แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 18

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 281

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ย. 2561 03:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 18
แบบอักษร

วงสังคมชั้นสูงของฮ่องกงในเวลานั้นรับทราบกันเลาๆว่าคุณนายหมั่นคนปัจจุบันมีภูมิหลังที่ไม่โสภาดังรูปโฉม ใครคนหนึ่งเคยบอกว่าหล่อนมีพื้นเพมาจากสลัมแห่งหนึ่งบนฝั่งเกาลูน พ่อซึ่งเป็นฮากกามีอาชีพต้มเหล้าเถื่อน ขณะที่แม่ซึ่งมาจากเกาะเฉิ่งเจ๊าก็เหมือนกับผู้หญิงจีนโบราณทั่วไป คือมีหน้าที่ปรนนิบัติสามีและเลี้ยงดูลูก เป็นที่ร่ำลือกันว่าหยิงโถวเคยทำงานในบาร์มาก่อนจะได้พบกับท่านสมาชิกสภาบริหาร แต่ตอนอยู่ที่นั่นหล่อนจะทำงานเป็นอะไร ก็ยากที่คนนอกจะระบุได้แน่ชัด เพราะว่าหล่อนจะตาเขียวปั้ดทันใด เมื่อใครก็ตามเปรยคำถามถึงชีวิตสมัยก่อนให้หล่อนได้ยิน

สำหรับหมั่น ช่งจี แม้จะล่วงรู้ประวัติอันด่างพร้อยของอนุภรรยาอยู่แก่ใจ หากคุณท่านแห่งบ้านตระกูลหมั่นก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่เคยขุดคุ้ยความหลังมาสร้างความหมางใจแก่หล่อน ซ้ำยังปฏิบัติต่อหล่อนเป็นอย่างดีเสมอกับอดีตภรรยาผู้ล่วงลับซึ่งมีชาติกำเนิดในตระกูลขุนนางเดิม...นักการเมืองใหญ่เอาอกเอาใจหล่อนต่างๆนานา ทั้งควงหล่อนออกงานสังคมในฐานะภริยาสมาชิกสภาบริหาร ขนซื้อแก้วแหวนเงินทองมาประเคนไม่เคยขาด พาหล่อนไปเที่ยวชมสิ่งสนุกสนานต่างๆทุกครั้งที่มีเวลาว่าง หรือยอมเลิกฝิ่นที่ติดงอมแงมมาตั้งแต่หนุ่มเพียงเพราะหล่อนบ่นว่าเหม็น มิไยที่คนสนิทจะล้อว่าท่านสมาชิกสภาหลงเมียสาวอย่างไร คนถูกล้อก็เอาแต่ยิ้มแหย พลันเล่นลิ้นว่าที่ตนทำลงไปไม่ใช่เพราะความหลง แต่เป็นเพราะความรักที่มีมากล้นจนยอมเสียสละความสุขส่วนตัวหลายๆอย่างเพื่อคนที่ตนรักต่างหาก

ไม่ว่าจะเป็นเพราะความหลงหรือความรัก แต่สิ่งสำคัญหนึ่งที่หนุ่มใหญ่ละเลยไปก็คือความรู้สึกที่ฝ่ายภรรยามีต่อเขา ซึ่งเขาก็ไม่เคยมีโอกาสได้รับรู้ความจริงส่วนนี้ แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต


ไหว่เชิงยังคงดอดออกไปท่องราตรีอย่างสม่ำเสมอ จวบจนกระทั่งคืนหนึ่งที่คณะละครหุ่นกระบอกมาเปิดการแสดงในโรงละครใกล้ๆบ้าน โดยเรียกเก็บค่าเข้าชมแพงจับใจ ด้วยความอยากดูทั้งที่เงินติดตัวมีไม่พอ ทำให้เขาต้องแสวงหาเงินจากแหล่งอื่น ซึ่งแหล่งเงินที่หยิบฉวยได้ง่ายที่สุดในบ้านย่อมไม่ใช่อื่นไกล นอกเสียจากหีบเงินในห้องรับประทานอาหารที่แม่ของเขาเก็บไว้สำหรับเป็นค่าจ่ายตลาด

