facebook-icon Twitter-icon

ความคิดเห็น (comment) จากผู้อ่านคือกำลังใจที่ดีที่สุดของนักเขียน อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจนักเขียนมีแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไปนะ :)

ตอนที่ 99 : มนุษย์สีเทา

ชื่อตอน : ตอนที่ 99 : มนุษย์สีเทา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 23.9k

ความคิดเห็น : 66

ปรับปรุงล่าสุด : 15 พ.ย. 2561 17:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 99 : มนุษย์สีเทา
แบบอักษร

ตอนที่ 99 : มนุษย์สีเทา


ไป๋นั่งมองควันธูปที่ลอยอยู่อ้อยอิ่งนั่นด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า

อิฐได้รับการแจ้งข่าวตั้งแต่ประมาณหกโมงเช้าว่าพ่อของตนเสียชีวิตอยู่ที่โรงพยาบาลที่ไม่ห่างไปจากบ้านนัก สาเหตุของการเสียชีวิตคือภาวะหัวใจล้มเหลวจากโรคหัวใจเรื้อรังที่เป็นโรคประจำตัวของผู้ป่วยมานาน อิฐถูกตามตัวจากโรงพยาบาลให้มาลงนามรับศพกลับไปประกอบพิธีกรรมทางศาสดา เพราะผู้ที่นำส่งพ่อของอิฐไปที่โรงพยาบาลไม่มีความเกี่ยวพันทางสายเลือด หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือภรรยานอกสมรสที่ไม่มีอำนาจที่รับรองด้วยกฎหมายใด


เมื่ออิฐมาถึง ภรรยาใหม่ของพ่อมันก็ไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว

อิฐรู้เพียงคร่าวๆ ว่าภรรยาใหม่พ่อคนนั้นจะไปจัดการเรื่องเตรียมงานฌาปนกิจศพที่วัด อิฐจึงมีหน้าที่รออยู่ที่โรงพยาบาลเพื่อจัดการนำศพกลับไปที่วัดตามที่ตกลงกันไว้ พวกเขาทั้งสองออกกันจากคอนโดมาตั้งแต่เช้า และรอโรงพยาบาลรัฐที่ต้องจัดการขั้นตอนทางเอกสารอะไรมากมายก่อนจะสามารถรับศพกลับไปได้ เขาและอิฐนั่งรออยู่ที่ร้านกาแฟในโรงพยาบาลตลอดช่วงเช้าจนกระทั่งคนดำเนินเรื่องโทรมาแจ้งว่าเอกสารและศพเรียบร้อยพร้อมส่งตัว พวกเขาทั้งคู่จึงออกไปเตรียมตัวเพื่อนำศพไปที่วัดเพื่อจัดพิธีทางศาสนา


อิฐเป็นคนถือธูปหนึ่งดอกบนรถนำส่งศพไปด้วย

นัยว่าจะเป็นความเชื่อว่าจะนำพาดวงวิญญาณของพ่อของตนให้ออกจากโรงพยาบาลและติดตามร่างเพื่อไปดำเนินพิธีและมุ่งสู่สัมปรายภพในทางศาสนา เขาที่เป็นคนที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวในที่นั่นจึงต้องรับบทในการถือรูปขาวดำบนรถส่งศพมาพร้อมอิฐ การเดินทางของร่างไร้วิญญาณของบิดาของอิฐเงียบเชียบและไร้ผู้คน ญาติเพียงหนึ่งเดียวที่มารับศพของชายคนนี้ก็คือลูกชายที่ต่างฝ่ายต่างเกลียดขี้หน้ากันมากเท่านั้น อิฐเงียบสงบตลอดการเดินทาง สายตาของมันทอดมองไปที่ร่างไร้กายละเอียดของผู้ที่ให้กำเนิดตนมาด้วยแววตาที่อธิบายได้ยาก ในขณะที่ไป๋ก็ถือรูปด้วยความว่างเปล่า และเหม่อมองไปที่ควันธุปที่ล่องลอยแบบเอื่อยเฉื่อยและไร้ทิศทาง


