โซซอล

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

03-11 กล่องแห่งความลับ

ชื่อตอน : 03-11 กล่องแห่งความลับ

คำค้น : กลลวงกลายรัก นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 516

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 พ.ย. 2561 15:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
03-11 กล่องแห่งความลับ
แบบอักษร

สองสามวันมานี้ การยุ่งวุ่นวายอยู่กับงานในบริษัทเป็นปัจจัยหลักในการทำให้ยองจีเหนื่อยล้า เขารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับทฤษฎีต่างๆ อย่างทะลุปรุโปร่งตั้งแต่หลายปีก่อนหน้านี้แล้ว  ซึ่งเริ่มตั้งแต่การบริหารธุรกิจจนถึงการศึกษาโครงสร้างภายในของบริษัท แต่พอไปบริษัทแล้วต้องเจอผู้คนมากหน้าหลายตาเข้าจริงๆ ก็ทำเอาเหนื่อยไม่น้อย

เหล่าคณะกรรมการบริษัทที่เขาเจอบ่อยๆ แน่นอนว่าล้วนเป็นอัลฟ่าเหมือนกันทั้งหมด แต่ในกลุ่มคนที่ตำแหน่งงานต่ำกว่านั้นมีโอเมก้าปะปนอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก พวกนั้นไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้ยองจีเลย แต่กลิ่นหอมหวานอย่างมีเอกลักษณ์ซึ่งลอยเฉียดผ่านไปก็เพียงพอที่จะทำให้ยองจีนึกถึงเป้าหมายคนพิเศษ

ยูฮันจู ชื่อของคนที่หลังจากได้เกี่ยวข้องกันครั้งหนึ่งแล้วก็ไม่สามารถหลุดพ้นได้อย่างง่ายดาย


ผู้คนมากหน้าหลายตารวมตัวกันอยู่ในการประชุม ควบกับงานปาร์ตี้ฉลองการเริ่มงานอย่างเป็นทางการของยองจี และแน่นอนไม่ว่าจะที่ไหนก็ไม่เห็นแพทย์ประจำตัวของเขาเลย ถึงจะได้รับการติดต่อมาล่วงหน้าแล้วว่าจะไม่อยู่ประมาณสามวัน แต่การแจ้งให้ทราบอย่างกะทันหันนั้นช่างไม่ถูกใจเอาเสียเลย

อวดดี จู่ๆ ยองจีก็นึกถึงการปรึกษาครั้งล่าสุดขึ้นมา


‘ทำยังไงน่ะ’


เขาถามคำถามเดียวกับคังยองโฮ เพราะสงสัยจริงๆ ทำยังไงถึงทำให้เรื่องที่ไม่มีใครสามารถทำได้กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ขึ้นมา ยองจีไม่ค่อยเชื่อคำอธิบายที่ว่าแค่เพียงการปรึกษาก็ทำให้ร่างกายของเขาเปลี่ยนแปลงได้ เพราะสิ่งที่พวกเขาทำไม่ได้มีแค่การปรึกษานี่นา


‘ถามเพราะไม่รู้เหรอครับ”


ทันทีที่อีกฝ่ายตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม เขาก็โมโหขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ คุณรู้ ผมรู้ เรื่องที่มีเพียงเราสองคนเท่านั้นที่รู้ คุณถามเพราะไม่รู้จริงๆ น่ะเหรอ ใบหน้าของอีกฝ่ายกำลังพูดแบบนั้น


‘…ถ้างั้น คุณจะบอกว่าอะไรแบบนั้นมัน...ส่งผลต่อร่างกายของผมจริงๆ เหรอ เรื่องแบบนี้เป็นไปได้ด้วยเหรอ”

‘มีเหตุผลอะไรที่คิดว่าทำไม่ได้ด้วยเหรอครับ เหมือนว่าผลลัพธ์ที่ออกมาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วนี่’

‘แต่ว่า...’

 ‘ต่อจากนี้จะยิ่งเปลี่ยนไปได้มากกว่านี้อีกครับ ผมบอกไปแล้วใช่ไหมครับ’


สักพักหนึ่ง นิ้วที่วางบนแฟ้มซึ่งเขียนอะไรลงไปไม่รู้ ก็ขยับไปกุมตรงหัวเข่ากลมมนของยองจีที่นั่งอยู่


‘ถ้าเป็นผม จะต้องทำสำเร็จแน่ๆ’



รู้สึก... ขนลุก

ยองจีพยายามไม่ใส่ใจกับอาการขนลุกทั่วแผ่นหลังแล้วรวบรวมความคิดที่กระเจิดกระเจิงให้กลับมา การประกาศสงครามด้วยความมั่นใจของอีกฝ่ายที่เปรียบเสมือนแม่ทัพใหญ่กำลังวนเข้าสู่วงโคจรของความสำเร็จ แม้ว่ายังคงกำลังดำเนินการอยู่แต่พอสำเร็จได้ครั้งหนึ่งแล้ว ความสำเร็จในครั้งต่อไปเป็นครั้งที่สองก็ไม่ใช่เรื่องยาก

