Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

พ่ายรักครั้งที่ 12 ล้างแค้น

ชื่อตอน : พ่ายรักครั้งที่ 12 ล้างแค้น

คำค้น : HEART , Trap , หัวใจพ่ายรัก , โซ่วา , Yaoi , Sameejaejung

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.9k

ความคิดเห็น : 48

ปรับปรุงล่าสุด : 18 พ.ย. 2561 21:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พ่ายรักครั้งที่ 12 ล้างแค้น
แบบอักษร


Part 12# Wayo ล้างแค้น

“ถ้าพี่กล้าขอผมเป็นแฟนต่อหน้าทุกคนในวันเลี้ยงส่งน้องฝึกงาน ผมก็อาจจะพิจารณาคบกับพี่เป็นแฟนก็ได้ครับ”

“เรื่องแค่นั้นพี่ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” พี่โซ่ตอบกลับมาทันทีอย่างไม่ลังเล คงกะจะแสดงความจริงใจให้ผมเห็นเต็มที่สินะ

ดี! แผนที่ผมวางเอาไว้มันจะได้ไม่มีอะไรผิดพลาด!

“ผมชักจะรอให้ถึงวันนั้นไม่ไหวแล้วสิครับ” ผมยิ้มหวาน จากนั้นก็กินข้าวต่อไปโดยไม่แสดงพิรุธอะไร จนกระทั่งท้องอิ่มเรียบร้อย ผมที่มีพอจะมีแรงบ้างแล้วเลยออกไปโทรศัพท์หาพี่ภูที่ระเบียง ป่านนี้คงจะเป็นห่วงผมแย่แล้วล่ะมั้ง

ผมรอสายไม่นานก็มีคนรับสาย แต่คนที่รับกลับไม่ใช่พี่ภู เป็นพี่ตะวันหวานใจของพี่ภูต่างหาก

[“น้องวา! นั่นน้องวาใช่มั้ย!”]

“ครับ ผมเอง” เท่านั้นแหละพี่ตะวันก็ร่ายรัวๆ ทันทีว่าทุกคนโดยเฉพาะพี่ภูเป็นห่วงผมมากแค่ไหน ห่วงจนถึงขั้นจะมารับผมที่เชียงใหม่เลยอะคิดดู

“นี่พี่ตะวันล้อเล่นใช่มั้ยครับ” ผมชักเหงื่อตก ขอให้มันเป็นโจ๊กหรือมุกตลกที่พี่ตะวันอำผมเล่นด้วยเถอะ แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น...

[“พี่ไม่ได้ล้อเล่นนะ พี่พูดจริงๆ นี่คุณภูผาขึ้นไปเก็บของบนห้องอยู่ เพราะพรุ่งนี้จะบินไปรับวาตั้งแต่เช้า...อ๊ะ! คุณภูผาลงมาพอดี น้องวาโทรมาน่ะครับ”] แล้วเสียงก็เงียบไปสักแป๊บ พี่ตะวันคงจะเดินเอาโทรศัพท์ไปให้พี่ภู เท่านั้นแหละ...

[“เป็นไงบ้างวา! ร่างกายปกติใช่มั้ย! ไม่ได้บาดเจ็บหรือว่าโดนใครทำอะไรระหว่างที่กำลังหลับนะ!”] พี่ภูถามมารัวๆ ด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นห่วงผมมาก แต่ผมกลับรู้สึกน้ำท่วมปาก จะบอกความจริงกับพี่ภูก็ไม่ได้ซะด้วย

“เอ่อ...ปกติครับ แค่เหนื่อยนิดหน่อย แต่ผมไม่ได้บาดเจ็บตรงไหน ตอนที่หลับไปก็ไม่มีใครทำอะไรผมด้วยครับ” ถึงจะรู้สึกกระดากปากหน่อยๆ แต่ที่พูดไปผมไม่ได้โกหกเลยนะ ก็พี่โซ่ไม่ได้ทำอะไรตอนผมหลับนี่นา เหอะๆ

[“งั้นก็ดีแล้วล่ะที่ไม่ได้เป็นอะไร”] น้ำเสียงของพี่ภูค่อยโล่งใจคลายกังวลขึ้นมาหน่อย เพราะงั้นผมถึงได้เกลี้ยกล่อมให้พี่ภูไม่ต้องมารับถึงที่นี่ ซึ่งพี่ภูก็ลังเลนิดๆ บวกกับวันนี้ยังไงก็ไม่มีตั๋ว ต้องรอพรุ่งนี้เช้าอยู่ดีพี่ภูก็เลยยอม

“เดี๋ยวพรุ่งนี้จองไฟลท์ไหนได้ผมจะบอกอีกทีนะครับ บ๊ายบาย” แล้วหลังจากนั้นผมก็วางสายไป ก่อนที่จะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เพราะถ้าพี่ภูมารับตอนนี้ผมต้องตายหยั่งเขียดแน่ๆ

“ทำไมไม่ให้พี่ชายมารับที่นี่เลยล่ะ”

“เฮ่ย! โหย...พี่โซ่! มาไม่ให้ซุ่มให้เสียงผมตกใจหมด!” ไอ้พี่บ้านี่มายืนอยู่ที่ด้านหลังของผมตอนไหนก็ไม่รู้ แถมยังนิสัยไม่ดีแอบฟังที่ผมคุยกับพี่ภูอีก

               “ขอโทษครับ พี่กลัววาจะยืนไม่ไหวเลยออกมาหา” พอได้ยินแบบนี้จากที่ตอนแรกตั้งใจจะวีน อืม...ช่างมันแล้วกัน

“ทีหลังก็ส่งเสียงบอกผมสักนิดนะครับ ส่วนเรื่องที่พี่ถาม...” ผมไม่พูดอะไรแต่ว่าเอียงคอแล้วชี้มือให้พี่เขาดู

“รอยจูบ? แล้วมันทำไมหรอครับ?”

