถนอมไว้บนหิ้ง ถนอมไว้กินก็มี”

ตรีภพเริ่มจับได้ว่าเพทายกำลังพูดยั่วยุชักจูงเขา เขาไม่ใช่คนโง่ที่จะไม่เข้าใจว่าเพทายกำลังสื่ออะไร มันจะไม่เกิดขึ้นเพราะปณิธานมันค้ำคอ เขาแต่งงานกับอิษฎีได้ด้วยเหตุจำเป็น สามารถแตะต้องล่วงเกินอิษฎีได้ก็ด้วยเหตุจำเป็นอีกเช่นกัน แต่ไม่สามารถไปถึงขั้นนั้น ทำเรื่องที่สามีภรรยาทำกันได้

“เลิกพูดอะไรทำนองนี้ เอื้อเป็นหลานชายที่ฉันแต่งงานด้วย มันไม่มีอะไรลึกซึ้งไปมากกว่านี้ สมรสเป็นแค่นามธรรมไม่ใช่รูปธรรม”

เพทายยึดหลักว่าตอกตะปูแล้วต้องตอกให้มิดฝังไว้ในเนื้อไม้ให้สุด  

“เมียเด็กโดยนิตินัยของแก เห็นว่ามีคนมาชอบไม่ใช่เหรอ เมื่อกี้แกพึ่งพูดถึง แถมรักชอบมาเป็นสิบปีด้วยนี่หว่า อย่างนี้แล้ววางใจได้เหรอวะ ดูจากแผลที่ฝากไว้บนหน้าแก น่าจะเป็นคนหนุ่มไฟแรงที่ห่ามแล้วเลือดร้อนเอาเรื่องพอดู”

เพทายหรี่ม่านตาทำเป็นประเมินบุคคลที่สาม ซึ่งเขาไม่เคยรู้จักและเห็นหน้าผ่านตามาก่อนคนนั้น บุคคลที่สามคนนี้ยังไงก็จัดเป็นหอกข้างแคร่ มดแดงแฝงพวงมะม่วง เขาพูดเพราะมีเจตนาและรู้วิธีที่จะทำให้ตรีภพล้มเลิกความตั้งใจที่จะจำกัดกั้นสายใยสัมพันธ์กับคนเสียสติที่หน้าตาดี ซ้ำยังมีประกายแววตาที่เฉลียวฉลาดให้เห็นวับแวมลอดผ่านความบ้าออกมา

ถ้าไม่บ้าและด้วยอายุเท่านี้ คงเป็นคนหนุ่มหน้าตาดีอนาคตไกลคนหนึ่งเลย

“คณินรักชอบเอื้อ ตั้งแต่เอื้อยังไม่เสียสติ”

“นั่นไง ประมาทไม่ได้แล้ว กับฐิสามันแค่เซ็กซ์ กับเด็กเอื้อมันเป็นความรัก ถึงไม่ซื่อสัตย์หมดตัวได้เท่าหมดใจ แต่รักที่ยาวนานขนาดนี้ถือว่าหนักแน่นไม่น้อย น่านับถือตรงที่ต่อให้เสียสติไปแล้วก็ยังรัก”

ระหว่างฟังเพทายพูด ตรีภพนิ่งคิดและหวนนึกถึงเหตุการณ์เดือดระอุเมื่อวานตอนพลบค่ำ คณินบ้าบิ่นเลือดขึ้นหน้า ฉุดอิษฎีขึ้นรถแล้วล่วงเกินโดยไม่สนว่าอิษฎีเป็นของเขาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผลของการหักเหลี่ยมโหด อิษฎีดันกลายเป็นเหยื่ออารมณ์ 

ความรู้สึกของคน ถ้าเลือกได้เขาก็ไม่อยากเอามาเล่นอีก

ความเสียหายที่เกิดขึ้น เขาอาจรับไม่ไหวก็ได้

รอยสัมผัสที่อยู่บนตัวของอิษฎีเป็นบทเรียนของตรีภพ 

“ตรีภพ ถึงตอนนี้สังคมหรือผู้คนยังไม่รู้ว่าแกแต่งงานกับคนบ้า แต่ใครต่อใครจะรู้หรือไม่รู้ก็ไม่สำคัญเท่าแกแต่งงานกับคนบ้าแล้วเป็นความจริง มันจะมีคนสองประเภทที่แกต้องเจอ ประเภทแรกเขาจะประณามความวิปริตของแกอย่างเสื่อมทราม ประเภทสองเขาจะเทิดทูนบูชาความรักที่แกมีให้คนคนหนึ่งที่ต่อให้สติไม่ดีแล้วก็ยังรักถึงขั้นแต่งงาน คนทั้งสองประเภทจะรู้แต่ว่าแกกับเด็กเอื้อแต่งงานเป็นของกันและกันแล้ว ไม่มีใครมาวิเคราะห์แยกแยะให้แกหรอกว่าแกจะขึ้นเตียงทำการบ้านกับเมียบ้าของแกหรือเปล่า ร้อยทั้งร้อยมองว่าแกสมสู่กับคนบ้า ละเว้นเด็กมันกับไม่ละเว้นเด็กมัน ผลลัพธ์มันไม่ต่างเลย”

“หยุดความช่างเสี้ยมของแกสักที ไอ้เพ”

คำพูดของเพทายคล้ายมีอิทธิพลกับความคิดของเขาชั่วขณะ เขาลองคิดตามอย่างเผลอไผลจนต้องนิ่วหน้าขมวดคิ้ว เขาจินตนาการไม่ออกว่าจะทำเรื่องที่สามีภรรยาพึงทำกับอิษฎีได้ยังไง มันช่างเป็นคนสองคนที่แตกต่างด้วยบริบทและมุมมองความคิด 

ถ้าจะเกิดขึ้นต้องละทิ้งปณิธานแล้วใช้ใจมากทีเดียว เขาก้าวข้ามชีวิตที่แสนจำเจของตัวเอง ตัดสินใจแต่งงานกับคนบ้าเพศเดียวกัน แต่ยังไม่อาจก้าวข้ามผ่านความเป็นคนที่รู้จักถูกผิดชั่วดีไปมีสัมพันธ์ทางกายกับคนบ้าได้ ยังไม่สามารถก้าวข้ามขีดที่เรียกว่าจิตใต้สำนึกพอกับที่ยังไม่สามารถละทิ้งสามัญสำนึกไปได้

“มาบอกให้หยุดเอาตอนฟังจนจบ เป็นผู้ฟังที่ดีแบบจอมปลอมจริงๆ เว้ย”

เห็นอยู่ชัดๆ เพื่อนสนิทของเขาทั้งฟังทั้งลอบคิด เขายังคงตอกตะปูฝังไว้ในเนื้อไม้ต่อไป

“ยังอยากจะพ่นอะไรอีกไหม? ถ้าไม่ก็ไสหัวไป” ถ้อยคำขับไล่เหมือนไม่ไว้หน้ากัน แต่เพราะสนิทสนมกันต่างหากถึงได้ไล่กันตรงๆ ไม่ต้องอ้อมค้อม น้ำเสียงและท่าทีดูตัดรำคาญมากกว่าจะไม่พอใจ

“เด็กเอื้อเป็นของดีแต่มีตำหนิ เสียตรงที่ฟั่นเฟือน น่าหนักใจหน่อยนะไอ้ตรี ถ้าวันดีคืนดีเกิดอยากทำเมียนิตินัยให้เป็นเมียพฤตินัย นอกจากต้องข้ามคุณธรรมความถูกต้องในใจแล้ว ยังต้องข้ามผ่านความวิปริตของตัวเองอีก“

“...” ความเห็นของเพทายทำให้เขาที่นิ่งฟังนั้นไร้คำพูดไปชั่วขณะ หลุดจากปัจจุบันตรงหน้า เข้าสู่ภวังค์ใจซึ่งย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ช่วงค่ำของคืนก่อน หลังส่งตัวเข้าหอแล้วถูกปล่อยให้อยู่กันสองคนในช่วงเวลาพักผ่อนส่วนตัวเพียงลำพัง

ผ่านมาข้ามวันแล้ว...

แต่กลับยังจดจำสัมผัสยามที่เขาบดจูบริมฝีปากอย่างดูดดื่มแต่ไม่ล่วงล้ำกล้ำกรายให้คนที่โวยวายในตอนหลังกล่าวหาว่าเขากินคนต้องตื่นกลัวไปมากกว่านี้

กรณีจูบกับคนบ้า หวงหน้ามืดจนลวนลามเนื้อตัวคนบ้าด้วยความจำเป็น ทั้งยังมีเหตุผลมารองรับการกระทำของตัวเองอย่างดีว่าเหมาะว่าควร ซ้ำตอนกระทำไม่มีวินาทีไหนที่รู้สึกไม่ดี ทุกวินาทีขณะสัมผัสจับจูบ เขายอมรับว่ามีความพอใจเกิดขึ้น เหมือนจะลืมชั่วขณะด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายเป็นคนสติฟั่นเฟือนพกเพี้ยน เป็นแบบนี้แล้วตรีภพนับได้ว่าเข้าสู่ความวิปริตไปแล้วหรือยัง?