เด็กชายครึ่งวิ่งครึ่งเดินเข้าไปขโมยเงินท่ามกลางความมืดของยามดึกสงัด ความที่เร่งร้อนเพราะกลัวว่าจะไปไม่ทันรอบการแสดงผสานความตื่นตระหนกเพราะไม่เคยทำมาก่อน ส่งผลให้เขาสะดุดขาเก้าอี้ตัวหนึ่งขณะกำลังงัดแงะหีบใบนั้น

“โอ๊ย” ไหว่เชิงหลุดปากร้องออกมา ร่างที่อ้วนท้วนด้วยไขมันล้มกระแทกพื้นดังตึง หีบที่อุ้มไว้กระดอนไปไกลหลายช่วงก้าว

“ใครน่ะ” เสียงเด็กหญิงลั่นขึ้นด้วยความตื่นกลัว แสงสว่างจากโป๊ะไฟที่ถูกเปิดขึ้นบัดดลนั้น จับร่างเจ้าของเสียงพอให้เห็นรางๆ “คุณชายน้อย!” เหล่ฟั้นทำหน้าไม่ถูก เมื่อแลเห็นบุตรชายเจ้าของบ้านนั่งแหมะอยู่ตรงหน้า รอบตัวมีธนบัตรและเหรียญหล่นเรี่ยราย “คุณมาทำอะไรอยู่ตรงนี้”

“อย่ามายุ่งเรื่องของฉัน”

“นั่นมันหีบของคุณนายนี่” เธอกดสายตามองเขาแบบเดียวกับตำรวจสอบสวนผู้ต้องหา “อย่าบอกนะว่านั่นคุณกำลังจะ...”

“หุบปาก!” ไหว่เชิงแผดเสียง “มันไม่ใช่เรื่องของแก”

“ทำไมจะไม่ใช่เรื่องของฉัน ในเมื่อฉันต้องใช้เงินจากหีบใบนั้นไปซื้อของที่ตลาดทุกวัน” เหล่ฟั้นไม่ลดราวาศอก

“ถอยไปเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นพรุ่งนี้เช้าฉันเอาเรื่องแกแน่”

“ก็ลองดูสิคะ” สาวใช้เบ่งอย่างเป็นต่อเพราะรู้ดีว่านายน้อยหมายความว่าอย่างไร “ถ้าคุณชายน้อยคิดจะฟ้องคุณนาย ฉันก็จะไปฟ้องคุณท่านเหมือนกัน ถ้าคุณท่านรู้ว่าคุณขโมยเงินค่าจ่ายตลาดไป คุณจะโดนหนักกว่าฉันอีก”

เด็กชายหน้าแดงด้วยความโกรธเกรี้ยว ทว่าอึดใจนั้น เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าแล่นอ้าวออกไปจากห้อง หนีหัวซุนกลับขึ้นห้องนอนด้วยใจที่สั่นระทึก...ไหว่เชิงไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้มีอะไรรอเขาอยู่บ้าง อย่างเบาสุดอาจเป็นคำดุด่าจากคุณพ่อ แต่หากว่าอารมณ์ของผู้เป็นบิดาขุ่นมัว โทษทัณฑ์อาจเพิ่มเป็นหวดสักหนึ่งโหล ด้วยไม้เรียวอันเบ้อเร่อซึ่งฝากรอยช้ำบนแก้มก้นของเขามาไม่รู้กี่รอยต่อกี่รอย

“เป็นเพราะนังหน้าจืดนั่นคนเดียว” คุณชายน้อยแห่งตระกูลหมั่นยังไม่หายเคืองแค้น “ถ้าคุณพ่อทำโทษฉัน ฉันไม่ปล่อยแกลอยนวลแน่”


