facebook-icon Twitter-icon

ความคิดเห็น (comment) จากผู้อ่านคือกำลังใจที่ดีที่สุดของนักเขียน อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจนักเขียนมีแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไปนะ :)

ตอนที่ 103 : สุดสัมปรายภพ

ชื่อตอน : ตอนที่ 103 : สุดสัมปรายภพ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 24.2k

ความคิดเห็น : 74

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ย. 2561 14:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 103 : สุดสัมปรายภพ
แบบอักษร

ตอนที่ 103 : สุดสัมปรายภพ


ผู้หญิงคนนั้นลุกออกจากงานศพไปแล้วไม่เคยกลับมาอีกเลย

หลังจากการปะทะคารมระดับรุนแรงระหว่างเขากับเมียใหม่ของพ่อไอ้อิฐ งานฌาปนกิจก็กลับมาสู่ความปรกติในระดับที่ควรจะเป็นอีกครั้ง เจ้าของชื่อกฤติกาคนนั้นไม่เคยกลับมาที่งานสวดพระอภิธรรม ไป๋เองก็คาดการณ์ได้ยากว่าเกิดจากความหวาดกลัวคำขู่ที่จะเล่นงานทางกฎหมายของเขา หรือเป็นเพราะความจริง ความสัมพันธ์ระหว่างผัวเมียนอกสมรสคู่นั้นก็ไม่ได้ตั้งอยู่บนความสุขตั้งแต่ต้น แต่สิ่งที่ได้รับมาก็ดูจะเป็นความปลอดโปร่งโล่งใจของทั้งเจ้าของงานอย่างอิฐ และคนรอบตัวได้เป็นอย่างดี

งานศพแต่ละวันผ่านไปอย่างเชื่องช้า

อิฐดูเหมือนจะนิ่งขึ้นมากหลังจากเวลาค่อยๆ เคลื่อนผ่านไป จากความรู้สึกเจ็บปวดที่เขาสัมผัสได้ค่อยๆ กลับกลายเป็นความเข้าใจ จนล่วงเข้าสู่การปล่อยวางถึงสังขารในชีวิต ความเป็นจริงแล้วชีวิตของอิฐกับพ่อแทบไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดซึ่งกันและกันเลย ต่างฝ่ายต่างเบือนหน้าหนี แต่สิ่งที่เขารับรู้ได้คือต่างคนต่างก็คงพอจะมีพันธะผูกพันเหลือกันไว้ซึ่งกันและกันบ้าง อย่างน้อยทรัพย์สมบัติที่เหลืออยู่ทั้งหมดของพ่อก็ถูกส่งมอบให้อิฐ และลูกชายคนเดียวก็ยังคงมานั่งบนเก้าอี้เจ้าภาพทุกวันเพื่อประกอบพิธีกรรมให้บุพการีตามความเชื่อทางศาสนา




“อาป๋ายยยยยยยยยยย”

เสียงสดใสหนึ่งดังขึ้นในช่วงเย็นของงานศพวันที่สาม หันไปก็เดาได้ไม่ยากว่าคนที่เรียกชื่อเขาเสียงยาวเหยียดคือใคร ข้าวหอม หลานรักหัวแก้วหัวแหวนของไอ้อิฐนั่นเอง

“ว่าไงข้าวหอม มาเร็วจัง วันนี้เลิกเรียนเร็วเหรอเนี่ย”

ไป๋เอ่ยทักพร้อมกับเอามือลูบหัวเด็กหญิงในชุดมัธยมต้นที่วิ่งเข้ามานั่งข้างๆ และโผกอดตัวเองอย่างสนิทสนมรักใคร่ ข้าวหอมเป็นเหมือนญาติอีกคนที่เขาเฝ้ามองการเจริญเติบโตมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กที่นั่งร้องไห้เพราะยุงกัดจนตอนนี้เด็กหญิงเข้าเรียนมัธยมต้นแล้ว ยิ่งเห็นก็ยิ่งรู้สึกสะท้อนใจถึงความเปลี่ยนแปลงมากมายในชีวิต เวลาผ่านไปเร็วมาก มากเกินกว่าที่เขาจะทำใจไหว