หยุดคิดกันเถอะ เขาถอนหายใจออกมาอัตโนมัติ ตอนนี้อยากกลับบ้านแล้ว แม้จะรู้ว่ากลับไปที่นั่นก็ไม่สามารถเจอฮันจูได้แน่ๆ แต่ในสถานที่ที่คนเยอะแยะแบบนี้เขารู้สึกทรมานกับการได้กลิ่นหอมหวานที่แตกต่างแต่ก็เหมือนกันพวกนั้น


‘ท่านกรรมการ ไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ’


ท่านกรรมการ สำหรับเขาซึ่งได้นั่งและครอบครองตำแหน่งกรรมการบริษัทอย่างฉับพลันโดยไม่มีขั้นตอนอะไรเป็นพิเศษ แม้ตำแหน่งนี้ยังเป็นชื่อตำแหน่งที่ไม่คุ้นเคย แต่ยองจีก็หันไปทางต้นเสียงที่ร้องเรียกเขา รองประธานกรรมการนั่นเอง


“ยังไม่คุ้นเคยกับตำแหน่งนี้สินะครับ ดูเหมือนว่าน้ำหนักจะลดลงจากครั้งก่อนที่เจอด้วย...”

“ไม่เท่าไรหรอก”


ไม่เพียงแค่ไม่อยากพูดให้ยืดยาวเท่านั้นแต่ไม่มีแรงในการทำแบบนั้นแล้วด้วย คำตอบของยองจีจึงสั้นจนเกินไป เขาไม่คุ้นเคยกับการพูดจาโดยใช้คำสุภาพ มันไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่ต้องนอบน้อมต่ออีกฝ่าย

ด้วยตำแหน่งรองประธานก็คงเป็นส่วนที่ต้องยอมรับด้วย เพราะเขาไม่มีสีหน้าไม่พอใจกับการพูดการจาอย่างไม่มีมารยาทของคนที่เด็กกว่าตัวเองถึง 20 ปีเลย


“ถึงอย่างนั้น...เหมือนบรรยากาศดูเปลี่ยนไปแบบแปลกๆ นะครับ รู้สึกเหมือนโตขึ้นกว่าเมื่อก่อนจริงๆ ด้วยสินะครับเนี่ย”

“ผมบรรลุนิติภาวะมา 10 ปีแล้วนะ”

“ฮ่าๆ ก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วครับ แต่เหมือนกับพอเทียบกับเมื่อก่อนแล้วคุณชายดูสง่าผ่าเผยมากขึ้นน่ะครับ... ถ้าทำให้ไม่พอใจก็ต้องขอโทษด้วยครับ”

“…ช่างมันเถอะ”


ยองจีบอกปัดไปราวกับรำคาญ แต่บรรยากาศรอบตัวเขาซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนนั้นแพร่กระจายออกมาอย่างต่อเนื่อง สูทสามชั้นที่แนบไปกับร่างผอมเพรียวเหมาะสมกับตัวเขามากๆ ต่างจากแต่ก่อนจริงๆ เส้นผมและดวงตาดำขลับนั่นด้วย ยองจีไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิดแต่สิ่งที่ห่อหุ้มเขาไว้เป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่มีเอกลักษณ์และแข็งแกร่งมากขึ้น

อธิบายยากแต่เป็นความจริงที่เขาดูแตกต่างจากเมื่อก่อน คนที่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของยองจีไม่ได้มีเพียงแค่รองประธานกรรมการเท่านั้น เพียงแต่คนอื่นไม่กล้าพอที่จะพูดคุยกับยองจี

เนื่องด้วยอาการปวดหัว ยองจีกลืนน้ำแร่บริสุทธิ์ลงไปหนึ่งอึกแทนที่จะเป็นแชมเปญ และไม่ได้จ้องมองไปทางไหนเป็นพิเศษแต่สายตาของคนอื่นๆ กลับมุ่งตรงมายังเพียงเขาคนเดียว ตอนนี้ทุกคนต้องกำลังคิดเรื่องเดียวกันอยู่แน่ๆ

คิดว่าเขาคือทายาทที่คังยองโฮเลือกตามคาด


“ต้องอยู่ที่นี่จนถึงตอนไหน”

“กลับบ้านตอนนี้เลยก็ได้ครับ ให้ผมเรียกรถมารับไหมครับ”

“อือ”