ความสัมพันธ์ระหว่างอิฐกับพ่อเรียกได้ว่าย่ำแย่จนถึงขั้นแตกหัก

ในช่วงมัธยมศึกษาตอนปลาย แม่ของอิฐเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง สถานะทางการเงินย่ำแย่ แต่พ่อของอิฐกลับเปิดตัวภรรยาใหม่ได้ไม่นานหลังจากแม่ของอิฐเสียชีวิต เหตุการณ์มันคาบเกี่ยวกันจนตัวอิฐเองก็ไม่มั่นใจว่าสิ่งไหนเกิดก่อนสิ่งไหนกันแน่ ระหว่างแม่ป่วยหนักกับพ่อมีเมียใหม่ แต่สิ่งที่แน่นอนคือความรักที่ปราศจากเยื่อใยที่พ่อมีให้แม่ของอิฐนั้นดูจะเป็นชนวนแตกหักที่อิฐหันหลังให้กับความสัมพันธ์ของพ่อไปตลอดชีวิต มันใช้เงินเก็บจากที่แม่เหลือให้อย่างจำขัดจำเขี่ยที่สุด ก่อนที่จะได้เงินส่วนแบ่งมรดกก้อนสุดท้ายจากแม่จนทำให้มันพอจะลืมตาอ้าปากและมีชีวิตของตนเองได้ อิฐส่งตัวเองเรียน สร้างชีวิตของตนมาจากแม่ผู้ล่วงลับเหลือไว้ให้ ไม่ใช่คนเป็นพ่อที่กำลังนอนสงบนิ่งอยู่ตรงหน้าของตัวมันในเวลานี้เลย


รถเคลื่อนที่มาถึงวัดที่จะจัดงานฌาปนกิจในที่สุด

อิฐส่งธูปที่กำลังจะหมดก้านให้กับสัปเหร่อที่เข้ามารับหน้าที่ต่อ กว่าที่เอกสารจะเรียบร้อยและรถนำศพมาถึงวัด แสงแดดก็เริ่มจะเบาบางเข้าใกล้เวลาเย็นแล้ว เด็กวัดมากมายที่กำลังช่วยกันจัดงานให้พร้อมสำหรับการรดน้ำศพที่กำลังจะมาถึงในไม่เกินชั่วโมงข้างหน้านี้ ไป๋ขอคนงานจากที่บ้านของตนมาช่วยดูแลงานศพของพ่ออิฐด้วย พนักงานจากบ้างของไป๋จำนวน 4 – 5 คนต่างกำลังช่วยกันจัดการงานของพ่อของคนรักของเขาให้ดำเนินไปได้ด้วยดี จัดการบริหารปัญหาต่างๆ ที่ต้องคิดและตัดสินใจเป็นกองหน้า โดยปล่อยให้เจ้านายของตนและลูกชายของผู้เสียชีวิตได้มีเวลาอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง




“ไป๋ อิฐไปเอาของที่รถแป๊บนึงนะ”

แฟนของเขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ หลังจากนั่งดูงานที่มีคนจากฝั่งเขามาช่วยจัดงานได้พักหนึ่ง ถึงแม้ว่าใบหน้าของอิฐเรียบจนแทบจะไร้ความรู้สึก แต่แววตาเศร้านั้นก็ปิดความรู้สึกเบื้องลึกของเจ้าของไว้แทบไม่ได้เลย ราวกับดวงตามันกำลังร้องห่มร้องไห้อย่างสั่นเทา ภายใต้ใบหน้าที่เรียบสนิทและไร้อารมณ์

“ไปด้วยดิ”

เขาพูดง่ายๆ พร้อมลุกขึ้นตามคนที่นั่งข้างๆ ที่ลุกขึ้นนำไปก่อนแล้ว ใบหน้าที่คุ้นเคยนั้นหันมามองหน้าครู่หนึ่งแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร นอกจากเดินนำไปที่รถยนต์ที่คนงานของไป๋ขับมาจอดรอไว้ให้ที่วัดนานแล้ว ตั้งแต่รู้ว่าพวกเขาทั้งสองคนต้องนั่งมากับรถนำส่งศพด้วย ไป๋ก็จัดการให้คนขับรถของตนเองรถยนต์ของอิฐมาจอดรอไว้ที่วัดแล้ว

“รอแป๊บนึงนะ”