“ถ้ารัก...ไม่ว่าอีกคนจะเป็นยังไง ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงคุณธรรม ความวิปริตอะไรทั้งนั้น”

“ไอ้ตรีจะรักหรือไม่รัก เตือนไว้อย่างนะ เด็กเอื้อถึงจะมีตำหนิที่บ้า แต่นับว่าเป็นของดี เด็กมันเป็นของแกแล้ว อย่าทำหลุดมือ ได้แล้วก็กำไว้ให้แน่น ไม่ได้ก็ถือไว้ให้มั่น ในวัฏจักรรักร่วมเพศ คนที่แกได้มาอย่างถูกต้องตามประเพณี จัดอยู่ในไทป์กวางรับ เลเวลน้อง ระดับความน่ากินมากในมาก...”

“ที่จัดไทป์ บอกเลเวล วัดระดับได้ เพราะแกก็เป็นและอยู่ในวัฏจักรนั้นใช่ไหม?” ตรีภพเลิกคิ้วถามด้วยสีหน้านิ่งเรียบ ตาคู่คมสบจ้องเพื่อนสนิท ไม่ได้กดดันคาดคั้น แค่รอคำตอบที่เป็นจริง

“...” เพทายเงียบกริบ เมื่อลูกศรที่เขาเหนี่ยวน้าวแล้วยิงพุ่งออกไป มันกลับเปลี่ยนทิศทาง หันปลายแหลมพุ่งมาทางเขา “แกน่าจะรู้และพอดูออก”

“รู้ ดูออก แต่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นเหตุผลที่แกเลือกไม่บอกฉัน พอจะบอกได้ไหม?”

ดีจริงๆ ในที่สุดก็มีเรื่องอื่นที่สามารถทำให้เพทายหยุดตอกตะปูฝังเจตายั่วยุใส่สมองเขาเสียที

“ฉันเป็นรักร่วมเพศ แต่ไม่เต็มขั้น ไม่รู้สิ อันที่จริงมันแค่...น่าจะไบเซ็กชวล แต่บอกตามตรงหลายปีมานี้หมดใจจะมองผู้หญิง ไม่อยากอึ๊บมานานแล้ว ก็คงเกย์เต็มตัว” เพทายบอกเล่าถึงรสนิยมทางเพศของเขาด้วยท่าทีที่ไม่ได้กดดันแม้แต่น้อย มันก็แค่ถึงเวลาต้องพูด

“เหตุผลต่างหากที่ฉันอยากรู้ เหตุผลที่แกไม่บอกฉัน รบกวนอย่าให้เหตุผลประมาณว่ากลัวฉันรังเกียจรับไม่ได้ เพราะฉันจะหงุดหงิด โกรธแล้วงดคุยกับแกสักสองสามเดือน เพื่อให้แกไปทวนดูว่าฉันเป็นคนอย่างนั้นหรือถ้ารู้ว่าแกเป็นเกย์”

“เหตุผลปัญญาอ่อนแบบนั้นมีที่ไหนกัน”

“แบบที่ไม่ปัญญาอ่อนคือ?” ตรีภพยังอยากฟัง

เพทายไม่ได้สนใจเรื่องเหตุผลที่เขาต้องให้คำตอบตรีภพ เขายืนเท้าชันสองฝ่ามือไปกับราวระเบียง เดิมทีไม่ได้มองอะไรบนท้องทะเลสีครามระยิบระยับเป็นพิเศษ แต่เมื่อเห็นสปีทโบ๊ททะยานอยู่บนผิวน้ำไกลๆ และท้องฟ้าในยามบ่าย เขาก็บังเกิดความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว

พยากรณ์อากาศบอกว่าวันนี้พายุจะเข้า ที่เป็นอยู่ตอนนี้มันช่างตรงกันข้าม ฟ้าสวย น้ำใส คลื่นลมสงบ ยังคงมีการสัญจรทางน้ำไม่ขาดสาย ส่วนสภาพอากาศอีกไม่เท่าไหร่ก็จะเข้าสู่ช่วงเย็นแล้ว ทว่าแดดยังจ้า

เพทายแลหางตาไปมองตรีภพราวกับพบเหยื่อ เขายกยิ้มมุมปาก แน่นอนว่าตรีภพที่เห็นเขาเงียบและยังรอคำตอบในเรื่องที่พูดคุยค้างคากันไว้มองมาพร้อมรอยยิ้มมีเลศนัย

“อะไร?” ท่านประธานที่โดดงานวันนี้เลิกคิ้วถามหน้าขรึม

“อากาศดีนะ” เพทายชม

“ร้อนไปหน่อย” ตรีภพไม่วายติตามจริง

“พรุ่งนี้ฉันก็จะกลับแล้ว ไหนๆ แกก็มาพักผ่อนทั้งที ค่ำนี้มาตั้งเตาย่างบาร์บีคิว ปิ้งของทะเล ซดเบียร์กันหน่อยเป็นไง?” เพทายชักชวน

“ทำไมต้องยุ่งยาก สั่งอาหารของรีสอร์ทมาก็ได้ พรุ่งนี้ฉันมีงานต้องทำ”

“แกอาจไม่ แต่คนข้างล่างอาจจะอยากมีปาร์ตี้ปิ้งย่างริมทะเลก็ได้”

////////////////////////////

เพทายทิ้งตรีภพไว้ข้างหลัง เขาเริ่มหาพวกเพื่อทำตามแผน คนแรกคือสายธารลูกพี่ลูกน้องของเขานั่นเอง พอได้ยินว่าจะมีปาร์ตี้ปิ้งย่าง เธอตอบตกลงด้วยความตื่นเต้นทันที จากนั้นก็ไปเคาะประตูห้องพักของอิษฎี ปรากฏว่าอิษฎีกำลังหลับ ไข่จึงออกมาคุยข้างนอก

“ปิ้งย่าง! อาหารทะเลเหรอครับ!?” ไข่ตาโตเป็นประกาย กลืนน้ำลายลงคอ

“ปัญหาคือฉันอยากข้ามไปซื้อของทะเลอัดน้ำแข็งใส่กล่องโฟมกลับมา ถ้าซื้อที่ตลาดจะได้สดกว่า ถูกกว่าและคุ้มกว่าซื้อที่รีสอร์ท เราอาจได้ล็อบสเตอร์ราคาดีที่ตัวใหญ่เบิ้ม”

“คุณเพทายจะซื้อล็อบสเตอร์ให้กินเลยเหรอครับ สุดยอดเลย!”

“ฉันเป็นเจ้ามือทั้งที”

เห็นได้ชัดว่าคนดูแลอิษฎีติดบ่วงเขาอีกคนแล้ว

“ใกล้กับตลาดปลาได้ยินว่ามีถนนคนเดินตอนเย็นด้วย ธารอยากไปเดินเล่น”

“เธอล่ะ ไข่จะไปด้วยกันไหม?” เพทายถาม

“...” ไข่ไม่สามารถให้คำตอบได้ในทันที ในใจเขาอยากไปเพราะมันเป็นโอกาสที่จะได้เปิดหูเปิดตา แต่ติดที่ว่าเขาต้องดูแลอิษฎีและมันต้องดีกว่าถ้าอิษฎีมีเขาอยู่ด้วย ถ้าคุณเลขาของตรีภพรวมถึงเขาตามเพทายไปกันหมด ทีนี้ก็จะเหลือแต่อิษฎีที่ต้องอยู่กับตรีภพตามลำพัง ไข่ไม่แน่ใจว่าอิษฎีจะรับมือกับตรีภพไหวหรือเปล่า

“ไข่อยากไปด้วยหรือเปล่า?”

คราวนี้คนที่ถามเขาเป็นตรีภพที่ไม่รู้ว่าลงมาข้างล่างตั้งแต่เมื่อไหร่

ไข่หันไปพยักหน้ายอมรับกับตรีภพตามตรง เขาลองหยั่งเชิงถามด้วยสุ้มเสียงอ่อนเบา

“ไข่อยากไปครับ แต่ว่าไข่ไม่กล้าทิ้งคุณเอื้อไว้ ถ้าจะพาคุณเอื้อไป คุณตรีภพจะ...”

“ไม่อนุญาต” ไม่ต้องรอให้คนสนิทของอิษฎีพูดจบ ตรีภพก็ตัดบทปฏิเสธเสียงเฉียบขาดทันที

เห็นไหมเล่า!?

ยังพูดไม่ทันจบเลย ถูกปฏิเสธเสียแล้ว

“ครับ” ไข่ถอนหายใจ ไม่มีเซ้าซี้

“ควรเปลี่ยนจากครับเป็นขอบคุณมากกว่า”

“ไข่ไม่เข้าใจ” ไข่เงยหน้ามองตรีภพ ยกนิ้วเกาขมับ

“ไม่อนุญาตให้เอื้อไป ฉันดูแลเอง แต่อนุญาตให้ไข่ไป”

“คุณตรีภพ!” ไข่อุทานด้วยความปลาบปลื้มเป็นล้นพ้น เขาดีใจเสียจนสับเท้าย่ำกับพื้น ยกสองมือขึ้นกระพุ่มไหว้ พูดจาพาทีเจื้อยแจ้ว “ขอบคุณครับ ใจดีที่สุดเลย ใครว่าคุณตรีภพทั้งดุทั้งเข้มงวด ไข่ก็ว่าจริง แต่คุณตรีภพก็ใจดีมากๆ เหมือนกัน สมแล้วที่คุณท่านเลือกมาให้คู่กับคุณเอื้อของไข่”

“พูดมาก” ตรีภพปราม

“ชะอุ่ย” ไข่หยุดดีใจจนเนื้อเต้นแล้วยืนสำรวมกิริยาวาจาใจ ส่งยิ้มแห้งให้ทุกคนอย่างถ้วนทั่ว

“งั้นก็ไปกันเลย ไปแต่ตัวเนี่ยแหละ ไม่ต้องเตรียมตัวเตรียมเงิน อะไรที่ต้องซื้อ ฉันจ่ายเอง” เพทายพูดจบก็เดินนำออกไปจากวิลล่า ตามหลังด้วยสายธาร

“ไข่ขอไปบอกคุณเอื้อก่อนนะครับว่าไข่ไปข้างนอก”

“บอกไปทำไม?”