ผลที่เกิดขึ้นในรุ่งเช้าก็ไม่ผิดจากการคาดเดาของเด็กชายนัก คุณพ่อนั่งผึ่งผายบนเก้าอี้ฝังมุกข้างแท่นบูชาบรรพบุรุษ สีหน้าที่ผู้ให้กำเนิดเขม้นมองมาเปี่ยมด้วยความผิดหวังและเจ็บร้อน ไหว่เชิงยอบตัวลงคุกเข่าอย่างรู้หน้าที่ ก่อนที่คุณพ่อจะพิจารณาความผิดของเขาต่อหน้าป้ายวิญญาณสีทองซึ่งมลังเมลืองยามต้องแสงเทียน

“จะทำอะไรก็เห็นแก่หน้าฉันและแซ่ที่นำหน้าชื่อแกเสียบ้าง” หนุ่มใหญ่ชี้ไม้เรียวไปที่หน้าบุตรชาย “บรรพชนในปรโลกจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน หากพวกท่านรู้ว่าลูกหลานแซ่หมั่นคนหนึ่งทำตัวระยำเหมือนไอ้พวกกุ๊ยข้างถนน”

มือที่กุมก้านไม้เรียวสั่นระริกด้วยโทสะ ก่อนหวดลงบนบั้นท้ายของไหว่เชิงเต็มเหนี่ยวจนเด็กชายรู้สึกราวกับว่าเส้นประสาททั่วกายเขาจะปลิดออกเป็นเสี่ยงๆ “ฉันตีเพื่อให้แกจำ แกจะได้ไม่กล้าทำอีก” ช่งจีกระโชกกระชาก

ผู้ทรงอิทธิพลแห่งเกาลูนพาดไม้เรียวไว้ในที่ประจำของมันยามไม่ต้องฟาดก้นใคร แล้วจึงเดินกระแทกเท้าออกไปจากห้อง โดยไม่แยแสบรรดาหมุ่ยไจ๋ที่กำลังสุมหัวเกาะติดการพิพากษาอยู่หน้าห้องแต่อย่างใด                 

ไหว่เชิงกำหมัดแน่น ความโกรธพลุ่งขึ้นมาอัดแน่นเต็มหัวอก เมื่อหางตาสะดุดเข้าที่ใบหน้าขาวนวลของเหล่ฟั้นซึ่งกำลังเมินหลบไปทางอื่น เขาขบคิดหาทางแก้เผ็ดเธอจนหูอื้อตาลายตั้งแต่เมื่อคืนจนกระทั่งบัดนี้ – คิดว่าเธอต้องชดใช้อย่างสาสมฐานที่ทำให้เขาต้องตกที่นั่งลำบาก ต้องสูญเสียทั้งความไว้วางใจที่บิดามีให้ตลอดมา ทั้งช่องทางแสวงหาความสุขที่เขาอุตส่าห์ค้นพบด้วยตัวเองในคราเดียวกัน โดยมิได้รู้ความจริงเลยว่าคนที่นำเรื่องเขาหนีเที่ยวและขโมยเงินไปฟ้องคุณพ่อหาใช่เหล่ฟั้น หากเป็นหมุ่ยไจ๋อีกคนที่เฝ้าคอยเวลาล้างแค้นเขามานานแรมปีอย่างอาฉุน ผู้ซึ่งตื่นขึ้นเพราะเสียงวิวาทระหว่างเด็กทั้งสองคนต่างหาก


เทศกาลไหว้บ๊ะจ่างเวียนมาบรรจบอีกปีหนึ่งพร้อมกับความชื่นมื่นของชาวเมืองทั่วไป ตึกรามทุกหนแห่งได้รับการปัดกวาดเช็ดถูจนแลดูใหม่เอี่ยม บางบ้านจุดเครื่องหอมหรือกำมะถันเพื่อขับไล่สัตว์มีพิษ บรรยากาศสองฟากอ่าววิกตอเรียที่ยามปกติคึกคักมากอยู่แล้ว ยิ่งมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ ด้วยโต๊ะบูชานับไม่ถ้วนซึ่งตั้งวางอาหาร ขนม ผลไม้ กระดาษเงินกระดาษทอง รวมทั้งที่ขาดไปไม่ได้เลยคือบ๊ะจ่างแบบกวางตุ้งทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันเป็นพระเอกของเทศกาลนี้

