facebook-icon Twitter-icon

ความคิดเห็น (comment) จากผู้อ่านคือกำลังใจที่ดีที่สุดของนักเขียน อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจนักเขียนมีแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไปนะ :)

ตอนที่ 98 : ชาวประมงปลดระวาง

ชื่อตอน : ตอนที่ 98 : ชาวประมงปลดระวาง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 24.8k

ความคิดเห็น : 46

ปรับปรุงล่าสุด : 13 พ.ย. 2561 16:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 98 : ชาวประมงปลดระวาง
แบบอักษร

ตอนที่ 98 : ชาวประมงปลดระวาง


“เพียว”

“อืออ”

“เพียว”

“อืออ”

“เพียว!”

“อะไร”

เสียงเฉียบขาดของโฟคหยุดการกระทำของไอ้เพียวที่มาวนเวียนอยู่แถวบริเวณลำคอจนสำเร็จ แฟนของเขายังอยู่ในสภาพหัวกระเซอะกระเซิงจากการตื่นในตอนเช้า แต่แทนที่มันจะลุกไปอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟัน มันกลับมายุ่งวุ่นวายกับร่างกายเขาอยู่นั่นแหละ คิดแล้วก็หยุดหน้าแดงไม่ได้ ทั้งที่เมื่อคืนพวกเขาก็แทบจะไม่ได้หลับไม่ได้นอน


“ไม่เอาแล้ว นี่มันรอบที่ 4 แล้วนะ”

โฟคบ่นแบบเขินๆ พลางผลักศีรษะของแฟนหนุ่มให้ออกไปจากการมาเจ๊าะแจ๊ะจอแจอยู่แถวใบหน้าเขา ไม่ใช่อะไร ใกล้มันมากก็เขินมาก เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าต้องยอมแพ้ใจให้มันเสียเอง

“นับผิดเปล่า”

เพียวตอบสั้นๆ ก่อนจะซุกหน้าไปตรงลำคอของเขา มันเริ่มใช้ริมฝีปากชิมร่างกายของเขาอีกแล้ว โฟคกัดปากไว้แน่นไม่ให้เผลอหลุดร้องเสียงใดออกไป ก่อนจะรวบรวมแรงทั้งหมดไปผลักศีรษะของอีกฝ่ายให้ออกจากร่างกายของตน

“ไม่ผิด เมื่อคืน 3 นี่กำลังจะเป็น 4 ไม่เอาแล้วเพียว” โฟคบ่น

“เมื่อวานก็ส่วนเมื่อวานสิ นี่เช้าแล้วก็ต้องเริ่มนับใหม่” เพียวเถียงสู้

“เพียว!” โฟคข่มเสียงอย่างจงใจ

“เออๆ ไม่เห็นต้องดุเลย ไม่เอาก็ไม่เอา ทีเมื่อคืนนะยังทำปะ โอ๊ย!”

เพียวแกล้งบ่น แต่ยังไม่จบดีก็เจออีกคนหนึ่งที่หน้าร้านแดงฉ่าไปหมดฟาดมือไปบนท่อนแขนอย่างหมั่นไส้ ตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันในห้องนอนรีสอร์ตของโฟคที่เชียงใหม่นี่แหละ หลังจากที่ไอ้เพียวปีนระเบียงข้ามมาปลอบใจเขาแล้ว มันก็ยังไม่ได้ปีนข้ามกลับไปอีกเลย

“เพียว ก็บอกว่าไม่เอาแล้วไง” โฟคบ่นต่อเมื่อมือของอีกฝ่ายเอื้อมมาโอบตัวเขาไปอยู่ในอ้อมแขน

“ก็ไม่ได้จะทำอะไร แค่อยากกอดเฉยๆ” เสียงของเพียวสุภาพนุ่ม พร้อมกับยื่นหน้ามาจุมพิตแก้มเขาเบาๆ หนึ่งทีจนเขาเขินไปหมด

“อืม”

เขาไม่รู้จะตอบอะไร นอกจากซุกหน้าไปตรงลำคอของอีกฝ่ายอย่างเขินๆ มือของเพียวลูบศีรษะของเขาไปมาอย่างแผ่วเบา


“แล้วเรื่องที่บอกว่าจะย้ายกลับขึ้นมาที่ฝั่งนี่ว่าไง เล่ารายละเอียดซิ”

