ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่ 23

คำค้น : ราชันย์พ่ายรัก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.3k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ธ.ค. 2562 23:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 23
แบบอักษร

บทที่ 23

“ข้าต้องการพบแม่ทัพหวง เจ้าจงไปสืบมาว่าข้าจะพบท่านแม่ทัพเป็นการส่วนตัวได้อย่างไร” องค์ฮวาเอ่ยเสียงเครียด กดระดับเสียงให้มีเพียงเสี่ยวซื่อเท่านั้นที่ได้ยิน เมื่อนางกำนันคนสนิทได้ยินจึงรีบปลีกตัวออกไปทำตามคำสั่งทันที

“จะเสด็จไหนหรือเพคะ องค์หญิง” เสี่ยวจูที่ตามมาด้านหลัง เห็นเสี่ยวซื่อเดินออกไป จึงได้เดินขึ้นหน้ามายืนข้างนายตน พร้อมกับเสี่ยวผิง

“ข้าจะไปตำหนักหยางเกา รอพบฝ่าบาท” น้ำเสียงเด็ดเดี่ยว แววตามุ่งมั่นขององค์หญิง ทำให้เสี่ยวผิง นึกขึ้นมาได้คำหนึ่ง ‘ยอมหักไม่ยอมงอ’ คงเป็นคำนี้กระมัง

แม้นางกำนันทั้งสองจะมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถามอะไรออกไป ได้แต่สาวเท้าตามเจ้าของร่างเพียวระหงตรงหน้าเดินต่อไป จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูของตำหนักหยางเกา เหล่าองครักษ์ก็รีบเข้ามาถวายบังคม

“ขณะนี้ฝ่าบาทกำลังอยู่กับท่านอัครเสนาบดี เสด็จเข้าไปไม่ได้พะย่ะคะ” องครักษ์ขั้นสูง แถบดิ้นทองกล่าวขึ้น อิงฮวาจึงได้แต่พยักหน้ารับ

“ข้าจะรออยู่ที่ลานฝึกยุทธ์ด้านข้าง คงได้กระมัง” อิงฮวากล่าวจบก็พานางกำนันคนสนิทของตนทั้งสองไปยังทิศทางของลานฝึกยุทธ์ เหล่าองครักษ์ไม่อาจตอบรับหรือปฏิเสธ จึงได้แต่ก้มหน้าไม่ตอบสิ่งใด และลอบให้คนเข้าไปกราบทูลฮ่องเต้ทันทีอย่างไม่รอช้า พวกเขารู้ดีว่าฮ่องเต้ทรงให้ความสำคัญกับองค์หญิงแค่ไหน พวกเขาหวังใจว่าอีกไม่นานองค์หญิงผู้มีรูปโฉมงดงามตรึงใจเช่นนี้จะมาดำรงตำแหน่งฮองเฮาที่ว่างมานานในตำหนักในสักที

“เสี่ยวผิงเจ้าจงนำเสี่ยวไป๋กลับไปที่ตำหนักเยว่ซิน จากนั้นนำกล่องประดับมุกราตรีที่อยู่ในห้องมาให้ข้า” หลังจากเข้ามายังลานฝึกยุทธ์ ร่างบางยอบตัวนั่งอยู่บนเก้าอี้กลางศาลาด้วยท่าทางสงบนิ่ง แววตาที่ฉายออกมานั้นแฝงแววคุกรุ่นจนเสี่ยวผิงอดสะท้านไม่ได้ จึงยอบตัวแล้วรีบไปทำตามคำสั่ง ไม่นานเสี่ยวซื่อก็กลับมาด้วยท่าทางร้อนใจ

“แม่ทัพหวงออกไปจากวังหลวงแล้วเพคะ อีกสามวันจึงจะเข้ามาประชุมอีกครั้งเพคะ” เสี่ยวซื่อกระซิบที่ริมหูของผู้เป็นนายเสียงเบา

“ข้ารอถึงตอนนั้นไม่ไหวหรอก วันนี้ข้าจะเค้นเอาความจริงจากปากฝ่าบาทให้ได้” อิงฮวาจ้องมองไปทางตำหนักหยางเกาอย่างมุ่งมั่น ก้อนเนื้อที่อกข้างซ้ายเต้นรัวจนอึดอัดไปทั้งร่าง

นางกำลังหวาดหวั่นกับการเผชิญความจริงในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า ใบหน้าหวานซีดเผือก ริมฝีปากบางเม้มแน่นจนรับรู้รสชาติของโลหิตที่เจืออยู่ในปาก อิงฮวาพยายามอย่างยิ่งที่จะสงบใจของตนไม่ให้ร้อนรนจนเกินไป แต่คำพูดของหมิงลู่ก็ดังแว่วอยู่ในโสตประสาทไม่หยุด หากเป็นอย่างที่หมิงลู่กล่าวจริง นางจะทำอย่างไรดี

