เด็กหญิงเย็นชา

หลงเข้ามารึเปล่าไม่รู้ แต่ก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคร๊าาาา

Re : บทที่ 11 มือที่ถูกพันธนาการ 22-11-61

ชื่อตอน : Re : บทที่ 11 มือที่ถูกพันธนาการ 22-11-61

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.8k

ความคิดเห็น : 28

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ย. 2561 05:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Re : บทที่ 11 มือที่ถูกพันธนาการ 22-11-61
แบบอักษร

​คำเตือน:นิยายเรื่องนี้มีฉากข่มขืน ขืนใจ มีเนื้อหารุนแรง ถ้าไม่ใช่แนวซินขอเตือนไว้ก่อนเด้อว่ากดปิดเลย เพราะพื้นฐานของภูผากับรัมภ์ค่อนข้างต่างกัน คู่ของรัมภ์กับนายหัวภาคินคือ พี่คินขืนใจรัมภ์ก็จริง แต่พื้นฐานของรัมภ์คือรักพี่คินอยู่แล้ว ทั้งคู่รักกัน เพียงแค่มีอะไรหลายๆอย่างมันขวางทางระหว่างทั้งสองคนอยู่ แต่สำหรับภูผาคือ ภูผาไม่ได้รักหมอนะ ภูผาเกลียดหมอนทีเข้ากระดูกด้วยซ้ำเพราะคิดว่าหมอนทีไม่รักพี่สาว และหมอก็เคร่งครัดกับตัวเอง พยายามจับใส่กรอบตลอดเวลา ห้ามนู่นห้ามนี่ และเย็นชากับภูผาแค่คนเดียว แล้วยังจะยึดทรัพท์สินมรดกของพ่อแม่และพี่สาวไปหมดด้วยเพราะภูผายังเป็นผู้เยาวไม่สามารถจัดการกับทระพย์สินได้ ส่วนในมุมของหมอ หมอมีความหลังตอนเด็กๆ อย่าลืมว่าหมอไม่ได้เป็นพี่ชายแท้ๆของนายหัวภาคินนะ หมอถูกเก็บมาเลี้ยง หมอเคยเป็นเด็กเหลือขอมาก่อน จุดเปลี่ยนชีวิตในอดีตของหมอที่ไร้จุดหมายก็คือภูผา หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า แล้วทำไมหมอต้องร้ายกับภูผาขนาดนั้น พูดดีๆทำดีๆด้วยไม่ได้เหรอ อธิบายไม่ถูกเพราะมันลึกล้ำมากในความคิด อย่างเดียวที่อยากจะบอกกับคนอ่านในตอนนี้ก็คือ...การตายของวารีไม่ใช่อุบัติเหตุ

บทที่

11

มือที่ถูกพันธนาการ


  ความฝันบางครั้งก็เกิดขึ้นจากจิตใต้สำนึกที่หลบซ่อนอยู่…

                “ภู”

                น้ำเสียงแผ่วเบาเรียกมาจากที่ไหนสักแห่ง

                “ภู”

                น้ำเสียงนั้นคุ้นเคยราวกับได้ยินมันทุกวัน

                “ภู…ตื่นได้แล้ว”

                เสียงนั้นยังคงเรียกย้ำ พยายามปลุกให้เขาตื่นขึ้นมา ใช่แล้ว…เขาจำเสียงนั้นได้เป็นอย่างดี เสียงที่มักจะปลุกเพื่อไม่ให้ไปโรงเรียนสาย

                เสียงของวารี…

                “ภู…ตื่นได้แล้วนะ”

                เสียงนั้นเรียกอีกครั้ง ดังมาจากเบื้องหน้า เด็กหนุ่มค่อยๆลืมตา ทว่าทอดสายตาออกไปก็เจอเพียงแต่ความมืดมิด กากาศรอบกายหนาวเหน็บ

                “พี่วา”ส่งเสียงเรียกออกไป

                “พี่ว่า…อยู่ไหน”ก้าวขาเดินเข้าไปในความมืดมิด

                เพียงแค่ก้าวแรกก็ทำให้รู้สึกราวกับถูกฉุดให้จมดิ่งลงไปในห้วงเหวอันดำมืด

                “พี่…วา”ครั้งนี้เรียกด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ ไม่ว่าจะมองปางไหนก็มีแต่ความมืดและความว่างเปล่า ไร้ซึ่งคนเงาของคนที่อยากพบเจอ