จะไปตอนนี้แหละ เขามีขีดจำกัดในการอดทน จู่ๆ ก่อนหน้านี้ 30 นาทีก็มีคนมาบอกว่าเกิดเรื่องขึ้นในต่างจังหวัด คังยองโฮที่นั่งอยู่ที่โต๊ะจึงรีบออกเดินทางไป ซึ่งนั่นหมายความว่าตอนนี้คนที่สามารถรั้งให้ยองจีอยู่ที่นี่ได้ก็ไม่มีแล้ว

ถึงไม่ใช่อย่างนั้นเขาก็อยากรีบหายตัวไปให้เร็วที่สุด อยากพักผ่อนแล้ว อยากสูดดมกลิ่นหอมหวาน ถึงมีจะกลิ่นหอมหวานหลายแบบ แต่สุดท้ายก็ต้องการแค่กลิ่นเดียวเท่านั้น ซึ่งอีกฝ่ายยังคงไม่รับรู้ความจริงนั้น


ทันทีที่ขึ้นมานั่งเบาะหลังรถ ยองจีก็ปลดเนคไทออกแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ การเปลี่ยนแปลงของร่างกายไม่ได้มีเพียงอาการปวดหัวหรือโลหิตจางเท่านั้น แต่รวมถึงอาการเจ็บแน่นหน้าอกที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ด้วย


ทำไมกันนะ พอตั้งใจจะนึกถึงเหตุผลก็ยิ่งปวดหัวมากขึ้น


ไม่มีทางเป็นอาการดื้อยาและไม่ใช่ผลข้างเคียงของยาฉีดด้วย เพราะแน่นอนว่าฮันจูรวมถึงหมอคนอื่นๆ ไม่ได้จ่ายยาให้เขาโดยตรง เขาสงสัยว่าอาจจะเป็นอาการป่วยธรรมดาๆ แต่พอลองคิดดูก็คิดขึ้นมาได้ว่าเขาไม่เคยแม้แต่เป็นหวัดเลยสักครั้ง ดังนั้นหากยองจีป่วยแบบธรรมดาๆ ขึ้นมาจริงๆ ก็เป็นเรื่องสำคัญซึ่งไม่ปกติเลยสักนิดเดียว

อารมณ์ไม่ดี ใช่ อารมณ์ไม่ดีเลย ยองจีขมวดคิ้วแน่นขึ้น ตอนนี้ไม่มีเรื่องไหนที่ทำให้อารมณ์ของเขาดีขึ้นมาได้


‘ถ้าอารมณ์ไม่ดีก็ทานนี่สิครับ’


จู่ๆ ก็นึกถึงเสียงของฮันจูขึ้นมาเสียเฉยๆ อีกครั้ง แต่เป็นตอนหลังจากที่ก่อนหน้านี้กินช็อกโกแลตที่อีกฝ่ายให้มาจนหมดแล้ว

พอคิดอย่างนั้นแล้วอารมณ์ที่เคยไม่ดีก็หายไปอย่างไม่มีเหตุผล ขณะเดียวกันก็เกิดความหวังขึ้นอย่างประหลาด บางทีถ้าเป็นฮันจูอาจจะอธิบายออกมาได้อย่างชัดเจนว่าตอนนี้ตัวเขาเป็นอะไรกันแน่

คิดอะไรโง่ๆ ยองจียิ้มอย่างผิดหวังพร้อมกับซุกตัวลงไปในเบาะนั่งด้านหลัง ตอนนี้ชายหนุ่มไม่อยู่ตรงนี้ ไม่รู้ว่ายุ่งมากหรืออะไรแต่ฮันจูก็ปล่อยปละละเลยตนแล้วบอกแค่ว่าหลังจากนี้อีกสามวันจะกลับมา นั่นก็ทำให้เขาอารมณ์ไม่ดี คนๆ นั้นเป็นแพทย์ประจำตัวของตัวเขาเองไม่ใช่ใครอื่น

ยองจีคิดแล้วก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เป็นเรื่องแปลกตั้งแต่ที่เขาพกโทรศัพท์ออกมาด้วยแล้ว โทรศัพท์มือถือซึ่งแทบจะไม่มีใครติดต่อเข้ามา ไม่ได้มีเหตุผลอื่นเลย ก็แค่... นั่นแหละ แค่พกมาโดยไม่ได้คิดอะไรเท่านั้น แต่ประเด็นคือเขาไม่รู้เลยจนกระทั่งเมื่อครู่นี้ว่าตัวเองพกโทรศัพท์มาด้วย

สายตาทอดมองไปยังหน้าจอโทรศัพท์แล้วหน้าหงิกงอราวกับมันไม่สนุก คงเพราะสภาพร่างกายไม่ค่อยดีเท่าไรเลยเป็นแบบนั้น จิตใจว้าวุ่นไปหมด ถึงแม้ว่าสำหรับยองจีนั้นไม่รู้ว่ารู้ความหมายของคำว่าว้าวุ่นจริงๆ ไหม เขารู้แค่เพียงว่ามันเป็นความรู้สึกที่ไม่คุ้ยเคยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น