ตกบ่ายถนนทุกเส้นจะเนืองแน่นด้วยผู้คนทุกเพศทุกวัยที่พรั่งพรูไปริมอ่าวเพื่อชมการแข่งขันพายเรือมังกรอันลือชื่อ ซึ่งว่ากันว่าหากใครอยากได้ที่นั่งดีๆ ต้องถ่อไปจองพื้นที่ริมน้ำเสียตั้งแต่ตะวันยังไม่ทันโผล่พ้นฟ้า นอกจากเรือยาวนับร้อยลำที่ดารดาษอยู่เหนือผืนน้ำ หัวสัตว์ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้าแห่งสายน้ำที่อวดความขลังอยู่บนหัวเรือทุกลำ นายท้ายเรือผู้ให้จังหวะโดยการย่ำกลองดังสนั่น รวมถึงผู้เข้าแข่งขันที่จ้วงจ้ำไม้พายสุดกำลัง ต่างก็มีส่วนช่วยในการเพิ่มแรงดึงดูดให้แก่การแข่งเรือมังกรราวกับมนตร์สะกดให้ผู้ชมติดใจมิรู้คลาย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แต่ละปีจะมีผู้เข้าชมการแข่งนี้มากถึงหลักแสนคน เด็กๆซึ่งมักมีนักกีฬาในดวงใจต่างตะโกนส่งเสียงให้กำลังใจทีมหรือผู้เข้าแข่งขันที่ตนโปรดปรานดังลั่นอ่าว ขณะที่สาวๆซึ่งแต่งกายประชันความงามกันเต็มที่มักมีความสุขกับการเพ่งพิศเรือนร่างของเหล่าฝีพายหุ่นล่ำบึกแต่ละคนมากกว่าจะพุ่งความสนใจไปที่เกมกีฬา...เหล่านี้เป็นเพียงสีสันบางส่วนของเทศกาลที่สร้างชื่อแก่ฮ่องกงอย่างมหาศาล ขนาดที่ผู้คนจากเมืองแม่หรือดินแดนอาณานิคมอื่นๆปรารถนาจะมายลด้วยตาตนเอง

และทุกครั้งที่เทศกาลนี้มาถึง เหล่ฟั้นก็ทนไม่ได้ที่จะคิดถึงฝอซาน - ถิ่นกำเนิดของตนซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสังเวียนประลองเรือมังกรที่เก่าแก่ที่สุด ทั้งที่จริงๆแล้ว เธอจะไม่เคยชมกีฬาโบราณชนิดนี้เลยก็ตามที


แม้จะมีเลือดจีนเต็มตัว แต่การที่เติบโตมาในศาสนสถานของชาวตะวันตก เด็กหญิงจึงไม่รู้จักขนบประเพณีของชาติพันธุ์ตนมากนัก ช่วงเวลาสามสี่ปีในคฤหาสน์สีข้าวโพด คำถามหนึ่งที่เหล่ฟั้นไม่เคยได้คำตอบก็คือ ทำไมชาวจีนถึงได้สรรหาเหตุมากำหนดเทศกาลได้ทุกเดือน และดูจะเป็นเคราะห์ร้ายของเธออีกด้านหนึ่งที่เจ้านายยึดมั่นธรรมเนียมเคร่งครัด...ทุกครั้งที่วันสำคัญใกล้มาถึง บรรดาสาวใช้เป็นต้องเหน็ดเหนื่อยกับการตระเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ให้ถูกต้องตามแบบแผนเทศกาลนั้นๆ บางครั้งก็ถึงกับทำงานข้ามวันข้ามคืน ขณะที่ผู้เป็นนายเพียงแต่ประกอบพิธีในวันจริงเท่านั้น