โฟคพูดอย่างชวนคุย พลางเอามือไปลูบไรหนวดของคนตรงหน้าเล่นอย่างสนุกมือ เพียวเป็นคนที่หนวดขึ้นไวมาก วันเดียวก็เริ่มชัดแล้ว มันจึงติดนิสัยต้องโกนหนวดทุกวัน ไม่เช่นนั้นมันจะดูเถื่อนเพิ่มขึ้นอีกมาก

“มือไม่อยู่สุขแบบนี้ ถ้าตื่นขึ้นมาต้องรับผิดชอบด้วยนะ” เพียวแกล้งพูดแบบขำๆ พร้อมกับเอื้อมมือมากุมมือเขาที่ลูบใบหน้าของมันเอาไว้

“อยากมากก็ไปห้องน้ำไป” โฟคด่าอีกฝ่ายอย่างหมั่นไส้

“อยากเปลี่ยนบรรยากาศก็ไม่บอก” เพียวตอบกลับมาหน้าตาย คำตอบนั้นทำเอาโฟคหน้าแดงจนร้อนไปหมด

“เดี๋ยวนี้กวนตีนนะมึง” เขาบ่นๆ พึมพำ

“ล้อเล่นน่า” เพียวตอบพร้อมกลั้วหัวเราะเบาๆ


“ก็ได้ตำแหน่งบนภาคพื้นแล้ว”

เสียงของเพียวเกริ่นเริ่มต้นบทสนทนาขึ้นใหม่ หลังจากที่จบเรื่องพูดเล่นที่แกล้งแซวเขาจนหน้าแดง น้ำเสียงมันปรับมาจริงจังมากขึ้น โดยที่มือหนาก็ยังโอบกอดเขาอยู่เช่นนั้น

“อ่า” โฟครับคำอย่างตั้งใจฟัง

“ความจริงก็ขอตำแหน่งไปนานแล้วแหละ แต่มันไม่มีตำแหน่งว่าง ตอนนี้หาตำแหน่งว่างได้แล้วก็เลยได้ย้ายขึ้นมา เด็กรุ่นใหม่ก็เข้ามาแทนที่แท่นพอดี แต่ก่อนกูก็ต้องดูเรื่องส่งระเบิดลงไปเองทำลายชั้นหินเพื่อเจาะน้ำมันดิบเอง ตอนนี้ก็ย้ายมาทำแผนงาน วิเคราะห์โครงสร้างสามมิติจากบนฝั่ง แล้วก็ช่วยทำแผนให้คนที่หน้างานแทน” เพียวเล่า

“ดีจัง” โฟคตอบออกมาจากใจ เขาโคตรดีใจ มือของเขาเอื้อมไปกอดคนตรงหน้าอย่างคิดถึง

“กูก็ดีใจ” เพียวพูดพร้อมเอื้อมมือมาขยี้ผมของเขาอย่างสนุกมือ


“แล้วนี่มาประจำออฟฟิศตรงรัชดาเหรอ” โฟคถามต่ออย่างสงสัย

“เออ ใช่ ก็ต่อไปก็อยู่ที่นั่นประจำแหละ” เพียวตอบ

“แล้วเริ่มงานเมื่อไหร่เนี่ย ทำไมมึงเข้างานประจำแล้วถึงยังตามกูมาเชียงใหม่นี่ได้อีก” โฟคถามแบบงงๆ

“ก็นี่ลีฟสุดท้าย ครบ 21 วันก็จบโควต้า สุดท้ายก็ทำงานยาวแล้ว ต่อไปกูก็จะหยุดเสาร์อาทิตย์กับวันนักขัตฤกษ์เหมือนมนุษย์ออฟฟิศปรกติ”

เพียวตอบปนหัวเราะ เหมือนมันเองก็ไม่ได้จินตนาการภาพตัวเองจะมาทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนประจำออฟฟิศอยู่เหมือนกัน

“ตั้งนานก็ไม่ยอมบอก ฮึ” โฟคเอามือไปเขย่าปลายคางของไอ้วิศวกรหนุ่มอย่างหมั่นไส้

“ก็รอเซอร์ไพรส์ไง รู้ว่าแฟนชอบคนโรแมนติก ก็อยากจะพยายามโรแมนติกให้แฟนดีใจบ้าง” เพียวพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่คำพูดนั้นก็ทำเอาโฟคแทบน้ำตาซึม เขาโชคดีจริงๆ ว่ามีไอ้เพียวอยู่เคียงข้าง