คำถามของตรีภพดังขึ้นจากข้างหลัง ทำเอาไข่ถึงกับชะงักฝีเท้าและมือที่กำลังบิดประตูเปิด

ไข่เกาท้ายทอยก่อนจะเหลียวใบหน้ากลับไปให้คำตอบแก่ตรีภพ

“ก็...ก็คือ...ถ้าคุณเอื้อตื่นมาแล้วไม่เห็นไข่...”

“บอกไปเอื้อก็ไม่รู้ความ ไม่ต้องบอก อีกอย่างเอื้อก็หลับอยู่ ไปบอกไม่เท่ากับปลุกคนนอนให้ตื่นเหรอ มันเป็นการรบกวนซะมากกว่านะ”

“จริงด้วยสิครับ ไข่คิดน้อยไป งั้น...งั้นไข่ขอเข้าไปเอา...” ไข่พยายามหาข้ออ้างจะกลับเข้าไปในห้องนอน เพื่อบอกให้อิษฎีรู้ตัวว่าต้องอยู่กับตรีภพตามลำพัง แต่คิดไม่ถึงกลับถูกตรีภพขัด

“เพทายหน้าใหญ่ใจโต เมื่อกี้ไม่ได้ยินที่มันพูดเหรอ ออกปากบอกว่าจะใช้จ่ายให้ก็สนองมันซะ ไม่ต้องไปเกรงใจ เอื้อชอบกินอะไร อย่าลืมซื้อมาฝากก็พอ”

เจตนาของตรีภพไม่มีอะไรมากกว่า เขาอยากปล่อยให้อิษฎีได้นอนหลับสนิท

“ถ้าเป็นพวกของทะเล คุณเอื้อชอบกินมันกุ้งครับ” ไข่บอกอย่างรู้จักอิษฎีดี

ตรีภพหยิบกระเป๋าเงินของเขาขึ้นมาแล้วส่งธนบัตรหลักพันไปให้ไข่สามสี่ใบ

“เอามันกุ้งที่ดีที่สุดมา ถ้าเป็นแบบบรรจุใส่กระปุกแล้วไม่เอา กลัวเอื้อจะท้องเสีย เลือกซื้อเป็นกุ้งมาทั้งตัว ดูที่หัวมีมันเยอะๆ รับเงินไป ของกินของเอื้อ ไม่ต้องรบกวนเงินคนอื่น”

ไข่รับมาแต่ออกความเห็นตามประสาคนช่างพูด

“เมื่อกี้คุณตรีภพยังบอกให้ผลาญเงินคุณเพ...”

“รีบตามออกไปได้แล้ว”

เหมือนถูกอันเชิญให้ออกจากพื้นที่ ไข่จำต้องเดินตามสองคนก่อนหน้าออกไปบ้าง ทว่าแต่ละก้าวของฝีเท้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วงระคนกังวล จึงไม่วายคอยเหลียวหลังกลับไปมอง ตั้งใจว่าถ้าตรีภพเดินหายไปทางอื่น เขาจะรีบย้อนกลับเข้าไปบอกคนที่นอนหลับไม่รู้เรื่องอยู่ในห้องให้เตรียมตัวไว้

ทว่าสิ่งที่เขาเห็นมันทำให้เขาไม่สามารถย้อนกลับไปได้อีก ตรีภพเลือกหายเข้าไปในห้องที่มีอิษฎีนอนอยู่

ไม่ต้องการให้ใครรบกวนการนอนของอิษฎี คนห้ามดันเป็นคนเดียวกับที่เดินเข้าไป เมื่อคล้อยหลังเขา ไข่เกาหางคิ้วด้วยสุดจะเข้าใจในเจตนาของตรีภพ

“ตัวใครตัวมันแล้วคุณเอื้อ”

//////////////////////////////

ทุกฝีเท้าดำเนินเดินย่างด้วยความระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียงดัง แม้กระทั่งประตูที่เปิดและปิดลงหลังก้าวเข้ามาด้านในแล้วก็เช่นกัน อุณหภูมิภายในห้องเย็นกำลังดี ตรีภพเห็นหนึ่งร่างนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงตามที่ไข่บอกไว้

ผู้มาเยือนขมวดคิ้วมีอันให้ประหลาดใจ ตอนที่เห็นหนึ่งร่างใต้ผ้าห่มคลุมถึงอกนั้นนอนตะแคงกายหันหน้าออกไปทางระเบียงด้านนอก รับแสงสว่างจากธรรมชาติผ่านสาบม่านที่แย้มเปิดไว้เพียงนิด ทำให้มีแค่ส่วนของใบหน้าเท่านั้นที่ต้องแสง

เขาหยุดฝีเท้าแล้วนิ่งมอง เพื่อต้องการพิสูจน์ในสิ่งที่ตาเห็นให้แน่ใจ ทว่าผ่านไปครู่หนึ่งแล้ว คนบนเตียงยังคงนอนชิดติดริมเตียงฝั่งนั้น ไม่มีขยับเยื้อนปัดป่ายวุ่นวายไม่อยู่สุข มีแต่แน่นิ่งเรียบร้อยและดูสุขสงบเป็นพิเศษ

ช่างแตกต่างกับคืนเข้าหออย่างสิ้นเชิง

ที่เขาพึ่งประสบไปเมื่อคืนและเห็นอยู่ตอนนี้ มันสร้างความขัดแย้งให้เขา จนต้องมองอย่างแปลกใจก็แล้วประหลาดใจก็อีก

สุดท้ายตรีภพเลือกที่จะทิ้งทุกความรู้สึกเหล่านั้นไป หลังให้คำตอบแก่สิ่งที่ประสบพบเห็น

คนบ้าไม่ใช่คนที่อยู่กับร่องกับรอยเป็นปกติ หนึ่งนาทีก่อนพึ่งเป็นอย่างนั้น อีกหนึ่งนาทีต่อมาก็เป็นอื่นไปแล้ว คงเป็นปกติของคนบ้าและเป็นธรรมดาของคนบ้าอีกเช่นกัน

ตรีภพไม่ได้รบกวนการนอนของอิษฎีมากไปกว่าการมาเยือนแบบเงียบงันระวังไม่ให้เกิดแหล่งเสียงจากการเคลื่อนไหวของเขา เขากำลังคิดว่าจะเฝ้าอิษฎีระหว่างหลับในห้องนี้หรือจะออกไปเฝ้าที่หน้าห้อง ซึ่งเป็นบริเวณที่ตกแต่งไว้สำหรับนั่งเล่น ตรีภพตัดสินใจเลือกออกไปเฝ้าที่หน้าห้องแทน

ทว่าเพียงหันกายเปลี่ยนทิศกลับต้องชะงักแล้วหันกลับไปใหม่ นอกจากเขาที่เข้ามารบกวนอีกฝ่ายโดยไม่ให้รู้ตัวแล้ว ผ้าม่านที่แยกออกจนทำให้แสงแดดยามบ่ายด้านนอกสาดส่องตกกระทบต้องใบหน้ายังเยาว์ของเด็กหนุ่ม แสงนั่นถือเป็นภัยธรรมชาติที่อาจรบกวนการนอนของอิษฎี

จากผู้มาเยือนพัฒนาเป็นผู้หวังดี สืบเท้าเดินไปปิดม่านบังแสงให้ ตั้งใจเอาไว้อย่างนั้น แต่สายตาดันเห็นว่าวงหน้ายามต้องแสงนั้นหมดจดกระจ่างใสดูเจิดจ้าเปล่งประกายแค่ไหน ความตั้งใจที่มีก่อนหน้าถึงกับเลอะเลือนไปชั่วขณะ เพราะความสนใจถูกพรากไป เมื่อสายตาติดบ่วงที่ไม่สามารถละถอนได้ในฉับพลัน

ที่อยู่บนเตียงและกำลังนอนในท่าทางธรรมดาทั่วไป เสี้ยวหน้าข้างหนึ่งจมหายไปกับหมอนนุ่มหยุ่นใบโต ช่วงแขนงอพับ มือจับกุมขอบผ้าห่มเอาไว้หลวมๆ อีกมือสอดหายเข้าไปใต้หมอน เรือนผมยุ่งเหยิง

จำได้ว่าเมื่อช่วงเช้า เขาก็ถ้ำมองคนนอนแบบนี้ สายตาและความสนใจที่มอบให้มันจดจ่อเป็นพิเศษ ละเมียดละไมที่จะมอง