                “ภู”เสียงเรียกอันหวานหูดังขึ้นอีกครั้งที่เบื้องหน้า

                เด็กหนุ่มหรี่ตาเมื่อมองไปทางต้นเสียง แสงสีขาวที่อยู่ไกลออกไป ที่ตรงนั้นมีใครบางคนยืนหันหลังให้เขาอยู่

                แผ่นหลังนั้นช่างคุ้นเคย…

                ขาวยาวค่อยๆก้าวไปข้างหน้าทีละก้าวอย่างเชื่องช้าก่อนจะเร็วขึ้นจนกลายเป็นวิ่ง วิ่งแม้จะรู้สึกหนักอึ้งราวกับขาทั้งสองข้างกำลังจมลงไปในโคลน ทว่าวิ่งเท่าไรก็ไม่ถึงสักที แสงสว่างเบื้องหน้านั้นค่อยๆลอยห่างออกไป

                “พี่ว่า…”

                “พี่ว่า หยุด…”

                ร้องเรียกด้วยน้ำเสียงแหบแห้งหวังว่าแสงนั้นจะหยุด

                “พี่ว่า…รอภูด้วย”

                ทำไมกัน…ยิ่งไล่ตามเท่าไรแสงนั้นยิ่งหนีไกลออกไปเท่านั้น ทำไมทุกคนต้องพากันหนีเขา

                ความกลัวเข้ากัดกินจิตใจ พยายามวิ่งให้เร็วกว่าเดิม แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว ล้มฟุบลงกับพื้น ได้แต่มองแสงนั้นไกลห่างออกไปสุดตา น้ำตาที่พยายามกักเก็บเอาไว้นานแสนนานไหลรินอาบแก้ม เอื้อมมือไปข้างหน้าราวกับจะไขว่าคว้าสิ่งที่กำลังจะหายไป

                “อย่าทิ้งภูนะ ฮึก! อย่าทิ้งภู…”

                “เฮือก!!”ภูผาสะดุ้งเฮือกให้กับความฝันที่เกิดขึ้น

                ผิวแก้มเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ทุกอย่างเหมือนจริงจนน่ากลัว เด็กหนุ่มกำลังตัวสั่น ไม่รู้ว่าตัวเองเผลอหลับทั้งที่อยู่ในรถของน่านนทีตั้งแต่เมื่อไร ฝนข้างนอกยังคงตกหนักไม่มีทีท่าว่าจะหยุด แม้จะอยู่ในรถแต่ก็รู้สึกหนาวเย็นไปจนถึงกระดูกจนต้องคู้ตัว

                “พี่วา…”เสียงชื่อของคนที่ปรากฏตัวในฝันด้วยเสียงแหบแห้ง ลำคอรู้สึกแห้งผากราวกับคนขาดน้ำมาหลายวัน

                สุดท้ายก็ถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวแม้กระทั่งในความฝัน ภูผาก้มหน้าฟุบลงกับเข่า หากวันนั้นคนที่ต้องจากไปคือตัวเขาก็คงจะดี จะไม่ได้ต้องเผชิญกับทุกๆวันที่แสนจะโหดร้าย นับวันคำว่าความสุขยิ่งห่างไกลออกไปทุกที

                เพราะอากาศในรถไม่ถ่ายเทบวกกับพื้นที่ภายในรถที่แคบจึงทำให้ยิ่งรู้สึกอึดอัด ดีแค่ไหนแล้วที่ไม่ขาดอากาศตอนที่เผลอหลับ ป่านนี้ใครบางคนคงนอนหลับบนเตียงอย่างสบายใจ คิดแล้วแค้นใจ กระชับกอดตัวเองแน่นเพื่อคลายความรู้สึกหนาวที่โอบล้อมอยู่รอบตัว

                “ลงมา!!”

                แต่ก็ต้องสะดุ้งตัวโยนอีกครั้งเมื่อประตูรถฝั่งที่นั่งถูกเปิดออกกะทันหัน ต้นแขนถูกดึงบังคับให้ต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจเพราะเกือบจะหล่นลงไปกองกับพื้นหากไม่เซไปปะทะกับแผงอกกว้างของอีกฝ่ายเสียก่อน

                “อะไรของมึง!!”ตวาดถามเสียงดัง ทั้งตกใจทั้งระแวง

                ทันทีที่ตั้งสติได้ก็ผละตัวออก ยันมือกับแผงอกของน่านนที ตวัดตามองอย่างไม่พอใจ

                                “เข้าไปข้างใน”น่านนทียังคงออกคำสั่ง

                “กูไม่ไป!!”