“ใช่ค่ะ พ่อไปรับเร็วเลยวันนี้”

ข้าวหอมพูดพร้อมบุ้ยใบ้ไปยังชายวัยกลางคนที่ยืนออกไปไม่ไกลนัก น้าใหญ่ พ่อของข้าวหอมที่กำลังยืนคุยกับอิฐอยู่แถวลานจอดรถในเวลานี้

“แล้ววันนี้แม่ข้าวหอมอยู่ดูร้านเหรอ” ไป๋ถามแบบชวนคุย

“ใช่ค่ะ วันนี้แม่อยู่เฝ้าร้าน วันนี้ในครัวน่าจะวุ่น เหมือนจะมีคนมาจัดงานอะไรสักอย่างนี่แหละค่ะ” ข้าวหอมตอบพลางผละตัวออกจากอ้อมกอดเขา แต่ก็ยังคงจับแขนพูดคุยกับเขาอย่างสนิทสนม

“พูดแล้วก็คิดถึงปลากระพงทอดน้ำปลาบ้านข้าวหอม อาไม่ได้แวะไปกินนานเลย ท่าทางคงต้องแวะไปบ้างนะเนี่ย” ไป๋พูดด้วยรอยยิ้ม

“รีบมาเลยนะอาไป๋ พ่อแม่ข้าวหอมเพิ่งพูดอยู่เลยว่าอยากให้อาไป๋ชวนคุณพ่อคุณแม่อาไป๋มาทานข้าวด้วยกันที่บ้าน พ่อแม่ข้าวหอมอยากเลี้ยงขอบคุณที่ส่งพนักงานมาช่วยในงานเยอะเลย” เด็กสาวพูดอย่างสดใส

“อื้อ” ไป๋ตอบรับ

“ข้าวหอมมาอยู่นี่เอง”

เสียงทักดังมาจากด้านหลัง หันไปก็เจอคนที่แสนจะคุ้นเคย ไอ้อิฐนั่นเอง มันยืนยิ้มแฉ่งทักทายข้าวหอม วันนี้มันอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงสแลคสีดำสนิท

“ขา อาอิฐ”

ข้าวหอมตอบพร้อมลุกขึ้นวิ่งไปกอดชายหนุ่มที่เริ่มลงมือขยี้หัวอีกฝ่ายอย่างหมั่นเขี้ยว ไป๋หัวเราะร่วนเมื่อเห็นสองอาหลานแกล้งกันไปมาอย่างมีความสุข

“น้าใหญ่เรียกแหนะ”

อิทธิกรพูดออกมาเป็นประโยคสุดท้าย หลังจากแกล้งหลานสาวตัวเล็กจนพอใจ ข้าวหอมได้ฟังคำบอกเล่าของอิฐก็ยกมืออำลาพวกเขาอย่างว่าง่าย ก่อนที่จะขอตัวแยกไปหาพ่อของตน




ร่างไร้วิญญาณของชายคนนั้นถูกพาขึ้นไปสู่เชิงตะกอนหลังจากจัดงานสวดมาได้ 7 วัน

อิฐในชุดสีดำสนิททั้งเสื้อและกางเกงอยู่ในสภาวะที่พูดอะไรไม่ออกมาตั้งแต่เช้า ชายหนุ่มในวันนี้พูดน้อยและสงวนปากสงวนคำอย่างที่เขาเองก็ไม่ค่อยจะคุ้นเคย วันนี้ว่าน เพียว และโฟคก็มาร่วมพิธีด้วย พวกเขาทั้งสี่คนยืนอยู่เคียงข้างอิฐตลอดเวลาที่ขบวนแห่ค่อยๆ นำศพเวียนรอบเมรุเป็นจำนวน 3 ครั้ง สีหน้าของอิฐเรียบสนิท ตรงกันข้ามกับแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่พร้อมจะทะลักทลายออกมาให้ได้ ราวกับจะรู้ว่าในวินาทีใดวินาทีหนึ่งข้างหน้านี้ที่เพื่อนของตนจะต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาทั้งสี่เดินเคียงข้างลูกชายของผู้สูญเสียตลอดเวลา อย่างเตรียมพร้อมที่จะยื่นมือเข้าไปให้อีกฝ่ายในช่วงเวลาของความเจ็บปวดนี้