กับผู้หญิงที่เขาเคยคบหาในสถานะคนรัก เขาก็มองหน้าพินิจพิศดูเหมือนอิษฎี เพียงแต่ไม่ละเมียดละไมและทุ่มความสนใจที่จะมองและค้นหาทุกอณูผิวจนเห็นเส้นเลือดใต้ผิวแก้มหรือแม้แต่ไฝเม็ดเล็กๆ เหมือนหนึ่งจุดที่เกิดจากปลายปากกาฝากไว้ให้ละเอียดลออได้เท่าอิษฎี

ตรีภพไม่รู้ได้ว่าคนบ้ายามเมื่อนอนหลับแล้วเป็นแบบไหน แต่อิษฎีในเวลาหลับ สำหรับคนถ้ำมองอย่างเขาแล้ว นี่ช่างเป็นช่วงเวลาที่อิษฎีดูเหมือนคนปกติที่สุด และเพราะนี่เป็นเวลาเดียวของอิษฎีที่ดูเหมือนปกติชนคนทั่วไปที่สุด เขาถึงชอบที่จะจับตามองเป็นพิเศษ

นอกเหนือจากวงหน้าของคนหลับที่ดึงความสนใจของผู้หวังดีที่เลอะเลือนลืมว่าจะทำอะไรไปชั่วขณะ เห็นจะเป็นแหวนแต่งงานที่คู่แต่งงานของเขาได้มันไปมากกว่าหนึ่งวง ผิดแผกแปลกจากคู่แต่งงานคนอื่นๆ ที่มีสวมเป็นสัญลักษณ์คู่แค่คนละหนึ่งเป็นส่วนใหญ่

มันยังไม่หายไปไหน ความเรียบง่ายด้อยราคายังอยู่บนนิ้วมือเรียวยาวของเจ้าตัว

วินาทีต่อมาเขาถึงระลึกได้ว่าควรทำอะไร จึงละสายตาแล้วปิดม่านบังแสง ทั่วห้องไม่ได้มืดสลัวจนมองไม่เห็นอะไรเพราะยังอยู่ในช่วงเวลากลางวัน ตรีภพเดินกลับออกไป เขาขึ้นไปหยิบแล็ปท็อปที่เอามาด้วย จากนั้นก็กลับลงมาข้างล่างอีกครั้งแล้วเลือกนั่งในบริเวณที่สามารถเห็นประตูห้องนอนของอิษฎี

เขาวางแล็ปท็อปลงบนโต๊ะและกำลังจะนั่งลง พลันสายตากลับเห็นความผิดปกติเข้า ประตูห้องนอนของอิษฎีปิดไม่สนิท แต่เขาจำได้ว่าหลังออกมาเขาปิดสนิทดีแล้ว

ตรีภพยืดตัวยืนขึ้น รีบเดินไปดูให้แน่ใจ เขาเปิดประตูห้องแล้วมองเข้าไปข้างใน หนึ่งร่างซึ่งเคยอยู่บนเตียงนั้นหายไปแล้ว ตรีภพหัวใจกระตุกวูบ ความร้อนรนกัดกินทั่วร่างของเขา

“เอื้อ!?” ตรีภพเรียกชื่อคนที่หายไปจากสายตา เดินเร็วเข้าไปตรวจดูข้างในห้องนอนที่ว่างคนให้แน่ใจอย่างถ้วนทั่วไม่เว้นแม้แต่ห้องน้ำและระเบียง แต่เขากลับไม่พบแม้แต่เงาของเจ้าของชื่อ

ตรีภพเปลี่ยนฝีเท้าจากเดินเร็วกลายเป็นวิ่งหาคนหายไปทั่ววิลล่า

“เอื้อ!? อิษฎี!?” เขาหยุดฝีเท้าที่กลางวิลล่าชั้นล่าง กวาดสายตาเคร่งเครียดเป็นกังวลแล้วตะโกนหาเสียงดัง

ในเมื่อในที่พักไม่มี ที่เหลือต่อจากนั้นต้องเปลี่ยนไปหานอกที่พัก วิลล่าหลังนี้มีสองประตูทางออก ทางหนึ่งเป็นด้านข้าง เชื่อมต่อกับถนนสายเล็กที่มีขั้นบันได้เป็นระยะเพราะตั้งอยู่บนเนินเขาไปสิ้นสุดยังศูนย์กลางของรีสอร์ทที่มีพนักงานคอยให้บริการ อีกด้านหนึ่งเป็นทางออกด้านหลังของวิลล่า เส้นทางนี้มีลักษณะเป็นขั้นบันไดเพื่อพาลงไปยังชายหาดด้านล่าง

คิดผิดจริงๆ ที่ไม่เฝ้าตั้งแต่ในห้อง คลาดสายตาเพียงแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นเรื่องที่ทำให้เขาร้อนรนพะวงใจ ที่เขาจะชะล่าใจนั่นเป็นเพราะอิษฎีดูหลับสนิทเสียจนเหมือนว่าอีกนานกว่าจะตื่น ไม่นึกว่าแค่คล้อยหลังกลับใช้เวลานี้ตื่นแล้วหายไป

เขายืนนิ่งทำอารมณ์อยู่กลางวิลล่าพลางใช้สมองครุ่นคิดพร้อมทั้งคาดเดา มั่นใจแล้วว่าอิษฎีไม่ได้อยู่ในวิลล่าแล้วแน่ๆ ทางเข้าออกมีสองทางให้คนหนึ่งเลือกออกและอีกคนหนึ่งซึ่งก็คือเขาต้องเลือกตาม

ตรีภพตัดสินใจเลือกประตูทางออกที่มีเส้นทางพาลงไปยังชายหาด เพราะเป็นประตูบานที่อยู่ถัดจากห้องนอนของอิษฎี เมื่อเลือกได้ก็สืบเท้าพากายเคลื่อนไหวออกไปอย่างรวดเร็ว ลงบันไดแค่ไม่กี่สิบขั้นสองเท้าก็เหยียบย่ำลงบนผืนทรายสีขาวนุ่มละเอียด

คิดไม่ผิดที่เลือกตามหาเส้นทางนี้เป็นทางแรก เพราะอิษฎีทิ้งร่องรอยเอาไว้บนผิวทราย ทั้งรอยเท้าและรอยขีดจากของปลายแหลมที่เขาเดาว่าน่าจะเป็นกิ่งไม้ลากยาวไปบนผิวทราย ตรีภพยังคงพะวงและร้อนใจไม่คลาย ตราบใดที่เขายังไม่พบอิษฎี เขาไม่อาจวางใจได้

เขารีบเดินต่อตามรอยขีดอันเกิดจากปลายกิ่งไม้ลากยาวไปเป็นสายทาง

อิษฎีแค่อยากออกมาเดินเล่น เขาไม่รู้ตัวว่าตื่นขึ้นมาในตอนที่ตรีภพพึ่งออกจากห้องและปิดประตูลงแค่ไม่กี่วินาที เขาอยากออกไปเดินเล่น แน่นอนว่ามองหาคนสนิทแล้วแต่ไม่เจอ ไข่คงออกไปแต่ไม่ได้บอกเขาไว้ เพราะกลัวจะรบกวนทำให้เขาตื่น อิษฎีเดาว่าแบบนั้น

อิษฎีออกมาจากห้องก็พบว่าทั้งวิลล่าเงียบกริบราวกับไม่มีคนอยู่ คนทั้งหมดคงออกไปไหนทำอะไรสักอย่างในบริเวณรีสอร์ท อิษฎีเกิดอยากคลายความอึดอัดละทิ้งการเสแสร้งแกล้งเป็นสักชั่วขณะ ในเมื่อไม่มีใครอยู่ เขาเองก็อยากผ่อนคลายบ้าง จึงเดินออกไปเดินเล่นที่ด้านล่างซึ่งเป็นชายหาด

รู้ว่าการออกมาแบบนี้ โดยไม่มีใครรู้เห็นจะต้องทำให้ไม่ใครก็ใครต้องเป็นห่วง แต่อิษฎีเชื่อว่าไข่รับมือได้แน่นอน เลยออกมาโดยไม่รอให้ใครมารู้เห็นหรืออนุญาตทำเหมือนว่าเขาเป็นเด็กที่มีผู้ปกครองคอยตัดสินใจให้

เขาปล่อยความรู้สึกนึกคิดออกมาเมื่ออยู่คนเดียว ย่ำเท้าเปล่าเปลือยไปบนผืนทราย เม็ดทรายนุ่มละเอียดเสียจนแทบจะห่อหุ้มกลืนเท้าให้เลือนหาย แดดยามบ่ายเริ่มอ่อนแสงลงตามเวลา มีกระแสลมพัดผ่านให้เสื้อผ้าลู่ติดกาย ระลอกคลื่นม้วนตัวคืบคลานแล้วโหมซัดชายฝั่ง ก่อนลากรั้งกลืนกลับทิ้งคราบชื้นแล้วคืบคลานเข้ามาใหม่ทาบทับซ้ำรอยเดิมเป็นระยะอย่างนี้เรื่อยไปราวกับเป็นกลไกที่ไม่มีอายุขัย เกิดเป็นเสียงจากธรรมชาติที่ขับกล่อมย้อมจิตใจ สงบเงียบผ่อนคลาย ไร้ผู้คนวุ่นวายรบกวน

เสพบรรยากาศรอบกายจนอิ่มเอมดีแล้ว สายตาถึงหลุบมองไปยังเบื้องต่ำ มือข้างลำตัวของเขาถือไม้แห้งกิ่งหนึ่งไว้ นับตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากบันไดขั้นสุดท้าย จนกระทั่งหยัดยืนอยู่บนผืนทราย เขาก็หยิบเอากิ่งไม้จากข้างทางขึ้นมา ต่อจากนั้นไม่ว่าจะเลือกเดินไปทางไหน ปลายไม้ที่ทิ่มแทงลงไปในเนื้อทรายได้ทิ้งเส้นสายลายทางเอาไว้ข้างหลังเสมอ

ที่ทำแบบนี้ เพียงแค่อยากลอง ด้วยอยากรู้ว่ามัน...