ระหว่างที่ที่อิงฮวากำลังขบคิดอยู่นั้นเสี่ยวผิงก็กลับมาพร้อมกับกล่องประดับมุกราตรี มือบางรับกล่องนั้นไว้ ก่อนจะเปิดฝากล่อง หยิบพัดด้ามหนึ่งขึ้นมาถือไว้ เสี่ยวซื่อเห็นเช่นนั้นก็ตกใจจนตาโต

“องค์หญิง!” เสี่ยวซื่อใจสั่นขวัญแขวน นานแล้วที่องค์หญิงไม่ได้หยิบพัดเล่มนี้ขึ้นมา วันนี้เหตุใดจึงหยิบมันขึ้นมาเล่า นางจะก่อเรื่องอะไรอีกหนอ แค่คิดนางกำนันคนสนิทก็หวาดหวั่นจนน้ำตาคลอ

“พวกเจ้ากลับไปตำหนักเยว่ซินก่อน ข้าจะรอฝ่าบาทอยู่ที่นี่สักครู่”อิงฮวาออกคำสั่ง แต่สายตายังจ้องมองพัดที่อยู่ในมือ ลูบไล้มันช้าๆ อย่างใช้ความคิด

นางรู้ดีว่าวรยุทธ์ของนางก็แค่ระดับกลางๆพอให้ปกป้องตัวเองได้เท่านั้น หากไม่มีจิงหลานคอยช่วยไหนเลยนางจะรอดปลอดภัยมาได้ทุกครั้ง แต่ครั้งนี้คนที่นางจะต้องเผชิญหน้าคือ จิ้นหยาง คนที่แม้แต่จิงหลานสิบคนก็ไม่แน่ว่าจะตัดปอยผมสักปอยของเขาได้ นางยิ่งไม่มีหวังจะสู้เขาได้เลย ถึงรู้อยู่แก่ใจดีเพียงใดแต่การมีอาวุธอยู่ในมือก็ทำให้นางอุ่นใจกว่าเป็นไหนๆ อย่างน้อยๆ หากเขาทำร้ายนาง นางก็ยังจะสามารถตอบโต้ได้บ้าง เรียกว่าไม่ย่ำแย่มากนักก็พอ

“ให้หม่อมฉันอยู่ด้วยเถอะเพคะ” เสี่ยวซื่อเดินขึ้นหน้ามาหนึ่งก้าว เอ่ยขึ้นแกมขอร้อง นางกังวลเหลือจะกล่าว เวลาเช่นนี้นางจับต้นชนปลายไม่ถูกแต่กลับมีลางสังหรณ์ประหลาดขึ้นมา แบบนี้จะให้นางวางใจปล่อยองค์หญิงอยู่เพียงลำพังได้อย่างไร

“วางใจเถอะ ข้าจะพยายามไม่ทำให้เจ้าต้องเดือดร้อนหรอก” อิงฮวารู้ดีว่าเสี่ยวซื่อคิดอะไร แต่อย่างไรเสียนางก็ไม่อาจถอยหลังกลับได้ วันนี้เป็นตายยังไงนางก็ต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่อง

“แต่...” เสี่ยวซื่อยังคงวิตก

“เดี๋ยวนี้คำสั่งของข้า เจ้าก็ไม่ฟังแล้วหรือ”  อิงฮวาถอนหายอย่างไม่พอใจ กล่าวตำหนิเสี่ยวซื่อ

“ไม่ใช่เพคะ เพียงแต่หม่อมฉัน...” เสี่ยวซื่อ รู้ดีว่าองค์หญิงของตนนั้นดื้อรั้น แต่ไม่คิดว่าจะเผด็จการได้มากถึงเพียงนี้ ถึงกับไม่ต้องการให้นางมาขัดขวาง นางกำนันน้อยอย่างนางได้แต่วิงวอนต่อสวรรค์แล้ว

“เสี่ยวผิง เสี่ยวจู พวกเจ้าจงพาเสี่ยวซื่อไปคุกเข่าหน้าห้องพระเป็นเวลาหนึ่งก้านธูป เฝ้านางไว้ให้ดีด้วย” อิงฮวาต้องการกันไม่ให้คนในตำหนักเยวซินต้องเดือดร้อนเพราะนาง จึงได้แต่ออกคำสั่งเช่นนี้ เดิมทีนางก็ซุกซนจนทำให้เสี่ยวซื่อพลอยเดือดร้อนไปด้วยตลอด ร่างบางอดเห็นใจนางกำนันคนสนิทไม่ได้ ถึงเวลาที่นางต้องจากไป นางจะไม่ลืมพานางกำนันขี้บ่นคนนี้ไปด้วยกันอย่างแน่นอน