“ขอเชิญญาติสนิทมาดูหน้าผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย”

เสียงของสัปเหร่อที่ยืนอยู่ข้างโลงศพที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าเมรุพูดขึ้นด้วยเสียงดังกังวาน ผู้เข้าร่วมงานเกือบทั้งหมดทยอยกลับกันหมดแล้ว ผู้คนจำนวนมากมาเพื่อวางดอกไม้จันทน์อย่างรำลึกถึงและจากไป แต่สิ่งต่อไปที่กำลังจะเกิดขึ้นคือการจากลาอย่างแท้จริง จากลาที่หมายถึงว่าต่อไปนี้จะไม่มีอีกแล้ว ร่างกายที่เหมือนนอนสงบนิ่งจะแหลกสลายกลายเป็นเป็นผุยผง คืนอินทรียธาตุให้แก่พระแม่ธรณี ส่วนกายละเอียดของบุคคลนั้นก็จะจากไป สู่ดินแดนลี้ลับและกว้างใหญ่ยังส่วนไกลที่สุดของสัมปรายภพ

อิทธิกรกำลังก้าวขึ้นบันไดเมรุไปยังความเจ็บปวดที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า

ญาติสนิทในเวลานี้หมายถึงลูกชายคนเดียวของผู้ตายก็ว่าได้ ชายผู้ล่วงลับคนนั้นไม่มีใครหลงเหลืออีกเลยนอกจากลูกชายนอกคอกที่กำลังสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายใน ณ ตอนนี้ อิฐก้าวขึ้นไปตามขั้นบันไดนั้นอย่างเชื่องช้า ระยะห่างไม่เกิน 10 ก้าวเดินนั้นราวจะอยู่ห่างออกไปไกลเกินคณานับ ไม่มีใครเดินตามอิฐไปแม้แต่คนเดียว คนที่ใกล้ที่สุดก็คือเขา ไป๋ที่ก็ตัดสินใจที่จะยืนรออยู่ที่บันไดขั้นแรกเท่านั้น

“เชิญสั่งเสียผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย”

สัปเหร่อเจ้าของใบหน้าเรียบสงบพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง เจ้าของหน้าที่นำส่งผู้คนไปยังอีกโลกคนนั้นก้าวถอยหลังออกไปจากโลงศพที่เปิดกว้าง ทิ้งช่วงเวลาที่แสนอึดอัดและหนักหน่วงด้วยความรู้สึกที่สะสมมาเป็นเวลากว่า 10 ปีไว้ให้ทายาทผู้ตายเพียงลำพัง ไม่มีเสียง ไม่มีศัพท์ใดเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่แสนสั้น แต่ราวกับจะยืดเยื้อและยาวนานอย่างไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง




“พ่อ...”

เสียงสั่นเครือของอิฐเอ่ยขึ้นเป็นคำแรกนับตั้งแต่ที่ร่างของชายคนนั้นถูกแห่รอบสถานที่อำลากว่า 3 รอบ ขาของชายหนุ่มสั่นน้อยๆ ในจังหวะ 3 ก้าวสุดท้ายที่จะถึงโลงศพที่ตั้งตระหง่านอยู่นั่น สายตาของอิฐค่อยๆ เห็นภาพของผู้เป็นพ่อของตนที่ตอนนี้นอนสงบนิ่งอยู่อย่างไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้นของโลกที่ถูกทิ้งไว้ที่เบื้องหลังอีกแล้ว

ร่างกายของชายคนนั้นถูกปกคลุมไว้ด้วยชุดข้าราชการเต็มยศที่ถูกตระเตรียมไว้โดยเจ้าตัวเมื่อหลายเดือนก่อน ดวงหน้านั้นคล้ำลงด้วยระยะเวลาที่ล่วงเลยกว่า 7 วันหลังสิ้นสุดการเคลื่อนไหวของกายหยาบลง ยิ่งอิฐมองยิ่งสะท้อนใจอยู่ในอก ภาพที่เห็นยังเหมือนเดิม ใครคนนั้นราวกับยังเป็นพ่อที่แข็งกร้าวและไร้หัวใจในมโนสำนึกของอิทธิกรเสมอ ต่างก็เพียงสำลีที่อุดจมูกไว้ราวกับจะย้ำเตือนให้ชายหนุ่มในชุดสีดำสนิทในเวลานี้ได้รู้ว่า บุพการีคนเดียวที่เหลืออยู่นั้นกำลังจะจากเขาไปอย่างแท้จริง


“พ่อ.....”

