โซซอล

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

03-12 กล่องแห่งความลับ

ชื่อตอน : 03-12 กล่องแห่งความลับ

คำค้น : กลลวงกลายรัก นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 666

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 17 พ.ย. 2561 16:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
03-12 กล่องแห่งความลับ
แบบอักษร

​“…อ๊ะ”


ตกใจหมด โทรศัพท์ที่ถืออยู่มีเสียงแจ้งเตือนโทรเข้าดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน รู้ได้เลยว่าใครเป็นคนโทรมา เพราะสิ่งที่แสดงขึ้นมาบนหน้าจอไม่ใช่หมายเลขแต่เป็นชื่อ


อะไรกัน อะไรจะบังเอิญโทรมาถูกจังหวะขนาดนี้ ยองจีกังวลว่าจะรับหรือไม่รับดี เพราะทำไมไม่รู้ถึงรู้สึกว่าไม่ควรรับสาย แม้คิดอย่างนั้นแต่นิ้วโป้งของเขาก็ขยับเข้าไปใกล้ปุ่มรับสายแล้ว

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ต้องรับอยู่แล้วใช่ไหม ช่วงที่ตัดสินใจได้หน้าจอก็ดับลงไปเฉย เสียงแจ้งเตือนก็หายไปด้วย

ยองจีมองลงไปยังหน้าจอที่ดับไปแล้วนิ่งๆ พลางทำหน้าอึ้งไปพักหนึ่งแล้วขมวดคิ้วอย่างเคยชิน อะไรเนี่ย ถ้าโทรมาก็ต้องรอจนกว่าอีกฝ่ายจะรับสายสิ

ว่าแล้วก็กดนิ้วลงไปบนปุ่มโทรออกอย่างไร้ซึ่งการลังเล


“อะไรเนี่ยคุณ”


ถึงจะเอาโทรศัพท์แนบหูแล้ว แต่ยองจีก็ก้มลงไปมากขึ้นอีกนิดเพื่อให้แนบมากขึ้น


“…ด็อกเตอร์ มีอะไรหรือเปล่า ไม่เป็นไรใช่ไหม”


เสียงที่ได้ยินจากโทรศัพท์มีเพียงเสียงหายใจอย่างติดขัดเท่านั้น


สายถูกตัดทิ้ง ยองจีเอาโทรศัพท์ออกจากหูแล้วจ้องหน้าจอนิ่งๆ เมื่อกี้...อะไรกันน่ะ เมื่อกี้มีเรื่องที่ไม่เข้าใจมากๆ เกิดขึ้นแล้วก็หายไปในพริบตาเดียว ยองจีจึงต้องการเวลาในการคิด

แล้วคิดได้ว่า... ต้องการ



“กลับรถ”


ภายในหัวยังคงไม่สามารถรับรู้ได้ว่ามันคือสถานการณ์แบบไหนกันแน่ โทรศัพท์ที่โทรเข้ามาแล้วถูกตัดสายอย่างไม่ทันตั้งตัว โทรศัพท์ที่โทรกลับไปอีกครั้งและถูกรับสายด้วยเสียงหายใจอย่างติดขัดของอีกฝ่าย ไม่มีเวลามากพอในการทำความเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดนั้นอย่างถ่องแท้ แต่สำหรับสัญชาตญาณของเขานั้นไร้ซึ่งความอดทนอีกต่อไป


“อะไรนะครับคุณชาย แต่ว่าเกือบจะถึงคฤหาสน์...”

“ไปบ้านด็อกเตอร์ รู้ใช่ไหมว่าที่ไหน”

“แต่…”

“เงียบ อย่าทำให้ฉันต้องพูดเป็นครั้งที่สอง”


ความโมโหเป็นฟืนเป็นไฟในตอนนั้นขจัดทุกเสียงรบกวนในครั้งเดียว บอกให้ไปตอนนี้เลยไม่ใช่หรือไง ยังจะให้พูดอะไรอีก

ชายผู้เป็นทั้งการ์ดและคนขับรถรู้สึกสับสนพลางหักพวงมาลัย เขามีหน้าที่ที่ต้องไปส่งคุณชายยองจีถึงคฤหาสน์อย่างปลอดภัยและนั่นคือคำสั่งของคังยองโฮ แต่เขาไม่มีความกล้าในการขัดคำสั่งของยองจี ซึ่งนั่งอยู่ตรงเบาะหลังและกำลังควบคุมตัวเขาอยู่ในตอนนี้

ไม่ใช่แค่เพียงการ์ดท่านั้นซึ่งมีหน้าที่ที่จะต้องกลับไปถึงคฤหาสน์อย่างปลอดภัย ยองจีก็เช่นเดียวกัน แต่ไม่มีเวลาให้มัวแต่นึกถึงหน้าที่แล้ว ถึงไม่รู้ว่าคืออะไรแต่ต้องเกิดเรื่องผิดปกติกับฮันจูแน่ๆ เขาคิดได้หลังจากนั้น