                “อย่าให้ฉันต้องพูดย้ำ แค่นี้ก็ทำฉันเสียเวลามามากพอแล้ว”

                “กูบอกแล้วไงว่ากูไม่ได้ขอให้มึงมารับ มึงเสือกมาเอง ปล่อยแขนกูสิวะ!! กูขยะแขยง”ไม่ว่าจะพยายามขืนสักเท่าไรน่านนทีก็ไม่ยอมปล่อยแขนสักที กลับยิ่งออกแรงบีบจนเริ่มรู้สึกเจ็บขึ้นมา

                “ขยะแขยง?”

                คำว่าขยะแขยงทำให้หมอหนุ่มชะงัก แต่ก็เพียงชั่วครู่ก่อนจะออกแรงลากให้เด็กหนุ่มเดินตามเข้าไปข้างในห้องพัก

                เพราะว่าไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่ตอนเที่ยงทั้งยังรู้สึกอ่อนเพลียกว่าตอนปกติ สุดท้ายแล้วก็พ่ายที่จะยื้อ

                “ไปอาบน้ำซะ”

                น่านนทียังคงทำสิ่งที่ถนัดนั่นก็คือการออกคำสั่ง ผ้าขนหนูสีขาวของโรงแรมถูกโยนมาคลุมหัว

                “อย่ามาสั่งกู”ตวัดตามองด้วยความไม่พอใจ

                “ก่อนจะดื้อรั้นนายน่าจะมองสภาพตัวเองในกระจก”

                คำพูดของน่านนทีทำให้ภูผาเลี่ยงไม่ได้ที่จะมองกระจกบานใหญ่ที่ติดอยู่บนผนังห้องทุกด้าน มองเงาสะท้องของเด็กผู้ชายเบื้องหน้า

                คำว่าน่าสมเพชคงจะน้อยไป…

                เพราะความเหนื่อยล้าที่กำลังกัดกินทั้งกายและใจทำให้เด็กหนุ่มเหนื่อยที่จะต่อกรกับปีศาจร้ายเบื้องหน้า เหนื่อยจนรู้สึกจุกแน่นหน้าอกราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกำลังกุมหัวใจแล้วบีบรัดเอาไว้ ได้แต่ปล่อยให้สายน้ำอุ่นไหลผ่านร่างกาย ชำระล้างคราบเหงื่อไคลจนสะอาด ปลายนิ้วกลางแตะริมฝีปากล่างเบาๆบนรอยแผลตกสะเก็ดเลือด

                ภูผาเกลียดความรู้สึกที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ทั้งหวาดกลัว ทั้งเกลียดชัง ทั้งระแวง รวมถึงความกระหายในบางสิ่งบางอย่างที่ไม่รู้ว่าคืออะไร ทุกอย่างมันกำลังฉุดดึงตัวตนของเขาไปคนละทิศทาง ฉีกทิ้งตัวตนที่เคยมีจนขาดวิ่น หลงเหลือเพียงแต่ความว่างเปล่า

                “ฮึก!!”

                สะอื้นเสียงเบาเมื่อรู้สึกเจ็บที่ต้นแขน ปลายเล็บของเด็กหนุ่มกำลังจิกแขนตัวเองแล้วครูดเป็นแนวยาว ฟันคมกัดริมฝีปากแน่น เวลาผ่านไปนานแค่ไหนภูผาไม่รู้ รู้แค่ว่าความรู้สึกกระหายมันกำลังชนะความรู้สึกทั้งหลายที่กำลังแย่งชิงพื้นที่จิตใจ ยิ่งรู้สึกเล็บก็ยิ่งจิกไปในผิวเนื้อลึกมากขึ้น ผิวที่ถลอกเริ่มมีเลือดซึมออกมาปะปนกับน้ำ คิดว่าความเจ็บแสบจะดับความกระหายที่เกิดขึ้น แต่มันกลับไม่ได้ช่วยอะไรเลย

                ตึง!!

                “ภูผา!!”