“เอื้อ!”

อิษฎีได้ยินเสียงดุดันเข้มข้นที่ระอุคุกรุ่นไปด้วยอารมณ์ดังขึ้นจากด้านหลัง ฝีเท้าของคนคนนั้นรีบย่ำเข้ามาหา อิษฎีไม่ได้เลอะเลือน ไม่มีทางที่เขาจะจำเสียงของคุณอาขี้ดุคนนั้นไม่ได้และเพราะคนที่มาตามดันเป็นตรีภพ อิษฎีพลันหวั่นใจ เขาออกมาเดินเล่นตัวคนเดียว ไม่มีใครรู้ใครเห็นหรือยินยอมให้มาแบบนี้ แน่นอนว่าไม่พ้นถูกดุ

ต่อให้เขาบ้า ตรีภพก็จะดุเขา สั่งสอนเขา อบรมเขา ไม่ละเว้นให้

เขาได้ยินแล้วแต่แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ไม่ได้ชะงักแล้วหยุดรอ ถึงหัวใจจะกระตุกวูบตอนได้ยินเสียงของตรีภพก็ตาม หลานชายนอกคอกหัวดื้อคนนี้จึงลากปลายไม้สร้างเส้นทางทิ้งไว้ข้างหลังแล้วก้าวเดินเอื่อยๆ ต่อไป

ทว่าโสตประสาททำร้ายสมาธิเขา เสียงฝีเท้าที่วิ่งเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ดึงเอาความสนใจจากสิ่งรอบข้างที่เขาควรมีให้เหมือนก่อนหน้าที่ตรีภพจะตามมาไปหมด

ในที่สุดหลานชายนอกสายเลือดก็ถูกมือใหญ่ของคุณอาคว้าข้อมือเอาไว้ได้ พอจับได้ก็กุมกำเอาไว้เสียแน่น อิษฎีไม่ใช่ลูกโป่งของตรีภพเสียหน่อย ที่หากถือไม่ดีแล้วทำหลุดมือจะลอยขึ้นฟ้าเอื้อมคว้าไว้ไม่ทัน ในเมื่อจับได้แล้วก็คือจับได้แล้ว ไม่เห็นต้องรุนแรง ถึงกับกระชากรั้งให้เขาหันกลับไปเผชิญหน้า ซ้ำร้ายแม้แต่กิ่งไม้แห้งๆ ในมือก็ถูกผู้ใหญ่ตรงหน้ายึดเอาไป

ในช่วงเวลานั้น ตรีภพไม่ใช่คนที่อิษฎีมอบสายตาและความสนใจให้ หากแต่เป็นเส้นสายลายทางที่หยุดลงต่างหาก เขาหลุบตาต่ำมองสุดปลายทางของมัน ซึ่งก็คือจุดที่เขากำลังเหยียบย่ำพร้อมกับตรีภพ แล้วมองย้อนกลับไป

นอกจากรอยเท้าของเขาและเส้นสายลายทางที่เขาลากทิ้งไว้ ยังมีรอยเท้าหนักแน่นของใครอีกคนฝากไว้เคียงกัน รอยเท้าก็คือรอยเท้าแท้ๆ ผิวเผินมองแล้วอาจสับสนไม่รู้ของใครเป็นของใคร แต่อิษฎีกลับแยกออกว่ารอยไหนคือเท้าของเขาและรอยไหนคือเท้าของตรีภพ

“ทำไม!?”

หาเจอแล้ว จับได้แล้ว แต่เค้นเสียงถามออกได้แค่คำนี้คำเดียว

“อึก...”

อิษฎีถูกตรีภพตะคอกกร้าวใส่หน้า เขาถึงกับสะดุ้งแล้วดึงสายตาที่ละเลยออกไปไกลกลับมาในทันที สองตาซื่อใสสบมองเข้ากับสองตาคมดุเอาเรื่อง พร้อมกันนั้นยังนิ่วหน้าด้วยรู้สึกเจ็บจากแรงบีบเค้นเหมือนโดนมือแกร่งขยุ้มเนื้อบริเวณต้นแขน

“ดุแล้วเราจะรู้อะไร? ก็ไม่”

“...” เห็นๆ อยู่ว่าเขารู้ ตาคู่นั้นดุสุดเดือดจัดแต่ยังใช้ความสุขุมขังอารมณ์เดือดดาลไว้แค่ไหน เขารู้จะตาย รู้อยู่แก่ใจ รู้จนฟังแล้วใจหวาดหวั่น

“พูดแล้วเราจะรู้เรื่อง? ก็ไม่ ไม่มีทาง”

“...” ตราบใดที่หูของเขายังไม่หนวก โสตประสาทการได้ยินยังใช้งานได้ยิน ให้ตรีภพไปยืนตะคอกใส่เขาไกลกี่สิบกี่ร้อยเมตร เขามั่นใจว่าเขาจะได้ยิน นับประสาอะไรกับคนที่ยึดสองต้นแขนของเขากำไว้แน่น แล้วทำเสียงทุ้มเข้มพูดใส่โดยที่ใบหน้าของผู้ใหญ่ตรงหน้าห่างจากใบหน้าของเขาไปเพียงแค่ครึ่งไม้บรรทัด

“บอกแล้วเราจะเข้าใจ? ยิ่งไม่มีทาง”

“...” เข้าใจสิ หากไม่เข้าใจเขาจะผึ่งหูฟัง แสร้งทำหน้าซื่อตาใสแต่ใจหดฝ่อสั่นแล้วสั่นอีกอย่างนี้ไหม แต่เอาเถอะ เรื่องที่อยู่ในใจเขาก็เป็นเรื่องที่อยู่ในใจเขา มีแต่เขาที่ทุ่มเถียงและรับรู้อยู่แค่ในใจ

ยิ่งกว่าเข้าใจคือเข้ามาในใจ

ความห่วงใยที่แสนจะอัดแน่นของตรีภพที่มีให้เขา อิษฎีที่ตาไม่บอดย่อมรู้เห็นและรับเข้ามาในใจอยู่แล้ว

“เป็นคนที่ไม่ต้องรับรู้อะไรแล้ว เราถึงจะเห็นแก่ตัวยังไงก็ได้อย่างนั้นใช่ไหม อิษฎี? มาทำให้คนที่ต้องรับรู้ ห่วงเป็นบ้าเป็นหลัง เรามันเป็นคนบ้าที่ใช้ไม่ได้”

ห่วงมากเท่าไหร่ เขาก็โมโหมากเท่านั้น ทว่าทั้งห่วงทั้งโมโหมันกลายเป็นความอัดอั้นที่มีอานุภาพรุนแรง เพราะคนที่เขาทั้งห่วงหาร้อนรนจนโมโหให้เป็นคนที่ไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นได้อีกแล้ว ความบ้าไม่รู้ความของอิษฎีบางครั้งช่างเห็นแก่ตัวอย่างที่เขาบริภาษออกไป ราวกับอยู่คนละโลก การสื่อสารที่ไม่อาจส่งทุกความรู้สึกนึกคิดของเขาไปถึงอีกฝ่ายได้ มันช่างน่าอัดอั้นเหมือนถูกคุมขัง เหมือนบางอย่างที่หนาแน่นเกินกว่าภาชนะจะรองรับไว้

 “...”

บอกคนแสร้งบ้าอย่างเขาที ต้องเป็นคนบ้าแบบไหนถึงเรียกว่าใช้ได้?

เขาชักจะฟังคุณอาคนนี้เอาแต่พูดใส่เขาอยู่ฝ่ายเดียวไม่ไหวแล้ว แค่ออกมาเดินเล่นคนเดียว ไม่มีใครรู้เห็นยินยอม ท่ามกลางเกาะเล็กๆ ที่มีแต่น้ำทะเลห้อมล้อม เขาจะไปไหนได้ แล้วใครจะทำอะไรเขาได้

นี่เป็นความคิดของอิษฎี ตามประสาคนแสร้งบ้าที่ไม่ได้บ้าจริงที่ซุกซ่อนมุมรู้ความเอาไว้

ห่วงกันเอาเรื่องจริงจังขนาดนี้ ทำไมไม่จับตาเฝ้าเขาไว้แม้แต่ยามอาบน้ำขับถ่ายไปเลยล่ะ เขาตื่นมาไม่เห็นมีใคร แล้วจะให้บอกใครหน้าไหนได้?