“พ...เพคะ องค์หญิง” เสี่ยวผิง เสี่ยวจูหน้าซีดเผือก นี่เป็นครั้งแรกที่องค์หญิงสั่งลงโทษบ่าวในตำหนักเยว่ซิน เดิมทีองค์หญิงไม่ยึดติดต่อฐานะของตน ปฏิบัติต่อคนในตำหนักเยว่ซินอย่างเท่าเทียม มาวันนี้กลับสั่งลงโทษเสี่ยวซื่อ พวกนางทั้งแปลกใจและหวาดหวั่นไปในเวลาเดียวกัน ได้แต่รับคำสั่งอย่างเสียไม่ได้

เมื่อนางกำนันทั้งสามเดินคอตกกลับไปแล้ว อิงฮวาก็ได้แต่ทอดถอนหายใจ ใจล่องลอยไปไกลได้แต่วาดหวังว่าหมิงลู่จะแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อหลอกลวงนาง

มือบางกำด้ามพัดแน่น พยายามห้ามอาการมือสั่นของตน ก่อนจะพยายามรวบรวมลมปราณที่ติดขัดให้สงบนิ่ง ความคิดมากมายเริ่มไหลหลั่งเข้ามาในสมองราวกับสายน้ำในฤดูหลาก ยากนักที่อิงฮวาจะทนไหว จากที่นั่งอยู่นิ่งๆก็เริ่มทนไม่ไหวอีกต่อไป ร่างบางยืนขึ้นก้าวเท้าเข้าไปยังลานกว้างที่สร้างไว้ใช้สำหรับฝึกยุทธ์ของจิ้นหยาง ออกแรงใช้กำลังภายในของตนร่ายรำเพลงพัดที่ห่างหายไปนานเพื่อสงบอารมณ์ของตนเอง

ภาพความทรงจำมากมายที่หลั่งไหลเข้ามายิ่งทำให้กระบวนท่าของอิงฮวารุนแรงขึ้น จากที่ตั้งใจแค่ว่าจะออกกำลังเพื่อให้สมองของตนปลอดโปร่ง บัดนี้กลับมีรังสีฆ่าฟันโรมรันไม่ห่างกาย นางโกรธเกลียดเขาได้ แต่ไม่อาจไม่ยอมรับว่าใจของนางนั้นอ่อนแอยิ่ง เดิมทีนางก็แค่เด็กสาวเอาแต่ใจคนหนึ่งเท่านั้น ไม่เคยคิดฝันว่าตนเองจะตกอยู่ในสถาณการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ บุญคุณความแค้น ความรัก ความทรมานอะไร นางไม่เคยคาดคิดแม้แต่น้อย แต่ยามนี้นางกลับเข้าใจทุกอย่าง ราวกับว่าดักแด้ตัวน้อยได้กลายร่างเป็นผีเสื้อโดยสมบูรณ์ไปเสียแล้ว

หากเขาฆ่าพี่จิงหลานจริงย่อมไม่มีเหตุผลใดที่นางจะรั้งอยู่ที่นี่ต่อ และนางยิ่งไม่อาจให้อภัยหรือรักเขา ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่อาจเกลียดเขาได้เช่นกัน เมื่อค้นพบว่านางไม่อาจอยู่ร่วมกับเขา ก็ให้รู้สึกทรมานเหลือเกินที่จะจากเขาไป ความรักความแค้นระหว่างเขากับนาง แยกออกช่างยากนัก แค่คิดใจของนางก็ปั่นป่วนจวนจะคลั่งเสียแล้ว

ร่างบอบบางยังคงร่ายวรยุทธ์ของตนต่อไป ไม่ทันสังเกตว่าได้มีใครคนหนึ่งได้ยืนมองอยู่จากทางเข้าลานฝึกยุทธ์ไม่ไกลนัก ชายเสื้อคลุมสีดำสะบัดพลิ้วไปตามแรงลม ดวงตาคมกริบจ้องมองไปยังร่างบอบบางร่ายรำพัดที่เต็มไปด้วยจิตสังหารอยู่กลางลานฝึกยุทธ์ด้วยใจที่ห่อเหี่ยว เขาสั่งให้องค์รักษ์ทั้งหมดออกไปนานแล้ว และยังกำชับไม่ให้เข้ามาจนกว่าจะได้รับคำสั่งจากเขาเท่านั้น