ครั้งนี้ก็เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา สองพี่น้องผู้โตกว่ารับบทแม่ครัว ปรุงอาหารไหว้อื่นๆทุกชนิด ส่วนเหล่ฟั้นเป็นคนผูกบ๊ะจ่าง โดยห่อใบไผ่เป็นทรงยาว กรอกข้าวเหนียวที่นึ่งจนแฉะ เนื้อหมู ไข่แดงเค็ม กุ้งแห้ง เห็ดหอมหรือถั่วแดงเม็ดเล็กๆลงไป ก่อนส่งต่อให้ป้าเซาผูกเชือกกล้วยและหอบพวกมันไปนึ่งในหม้อ

แต่ไหนแต่ไรมา เหล่ฟั้นเป็นที่ชื่นชมของคนในบ้าน ค่าที่เป็นคนบากบั่นและความมีน้ำจิตน้ำใจ ทว่าในวันนั้น คุณสมบัติเหล่านี้กลับเป็นโทษแก่ตัวเธอเสียได้...

“ซุปกระดูกหมูเสร็จแล้วยัง” เสียงถามของคุณนายดังมาจากโต๊ะไหว้ ตามด้วยคำสำทับจากคุณชายน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆ “ยกมาเร็วๆซิ”

“เสร็จแล้วเจ้าค่า กรุณารอสักครู่” อายี่ยกมือปาดเหงื่อที่ไหลเยิ้มเต็มดวงหน้า เร่งตักเมนูอาหารที่แม่ลูกถามถึงใส่ชามกระเบื้องเสียจนมือเป็นระวิง “อาฉุน อาฟั้น ใครก็ได้ ช่วยมายกชามนี้ไปที”

“หนูเอง” คนอายุน้อยสุดในกลุ่มเสนอตัว ส่วนน้องสาวแท้ๆทำเมินหน้า แกล้งแสดงท่าว่ายุ่งอยู่ด้วยวิธีก้มๆเงยๆหน้าอ่างล้างจาน

ภาพของไหว้ละลานตาอยู่บนโต๊ะยาวที่ลากมาต่อกับแท่นบูชายังติดตาเด็กหญิงเสมอมา ไม่ว่าเหตุการณ์วันนั้นจะผ่านพ้นไปนานสักเท่าไหร่...หมุ่ยไจ๋จำได้ดีถึงกิริยาอันสงบเสงี่ยมของคุณท่านระหว่างยกธูปทำท่าคารวะ ท่าหยิบจับจานแต่ละใบของคุณนายอันบ่งบอกถึงความรู้สึกขอไปที ม่านควันของธูปเทียนที่หนาทึบจนแลเห็นแผ่นป้ายวิญญาณไม่ถนัด อีกทั้งอาหารสดนานาชนิดที่สุมกองอยู่บนโต๊ะนั้น ไล่เรียงมาตั้งแต่ผักผลไม้ที่ปอกหั่นอย่างดี ไก่ต้มและห่านพะโล้ตัวเป็นๆ หรือหัวหมูพะโล้ขนาดมหึมาที่ชวนให้ผู้พบเห็นรู้สึกหิวมากกว่าสยดสยอง

หากนั่นเป็นคราวเคราะห์ของเหล่ฟั้นที่เธอไม่เห็นคุณชายน้อย

ความรู้สึกสุดท้ายของเด็กหญิงสัมผัสได้คือผืนพรมที่เธอเพิ่งเหยียบถูกแรงปริศนารูดออกไป เด็กหญิงเสียการทรงตัว เธอลื่นไถลไปข้างหน้า ชามที่ประคองมาหลุดออกจากมือ เป็นผลให้น้ำแกงทั้งชามกระฉอกกระแฉก

และสิ่งที่ไม่มีใครปรารถนาจะให้เกิดก็คือ...น้ำแกงชามนั้นพุ่งไปที่คุณนาย!


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น