เสียงของอิฐดังขึ้นเรียบๆ ในขณะก้าวขึ้นไปนั่งฝั่งคนขับ มันสตาร์ทเครื่องเปิดแอร์ ก่อนจะมองไปมองมาในรถอย่างใช้ความคิด ไป๋ไม่ได้ตอบอะไรนอกจากนั่งข้างคนขับแล้วจับตาดูอีกฝ่ายอย่างเงียบสงบ อิฐเอื้อมมือไปหาของตามช่องต่างๆ ในรถยนต์เหมือนจะหาของอะไรสักอย่าง มันเปิดช่องตรงกลางระหว่างคนขับ รื้อของตรงช่องติดประตู หันไปหาของตรงเบาะหลัง รื้อของที่เก็บอยู่หลังเบาะคนขับ ไล่ไปจนถึงช่องใส่ของขนาดเล็กที่อยู่ตรงกระจกมองหลัง




“ไม่มีหรอก อิฐ”

เสียงของไป๋พูดขึ้นเรียบๆ แต่นุ่มนวล อิฐไม่ได้หันมามองหน้าเจ้าของเสียงนั้น แต่มือของอิฐก็หยุดชะงักไปอย่างสนใจ

“ไป๋หมายความว่าอะไร”

อิฐตอบกลับมาแบบรู้จักแฟนของตนเองดี ชายหนุ่มค่อยๆ หันมาสบตาคู่สนทนาที่กำลังนั่งอยู่เบาะข้างคนขับในเวลานี้ แดดจากภายนอกลดค่อยๆ กำลังลดแสงลง สอดรับกับเวลาที่ค่อยคล้อยลงไปจนเกือบเย็น

“ไม่มีหรอกอิฐ คนที่เป็นสีขาวหรือสีดำ” ไป๋พูดเป็นเชิงเกริ่นเริ่มต้นบทสนทนา

“...” อิฐเงียบอย่างรอฟังคำอธิบาย

“คนเราชอบ romanticize ให้มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเพียง 2 สี คนนี้เป็นคนดี เค้าต้องเป็นสีขาว สิ่งที่เขาทำก็คือความดีไปเสียหมด เราต้องนับถือเค้า เราต้องศรัทธาเค้า ในขณะที่คนอีกคนคือคนชั่ว เค้าต้องเป็นสีดำ สิ่งที่เขาทำคือความชั่วไปทั้งหมด เราต้องเกลียดเค้า เราต้องด่าทอเค้า การชื่นชมคนดีและด่าคนชั่วจะทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดี” ไป๋พูดพร้อมทอดสายตานิ่งไปยิ่งเมรุมาศที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ห่างจากลานจอดรถที่พวกเขาอยู่ไปไม่ไกลเท่าไหร่นัก

“ความดีบริสุทธิ์กับความชั่วสมบูรณ์แบบคือความโรแมนติก เหมือนที่โลกนี้ต้องมีพระเจ้ากับซาตาน ต้องมีนรกกับสวรรค์ ซึ่งในชีวิตมนุษย์เดินดินจริง มันไม่เคยมี” ไป๋ยังคงทอดสายตาไปเบื้องหน้าพร้อมพูดต่อ

“ไป๋กำลังจะพูดว่า...”

อิฐเอื้อมมือไปแตะแขนของไป๋ช้าๆ ราวกับจะเรียกความสนใจให้กลับมาสู่เบื้องหน้า เขาหันหน้ามาสบตากับแววตาเศร้าที่กำลังกรีดร้องอยู่อย่างสงบนั้น อิฐทอดเสียงเป็นปลายเปิดเพื่อรอคำเฉลยจากเขาอยู่ในที

“พ่อมึงไม่ใช่สีดำหรือสีขาวหรอกอิฐ พ่อของมึงก็เป็นแค่มนุษย์สีเทา” ไป๋พูดด้วยแววตาที่เข้าใจและนุ่มนวล

“ไป๋...” เหมือนอิฐอยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ตัดสินใจเงียบไป

“ไม่ว่าจะเป็นใครบนโลกใบนี้ พวกเราก็เป็นสีเทาเหมือนกันหมด มึงก็เทา กูก็เทา พ่อของมึงก็เทา ใครๆ ก็เป็นสีเทา แม้แต่คนที่ดีที่สุดก็ยังมีจุดบกพร่อง หรือแม้แต่คนที่เลวที่สุดก็ยังมีความดีที่แอบซ่อนไว้” ไป๋พูดพร้อมเอื้อมมือไปลูบแก้มของผู้ชายตรงหน้าอย่างรักสุดหัวใจ