ร่างกำยำค่อยๆก้าวเข้าไปหาเจ้าของจิตสังหารโดยไม่หวั่นเกรง เขารู้ว่านางต้องโกรธและเกลียดเขามาก เขารู้ว่านางกำลังเข้าใจผิดเรื่องของเขากับหมิงลู่ แต่เขายังไม่อาจอธิบายใดๆให้นางเข้าใจได้ในตอนนี้ หากนางต้องการจะระบายความโกรธนั้นออกมาเขาก็ยินยอมพร้อมใจให้นางได้ทำตามปรารถนา

จิ้นหยางก้าวเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อิงฮวาจึงตอบโต้ตามสัญชาตญาณ ใบมีดลับจากพัดกำลังจะจู่โจมเข้าใส่ที่ลำคอของฝ่ายตรงข้าม เขาไม่มีทีท่าว่าจะหลบแม้แต่น้อย อิงฮวาจึงได้แต่ดึงพัดกลับออกมาด้วยความตกใจ

“ท่าน! เหตุใดจึงไม่หลบ” อิงฮวาเอ่ยอย่างฉุนเฉียว เมื่อครู่หากนางได้สติไม่ทัน คงปาดคอเขาขาดไปแล้วกระมัง

“เจ้ามาหาข้าเพื่อระบายโทสะไม่ใช่หรือ เหตุใดข้าต้องหลบ” จิ้นหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ ราวกับไม่เคยมีเรื่องผิดใจต่อนาง อิงฮวาได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจขึ้นมาทันที

“ข้ามาหาท่านเพียงเพื่อถามสิ่งหนึ่งเท่านั้น” อิงฮวาเบือนหน้าหนีไปทางอื่นก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้อีกฝ่ายได้ยิน

“ถามสิ่งใด” จิ้นหยางไม่ยี่หระต่อท่าทางของนาง รู้ดีว่านางในตอนนี้โกรธและเกลียดเขามากเพียงใด ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร เขาจะทำให้นางกลับมารักเขาให้ได้อีกครั้งแน่

“เกี่ยวกับพี่หลินหมินของข้า” ร่างบางเม้มปากอย่างชั่งใจ ก่อนจะกล่าวออกไป

“เจ้าได้ยินอะไรมา” จิ้นหยางหรี่ตาลงด้วยท่าทางอันตราย ครุ่นคิดถึงเรื่องที่หารือกับฟูเหิงเมื่อไม่นานมานี้  เป็นไปไม่ได้ที่นางจะได้ยิน และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ยินจากปากฟู่เหิง

“ข้าได้ยินอะไรมาไม่สำคัญ ข้าเพียงต้องการความจริงจากปากท่าน ตอนนี้พี่หลินหมินของข้าอยู่ที่ไหน” อิงฮวาหมดคำอดทนอย่างสิ้นเชิง นางกลัวคำตอบที่จะได้รับรู้ แต่ก็ไม่อาจถอยได้อีก จิตใจปั่นป่วนสับสนไปหมด ยกพัดขึ้นชี้หน้าจิ้นหยางด้วยมือที่สั่นเทา

“หลินหมินของข้า...” จิ้นหยางถูกคำพูดไม่กี่คำของอิงฮวาทำให้คิ้วขมวด เปลวไฟแห่งความคุกรุ่นปรากฏอยู่ในดวงตาที่เยียบเย็น ความไม่พอใจฉายออกมาอย่างชัดเจน แต่กระนั้นก็ไม่อยู่ในสายตาของอิงฮวาแม้แต่น้อย

“อย่าเฉไฉ รีบตอบข้ามา ท่านทำอะไรเขา”ร่างบางยังคงกระวนกระวายและสับสนจึงไม่ทันสังเกตว่าจิ้นหยางมีท่าทีเช่นไร ในใจเพียงต้องการจะรู้ความจริงเท่านั้น

“หากข้าบอกว่า ข้าฆ่าเขาไปแล้วเล่า” จิ้นหยางเห็นสีหน้าร้อนรน และร่างบางที่สั่นเทาก็ขบกรามแน่น เขาไม่คิดเลยว่านางจะรักชายผู้นั้นถึงเพียงนี้ เพื่อชายผู้นั้นนางถึงกับเสียการควบคุมถึงเพียงนี้ เพื่อชายผู้นั้นแล้วนางถึงกับเอาอาวุธมาเพื่อทำร้ายเขาถึงที่นี่ ช่างหน้าขำ เห็นนางเป็นเช่นนี้ เขายังจะมีหน้าหลอกตัวเองได้อยู่อีกหรือ

...นางไม่มีวันรักเขา

นี่คือเสียงที่ดังก้องอยู่ในสมองของเขาตอนนี้ มันดังก้องจนหัวใจของเขาบีบแน่น เจ็บปวดเสียยิ่งกว่าถูกธนูปักที่กลางอกเสียอีก

“.................”

