โซซอล

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 04-14 Mounting

คำค้น : กลลวงกลายรัก นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 616

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 24 พ.ย. 2561 15:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
04-14 Mounting
แบบอักษร

​“ฉันคิดว่า...”


ขณะที่คังยองโฮกำลังจะพูดอะไรออกมา ยองจีที่นอนอยู่ก็ส่งเสียงร้องออกมาสั้นๆ บ่งบอกให้รู้ว่าฟื้นแล้ว เป็นช่วงเวลาที่พอดีอย่างสมบูรณ์แบบ ฮันจูพอใจมากแล้วเบนสายตาไปยังยองจีราวกับไม่ได้ยินอะไร เปลือกตาค่อยๆ เปิดออกแล้วกระพริบช้าๆ ฮันจูคิดว่าท่าทางของอีกฝ่ายตอนนี้เหมือนเด็กน้อยแรกเกิดเลย


“…ยูฮันจู”


ยองจีลืมตาขึ้น คนที่เขาเห็นเป็นคนแรกคือฮันจูไม่ใช่คังยองโฮ แววตายังคงพร่ามัวราวกับลูกไก่ที่เพิ่งตื่นนอนมองแม่ไก่ และยังคงไม่สามารถเปิดรับความเป็นจริงตรงหน้าในตอนนี้ได้สมบูรณ์ ฮันจูก้าวเข้าไปใกล้ยองจีราวกับตอบรับการเรียกขาน คังยองโฮก็ลุกขึ้นเช่นกัน

ขณะนั้นยองจีก็หันมาเห็นคังยองโฮ อีกฝ่ายก็มองมายังยองจี สายตาที่เคยพร่ามัวจนถึงเมื่อครู่นี้ชัดเจนขึ้นมาทันที ความระมัดระวังตัวซึ่งใกล้เคียงกับการดูหมิ่นจ้องเขม็งไปยังคังยองโฮ

เป็นสายตาอวดดีอย่างแท้จริง


“…ออกไปเถอะครับ”

“…”

“ตอนนี้...ผมไม่อยาก...เห็นหน้าปู่”


น้ำเสียงเฉียบขาด คังยองโฮสับสนไปครู่ใหญ่ว่าจะต้องพูดอะไร ยองจีผลักไสตนเองเป็นครั้งแรก การบีบบังคับด้วยลักษณะทางพันธุกรรมเป็นวิธีการที่โหดร้ายเกินไปสำหรับคนป่วย ก่อนหน้านี้มีดวงตาคู่หนึ่งกำลังเฝ้าดูอยู่ เขาน่าจะไม่รู้เรื่องที่ตัวเองเพิ่งตื่นขึ้นมาเมื่อสักครู่นี้ และความจำเป็นที่เขาจะต้องออกไปก่อนแล้วประกาศให้คนอื่นรู้ยิ่งไม่มี


“…อืม พักก่อนเถอะ ค่อยคุยกันทีหลัง”


ความมีเกียรติเป็นปัญหาสำคัญมาก คังยองโฮลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยสีหน้าไม่พอใจ อย่างแรกคือยองจีฟื้นแล้ว และเพราะดูสบายดีเขาจึงรู้สึกเหมือนกับข้ามผ่านภูเขาลูกใหญ่

เขาลุกขึ้นเพื่อจะออกไปข้างนอก ก่อนจะก้าวเดินออกไปก็พูดด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบาซึ่งมีเพียงแค่ฮันจูเท่านั้นที่ได้ยิน


“…ถ้าชื่อยูฮันจู ทางฝั่งแม่คงเป็นคนเกาหลีสินะ”


ครั้งนี้เป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ คังยองโฮเดินผ่านไปทั้งอย่างนั้น


ทั้งสองคนได้ยินเสียงปิดประตูแต่สายตาแต่ละคนกำลังมองไปยังที่ที่ต่างกัน ฮันจูกำลังมองลงไปยังยองจี ยองจีพยายามมองไปยังประตูที่ถูกปิดลงราวกับตั้งใจจะเมินหน้าเขาและยังคงเงียบต่อไป

ถอนหายใจ ในที่สุดยองจีก็เงยหน้าขึ้นมามองฮันจู ชายผู้เคยโอบล้อมร่างกายของเขาราวกับสัตว์เดรัจฉานหายไปอย่างไร้ร่องรอย และแพทย์ประจำตัวที่เขารู้จักดีกำลังยืนอยู่ตรงนั้น

สิ่งที่อยากพูดไม่ได้มีเพียงเรื่องสองเรื่อง เรื่องที่อยากถามก็เยอะแยะไปหมด เริ่มจากคำถามน่าเบื่อหน่ายอย่างเช่นตอนนี้ไม่เป็นอะไรใช่ไหม จนถึงการขอให้ปิดเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเป็นความลับ แต่เขาก็ล้มเลิกทั้งหมด ยังปวดหัวอยู่เลย ไข้เพิ่งจะลดลงไปได้ไม่นาน

ยองจีถอนหายใจเหมือนจะบอกให้เขาฟัง


“...คุณก็ออกไปด้วยได้ไหม”


ฟังดูเหมือนเป็นข้อเสนอแต่ไม่ใช่ข้อเสนอเลย


“ผมจะนอนต่ออีกสักหน่อย”


ร่างกายซึ่งค่อยๆ สงบลงคิดว่าตัวเองอาจจะถูกฝังอยู่ในฟูกทั้งอย่างนั้น แต่นอกจากการนอนแล้ว เรื่องที่อยากทำและเรื่องที่ทำได้นั้นไม่มีเลย


ตอนไข้ขึ้นเขาฝันร้ายอีกแล้ว เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งกรีดร้องบอกให้เขาไปตายซะ