“...” อิฐไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่เอื้อมมือไปกุมมือของไป๋ไว้อย่างต้องการที่พึ่ง

“มันจึงไม่แปลกเลยที่ความรู้สึกของมึงมาติดอยู่ตรงกลางทาง จะรักก็ไม่ใช่ จะเกลียดก็ไม่เชิง ความรู้สึกสุดขั้วทั้งสองฝั่งของมึงกำลังดึงดันกันไปมาจนมึงไปไหนไม่ไหว” ไป๋พูดพร้อมบีบมืออีกฝ่ายเบาๆ




“มึงร้องไห้ให้กับการตายของพ่อมึงได้นะอิฐ ถึงแม้ว่ามึงจะเกลียดพ่อของมึงมากก็ตาม”

ประโยคเรียบง่ายแต่ตรงไปตรงมาและเข้าใจหัวอกของอิฐอย่างสุดซึ้งนั้น ราวกับจะเป็นแรงผลักสุดท้ายที่ดันผนังกำแพงของความรู้สึกที่อิฐพยายามสกัดกั้นไว้ให้พังทลายลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี ชายหนุ่มผู้มีรอยยิ้มอยู่เป็นนิจใบหน้าเขาเริ่มต้นร้องไห้และสะอึกสะอื้นออกมาราวกับว่าสุดจะอดกลั้นไว้

ไม่เหลือสภาพของความเกลียดชังจนแทบไม่อยากมองหน้าแม้แต่น้อย อิฐในเวลานี้เหมือนเด็กชายคนหนึ่งที่ร้องไห้อย่างเจ็บปวด เสียใจ และไร้ที่พึ่งจากการจากไปของผู้ให้กำเนิดคนสุดท้าย อิฐโผเข้าหาอ้อมกอดของไป๋อย่างไม่สามารถฝืนทนเสแสร้งว่าไม่รู้สึกอะไรได้อีกต่อไป ส่วนไป๋ก็อ้าแขนรับความเจ็บปวดไว้อย่างภักดี

ผู้ชายคนหนึ่งในอ้อมแขนของเขาพรั่งพรูหยาดน้ำตาออกมาด้วยร่างกายที่สั่นเทิ้ม ราวกับความรู้สึกที่ถูกซุกซ่อนไว้ในลิ้นชักส่วนลึกในหัวใจไปอย่างแนบเนียนสนิทที่สุดถูกปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้น ความเจ็บปวดที่อิฐแบกรับไว้ตั้งแต่รู้ข่าว จนถึงปัจจุบัน ราวกับว่าจะถูกระบายถ่ายเทออกมาหยาดน้ำตามากมาย ไป๋ลูบศีรษะของคนตรงหน้าด้วยความรัก ด้วยความเข้าใจ ด้วยหัวใจที่อยากจะร่วมแบ่งปันความทรมานของคนตรงหน้ามาแบกรับไว้ด้วย ไป๋ปล่อยให้อ้อมแขนที่เงียบสงบรักษาเยียวยาที่ถูกทำร้ายมาอย่างบอบช้ำของคนรักของเขาอย่างใจเย็น




“อิฐดีขึ้นแล้ว”

เสียงของอิฐพูดขึ้นหลังจากผละตัวเองออกจากอ้อมแขนคนตรงหน้า พร้อมกับหันไปส่องกระจกมองหลังเพื่อสำรวจความเรียบร้อยแล้วใบหน้า ก่อนจะต้องลงไปพบกับแขกเหรื่อที่กำลังจะมารดน้ำศพบิดาของตน

“มึงต้องดีขึ้นอยู่แล้ว กูเป็นใคร ฮึ ไอ้อิฐ กูหมอไป๋นะเว้ย อ้อมกอดกูเป็นยาวิเศษเลยแหละ”