ได้ยินคำที่หลุดออกมาจากปากของร่างสูงที่ฉายแววไม่พอใจ อิงฮวาก็ได้แต่กัดริมฝีปากของตนอย่างข่มอารมณ์ ความหวาดหวั่นที่นางได้แต่ภาวนาว่าขอให้เป็นเพียงแค่เรื่องล้อเล่นเท่านั้น มาบัดนี้กลับพังทลายลงไม่มีชิ้นดี ดวงตาที่เคยมีประกายสดใสพลันว่างเปล่า น้ำใสๆคลอจนล้นเอ่อออกมาจากดวงตาคู่งาม จิ้นหยางเห็นเช่นนั้นก็เอื้อมมือเข้าไปหมายจะเช็ดน้ำตาให้ร่างบาง

“ท่านฆ่าเขา” อิงฮวาไม่สนใจมือหนาที่เอื้อมมาหานาง ร่างบางเพียงแต่ถอยเท้าไปด้านหลังเพื่อหลบการกระทำของเขา จ้องมองเขาโดยไม่สนใจจะเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มนวล

“ใช่ เขาตายแล้ว” จิ้นหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบขัดกับความเจ็บปวดที่ล้นทะลักในใจโดยสิ้นเชิง เขาเจ็บปวดที่เห็นนางเป็นเช่นนี้ แต่เขาไม่อาจปล่อยนางไป

“ท่านโกหกข้า” ร่างบางสั่นเทิ้มเกินควบคุม มือบางกำพัดแน่นอย่างสิ้นหวัง ร่างบางหวังให้เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้ายตื่นหนึ่งเท่านั้น พรุ่งนี้นางจะตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในแคว้นเฉิง ฝึกวิชากับพี่จิงหลาน แอบออกไปท่องเที่ยวนอกวังอย่างวันวาน

“ข้าจะโกหกเจ้าไปเพื่ออะไร” จิ้นหยางไม่ลังเลที่จะย้ำความจริงอีกครั้ง เขาเตรียมรับมือกับอิงฮวาที่จะรู้ความจริงในสักวัน แต่ไม่คิดว่านางจะมารู้เอาตอนที่เหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้ แต่ในเมื่อนางรู้แล้ว เขาก็จะไม่ปิดบัง ต่อให้นางจะเกลียดเขา เขาก็ยอม ขอเพียงยังมีนางอยู่ข้างกาย เขาจะเป็นคนเลวร้ายในสายตาของนางกักขังนางไว้ด้วยความรักของเขา สักวันนางต้องรักเขาอย่างที่เขารักนาง

“........” ร่างบางเหม่อลอยราวกับสติได้หลุดลอยไปในที่ที่ไกลแสนไกล จิ้นหยางถึงเดินเข้ามาใกล้นางเอื้อมมือเช็ดน้ำตาที่เปรอะข้างแก้มสีซีดนั้นอย่างอ่อนโยน แววตายังคงฉายแววเจ็บปวดเหลือประมาณ

“เจ้าไม่ควรคิดถึงชายอื่น อย่าลืมว่าเจ้าเป็นของข้า” จิ้นหยางเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ เรียกสติของอิงฮวาให้กับมา ดวงตากลมโตที่ว่างเปล่าจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของคนตรงหน้าด้วยเฉยชา

“ฮ่องเต้แคว้นชาง ท่านลืมไปกระมังว่าข้ายังไม่ได้อภิเษกกับท่าน ข้าในตอนนี้คือองค์หญิงแคว้นเฉิง” อิงฮวาเอ่ยขึ้นราวกับไม่ยินยอมรับสถานะที่เขาขีดเส้นให้ ถ้าเป็นก่อนหน้านี้นางเองก็ยินดีที่จะอยู่ข้างกายเขา แต่เมื่อผ่านเรื่องราวต่างๆมามากมาย ก็ถึงเวลาที่นางต้องตัดสินใจเสียที

“เรื่องนั้นไม่สำคัญสักนิด ถึงอย่างไรข้าวสารก็เป็นข้าวสุกไปแล้ว ยังจะไม่แต่งให้ข้าได้อีกหรือ” จิ้นหยางยังคงไม่ยอมแพ้ ขอเพียงทำให้นางอยู่กับเขา เขาจะผูกมัดนางทุกวิถีทาง