นี่เป็นความคิดของตรีภพบวกกับความเป็นคนจริงจัง เมื่อได้ห่วงแล้วก็ห่วงหนัก

ออกมาคนเดียวแบบนี้จะรู้บ้างไหมว่าโลกที่คนปกติมีน้อยกว่าคนบ้า มันโหดร้ายสำหรับคนบ้ามากแค่ไหน เหล่านั้นล้วนคิดว่าคนบ้าถือเป็นภัยอันตรายที่ไม่ควรมีอิสรเสรี

“รู้หรือเปล่าว่าห่วงคืออะไร ห่วงมันเป็นยังไง?”

ตรีภพถามหน้าเครียดเสียงเรียบหาความเอากับคนที่เขารู้ดีว่าไม่มีวันรู้ความ ไม่มีวันเข้าถึงความรู้สึกของคนอื่น เหมือนว่าเขาเองก็ถามออกไปอย่างนั้น ไม่ได้หวังอะไรคืนกลับ

“เรารู้ๆ!” อิษฎีชูมือขึ้นรีบบอกเสียงใสหน้าระรื่น

ตรีภพหน้าทะมึน เขาจริงจังไม่มีทีเล่น ถามซ้ำเสียงเนิบนาบ “ห่วงคืออะไร เป็นยังไง?”

ในเมื่ออยากเป็นเหมือนนักเรียนที่ตอบคำถามคุณครู เขาก็ยินดีมอบให้ หากตอบไม่ถูกตอบไม่ดี เขาจะเอาไม้ในมือที่ยึดมา ฟาดให้เด็กบ้าเจ้าของเสียงเจื้อยแจ้วผิดเวลานั่นร้องด้วยความเจ็บเลยคอยดู

“นี่!” อิษฎีจิ้มนิ้วชี้ไปที่กลางหว่างคิ้วบนใบหน้าของตรีภพ

“...” คนถูกจิ้มถึงกับตะลึงระคนประหลาดใจ ไม่หลงเหลือเค้าเมฆฝนอึมครึมที่ปกคลุมอยู่เหนือหัวแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่ามันพลันสลายหายไปตั้งแต่เรียวนิ้วยาวนั้นจรดจิ้มลงมา

ห่วงคือเขา ห่วงเป็นอย่างเขา

คำตอบที่อิษฎีให้มาช่างเหนือชั้นยิ่งกว่าถูกและตอบดี

เป็นคำตอบที่ได้ใจไปไม่น้อย...ไม่น้อยเลยจริงๆ

ตรีภพเกือบจะหลุดยิ้มมุมปาก ดีที่เขากลบเกลื่อนเป็นทำถอนหายใจระอาออกไปแทน สีหน้ายังคงเจือความว้าวุ่นไม่สบอารมณ์ไว้ไม่หาย ทั้งที่ความอัดอั้นข้างในมันถูกหลอมละลายเหมือนเทียนเหลวไปแล้ว

อิษฎีเก็บนิ้วชี้คืนกลับ ก่อนจะเปลี่ยนไปทาบฝ่ามือลงบนอกข้างซ้ายของตรีภพแล้วปัดลูบพร้อมกันนั้นก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ ท่ามกลางการจับตามองของตรีภพที่คอยท่า ด้วยอยากรู้ว่าอิษฎีกำลังจะทำอะไรให้เขาหายว้าวุ่นใจอีกที่เจ้าตัวหายออกมาอย่างนี้

คนแสร้งบ้าเป่าลมทำเสียงฟู่ๆ รดอกข้างซ้ายที่มือบางเหมือใบพายกำลังปัดลูบอุตลุด

“ใจเย็นๆ นะ ใจเย็น ไม่ใจไม่เย็นนะ ฟู่ๆ ใจเย็น” อิษฎีพูดกับหัวใจในอกข้างซ้ายของตรีภพ

“เรานี่มัน...บ้าจริงๆ” ทำเอาเจ้าของหัวใจถึงกับทอดถอนใจแล้วส่ายหน้าให้ สุดท้ายยิ้มที่กลั้นไว้ใต้ความขรึม กลับทำลายความขรึมไปจนหมด

อิษฎีผละหน้าออกห่าง เมื่อสัมผัสได้ว่าตรีภพเลิกโมโหเขาแล้ว เขายืดแผ่นหลังดังเดิมแล้วชี้นิ้วให้ตรีภพดู ตรีภพเหลียวใบหน้ากลับไปด้านหลังตามการชี้นำของอิษฎี

เส้นสายลายทางที่เขาทำไว้ เพียงแค่อยากลองด้วยความอยากรู้...

“อยากรู้ว่ามันจะไปสุด...หยุดที่ตรงไหน?” ท้ายประโยคอิษฎีหันไปมองหาดทรายเบื้องหน้า พื้นผิวยังคงเรียบเนียนรอให้เขาก้าวเดินต่อไปแล้วทิ้งรอยเอาไว้เบื้องหลัง

ตรีภพมองตาม ก่อนจะดึงสายตากลับมามองคนข้างกาย

เขามีคำตอบให้ ไม่รู้ว่าจะเป็นคำตอบที่อิษฎีต้องการหรือเปล่า?

ตรีภพใช้ปลายกิ่งไม้วาดวงกลมล้อมรอยเท้าของพวกเขาสองคนเอาไว้ อิษฎีมองตามอย่างใคร่รู้  จนกระทั่งวงกลมหนึ่งวงบนผืนทรายได้ล้อมทั้งตรีภพและอิษฎีไว้

เขาถึงบอก...

“มันสุด หยุดที่ตรงนี้”

“...” อิษฎีเข้าใจถึงความหมายที่แฝงมากับการกระทำและคำพูดของตรีภพ เป็นความหมายที่มีนัยยะลึกซึ้ง เขาหันไปมองหนทางเบื้องหน้าแล้วชี้นิ้วออกไป “ไม่หยุด ยังไม่สุด ไปต่อได้”

มือที่ยกขึ้นชี้นิ้วถูกมือใหญ่ยกขึ้นมาจับกุมแล้วรั้งลงไปข้างลำตัวระหว่างพวกเขาสองคน

“ถ้าจะไปต่อก็ให้เดินไปด้วยกัน”

อิษฎีเหลียวใบหน้ามองย้อนกลับไปที่เส้นสายลายทางด้านหลัง เริ่มต้นเขาเดินมาคนเดียว ต่อมามีคนไล่ตามเขามา อิษฎีดึงสายตากลับมามองตรีภพด้วยสายตาและสีหน้าราบเรียบ ปราศจากความวิปลาส แต่ก็ไม่เปิดเผยความเป็นปกติ ตรีภพยิ้มให้เขา

“จะเดินต่อไปด้วยกันไหม?” ตรีภพยิ้มขณะเอ่ยชวนคนที่สบประสานสายตากับเขา

อิษฎีไม่ได้ให้คำตอบในทันที เขามองไปยังหาดทรายเวิ้งว้างเบื้องหน้าอีกครั้ง ข้อมือที่ถูกมืออุ่นของตรีภพจับกุมไว้เผื่อแผ่ความรู้สึกหนึ่งกำซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย สองตาเหลียวกลับมามองตรีภพอีกที

“เดิน”

ไม่รู้ว่าต่างฝ่ายต่างเข้าใจตรงกันถึงความหมายที่แอบแฝงหรือไม่ ไม่แน่ว่าอาจมีคนหนึ่งเข้าใจว่ามันเป็นเพียงการเดินเล่นธรรมดาๆ ทั่วไป หรือไม่แน่ก็ไม่มีใครคิดว่ามันเป็นเพียงแค่การเดินเล่นบนหาดทรายในช่วงตะวันอ่อนแสงใกล้ยามเย็น

เมื่อได้คำตอบจากคนแสร้งบ้า ตรีภพก็เป็นฝ่ายจับจูงเดินนำอิษฎี แต่อิษฎีไม่ยอมให้ตรีภพเป็นฝ่ายนำเขาหนึ่งก้าว เขาจึงเร่งฝีเท้าเพื่อให้นำหน้าตรีภพ แน่นอนว่าตรีภพไม่รู้ถึงความพยายามของอิษฎี

สุดท้ายแล้วไม่มีใครนำใคร มีแค่คนสองคนที่เดินเคียงข้างกันไปบนชายหาด เบื้องหลังทิ้งไว้เพียงรอยเท้าสองคู่ประทับลงบนผืนทราย

///////////////////////////////

ฟ้าครึ้มลมแรง พายุมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ทั้งที่เมื่อชั่วโมงก่อนยังมีแดด แต่ตอนนี้เมฆฝนดำทะมึนบดบังดวงอาทิตย์จนหมด บรรยากาศขมุกขมัวอึมครึม แว่วเสียงฟ้าร้องดังอยู่ไกลๆ เป็นระยะและเริ่มดังสนั่นใกล้เข้ามายังเกาะแห่งนี้ทุกที คลื่นทะเลก่อตัวระลอกใหญ่ ตรีภพรีบพาอิษฎีกลับมาที่วิลล่า ทันที่เขาดันตัวอิษฎีเข้ามาข้างในที่พักแล้วค่อยเป็นเขาปิดท้าย พอปิดประตูเพียงเท่านั้น ห่าฝนเทลงมาราวกับอัดอั้นและต้องระบายอย่างหนักหน่วง

“หิวหรือเปล่า? กลัวเสียงฟ้าร้องไหม?” ตรีภพไถ่ถาม

“หิวแล้วๆ กินก็กิน ไม่กินก็กิน หิวก็กิน กินก็หิว ไม่กินก็หิว”

ตอนเขาถามจบ เสียงฟ้าร้องดังสนั่นเหมือนอยู่เหนือหลังคาที่พักของเขา ตรีภพเอาแต่จับตามองท่าทีของอิษฎีให้แน่ใจว่าตื่นกลัวต่อภัยธรรมชาติหรือเปล่า แต่เห็นเจ้าตัวตอบกลับด้วยถ้อยคำวกวนเป็นปกติของเจ้าตัว เขาเลยคลายความกังวลใจในเรื่องนี้ไป

พูดถึงเรื่องกินแล้ว...