เจ็บป่วยตรงไหนหรือเปล่านะ แต่ก็เหมือนดูปกติดีนี่ เขากดปุ่มโทรออกอีกรอบด้วยความกระวนกระวายใจ แต่ครั้งนี้การที่อีกฝ่ายไม่รับโทรศัพท์จนกระทั่งมันตัดสายไปเองทำให้ยองจียิ่งรู้สึกเป็นกังวล

ตัวเองก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมถึงโทรไปและต้องรีบไปหาฮันจู แต่หลังจากรับสายนั้น หัวใจเขาเต้นอย่างรุนแรง รู้สึกถึงลางไม่ดี กังวล แล้วก็กระวนกระวายใจ ยองจีเกิดความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยสลับกันไปมาแล้วใจเต้นแรงขึ้นตามอารมณ์ของตัวเอง นอกจากเป็นครั้งแรกที่รู้สึกแบบนี้แล้วก็ไม่น่ายินดีเลยสักนิด ยองจีกำหมัดแน่นโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว

ทันทีที่มาถึง ยองจีก็เปิดประตูออกมาจากรถโดยมีการ์ดตามหลังมาติดๆ ด่านแรกสุดคือล็อบบี้ ถ้าจะเข้าไปในตึกก็ต้องรู้รหัสเท่านั้นถึงจะสามารถเข้าไปได้


“เปิดประตู”

“…อะไรนะครับ”

“บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าให้ฉันต้องพูดสองรอบ”


การ์ดตื่นกลัวไปกับท่าทางข่มขู่นั้น เพราะลักษณะทางพันธุกรรมซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาพอารมณ์พวยพุ่งออกมาอย่าน่ากลัว เขาทำอะไรไม่ถูกแล้วมองอย่างเลิ่กลั่กพลางมุ่งหน้าไปยังห้องของยามรักษาความปลอดภัย และยามที่วิ่งอย่างกระหืดกระหอบมาทีหลังเป็นคนเปิดประตูให้แทน เพราะรับรู้ได้ว่ายองจีคือใคร


“ชั้นไหน”

“รู้มาว่าชั้น 28 ครับ ชั้นบนสุดนอกจากเขาน่าจะไม่มี...”

“รู้แล้ว เพราะงั้นก็ไปซะ”

“อะไรนะครับ”


คุณชายสั่งให้ไป นั่นหมายถึงจะเข้าไปคนเดียวเหรอ การ์ดมองยองจีอย่างเกร็งๆ แต่ทันทีที่เห็นสีหน้าหงุดหงิดนั้นก็หางจุกตูดทันที ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็ไม่มีพลังในการขัดคำสั่งของยองจีในตอนนั้น

ในที่สุดยองจีก็ขึ้นลิฟต์มุ่งหน้าขึ้นไปข้างบนเพียงคนเดียว เขากระดิกปลายเท้าตลอดเวลาที่อยู่ในนั้น เกิดอะไรขึ้นนะ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เป็นห่วงคนๆ หนึ่งได้ขนาดนี้

และทันทีที่ออกมาจากลิฟต์ยองจีก็พุ่งตัวไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถึงทางเดินจึงสามารถลดความเร็วลงได้ ใจเย็นหน่า ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นขนาดนั้นสักหน่อย ทำไมถึงเป็นแบบนี้นะ เขาพูดซ้ำไปซ้ำมากับตัวเองแล้วเปลี่ยนไปเดินอย่างใจเย็น แต่ใจยังคงเต้นรัวเหมือนจะเป็นบ้า

ยองจียืนอยู่หน้าประตูซึ่งมีอยู่เพียงบานเดียวตามคำพูดของการ์ด เขากังวลใจว่าจะต้องทำยังไงและกดกริ่งประตู ถ้าอีกฝ่ายถามว่ามาทำอะไรถึงที่นี่เขาจะต้องตอบว่าอะไรดี เขาไม่มีความมั่นใจในการพูดออกไปตรงๆ ว่ามาเพราะเป็นห่วง

แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่สถานการณ์จะไม่สามารถบอกว่าได้ว่าแค่แวะผ่านมาไม่ใช่เหรอ อย่างน้อยจนถึงตอนนี้พวกเขาก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่จะทำอะไรแบบนั้นกันเลย


“ให้ตายเถอะ!”


เขาพูดคำติดปากออกมาก่อนทันทีต่างกับที่คิด กดกริ่งก็แล้วแต่ก็ไร้ซึ่งการตอบรับ

พอคิดว่าทำไมไม่เปิดล่ะ คุณชายผู้ซึ่งไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่เคยถูกกีดขวาง จึงขยับมือไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างรีบเร่ง ระหว่างที่กดปุ่มโทรออกแล้วรอการตอบรับของอีกฝ่าย ปลายเท้าของเขาก็เคาะกับพื้นอย่างรุนแรง เคาะเท้าไปกี่ครั้งแล้วนะ หลังจากนั้นพักหนึ่งอีกฝ่ายถึงรับโทรศัพท์


“เปิดประตู”