“ขอบคุณนะ” โฟคตอบแบบไม่รู้จะสรรหาคำพูดอะไรได้ดีกว่าคำพูดนี้แล้วจริงๆ

“ชอบไหม” เพียวถามต่อ

“ชอบอะไร” โฟคแกล้งถาม

“ก็เมื่อคืนไง ตั้ง 3 ยก โอ๊ย!” อีกฝ่ายแกล้งตอบมาหน้าตาย แต่ก็โดนเขาฟาดอีกรอบทั้งที่ยังพูดไม่จะได้จบประโยคดี

“ทะลึ่ง” เขาบ่นอย่างหมั่นไส้

“ก็เพลงเมื่อวานไง ตั้งใจซ้อมมากเลยนะ” เพียวพูดพร้อมรอยยิ้ม

“ชอบสิ กูเพิ่งรู้ว่ามึงก็รู้ด้วยว่ากูชอบเพลงนี้ เห็นเวลาก็เปิดเพลงนี้ฟัง มึงก็ไม่ได้ทำท่าสนใจฟังอะไร” เขาพูดอย่างสงสัย

“กูไม่กล้าเล่าหวะ เดี๋ยวมึงถามไปถามมาจะวนไปถึงเรื่องบนแท่น กูกลัวมึงไม่สบายใจ กูกะว่ารอกูกลับฝั่งแล้วค่อยเล่าทีเดียวดีกว่า”


“มึงอ่านนิยายกูจบทุกเล่มจริงๆ เหรอ” โฟคถามต่อด้วยความตื่นเต้นน้อยๆ

“อืม กูซื้อในแอพอะ ก็อ่านทุกเล่มแหละ อ่านของมึงแค่คนเดียวนี่แหละ คนอื่นแต่งดีสู้มึงไม่ได้หรอก” เพียวพูดหน้านิ่ง

“ไม่ต้องมาแกล้งชมกูเลย” โฟคตอบเสียงเบา

“รู้อีกว่าแกล้งชม โอ๊ย!” และเพียวก็โดนเจ้าของนิยายฟาดอีกครั้ง คราวนี้มันหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดีที่ยั่วอารมณ์เขาสำเร็จ

“พูดแบบนี้คืนนี้ไม่ต้องมาสะกิดกูนะ ปากแบบนี้” โฟคทำหน้าขึงขัง พร้อมชี้นิ้วเป็นเชิงคาดโทษ

“โอ๋ เพียวผิดไปแล้วครับ เพียวแค่พูดเล่นเฉยๆ ใครจะมาเขียนนิยายสู้แฟนของเพียวได้หละครับ ไม่มี๊ไม่มี แฟนของเพียวเก่งที่สุดเลย”

เพียวพูดพร้อมยื่นหน้ามาจุมพิตเขาอย่างเอาใจ รสสัมผัสนั้นทำเอาเขาหน้าแดง และลืมถ้อยสำนวนที่จะสะสางตอนแรกไปจนหมดสิ้น


“แต่มีเรื่องหนึ่งที่มึงเข้าใจกูผิดนะ ตอนแรกกูว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร แต่คิดไปคิดมา กูว่ากูบอกมึงดีกว่า เดี๋ยวจะงอนกูอีก” เพียวพูดขึ้นมาแบบนึกขึ้นได้

“อะไรวะ” โฟคถามต่ออย่างสนใจ

“มึงชอบเรียกตุ้มหูที่กูใส่ประจำว่าเป็นรูปไม้กางเขน แต่ความจริงมันไม่ใช่รูปไม้กางเขนนะ” เพียวเกริ่นเล่า

“อ้าว นี่ก็เห็นอยู่ว่าเป็นรูปไม้กางเขนนี่ไง” เขาพูดแบบงงๆ พร้อมเอื้อมไปแตะตุ้มหูที่อีกฝ่ายใส่อยู่ โฟคมองยังก็เป็นรูปไม้กางเขนอยู่วันยังค่ำ