                เสียงเรียกจากข้างนอกห้องน้ำพร้อมกับเสียงทุบประตูทำให้ภูผาสะดุ้ง ราวกับถูกมือที่ทุบประตูนั้นฉุดให้หลุดออกจากภวังค์ หันไปมองทางประตู

                “ฉันจะนับหนึ่งถึงสิบ ถ้านายไม่ออกมาฉันจะพังประตูเข้าไป”ออกคำสั่งอีกแล้ว

                “หนึ่ง”เสียงนั้นเริ่มต้นจุดชนวนระเบิดอารมณ์ ฟันคมกัดริมฝีปากแน่น ขบกัดแผลที่ปริแตกอยู่แล้วให้เจ็บกว่าเดิม

                “สอง”ราวกับเวลาแต่ละวินาทีนั้นยาวนานนับชั่วกัปชั่วกัลป์

                “สาม”ก้อนเนื้อในอกถูกบีบรัดแน่น

                “สี่”เล็บจิกลงไปบนผิวเนื้อลึกขึ้น เลือดสีแดงผุดซึมไหลไปกับสายน้ำ

                “ห้า”ครึ่งทางที่ชนวนของความรู้สึกถูกเผาไหม้

                “อย่ามายุ่งกับกู!!”ตะโกนตอบกลับแม้อยากจะกรีดร้องออกกไปราวกับคนบ้าก็ตาม

                “นายควรจะออกมาได้แล้ว”

                เพราะอะไรกัน ทำไมเด็กหนุ่มถึงได้รู้สึกว่าน้ำเสียงที่ตอบกลับมามันนุ่มนวลลง ไม่แข็งกระด้างเหมือนเก่า คงจะคิดไปเอง

                “กูบอกว่าอย่ามายุ่งกับกู!!!”

                แสบที่แขน เจ็บที่ใจ ไม่อยากจะออก ถูกกดดันให้จนมุม ไม่รู้ตัวว่าน้ำตาไหลลงมาปะปนกับสายน้ำตั้งแต่เมื่อไร

                “หก”ทุกอย่างมันเชื่องช้าไปหมด

                                “เจ็ด”พยายามกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้

                “ออกไป!!! ฮึก! อย่ามายุ่งกับกู!!!”คว้าก้อนสบู่ใกล้มือโยนใส่ประตูเต็มแรง

                ทำไม…ทำไมจะต้องตกอยู่ในสภาพน่าสมเพชทุกครั้งที่อยู่ในสายตาของน่านนที

                “แปด”เสียงน้ำที่ไหลกระทบพื้นยังคงดังกึกก้อง

                “เก้า…ถ้าฉันเข้าไปได้ล่ะก็อย่าหวังว่าฉันจะให้อภัยกับการกระทำโง่ๆของนายนะภูผา”กายเปลือยเปล่าสั่นเทายากจะควบคุม

                “สิบ”

                สิ้นสุดระยะของชนวนแล้ว แต่ทว่าประตูนั้นกลับไม่ได้พังเข้ามาอย่างที่คิด เป็นเพราะว่ามันถูกเปิดด้วยมือของเจ้าของร่างเปลือยเปล่าที่มีเพียงผ้าขนหนูพันรอบเอว ทั่วทั้งร่างชุ่มไปด้วยหยดน้ำ ตาคู่แดงก่ำจ้องเขม็งไปที่ชายร่างสูงใหญ่เบื้องหน้า ส่งผ่านความรู้สึกแค้นเคืองทั้งหมดที่มีไปให้

                “พอใจมึงรึยัง”เอ่ยปากถามประชด

                “แล้วนายคิดว่ามันน่าพึงพอใจไหมล่ะ…เช็ดตัวให้แห้งแล้วไปนั่งรอบนเตียง”ราวกับไม่ใส่ใจสักเท่าไร น่านนทีออกคำสั่งอีกครั้ง

                “กูจะไปนอนในรถ”

                “จนถึงตอนนี้นายยังคงจะดื้อดึงอยู่สินะ หัดดูสภาพตัวเองซะบ้าง”เสียงทุ้มบอกพร้อมกับใช้สายตามองร่างกายของเด็กหนุ่ม

                เขามองผิวกายเนียนละเอียดที่ห่อหุ้มร่างกายเบื้องหน้า  เห็นได้อย่างชัดเจนว่าภูผาผอมลงจากเดินค่อนข้างเยอะ ไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะสังเกตเห็น มือใหญ่กำเข้าหากันแน่น