ยองจีไม่คุ้นชินกับการรอคอย แน่นอนว่าบทสนทนาที่ยืดยาวก็ด้วย เขาพูดความต้องการของเขาออกมาก่อนอย่างเรียบง่าย


-คัง…ยองจี...งั้นเหรอ

“…อึก”


เสียงที่ไม่แม้แต่จะคาดคิดก็ออกมาพร้อมกันด้วย คังยองจี นึกไม่ถึงเลยว่าชื่อของตัวเองซึ่งได้ยินจากปากของฮันจูจะปลุกเร้าเขาได้ขนาดนี้ เขาควบคุมการหายใจอีกครั้ง


“…ผมอยู่หน้าห้อง เปิดประตูได้แล้ว”

-…

“บอกให้เปิดประตูไง”


ทำไมไม่ว่าคนนั้นหรือคนนี้ก็ชอบให้เขาพูดอะไรซ้ำๆ นะ เขายกมือเสยผมขึ้นไปอย่างหงุดหงิด วันนี้มีแต่เรื่องไม่ถูกใจเขาเสียจริง


-…กลับไป เถอะครับ


เรื่องน่าหงุดหงิดใจมากที่สุดในบรรดาเรื่องพวกนั้นก็คือ เสียงอันไร้เรี่ยวแรงเหมือนคนใกล้ตายของฮันจูที่ได้ยินเมื่อครู่นี้ เสียงหายใจอย่างติดขัดและเสียงพูดเหมือนจะขาดใจตายที่ได้ยินผ่านโทรศัพท์ก็ด้วย ไม่ชอบใจทั้งหมดนั่นเลย ให้กลับมาพูดฉอดๆ ด้วยเสียงน่ารำคาญเหมือนปกติยังจะดีกว่าอีก


“ผมมาหาถึงที่นี่แต่บอกให้กลับไปเนี่ยนะ สติดีอยู่หรือเปล่า เปิดเดี๋ยวนี้ ผมพูดไปสามรอบแล้ว”


ตั้งสามครั้ง ยองจีเน้นย้ำจำนวนครั้งที่พูดออกไป สำหรับคนอื่นเป็นยังไงเขาไม่รู้ แต่สำหรับเขาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

ถึงอย่างนั้น วันนี้ก็เหมือนกับฮันจูตัดสินใจทดสอบความอดทนของเขา เพราะไม่ใช่แค่ไม่ได้ยินการตอบรับอะไรเลยจากอีกฝั่ง แต่ประตูที่ปิดอยู่ก็ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่นิดเดียว ในใจของยองจีเดือดปุดๆ แล้วลุกโชนอย่างร้อนแรงกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าตอนนี้ ยองจีกำลูกบิดแน่น พอทำอย่างนั้นก็โกรธมากจึงเตะประตูอย่างแรง


“ล้อผมเล่นอยู่หรือไง ถ้าผมพูดออกมาแค่คำเดียว ประตูบานนี้ก็จะถูกเปิดออกภายในห้านาที”


ไม่ใช่แค่ประตูบานนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นบานไหนก็ตาม ถ้าเขาต้องการก็ไม่มีประตูบานไหนที่เปิดไม่ได้ อีกฝ่ายก็น่าจะรู้เรื่องนี้ดี

ยองจีไม่มีสติอยู่กับเนื้อกับตัวด้วยความตื่นเต้นจากที่ไหนก็ไม่รู้ ถ้าหากเขามีสติแม้จะแค่นิดเดียว ก็คงจะรับรู้ได้ถึงพลังที่หลั่งไหลออกมาจากอีกฝั่งของประตูในตอนนี้

สิ่งสำคัญคือต้องเปิดประตู ยองจีทนไม่ได้ ไม่ว่าสิ่งที่ขวางกั้นอยู่ตรงหน้าของตนจะเป็นอะไรก็ตาม ถ้าฮันจูอยู่ด้านหลังประตูก็ยิ่งเข้าไปใหญ่ เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้เลย อะไรทำให้เขาใจร้อนถึงขนาดนี้กัน ทำไมแม้แต่ตอนนี้ก็รู้สึกเหมือนหัวจะแตกเลย

ในตอนที่ยองจีซึ่งเสียสติไปแล้วตั้งใจจะเตะประตูอย่างแรงอีกครั้ง


“…….”


ประตูก็เปิดออก

ทันทีที่สิ่งที่ขวางกั้นเขาสองคนไว้ได้หายไป ยองจีก็สงบเสงี่ยมขึ้นมาพร้อมกับตกใจ ยิ่งกว่านั้นคือการแสดงออกที่แข็งขืนของอีกฝ่ายซึ่งยืนอยู่ตรงนั้นก็ชัดเจน


“ผมบอกไปแล้วนะครับ...ว่าให้กลับไปซะ”


ฝากล่องถูกเปิดออก

สายตาพร่ามัวไปกับกลิ่นที่เขาชอบมากซึ่งรู้สึกได้ในตอนนั้น


ตอนนี้ยองจีรู้แล้ว ว่าสิ่งที่อยู่ด้านในนั้นคือช็อกโกแลต


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น