“บุญคุณความแค้นของข้ากับท่าน แบ่งแยกชัดเจนแล้ว ต่อจากนี้ท่านถือเป็นศัตรู ไม่อาจเดินร่วมทางได้อีก” อิงฮวาไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เมินเฉยต่อทุกสิ่ง แม้แต่เสียหัวใจตัวเอง นางรักเขาเรื่องนี้นางรู้แน่ชัด แต่สถานการณ์ตอนนี้นางรักเขาแล้วอย่างไร นางจะอยู่กับคนที่ฆ่าพี่จิงหลานได้อย่างไร ถ้าทำเช่นนั้น นางยังจะมีหน้าไปพบกับพี่จิงหลานในปรโลกได้อีกหรือ ไม่! นางทำเช่นนั้นไม่ได้

“เจ้าคิดจะจากไปหรือ ไม่ง่ายดายเพียงนั้นกระมัง” ร่างสูงใหญ่ของจิ้นหยางแผ่กลิ่นอายกดดันขึ้นอีกหลายส่วน วังหลวงแคว้นเชิงเข้าออกเข้มงวด หากเขาไม่อนุญาตแม้แต่นกสักตัวยังเข้าออกไม่ได้ นางคิดจะหนีไปยิ่งไม่มีทาง

“ต่อให้ข้าออกไปจากวังหลวงแห่งนี้ไม่ได้ ก็ขอฆ่าท่านล้างแค้นให้เขา!” อิงฮวาที่เศร้าสร้อย อารมณ์สับสนทั้งยังโทษตัวเองอย่างหนัก จึงคิดเพียงแต่จะแก้แค้นให้คนที่เปรียบเสมือนพี่สาวของตนเท่านั้น ร่างบางออกแรงพุ่งคมมีดเข้าใส่ร่างสูงอย่างไม่ลังเล แค่คิดถึงพี่สาวที่แสนดีของนาง ต้องมาตายเพราะนาง นางไม่อาจสู้หน้าท่านแม่ทัพใหญ่แคว้นเฉิงได้ และยิ่งไม่มีหน้ากลับแคว้นเฉิงอีก  เป็นเช่นนี้มิสู้แก้แค้นให้พี่จิงหลาน แล้วค่อยตามไปขอโทษนางที่ปรโลกไม่ดีกว่าหรือ

ใบมีดคมกริบแทงเข้าที่อกข้างซ้ายของจิ้นหยางอย่างไม่ออมแรง กลิ่นเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ มือหนาเอื้อมมากุมมือบางเอาไว้เบาๆ ออกแรงกดใบมีดให้ลึกเข้าไปอีกสักหน่อย

“ท่าน!” ได้กลิ่นคาวของเลือด อิงฮวาก็ได้สติ มองใบหน้าหล่อเหลาที่เรียบเฉยของจิ้นหยางอย่างตื่นตะลึง ก่อนจะก้มมองมือตัวเองที่ถูกเขากุมไว้ เห็นเลือดที่เริ่มไหลซึมออกมาก็หน้าซีดในบัดดล

“พอใจเจ้าแล้วหรือไม่” จิ้นหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ใบหน้านิ่งสนิท มีแต่แววตาเท่านั้นที่ฉายแววปวดร้าวเหลือคำบรรยาย

“......”

“ต่อให้เจ้าเกลียดข้ามากเพียงใด ข้าก็ไม่อาจปล่อยให้เจ้าไป” ร่างสูงดึงมีดที่ปักอยู่กับอกของตนออกด้วยใบหน้าเฉยชา แม้ชุดสีดำที่ใส่อยู่จะทำให้มองไม่เห็นรอยเลือดได้ชัดนัก แต่อิงฮวาก็รับรู้ได้ว่าเขาเสียเลือดไม่น้อยทีเดียว

“.......” ร่างบางไม่กล่าวอะไร ได้แต่ยืนจ้องใบมีดที่เปรอะเปื้อนเลือดสีแดงสดบนพัดของนางนิ่ง

“รีบกลับไปตำหนักเยว่ซินของเจ้า ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น” จิ้นหยางเก็บพัดของอิงฮวาไว้กับตนก่อนจะเดินอย่างมั่นคงกลับเข้าไปยังตำหนักหยางเกา ไม่แม้แต่จะหันมามองร่างบางที่เหม่อลอยมองตามแผ่นหลังเขาอยู่ที่เก่า