                “มึงเก็บคำพูดพวกนี้ไว้บอกตัวเองเถอะ เอาเวลาไปดูแลตัวเองให้เลิกตอแหลใส่หน้ากากต่อหน้าคนอื่นจะดีกว่า”แม้จะถูกต้อนให้จนมุมแต่ก็เลือกที่จะสู้ต่อด้วยคำพูดอันก้าวร้าว

                “ไปนั่งบนเตียง”แต่น่านนทีกลับเลือกที่จะไม่ใส่ใจ กลับออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงกดต่ำ มือใหญ่เอื้อมมาหมายจะคว้าแค้น

                “ก็บอกว่าไม่ก็ไม่สิวะ!!”ภูผาอัดมือน่านนทีออก เบี่ยงตัวหลบ มองอีกฝ่ายด้วยสายตาหวาดระแวง

                การต่อต้านของเด็กหนุ่มปลุกให้น่านนทีหมดความอดทนในที่สุด เขาผลักร่างกายที่ค่อนไปทางผอมให้ล้มไปที่เตียง กดมือทั้งสองข้างที่พยายามตอบโต้ตรึงเอาไว้ให้หมดทางสู้ ใช้สายตาเย็นชาจ้องตอบตาคู่คมที่มองมาด้วยความเกลียดชังก่อนจะไล่สายตาลงไปมองแผลตกสะเก็ดบนริมฝีปากที่ถูกกัดจนบวมช้ำ แม้แผลบนริมฝีปากของเด็กหนุ่มจะทำให้หมอหนุ่มตกใจ แต่ก็ไม่เท่ากับแผลสดใหม่ที่ปรากฏอยู่บนช่วงแขนผอม

                “แผลนี่…”

                “อย่าเลือก!!”เด็กหนุ่มโต้ตอบทันทีราวกับรู้ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร

                “ทำไมถึงทำร้านตัวเอง”

                “เรื่องของกู”

                “เลิกพูดว่าเป็นเรื่องของนายทั้งที่เรื่องของนายมันทำให้คนอื่นเดือดร้อน”ตาคู่ดุยังคงจ้องมอง

                แต่แววตาที่มองมากลับต่างออกไป ไม่เหมือนทุกที ภูผาผละสายตาไปมองทางอื่น ไม่คิดจะตอบโต้คำโต้แย้งที่ได้รับกลับมา เบือนหน้าหนีสายตาที่มองมาอย่างสำรวจในสภาพล่อแหลม มีพียงผ้าขนหนูที่ห่อหุ้มร่างกาย แต่สายตาที่มอมากลับทำให้รู้สึกราวกับเปลือยเปล่า จิตใจถูกฉุดดึงให้ด่ำดิ่งลงไปในจุดที่ต่ำที่สุด

                เหนื่อยล้าและรู้อยู่เต็มอกว่าสู้แรงอีกฝ่ายไม่ไหว จึงเลือกที่จะนอนนิ่งไม่ตอบโต้ มีเพียงสิ่งเดียวที่กำลังตอบโต้ก็คือความคิด

                หากตายไปก็คงจะดี…

                “เฮือกกก!!”

                ทว่าแม้กระทั่งในความคิดน่านนทีก็ยังคงไม่ปล่อยให้เขาเป็นอิสระ เด็กหนุ่มสะดุ้ง ยิ่งกัดริมฝีปากแน่นเมื่อลายนิ้วร้อนแตะลงมาบนริมฝีปาก ก่อนจะรู้สึกเย็นวาบถึงเจลเย็นอะไรบางอย่าง

                “อยู่นิ่งๆ อย่ากัดปาก”

                “มึงทำอะ…”เสียงที่กำลังจะเอ่ยขาดห้วงเมื่อสบเข้ากับสายตาที่มองมาอีกครั้ง

                ไร้ซึ่งความเย็นชา…

                เป็นสายตาที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและไม่อยากจะเห็น เพราะว่ามันอ่านยากจะคืออะไร ไม่อยากจะคิดหวังว่ามีอะไรซ่อนอยู่ข้างในนั้น

                แม้ว่ามือทั้งสองข้างจะถูกปล่อยให้เป็นอิสระแล้ว แต่มันก็ยังคงวางนิ่งอยู่ข้างลำตัวเหมือนเดิม

                “ถ้าปล่อยไว้จะอักเสบ”