ตรีภพไม่กล้าปล่อยให้อิษฎีคลาดสายตาเขาไปอีก ฉะนั้นเมื่อที่นี่เหลือกันอยู่แค่สองคน หนึ่งคนวิปลาสและหนึ่งคนปกติ ตรีภพจึงพาอิษฎีขึ้นไปห้องนอนชั้นบนของเขาแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาส่งข้อความพูดคุยกับหัวขบวนที่พาคนของเขาออกไปซื้ออาหารทะเลที่ฝั่งเมือง แทนการโทรเพราะสัญญาณอาจล่อสายฟ้า

“เพทาย ตอนนี้พายุเข้า แกจะทำยังไง?”

เขาส่งข้อความไปถาม ระหว่างนั้นดูนาฬิกาบอกเวลาที่หน้าจอโทรศัพท์ถึงรู้ว่าอีกไม่กี่นาทีก็เป็นเวลาหกโมงเย็นแล้ว รออีกฝ่ายตอบไม่นานเท่าไหร่ กล่องข้อความก็แจ้งเตือน

“ที่นี่ตกหนักมาก ซื้อของเสร็จหมดแล้ว กำลังกลับไปที่ท่าเรือ แต่คนขับเรือของรีสอร์ทบอกว่าคลื่นสูงและแรงมาก ไม่กล้าออกเรือ เขาบอกว่าเช้าวันพรุ่งนี้ถึงขึ้นเกาะได้ พายุเข้าทั้งคืน มันเหตุสุดวิสัย ฉันก็ไม่ได้ดูพยากรณ์อากาศเลยไม่รู้ แต่ก็นะไอ้ตรี บางครั้งพยากรณ์อากาศก็เชื่อถือไม่ค่อยได้ อัดเงินให้เท่าไหร่คนขับก็ไม่ยอมออกเรือ แกก็เห็นเหมือนฉันว่าเมื่อบ่ายแดดยังจ้าฟ้ายังใสอยู่เลย ยังไงคืนนี้คงข้ามกลับไปไม่ได้แล้ว ตอนนี้กำลังเช็คอินที่โรงแรม ธารกับไข่ฉันดูแลเอง”

ตรีภพไล่อ่านข้อความทั้งหมดที่เพทายส่งมา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอโทรศัพท์ไปมองเด็กบ้าที่ยืนเกาะกระจก แนบทั้งลำตัวและสองฝ่ามือรวมถึงใบหน้าติดกระจกราวกับกำลังเลียนแบบสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่งที่ชอบเกาะอยู่ตามผนังและเพดาน

ความจริงแล้วอิษฎีกำลังซ่อนใบหน้าบูดบึ้ง จนตอนนี้เขาก็ไม่รู้ว่าคนสนิทหายไปไหน ไม่รู้ว่าตอนที่เขานอนหลับกลางวันได้พลาดอะไรไปบ้าง ตื่นมาถึงได้เหลือแค่เขากับตรีภพที่นี่สองคน

ไข่มีโทรศัพท์มือถือ อิษฎีจำหมายเลขของไข่ได้ แต่โชคร้ายนัก ตั้งแต่เขาหนีออกไปเดินเล่นคนเดียว จนตรีภพตามเจอ จนกระทั่งพากลับมาเพราะพายุเข้าชนิดพลิกผืนฟ้าที่สดใสให้หม่นทะมึนอึมครึมได้ในชั่วพริบตานั้น จนถึงตอนนี้ตรีภพไปไหนก็ต้องมีเขาไปด้วย

วิลล่าไม่ได้หลังใหญ่โตเลย ตรีภพไม่ปล่อยให้เขามีเวลาส่วนตัว มันยากมากที่เขาจะหาโอกาสติดต่อกับไข่ ตรีภพทำอย่างกับว่าถ้าคลาดสายตาจากเขาไปสักวินาทีหนึ่ง เขาจะล่องหนหรือไม่ก็ระเหิดกลายเป็นไอหายไปอย่างนั้นแหละ

ช่วยไม่ได้ เรื่องนี้ให้โทษเขาเองที่ทำอีกฝ่ายเป็นห่วงจนโมโหใส่เหมือนคนวัยทองคุมอารมณ์แทบไม่ได้

อิษฎีได้แต่คร่ำครวญอยู่ในใจอย่างอดสูมีอาดูรให้ตัวเอง ยืนเกาะเอาตัวเองแปะผนังกระจกมองหยาดฝนโปรยปรายกระหน่ำซัดปะทะกระจกราวกับอยากจะฝ่าปราการบางใสสาดเข้ามาให้เขาชุ่มโชก

“คืนนี้จะไม่มีใครกลับมา ปาร์ตี้ปิ้งย่างยังไม่ทันก่อฟืนไฟก็มีอันต้องยุติแล้ว อาจะสั่งอาหารกับทางรีสอร์ท คืนนี้เราคงต้องนอนด้วยกันอีกคืนแล้ว” ตรีภพพูดให้อิษฎีได้รู้ฟัง ทำเหมือนว่าอิษฎีที่ยืนเกาะกระจกอยู่ตรงนั้นเป็นคนปกติที่เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้

แน่นอนว่าคนแสร้งบ้าได้ยินแล้วถึงกับริมฝีปากล่างแยกจากริมฝีปากบนทันที เขาเหมือนถั่วปากอ้าไปแล้ว

ที่แท้ไข่ก็ขายเขาให้ตรีภพ ทิ้งเขาไว้ข้างหลังแล้วไปแสวงหาของกิน

คืนนี้ไม่กลับมาก็แสดงว่าเขากับคนสนิทอยู่กันคนละแผ่นดิน คืนนี้นอนกับตรีภพอีกครั้งก็แสดงว่าต้องนอนด้วยกันลำพังสองคนอีกครั้ง

สิบปีที่บ้ามา ไม่เหนื่อยเท่าเวลาที่ต้องอยู่กับคุณอาที่เขาแต่งงานด้วยคนนี้

อิษฎีเก็บปากล่างขึ้นมางับ ทอดสายตาและสีหน้าโอดครวญ

ระหว่างนั้นตรีภพใช้โทรศัพท์ของทางรีสอร์ทติดต่อไปยังห้องอาหารท่ามกลางเสียงฟ้าร้อง โชคดีที่ยังมีพนักงานคอยให้บริการ เขาสั่งอาหารมาสามสี่อย่าง พนักงานบอกว่าจะนำมาส่งให้ตอนฝนซาลงกว่านี้ เขาเองก็เข้าใจจึงตอบตกลง ต่อมาพอวางสายก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อหันไปเห็นอิษฎียืนเกาะกระจกอยู่อย่างนั้นมาครู่หนึ่งแล้ว โดยไม่มีการเคลื่อนไหว

“เป็นอะไรไป?” ตรีภพเดินเข้าไปหาแล้วถามพลางวางมือลงบนลาดไหล่อิษฎี

“กล่อง” อิษฎีอยากลงกล่อง เขากับไข่ไม่เคยอยู่ห่างไกลกันคนละที่คนละแผ่นดิน เขาคิดว่าจะไม่ต้องนอนร่วมเตียงกับตรีภพอีกแล้ว คิดว่าเมื่อคืนคงเป็นคืนแรกและคืนสุดท้าย นึกไม่ถึงแค่ข้ามคืนก็มีคืนต่อมาเลย

“เดี๋ยวอาไปเอามาให้ ห้ามลงไปแล้วก็ห้ามออกไปข้างนอก”

“ห้าม...ห้ามๆ ไม่ทำๆ” อิษฎีพยักหน้าระรัวและก็ส่ายหน้าระรัวอีกเหมือนกัน

ตรีภพกลับลงไปข้างล่าง เขาห้องนอนของอิษฎีแล้วหยิบกล่องใบใหญ่ใบโปรดของอิษฎีที่ไข่ขนข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วย พร้อมกันนั้นก็หยิบกระเป๋าเสื้อผ้าของอิษฎีขึ้นไปด้วย

ข้างนอกฝนตกหนักมาก ยังไม่มีทีท่าว่าจะซา ระหว่างรออาหารมื้อเย็นมาส่งที่เดาว่าน่าจะได้ตอนค่ำ เขาคิดว่าทั้งเขาและอิษฎีควรอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า

“เราอาบน้ำเองได้หรือเปล่า?”