เสียงสั่นเครือของอิฐดังขึ้นเมื่อเห็นภาพที่แสนจะทำร้ายจิตใจนั้นเต็มคลองจักษุ ความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลราวกับจะมาจุกแน่นอยู่ที่อกนั้น ความรัก ความเกลียด ความโหยหา ความชิงชัง ความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลมาบีบคั้นกลายเป็นน้ำตาที่ค่อยๆ ไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองของชายหนุ่มอย่างช้าๆ

นานเหลือเกินที่ไม่ได้เห็นใบหน้าที่แสนจะแข็งกร้าวนั่น นานเหลือเกินที่ไม่ได้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง นานมากจนรู้สึกตัวอีกที ผู้ชายคนนั้นก็ย้ายสำมะโนเรือนอาศัยไปอยู่ยังโลกที่ลูกชายคนเดียวที่เหลืออยู่ไม่อาจจะติดตามไปได้อีกแล้วในเวลานี้


“พ่อ.......”

เสียงเรียกครั้งสุดท้ายนั้นดังลั่นขึ้นพร้อมกับการปล่อยโฮออกมาอย่างสุดจะฝืนกลั้นอดทนไหว ขาทั้งสองข้างที่เคยยืดหยัดด้วยตัวเองมาตลอดค่อยๆ ทรุดลงอย่างสิ้นหวัง ไม่มีอีกแล้ว ไม่มีโอกาสอีกแล้วแม้แต่จะเอ่ยคำอำลาให้กับเจ้าของสายเลือดครึ่งหนึ่งที่หมุนวนอยู่ในร่างกาย

ไป๋ที่ยืนอยู่ใกล้อิฐที่สุด เห็นอาการของคนรักก็รีบก้าวไปตามบันไดไม่กี่ขั้นนั่น ก่อนจะโผเข้าไปช้อนตัวชายคนนั้นมาไว้ในอ้อมกอดอย่างคาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว ร่างกายนั้นสั่นเทิ้มไปด้วยความโทมนัสอย่างสุดแสนจะหักห้าม คนในอ้อมกอดนั้นเต็มไปด้วยความสับสนจากส่วนลึกของความรู้สึกอย่างไม่อาจจะอธิบายได้ ความรัก ความเกลียด ความรู้สึกสารพัดอย่างตีกันไปมาอย่างที่อิฐเองก็ไม่อาจจะฝืนต้านทานรักษาไว้


หากจะรักก็ไม่สามารถรักให้ได้ถึงที่สุด

หากจะเกลียดก็ทำใจให้เกลียดจนหมดหัวใจไปไม่ได้


ความโหยหาการยอมรับ ความโกรธแค้นที่ถูกทิ้งขว้าง ความสัมพันธ์ทางสายเลือดที่ไม่ตัดขาด และความผิดหวังน้อยใจดึงดันกันไปมาราวกับไม่มีฝั่งใดฝั่งหนึ่งจะยอมพ่ายแพ้ปราชัยลง สภาพเจ้าของความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลนั้นจึงแหลกละเอียดไปในร่างกายที่ไม่อาจต้านทานได้กับความเป็นจริงอีกต่อไป




ไป๋กอดร่างที่สั่นเทิ้มและไร้ที่พึ่งนั้นไว้อย่างห่วงหาถึงที่สุดของหัวใจ

น้ำตาจำนวนมากมายของอิฐไหลออกมาเปรอะเปื้อนไหล่ของเขา จนตัวเขาเองก็แทบจะฝืนกลั้นความรู้สึกไว้แทบไม่ได้ นานเท่าไหร่ทั้งเขาและอิฐก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน รู้เพียงเขาได้แต่เฝ้าประคับประคองหัวใจที่แหลกเหลวดวงนั้นไว้อย่างสุดหัวใจ เท่าที่คนอย่างเขาพอจะดูแลรักษาได้ ความรู้สึกของไป๋เหมือนจะถูกกรีดจนขาดวิ่น เมื่อเห็นคนรักของตนที่ปรกติไม่เคยเสียน้ำตา แต่บัดนี้กลับร้องไห้ออกมาอย่างราวจวนเจียนจะขาดใจ