                “ทำแบบนี้ทำไม มึงไม่จำเป็นต้องสนก็ได้”ตั้งคำถามด้วยความอยากรู้

                ลึกๆในใจรู้ดีว่ากำลังคาดหวังกับคำตอบ แต่ก็ไม่รู้ว่าคำตอบที่กำลังคาดหวังคืออะไร

                “เพราะว่านายเป็นน้องของวารี”

                ผิดหวัง…

                รู้สึกผิดหวังกับคำตอบที่ได้รับกลับมา ตาคู่คมหลุบลงเสี้ยววินาทีก่อนจะจ้องตอบ

                “มึงไม่จำเป็นจะต้องยึดติดกับพี่วาแล้วก็ได้ ยังไงพี่วาก็ตายไปแล้ว มึงจะมาสนใจกูทำไม คนสอหน้าอย่างมึงหาเมียใหม่ได้สบาย”

                “ฉันไม่ต้องการ”น่านนทีตอบกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวในทันทีที่ภูผาพูดจบ

                “นั่นสินะ…กูก็ลืมไปว่ามึงมันวิปริต โอ๊ย!! เจ็บ!! ไอ้…อื้อ!!!!”

                ทุกคำต่อว่าถูกกลืนกินไปในชั่วปริบตา เสี้ยววินาทีร่างกายก็แข็งเกร็ง ตาคู่คมเบิกกว้าง ใบหน้าถูกกอบกุมไม่ให้หันหนี บังคับให้รับริมฝีปากร้อนผ่าวที่ประทับจูบลงมาอย่างหยาบโลน บดขยี้ลงมาไร้ซึ่งความปราณี

               “อื้อ”

                แม่จะขัดขืนแต่ก็สู้ไม่ไหว ทั้งผลักทั้งทุบแต่น่านนทีก็ไม่ยอมปล่อย ร่างกายสูงใหญ่ที่ทาบทับลงมายิ่งทำให้ขยับแทบไม่ได้ ผ้าขนหนูที่พันเอวไว้หลุดไปกองอยู่ที่ข้อเท้า

                “ปะ ปล่อย อื้อ”

                อยากจะกรีดร้องในเสี้ยววินาทีที่ริมฝีปากนั้นผละออก แต่ก็ทำไม่ได้เมื่อริมฝีปากนั้นบดขยี้จูบลงมาอีกครั้ง สอดปลายลิ้นชื้นน้ำลายเข้ามาข้างใน ราวกับว่าลมหายใจถูกช่วงชิงไป เด็กหนุ่มพยายามดิ้นขัดขืน รู้สึกสะอิดสะเอียดจนแทบอ้วก

                 เกลียดชัง…

                อีกครั้งที่น่านนทียัดเยียดความเกลียดชังเข้ามาในจิตใจ มันตอกย้ำให้เด็กหนุ่มยิ่งรู้สึกชิงชังอีกฝ่ายมากขึ้น

                ทันทีที่ริมฝีปากหยักถอนจูบออกเด็กหนุ่มก็รีบสูดอากาศอายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ราวกับปลาขาดอากาศหายใจ จ้องมองเงาสะท้องของตัวเองบนกระจกเพดานผ่านลาดไหล่หนา

                 “จะทำอะไร!!”สะดุ้งอีกครั้งเมื่อน่านนทีกำลังจับแขนทั้งสองข้างรวบเข้าหากัน ตวัดมองด้วยความตกใจ

                “อยู่เฉยๆถ้าไม่อยากถูกทำมากกว่าจูบ”

                แม้น่านทีจะบอกอย่างนั้นแต่ภูผาก็แทบจะไม่เหลือเรี่ยวแรงขัดขืน ข้อมือทั้งสองข้างถูกมัดรวบด้วยเน็กไทล์แล้วยกขึ้นไปเกี่ยวกับตะขอที่ยื่นออกมาจากหัวเตียง

                “กูถามว่ามึงจะทำอะไรกู!!”ถามย้ำอีกครั้งอย่างหวั่นวิตก

                แต่ทว่าน่านนทีกลับไม่ตอบคำถามที่ถามออกไป ร่างสูงใหญ่กลับก้าวขึ้นมาคร่อมเหนือร่างเปลือยเปล่าของเด็กหนุ่ม ก่อนที่มือใหญ่จะเอื้อมไปหยิบกระเป๋าเครื่องมือแล้วหยิบบางสิ่งออกมา

                บางสิ่งที่ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกหวั่น…

                ---------------------------------------


อย่าเกลียดกันเลยยยยยยยยยย

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}