“จริงๆ มันเป็นรูปสมอเรือต่างหาก” เพียวเล่าต่อ

“หือ” โฟคพึมพำในลำคอแบบไม่เข้าใจ

“มึงก็รู้ว่าแต่ก่อนกูเจ้าชู้ แต่กูก็ไม่ได้เจ้าชู้แบบคบหลายคนนะเว้ย กูก็คบทีละคน แต่บางทีช่วงเวลาที่คบมันสั้น มันก็ดูเปลี่ยนคนบ่อย บางช่วงที่กูโสดกูก็มีความสัมพันธ์แค่ข้ามคืนบ้าง แต่กูก็ไม่ได้อยากเปลี่ยนคนไปทุกคืนหรอก กูก็อยากหาคนที่ใช่ที่จะได้ตื่นมาเจอหน้ากันทุกวัน”

เพียวพูดยาว ในขณะที่โฟคก็ได้แต่นอนมองหน้าอีกฝ่ายเล่าอย่างสนใจ ร้อยวันพันปี คนอย่างไอ้เพียวจะมานั่งเล่าเรื่องราวอะไรจริงจังให้เขาฟังบ้างสักที

“แล้ว?”

“กูก็เลยใส่ตุ้มหูรูปสมอเรือ เพราะกูรู้สึกว่าสมอเรือมันเหมือนกูดี กูคงเหมือนเรือที่ล่องทะเลไปเรื่อยๆ เพื่อวันหนึ่งก็จะหาพื้นที่ให้กูได้ทอดสมอและปักหลักอยู่ยาวตลอดไป” เพียวเล่า

“อืม” เขาตอบไปอย่างตั้งใจฟัง

“วันที่มึงโดนมอไซค์ปาดหน้าจนเป็นเรื่องเป็นราวในวันนั้น ตอนมีเรื่องตุ้มหูกูหลุด ตอนกูเตะไอ้ลุงนั่น ตีนกูคงไปฟาดโดนตุ้มหูที่หล่นด้วย เงี่ยงสมอเรือตรงปลายมันเลยหัก มองผ่านๆ มันเลยเหมือนไม้กางเขน ยิ่งกูใส่ตุ้มหูข้างเดียวด้วย มึงเลยไม่รู้จุดเปรียบเทียบว่าความจริงมันคือรูปอะไร” เพียวเล่าด้วยรอยยิ้มเหมือนจะนึกสนุกที่ได้นึกถึงอดีตไปด้วย

“จริงดิ กูก็คงสังเกตไม่ค่อยชัด แต่หลังจากนั้นมึงเปลี่ยนตุ้มหูกี่อันก็เป็นแบบเดิมไม่ใช่เหรอ” เขาถามอย่างไม่เข้าใจ

“หลังจากวันนั้น กูก็ไม่เคยเปลี่ยนรูปตุ้มหูอีกเลย กูใช้สมอเรือตลอด แต่ทุกครั้งก็จะไปตัดเงี่ยงตรงปลายออก เพื่อเป็นที่ระลึกว่า คนที่กูเลือกจะฝากสมอเรือของกูไว้ไม่ใช่ใครก็ได้ แต่หมายถึงแค่มึงคนเดียว”

เพียวพูดประโยคหวานๆ ออกมาด้วยสีหน้าที่ก็เรียบสนิทเหมือนเดิม ประโยคนั้นเหมือนหยดน้ำที่ชุบชโลมใจเขาให้อบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่เคยรู้เลยว่าตุ้มหูที่ไอ้เพียวใส่ติดตัวมาตลอด 10 ปีนั้นมีความหมายหมายถึงตัวเขาเอง โฟคเอื้อมมือไปลูบตุ้มหูทรงคล้ายไม้กางเขนนั้นก็พบว่าตรงปลายมันไม่เรียบสนิทจริงด้วย ความจริงที่ไอ้เพียวเล่าก็คงจะไม่ได้ผิดเพี้ยน มันไม่ใช่ไม้กางเขน แต่เป็นสมอเรือที่ถูกตัดเงี่ยงออกเพื่อเป็นความหมายหมายถึงตัวเขาจริงๆ


“มึงกินยาลืมเขย่าขวดเปล่าเนี่ย ทำไมสองสามวันนี้ มึงหวานผิดปรกติจังวะ” โฟคถามอีกฝ่ายแบบเขินๆ

“กูก็ไม่ได้หวานหรอก แต่เดี๋ยวมึงมารู้ทีหลังจะงอนอีก บอกไว้ก่อน คราวนี้ห้ามงอนกูอีกนะ” เพียวพูดท่าทีง่ายๆ