แค่วางกล่องลงบนพื้นข้างเตียง อิษฎีก็รีบปรี่เข้ามาหา แต่ตรีภพกลับลากกล่องเบี่ยงหลบ

“ไม่อาบๆ คนนี้สะอาด ถ้าสะอาดไม่ต้องอาบน้ำก็ได้” อิษฎีขยับตัวไปตามกล่องที่ตรีภพอยู่ๆ ก็เบี่ยงหลบ

“ไม่สะอาด คนนี้ไปเดินเล่นมา ขากลับลมแรง ในลมมีแต่ฝุ่นทราย ไม่อาบให้สะอาดไม่ให้ลงกล่อง กล่องสะอาดแต่คนนี้ไม่สะอาด จะทำกล่องสกปรกเพราะคนนี้สกปรก” ตรีภพทำข้อตกลง หลอกล่ออิษฎีเหมือนคนบ้าเป็นเด็กอายุสามขวบ

“นี่เราไม่สะอาดเหรอเนี่ย” อิษฎีทำหน้าฉงน ยกสองแขนขึ้นมากอดตัวเองแล้วก้มมองตัวเองตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมา

“อาบน้ำเองได้หรือเปล่า?” ตรีภพถามอีกครั้ง

บอกตามตรงว่าเขาก็ไม่เคยดูแลคนบ้า เลยไม่รู้ว่าเรื่องส่วนตัวแบบนี้ คนบ้ารู้ความพอที่จะทำเองเป็นหรือเปล่า เมื่อเช้าเขาพึ่งคุยกับไข่เรื่องนี้ไป ไม่นึกว่ายังไม่ทันรู้ก็ต้องมาประสบพบกับสถานการณ์จริงก่อนจะรู้

ถ้าอาบน้ำเองไม่ได้ เขาก็ช่วยอาบให้ได้ ยังไงอีกฝ่ายก็เป็นผู้ชายเหมือนกันกับเขา การเห็นผู้ชายด้วยกันแก้ผ้ามันคงไม่มีผลอะไรกับความรู้สึกของเขา

“ได้ๆ อาบน้ำเป็น อาบอย่างนี้ ซู่ๆ ถูๆ ซู่ๆ เช็ดถูแล้วก็ใส่เสื้อผ้า” อิษฎีรีบตอบ เขาสัมผัสได้ว่าตรีภพมีความคิดที่จะอุทิศตัวเองช่วยเขาอาบน้ำ เขาสนิทกับไข่มาสิบปี แรกๆ อาบน้ำด้วยกันยังต้องใส่กางเกงในไว้เลย ต่อมาพอเริ่มโตเป็นหนุ่มก็ลืมเรื่องที่จะอาบน้ำด้วยกันเหมือนตอนแรกๆ ไปเถอะ นับประสาอะไรกับตรีภพที่ต่างด้วยอายุ มากด้วยประสบการณ์ คนที่เขาพึ่งตกล่องปล่องชิ้นด้วยแค่วันสองวัน

สามีภรรยาอาบน้ำด้วยกันหรือเห็นร่างกายเปล่าเปลือยของกันและกันอาจเป็นเรื่องปกติ แต่สามีภรรยาหมาดๆ อย่างพวกเขานั้นแตกต่างและไม่ปกติเหมือนคนทั่วไป คู่สมรสอาหลานนอกสายเลือดเช่นอิษฎีและตรีภพจึงไม่มีทางที่จะมีกิจกรรมอาบน้ำร่วมกันหรือเห็นร่างกายเปลือยเปล่าของกันและกันแน่

แน่ๆ...ไม่มี...อะไรอย่างนั้น...แน่ๆ แน่นอน...

ตรีภพเห็นอิษฎีอธิบายประกอบท่าทางแล้วก็พอจะเชื่อได้ว่าอีกฝ่ายน่าจะอาบน้ำให้ตัวเองได้ เอาเป็นว่าเขาจะให้อิษฎีอาบน้ำเองและเขานั่งเฝ้าที่โซฟาอยู่ตรงนี้ เผื่อว่ามีเรื่องฉุกละหุกเกิดขึ้น

“อาบน้ำทางนี้” ตรีภพพาอิษฎีไปใช้ห้องน้ำใกล้กับห้องนอนของเขา

ความจริงแล้วมันไม่เหมือนแบ่งเป็นห้อง แต่เหมือนแบ่งเป็นบริเวณด้วยลักษณะการตกแต่งและใช้ผ้าม่านผืนใหญ่ปิดกั้นแทนประตูมากกว่า ไม่ว่าจะผ้าม่านหรือประตู ถ้าตรีภพไม่เข้าไปยุ่มย่ามในเวลาส่วนตัวของอิษฎี ไม่ว่าปราการแบบไหนก็ไม่สำคัญ

ผู้ชายอาบน้ำมีอะไรน่ามอง?

ต่อให้ไม่มีอะไรปิดกั้น ถ้าเขาไม่มองก็คือไม่มอง

“อาบน้ำจะสะอาด เราสะอาด เราลงกล่อง กล่องสะอาด เราสะอาด”

อิษฎีเดินตามไป แค่ไม่ถึงยี่สิบก้าวก็มาถึงบริเวณห้องอาบน้ำ ตรีภพเดินมาส่งถึงหน้าฝักบัว ยืนปรับน้ำอุ่นให้อิษฎี

“อาบน้ำต้องถอดเสื้อผ้าหรือเปล่า?” ตรีภพทดสอบอิษฎีว่ารู้ความแค่ไหนสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันส่วนตัว เขาต้องการความแน่ใจ ไม่ใช่ว่าคล้อยหลัง อิษฎีทำเรื่องพิสดารให้เขาปวดหัวขึ้นมา คนบ้าอยู่กับร่องกับรอย ทำเหมือนที่คนปกติทำที่ไหนกัน

“บ้าไปแล้ว! อาบน้ำใครไม่ถอดเสื้อผ้า” อิษฎีสวนตอบทันที

“ดี ไม่ถอดเสื้อผ้าอาบน้ำเป็นคนบ้า เรารู้หรือเปล่า?” ตรีภพพอใจในคำตอบ

“เราไม่บ้านะ ไม่บ้าๆ เราถอดเสื้อผ้าอาบน้ำ”

“ดีมาก คนนี้เก่ง” ตรีภพลูบหัวอิษฎีขณะกล่าวชมแล้วเดินกลับออกมา เป็นเขาที่ดึงผ้าม่านผืนใหญ่ปิดกั้นระหว่างห้องนอนกับห้องน้ำแล้วเลือกที่จะนั่งรออยู่ที่โซฟา

ข้างนอกธรรมชาติยังคงแปรปรวนครวญคลั่ง สายฝนเทกระหน่ำ สายฟ้าฟาดเปรี้ยงแลบแปลบปลาบ ตรีภพนั่งจ้องกล่องใบโปรดของอิษฎี เขารู้ว่ามันคือเซฟโซนของเจ้าตัว

อยู่ๆ เขาก็บังเกิดความคิดที่จะแยกอิษฎีออกจากมัน อยากโยนกล่องกระดาษใบใหญ่ออกไปข้างนอกให้ความเปียกชื้นละลายมันจนเปื่อยยุ่ย แล้วเป็นเขาที่เป็นเซฟโซนให้กับอิษฎีแทนกล่องไร้เลือดเนื้อ

ระหว่างคิดไปเรื่อยเปื่อย ไม่ทันลงลึกว่าทำไมเขาถึงอยากเป็นเซฟโซนให้กับคนวิปลาส ฟ้าผ่าดังเปรี้ยงสนั่นหวั่นไหวเหมือนลั่นอยู่เหนือหลังคาที่พักของเขา จนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน ฉับพลันนั้นเองทั้งหมดตกอยู่ในความมืดสลัว อีกวินาทีต่อมาไฟฟ้าภายในที่พักก็วูบวาบเดี๋ยวติดเดี๋ยวดับ

ตรีภพรีบมองไปทางผ้าม่านผืนใหญ่ที่ปิดกั้นบริเวณรอยต่อของพื้นที่เอาไว้ เขาลุกขึ้นยืนทันทีเป็นเวลาเดียวกับที่ไฟดับไม่มีวูบวาบขาดตอนอีก เขารีบรั้งสาบม่านแล้วเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปท่ามกลางความมืดสลัว อาศัยแสงสว่างจากฟ้าที่แลบแปลบปลาบเป็นครั้งคราวนำทาง

เขาไม่ได้ยินเสียงน้ำไหล ไม่ได้ยินแม้กระทั่งการเคลื่อนไหวของคนที่อยู่ข้างใน

วินาทีต่อมาไฟฟ้ากลับมาใช้ได้

สว่างจ้า...

ไม่ไหวติง...

มันยากจะอธิบายถึงความรู้สึกของอิษฏีในตอนนี้ แต่สามารถบอกได้ว่าเขากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงและไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น...

คนหนึ่งแก้ผ้าเนื้อตัวเปลือยเปล่า อีกคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าครบเครื่อง สถานที่เกิดเหตุคือห้องน้ำ

คนหนึ่งย่อมเป็นอิษฏี อีกคนแน่นอนว่าไม่พ้นเป็นตรีภพ

สถานการณ์ทดสอบว่าเขามีความบ้าในตัวเท่าไหร่มาอีกแล้ว!


ความคิดเห็น

}