ไป๋จงใจพูดอย่างติดตลกเผื่อผ่อนคลายบรรยากาศทุกข์ระทมตรงหน้าให้แบ่งเบาลงบ้าง อิฐได้ฟังก็ยังไม่ถึงขั้นจะหัวเราะออกมาได้ แต่ก็คลี่รอยยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ที่ผ่อนคลายขึ้น

“สงสัยต้องกอดเช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน อาการป่วยจะได้หายไวไว” อิฐพูดยิ้มๆ

“เอาสิ แต่พอหายแล้วห้ามมากอดพร่ำเพร่อนะ รำคาญ” ไป๋พูดแกล้งบ่น

“งั้นคงไม่หายแล้วแหละ โอ๊ย อิฐคงจะป่วยเป็นโรคเรื้อรัง” อิฐพูดพร้อมแกล้งทำท่ากุมหน้าอก เหมือนกำลังเจ็บปวด

“ไหนดูซิว่าป่วยจริงหรือเปล่า”

ไป๋พูดพร้อมดึงคนตรงหน้าที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวให้เข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของตนอย่างกะทันหัน อิฐหน้าตื่นขึ้นนิดๆ เหมือนไม่คิดมาก่อนว่าแฟนจอมปากแข็งจะดึงตนเองไปอยู่ในอ้อมแขนแบบนี้ อิฐซบหน้าลงบนไหล่ของไป๋เหมือนคนต้องการจะขอแบ่งปันกำลังใจมาจากอีกฝ่ายอย่างโหยหา




“กู รัก มึงนะ” ไป๋พูดขึ้นมาเองแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

“...”

“ในวันที่มึงอาจจะรู้สึกว่าไม่เหลือใคร แต่มึงก็อย่าลืมไปว่ามึงยังเหลือกู”

ประโยคนั้นเรียกน้ำตาของชายหนุ่มที่ชื่อว่าอิฐได้อีกครั้ง แต่คราวนี้มันเป็นน้ำตาแห่งความยินดีที่ได้รับความรักและภักดีจากคนคนหนึ่ง สองมือของอิฐเอื้อมไปสวดกอดคนตรงหน้า ราวกับจะใช้รสสัมผัสที่ทั้งหวานหอมและขมฝาดนั้นเป็นคำขอบคุณ




ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะกระจกจากทางด้านคนขับดังขึ้นเบาๆ สองครั้ง ในจังหวะเดียวกันกับที่อิฐและไป๋ผละร่างกายออกมาจากกันพอดี ไป๋มองตามเสียงไปก็ได้แต่ยิ้มและพยักพเยิดให้อีกฝ่ายหันไปมองที่มาของเสียงนั้น ชายหนุ่มที่กำลังแบกรับความเจ็บปวดอยู่นั้นถึงกับอุทานออกมาเบาๆ อย่างตกใจ พร้อมกับกดลดกระจกคนขับลงเพื่อมองภาพตรงหน้าให้ชัดเจน

“หมอว่านมาแล้วหวะ” ว่านพูดขึ้นเป็นคนแรกกลั้วกับรอยยิ้มตรงมุมปาก

“กูสแตนบายเว้ย” เสียงของเพียวดังขึ้นพร้อมกับการยักคิ้วของมันสองทีเป็นคนที่สอง

“มึงโอเคเปล่าวะ พวกกูรู้ข่าวก็รีบมาเลย เครื่องแม่งดีเลย์อีก ไม่งั้นพวกกูน่าจะทันไปอยู่เป็นเพื่อนมึงที่โรงพยาบาลด้วย” โฟคพูดขึ้นเป็นคนสุดท้ายด้วยสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย




อิฐมองภาพเพื่อนสามคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจจะพรรณนาออกมาจนหมดได้เลย






นายพินต้า

ฝากเฟสและทวีตด้วยนะ เสิจว่านายพินต้า ninepinta นะ มานะ จะรอนะ

วันนี้มาทำงานต่างจังหวัด แต่ก็ยังแบกคอมมาอัพนิยายให้ ขอคอมเมนต์เป็นกำลังใจคนเขียนหน่อยน้า ตอนหลังๆ คนอ่านน้อยลง ใครที่ยังอ่านอยู่ต้องช่วยเมนต์เป็นกำลังใจนะ ผมจะได้มีแรงแต่งนิยายมาลงให้บ่อยบ่อยไง : )

ความคิดเห็น