“ไม่งอนหรอกน่า” โฟคตอบแบบเขินๆ

“ว่าแต่มึงก็อย่าทิ้งกูไปไหนหละ สมอเรือกูทอดปักหลักอยู่ที่มึงมา 10 ปีแล้วนะ จากวันนั้นจนวันนี้ กูก็ไม่เคยเผื่อใจให้ใครอีกเลย” เพียวพูดไปเรื่อย ในขณะที่เขาก็ได้แต่หน้าแดงและซุกหน้าไปที่หน้าอกมันแทนอย่างหลบตา

“ไม่ทิ้งหรอกน่า มึงสิห้ามทิ้งกู” โฟคตอบมาด้วยเสียงเบาๆ

“ขอบคุณนะโฟค ขอบคุณที่ให้แหล่งพักพิงกับกู” เพียวพูดพร้อมดึงตัวเขามากอดอย่างเต็มรัก

“...”

“ตอนนี้กูก็เป็นแค่ชาวประมงปลดระวางที่ไม่อยากออกทะเลอีกต่อไปแล้ว”




ครืดดดดดดดดดด ครืดดดดดดดดดด

เสียงสั่นของโทรศัพท์มือถือเขาดังหลายรอบติดกันเป็นสัญญาณว่ามีคนโทรเข้า โฟคเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มาจากหัวเตียงมาดูก็พบว่าสายเรียกเข้าไม่ใช่ใครอื่น ไอ้ไป๋ เพื่อนสนิทที่สุดของเขานั่นเอง โฟคกดรับทันที พร้อมกับเอาโทรศัพท์มาแนบหน้าพร้อมเอ่ยทักทาย

“โฟค มึงอยู่กับเพียวหรือเปล่า” ปลายสายถามกลับมาทันทีเมื่อเขาทักทายจบ

“อยู่ มีไรเปล่าวะ” โฟคตอบ พร้อมหันไปมองหน้าเพียวแบบงงๆ

“เออ มึงเปิดลำโพงเลย กูจะได้พูดทีเดียว ยังไงก็ต้องบอกทั้งคู่อยู่แล้ว” ไป๋พูดต่อเสียงเรียบ

“ได้ๆ รอแป๊บนึง”

โฟคพูดพร้อมดึงโทรศัพท์มือถือออกจากหู และใช้นิ้วจิ้มเปิดลำโพงให้พวกเขาทั้งคู่ได้ยินปลายสายได้พร้อมกัน เพียวขมวดคิ้วนิดหน่อยแต่ก็มองไปที่โทรศัพท์เหมือนสนใจว่าสิ่งที่ไป๋พูดต่อไปจะเป็นเรื่องอะไร


“ไอ้โฟค ไอ้เพียว” ไป๋เกริ่นขึ้นด้วยเสียงเรียบ ในขณะที่พวกเขาทั้งสองเงียบฟังอย่างตั้งใจ

“...”

“พ่อของไอ้อิฐเสียแล้วนะ”

“...”

“เสียเมื่อเช้าตอนประมาณตีห้าได้ ตอนนี้กูกับอิฐมาดูเรื่องจัดการศพอยู่ที่โรงพยาบาลและกำลังจะย้ายศพไปที่วัด รดน้ำศพวันนี้สี่โมงเย็นที่วัดวรวาศิตาราม”

“เฮ้ย” เพียวอุทานขึ้นมาเบาๆ อย่างตกใจ

“พวกมึงคงอยู่เชียงใหม่กันทั้งคู่ ถ้าไม่ติดธุระอะไรก็บินกลับมาหน่อยนะ” ปลายสายยังคงพูดต่อ ในขณะที่ตอนนี้โฟคได้แต่เงียบอย่างพูดอะไรไม่ออก

“...”

“กลับมาอยู่เป็นเพื่อนไอ้อิฐด้วยกัน” ไป๋ต่อจนจบบทสนทนา






นายพินต้า

ฝากเฟสและทวีตนายพินต้า ninepinta ด้วยน้า >///<

#อิฐไป๋ is coming back แล้วนะครับ หลังจากปล่อยให้ทุกคนบ่นคิดถึงอยู่นาน อย่าลืมเมนต์ให้หนูนะ หนูยังไม่ได้แต่งตอนต่อไปเลย นี่มาขอกำลังใจไปแต่งต่อหน่อย อิอิ

ความคิดเห็น