ไป๋พยักหน้าเบาๆ เป็นสัญญาณให้สัปเหร่อคนนั้นเข็นโลงศพเข้าไปสู่ส่วนลึกของเมรุในที่สุด เขาค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วประคองอิฐในสภาพที่ไม่เหลือเค้าของอิทธิกรคนเดิมเดินลงมาตามบันไดอย่างช้าๆ ไป๋ไม่ปล่อยโอกาสให้อิฐได้พูดคุยกับใครอีก เขาเดินพาอิฐไปนั่งพักในรถยนต์อยู่ตรงที่นั่งข้างคนขับ ก่อนจะปิดประตูแล้วเดินอ้อมเพื่อจะไปขับรถพาอิฐออกไปจากโลกสีหม่นนี้ไปให้ไกลแสนไกล




“ว่าน”

เสียงของไป๋ดังขึ้นเบาๆ ขณะที่ชายหนุ่มเดินอ้อมด้านหลังรถมาเพื่อจะไปยังฝั่งคนขับ แต่กลับเห็นเพื่อนสนิทของตนยืนขวางหน้าอยู่ เขามองไปรอบด้านก็ไม่เห็นใครอยู่ในระยะใกล้อีก ทั้งเพียวทั้งโฟค รวมไปถึงอิฐที่นั่งอยู่ในรถเองก็เหม่อทอดสายตาไปยังเบื้องหน้า และไม่รับรู้ถึงการมาถึงของไอ้ว่านในตอนนี้

“ไป๋”

อีกฝ่ายพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง ว่านยืนมองหน้าเขาราวกับจะถ่ายทอดคำพูดมาเป็นหมื่นล้านคำ โดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยวลีใดออกมาแม้แต่นิดเดียว

“ทำไม”

เสียงของเขาเอ่ยออกไปเสียงเรียบ ถึงแม้ว่าเขาจะตอบออกไปเพียงสั้นๆ แต่ในความรู้สึกแท้จริงแล้ว มันยืดยาวกว่าคำนั้นเพียงคำเดียวมาก สายตาของเขามุ่งมั่นและแน่วแน่ในการตัดสินใจ จนเพื่อนสนิทของเขาที่มองมาในเวลานี้ก็ส่ายหน้าออกมาแบบยอมแพ้ในที่สุด




“กูแค่อยากจะมาบอกมึงอีกครั้งว่ากูไม่เคยเห็นด้วยกับการตัดสินใจของมึงเลย” ว่านพูดขึ้น

“กูรู้” ไป๋ตอบ

“แต่กูก็แค่ยอมรับในการตัดสินใจของมึง”

ว่านพูดออกมาด้วยความรู้สึกที่ฉายชัดขึ้นมาในแววตาตอนจังหวะอึดใจสุดท้าย ก่อนที่เพื่อนสนิทของเขาจะหันหลัง และเดินจากรถยนต์ของพวกเขาทั้งคู่ไป ห่างออกไป โดยไม่หันหลังกลับมามองสายตาของเขาที่ทอดมองอีกฝ่ายอยู่แม้แต่ชั่ววินาทีเดียว






นายพินต้า

ฝากเฟส ทวีต และกดติดตามนายพินต้า ninepinta ในแอพนี้ด้วยน้า :)

สุขสันต์วันลอยกระทงค๊าบ (ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องในนิยายจะดูไม่ค่อยสุขสันต์เท่าไหร่ 555555) ไม่รู้ว่าผมจะขอของขวัญวันลอยกระทงเป็นคอมเมนต์จากทุกคนได้หรือเปล่าน้า เมนต์ให้หน่อยนะ นะนะนะ >///<

ความคิดเห็น