ไม่อยากนึกถึงอีก ความรู้สึกคลื่นไส้กระจุกอยู่ตรงหน้าอกของยองจี อึดอัด เหมือนถูกอุดอยู่ข้างใน รู้สึกเหมือนถูกอะไรบางอย่างที่ไม่มีตัวตนไล่ตามอย่างเสมอต้นเสมอปลาย จนเหมือนจะอาเจียนออกมา

ยองจีมองฮันจู


“…มีอะไรจะคิดนิดหน่อยน่ะ”


อยากรู้ตัวตนนั้น และถึงแม้ไม่ใช่เรื่องนั้นแต่เรื่องที่จะต้องคิดก็ทับถมกันจนกองเท่าภูเขา


“ครับ แต่ก่อนอื่นตอนนี้พักผ่อนให้เพียงพอนะครับ”


หลังจากฮันจูพูดจบ ยองจีก็เอนตัวลงไปนอนอีกครั้งแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาห่ม สีหน้าดูเหน็ดเหนื่อย แค่เพียงสองวันแต่กลับเกิดเรื่องขึ้นมากมาย บางทีอาจจะเป็นช่วงเวลาที่สับสนที่สุดในชีวิตของยองจี ถ้าคิดถึงกระทั่งเรื่องแบบนั้น ไม่ว่าจะเท่าไหร่ก็สามารถเอาใจใส่เขาได้

เสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอปกคลุมทั่วทั้งห้องอย่างรวดเร็ว ฮันจูไม่ได้ออกไปเหมือนอย่างที่ตอบแต่ยังคงยืนนิ่งๆ มองยองจี เขากำลังนับจังหวะของแผ่นอกซึ่งขยับขึ้นลงทุกครั้งที่หายใจเข้าออกโดยไม่มีใครรู้ อย่างน้อยในเวลานี้ ที่นี่ ทุกอย่างสงบสุข

ยกเว้นภายในหัวของเขา

นอกจากจะไม่ออกไป เขายังนั่งลงนิ่งๆ ข้างเตียง ฮันจูขยับตัวอย่างกังวลและระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะกลัวว่าอาจจะทำให้ยองจีตื่น ใบหน้าของยองจีที่มองจากระยะห่างที่ใกล้ขึ้นทำให้รู้สึกประหลาดใจเหมือนไม่เห็นมาก่อน งดงาม...


เพราะอย่างนั้นเลยยิ่งสนใจรอยแดงช้ำบนแก้มข้างซ้ายอย่างอดไม่ได้


ดูเหมือนว่าจะโดนตบหน้า มือของฮันจูลูบแก้มของยองจีเบาๆ แก้มขาวนุ่ม ความรู้สึกและกลิ่น แล้วก็ผิวหนัง นอกเหนือจากรอยช้ำที่ไม่น่ามองแล้วก็เป็นใบหน้าที่น่ารักมากทีเดียว

ฮันจูไม่ยิ้มและไม่โมโห แต่โกรธอย่างไม่ลังเลเลย โกรธที่คังยองโฮบังอาจทิ้งร่องรอยของตัวเองไว้บนแก้มขาวๆ นี้


“…อย่าป่วยเลยนะ”


เสียงกระซิบราวกับเพลงกล่อมเด็กนุ่มนวลกว่ากลิ่นหอมหวานที่ลอยออกมาจากตัวเขา บางทีถ้ายองจีตื่นอยู่ แม้เขาจะคิดไปเองแต่สายตาที่มองมานั้นอ่อนโยนอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด

ถึงจะสามารถทำแบบนั้นได้ ถ้าทำให้คังยองจี ฮันจูไม่อยากให้ยองจีป่วยจากใจจริง


“นายห้ามป่วยนะ...คังยองจี”


เพราะถ้าแค่ป่วยล่ะก็ ฉันจะไม่มีทางพอใจได้เลย

สิ่งที่เตรียมไว้เพื่อนาย มันมากกว่านี้...


ขณะที่ในใจกำลังคิดอะไรอยู่นั้น สายตาของเขาก็ยังคงอ่อนโยน แน่นอนว่ายองจีไม่สามารถเห็นมันได้ เพราะเขารู้ความจริงนั้นจึงสามารถแสดงความคิดออกมาด้วยการกระทำอย่างกล้าหาญ เป็นความรู้สึกน่าเอ็นดูจนน้ำตาจะไหล มือของฮันจูสัมผัสที่แก้มของยองจีเบาๆ อีกสองสามครั้งราวกับเสียดาย

ยองจีอยู่ข้างๆ เขาและสามารถสัมผัสได้ สถานการณ์ในตอนนี้ไม่เหมือนโลกแห่งความเป็นจริงเลย ฮันจูก็เช่นเดียวกัน

เขามองใบหน้าซึ่งกำลังหลับใหลอยู่พักหนึ่งแล้วนึกขึ้นได้ว่าควรไปได้แล้วจึงลุกขึ้น ก่อนจะออกไป ฮันจูประทับริมฝีปากลงไปบนหน้าผากของยองจี ริมฝีปากของเขาประทับลงโดยไม่เหลือร่องรอยอะไรไว้แม้แต่เสียงแล้วค่อยๆ ถอยห่างไป


“ขอให้... ฝันดีนะ”


ในเมื่อบอกฝันดีแล้ว ฮันจูก็หมุนตัวไปยังประตูเดียวกันกับที่คังยองโฮออกไป

ประตูเปิดแล้วปิดลงอีกครั้ง ทันใดนั้น


“…จะทำอะไรกันแน่นะ”


ยองจีลืมตาขึ้น


“ยูฮันจู...”


แล้วหลับตาลงอีกครั้ง

ยองจีพูดชื่อซึ่งจำได้อย่างแม่นยำเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเข้าสู่ห้วงนิทราไป

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น