อิงฮวาทั้งตกใจและปวดใจในเวลาเดียวกัน นางทำกับเขาถึงเพียงนี้เหตุใดเขายังคิดจะรั้งตัวนางไว้อีก เหตุใดไม่สังหารนางเสีย ร่างบางคิดอย่างเหม่อลอยจนกระทั่งเท้าทั้งสองข้างพามาจนถึงตำหนักเยว่ซิน

“องค์หญิงเพคะ” เสี่ยวซื่อที่คุกเข่าเสร็จนานแล้ว มายืนรอองค์หญิงของตนที่หน้าตำหนักด้วยใจที่เป็นห่วง เห็นท่าทางของนายตนที่ดูเหมือนวิญญาณออกจากร่างไปแล้วก็ได้แต่กังวลใจ

“ข้าฆ่าเขา” เสียงหวานกล่าวอย่างเหม่อลอย ในสมองเห็นแต่ภาพที่นางใช้มีดลับคมกริบแทงเข้าไปที่อกซ้ายของเขา

“ฆ่า...ฆ่าใครเพคะ” เสี่ยวซื่อได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น เรื่องใหญ่แน่แล้ว นางจะทำอย่างไรดี เขียนจดหมายลับไปแจ้งองค์รัชทายาทเลยดีหรือไม่

“จิ้นหยาง” เสียงหวานเอ่ยแผ่วเบา สายตามองไปข้างหน้านั้นเศร้าสร้อย พลันก็ปรากฏน้ำใสๆคลอที่นัยน์ตาเป็นหน่วยๆจนมันไหลซึมออกมาราวกับเขื่อนที่เก็บกักน้ำไม่ไม่อยู่

“องค์หญิง .....” เสี่ยวซื่อทรุดลงไปนั่งกับพื้นแล้วโดยสิ้นเชิง ไม่มีแรงแม้แต่จะพยุงร่างของตนให้ลุกขึ้นด้วยซ้ำ ได้แต่มององค์หญิงของตนเดินเข้าไปในห้องบรรทมอย่างเหม่อลอย

คืนนั้นอิงฮวาสวมชุดนอนสีชมพูอ่อน สายตาเหม่อลอย จิตใจไม่สงบ นอนก็นอนไม่หลับ ได้แต่ออกมานั่งตากน้ำค้างอยู่ที่ศาลา ในใจครุ่นคิดถึงอาการบาดเจ็บของเขา ดีแล้วหรือที่เขาปล่อยนางเช่นนี้ ในเมื่อนางเองแสดงออกชัดเจนว่าเขาเป็นศัตรู ลอบปลงพระชนม์ข้อหานี้ใหญ่หลวงนัก เขาสามารถใช้เหตุผลนี้โจมตีแคว้นเฉิงยังได้ ทำไมเขายังปกป้องนาง

“องค์หญิงพะย่ะคะ กระหม่อมจำเป็นต้องพาตัวพระองค์ไปตำหนักหยางเกาเดี๋ยวนี้” เฟิงจูขันทีคนสนิทฮ่องเต้ ปรากฏตัวขึ้นเงียบๆ ใบหน้าไม่แสดงอาการใดๆ น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยไม่ดังไม่เบา เพียงพอให้อิงฮวาได้ยินเท่านั้น อิงฮวาหน้าซีดลงไปอีกส่วน ในใจกระวนกระวาย หวาดกลัวว่าเขาจะเป็นอะไรไป หัวใจของนางบีบรัดจนแทบจะหายใจไม่ออก

“เกิดอะไรขึ้น” ตื่นกลัวอยู่นาน กว่าที่ร่างบางจะหาเส้นเสียงของตนเองเจอ เอ่ยถามเสียงเบาหวิว

“ไปก็จะรู้เองพะย่ะคะ” เฟิงจูไม่ต้องการเสียเวลาให้มากนัก จึงกล่าวตัดบทแล้วเดินนำหน้าร่างบางไปยังตำหนักประทับของฮ่องเต้

ตำหนักหยางเกา

จิ้นหยางนอนเหยียดตรงอยู่บนเตียงนอนขนาดใหญ่ กลิ่นเลือดและกลิ่นยาคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ อิงฮวาเดินเข้าไปใกล้เตียงอีกหน่อยก็ได้เห็นใบหน้าคมเข้มที่นางแสนจะเกลียดซีดขาวราวกับคนใกล้ตาย นางเม้มปากแน่นไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใด

“ฝ่าบาทไม่ยอมเสวยยา พระวรกายร้อนด้วยพิษไข้ เอาแต่เรียกหาองค์หญิง กระหม่อมจนปัญญา จึงได้ไปทูลเชิญเสด็จมาพะย่ะคะ” เฟิงจูกล่าวออกมาในที่สุด เขาไม่รู้ว่าทั้งสองพระองค์ผิดใจอะไรกัน แต่ก็อดไม่พอใจองค์หญิงอิงฮวาไม่ได้ พระวรกายของฮ่องเต้ใช่ฝักเก็บกระบี่หรือ ทำเช่นนี้เกินไปหน่อยกระมัง ใบหน้าของขันทีเฒ่าจึงแข็งกระด้างไปบ้างอย่างเสียไม่ได้

“ข้าเข้าใจแล้ว ไปนำยาเข้ามาเถอะ” อิงฮวาไม่สนใจท่าทีของเฟิงจู ด้วยรู้ว่าเขาภักดีต่อจิ้นหยางเพียงไร ร่างบางเอ่ยขึ้นเสียงเบาสายตายังจ้องไปที่ร่างสูงที่นอนซมด้วยพิษไข้อยู่บนเตียง สาเหตุทั้งหมดเกิดจากบาดแผลที่ได้รับจากนาง

ไม่นานเฟิงจูก็ยกถ้วยยามาให้ อิงฮวารับมาถือไว้ ค่อยๆเป่ายาให้หายร้อนแล้วตักใส่ปากของคนที่ไม่ได้สติอยู่ช้าๆ แต่ยาเหล่านั้นก็ไม่ได้รับการสนใจ เขาไม่กลืนเข้าไปแม้แต่น้อย

ร่างบางชั่งใจอยู่นาน แม้จะเกลียดแสนเกลียดยารสขมพวกนี้ แต่จะไม่ทำอะไรเลยก็ไม่ได้ ร่างบางคิดก่อนจะตัดสินใจทำอย่างที่เขาเคยทำกับนาง ริมฝีปากบางแตะเข้าที่ถ้วยยา กักตุนยารสขมเข้าไปในปากแล้วบรรจงจรดริมฝีปากของตนเข้ากับเขา บังคับให้เขากลืนยาลงไปจนหมด

“เขากินยาแล้ว ข้าจะกลับตำหนักเยว่ซิน” อิงฮวาตั้งท่าจะลุกออกห่างจากเตียง แต่กลับถูกมือหนาคว้าเอาไว้ซะก่อน มือบางเตรียมจะแกะมือหนานั่นออกจากข้อมือของตน แต่ก็ชะงักเมื่อเห็นสีหน้าเจ็บปวดของเขา

“อิงฮวา เจ้าอย่าเกลียดข้าได้หรือไม่ อิงฮวา...” ร่างสูงเพ้อเพราะพิษไข้เสียงเบา แต่เพราะนางอยู่ใกล้เขามากจึงได้ยินอย่างถนัดถนี่ ร่างบางถอนหายใจอย่างเสียไม่ได้ นางรักเขามากเกินไปเสียแล้ว ร่างบางตัดสินใจนั่งลงข้างเตียงก้มตัวลงกระซิบที่ริมหูขออีกฝ่ายอย่างใจอ่อน

“ข้าไม่เคยเกลียดท่าน จิ้นหยาง” น้ำเสียงอ่อนโยน ทำให้จิ้นหยางที่เจ็บปวดเพราะบาดแผลและพิษไข้ค่อยๆคลายกังวลลง ราวกับความฝัน เขาได้ยินเสียงของนาง ได้กลิ่นของนาง และรับรู้ได้ว่านางกำลังจุมพิตที่ริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบา ในที่สุดร่างสูงก็หมดสติไป

อิงฮวามองใบหน้าคมคายของอีกฝ่ายอย่างตัดสินใจ นางบอกอย่างสัตย์จริง นางไม่เกลียดเขา แต่เรื่องที่เขาได้ทำลงไปก็ไม่อาจทำให้นางอยู่กับเขาได้ หาไม่แล้วจะเป็นนางเองที่รู้สึกผิดต่อพี่จิงหลานไปชั่วชีวิต “ลาก่อนจิ้นหยาง” อิงฮวากล่าวลาเสียงแผ่ว ก่อนจะเดินออกมาจากห้องบรรทม มุ่งหน้าไปยังตำหนักเยว่ซิน ตัดสินใจเด็ดขาดที่จะลาจาก ต่อจากนี้ไม่มีองค์หญิงอิงฮวา ไม่มีว่าที่ฮองเฮาแคว้นชาง มีแต่อิงฮวา หญิงสาวสามัญธรรมดาเท่านั้น

..............................................................................................................................................

ความคิดเห็น