“ยังจะมาถามอีก! ถ้าพี่ภูเห็นจะทำยังไงล่ะครับ! พี่เป็นคนทำก็หาวิธีลบให้ผมเลย! ทำทำไมตั้งเยอะตั้งแยะก็ไม่รู้...” ประโยคสุดท้ายผมพูดด้วยเสียงอ้อมแอ้ม ไม่รู้จะโกรธหรือจะเขินดีให้ตาย

“ความจริงไม่เห็นต้องลบเลยก็ได้ พี่อยากฝากตัวเป็นเขยบ้านวาจะตายอยู่แล้ว” พี่โซ่พูดยิ้มๆ

“เดี๋ยวพี่จะได้ตายจริงๆ น่ะสิครับ! ผมบอกไว้ก่อนเลยนะว่าพรุ่งนี้ห้ามพูดอะไรกับพี่ภูเด็ดขาด!” ผมสั่งเสียงเข้ม “แต่จะว่าไป ผมว่าพี่กับพี่ภูไม่ต้องเจอกันนั่นแหละดีที่สุด พรุ่งนี้พอเครื่องลงแล้วพี่รีบกลับคอนโดไปเลยเข้าใจมั้ยครับ!”

“อะไรครับวา ต้องให้พี่ทำขนาดนั้นเลยหรอ” พี่โซ่พูดขำๆ ผมจริงจังนะเว้ยเฮ้ย!

 “ตามนั้นแหละครับ เอาล่ะ เข้าห้องไปหาวิธีลบรอยจูบที่ตัวผมกันดีกว่า อ้อ แล้วก็จองเครื่องกลับพรุ่งนี้ด้วยนะครับ”

“คร้าบผม ตามบัญชาขอรับองค์ราชินี” ผมย่นจมูกใส่ทันที ราชินีบ้าบออะไรกันเล่า! แต่ก็เอาเถอะ ผมขี้เกียจต่อล้อต่อเถียง ตอนนี้ผมรู้สึกเพลียแล้วก็อ่อนแรงจะแย่

หลังจากนั้นเราสองคนก็กลับเข้าไปในห้อง ก่อนที่พี่โซ่จะเข้าแอพจองตั๋วเครื่องบินซึ่งก็ได้ไฟลท์ตอนสายๆ ผมจึงไลน์ไปบอกพี่ภูเพื่อแจ้งเวลา ซึ่งในระหว่างนั้นพี่โซ่ก็ค้นหาวิธีลบรอยจูบจากในเว็บ แล้วก็เจอเยอะแยะหลายวิธีเลยล่ะ

ผมเลือก 2 วิธีที่มันน่าจะได้ผล จากนั้นก็ให้พี่โซ่ลงไปซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นที่ร้านสะดวกซื้อข้างล่าง พอขึ้นมาก็เริ่มทดลองวิธีที่ว่า นั่นก็คือประคบร้อน-เย็นแล้วเอาช้อนขูดเบาๆ เพื่อไล่เลือดที่มันเป็นจ้ำให้กระจาย ตรงไหนที่ยังมีรอยจางๆ อยู่ก็ลงรองพื้นกลบทับ เท่านั้นก็เรียบร้อย

“สุดยอด รอยหายไปแล้วจริงๆ ด้วยพี่” ผมยืนมองตัวเองที่หน้ากระจก รอยที่ช่วงอกมันเยอะเกินไปจนลบไม่หมดน่ะใช่ แต่รอยที่คอตรงที่ไม่มีเสื้อปิดมันหายไปหมดจริงๆ อย่างนี้พี่ภูไม่มีวันรู้แน่นอน!

“พอเห็นรอยหายไปแบบนี้ พี่ก็ชักอยากจะทำรอยขึ้นมาอีกยังไงก็ไม่รู้” พี่โซ่พูดด้วยใบหน้าชั่วร้าย ผมเลยหันไปแยกเขี้ยวใส่แล้วก็ฟาดที่ไหล่เข้าให้ป๊าบนึง

“ทะลึ่งแล้วพี่!”

“เรื่องที่ทะลึ่งกว่านี้เราสองคนก็เคยทำมาแล้ว หรือว่าไม่จริง?” พี่โซ่อมยิ้ม สีหน้านี่เจ้าเล่ห์สุดๆ จนผมรู้สึกหมั่นไส้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ไง ขนาดจะว่าหรือแก้ตัวก็ยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำเพราะมันเป็นเรื่องจริง

“ผม...ผม...ผมง่วงแล้ว ขอตัวไปนอนก่อนนะครับ!” ไม่อาบน้งอาบน้ำมันละ ก็พึ่งอาบไปแค่ 2 – 3 ชั่วโมงเองนี่นา พรุ่งนี้เช้าค่อยอาบทีเดียวแล้วกัน

“อ้อ! แล้วก็ไม่ต้องเสนอตัวขอเป็นหมอนข้างด้วยนะครับ เพราะผมไม่สนใจ”

“ว้า โดนดักคอซะได้ รู้ใจพี่จริงๆ นะครับ” ชิ! แทนที่จะทำหน้าเซ็งดันยิ้มระรื่นคิดเข้าข้างตัวเองซะงั้น แต่ก็ช่างเถอะ ตอนนี้ผมชักง่วงขึ้นมาจริงๆ แถมร่างกายยังไม่ค่อยมีแรงคงต้องนอนพักจริงๆ แล้วล่ะ

“ฝันดีนะครับเด็กดื้อของพี่” พี่โซ่จัดการห่มผ้าให้เมื่อผมล้มตัวนอนบนลงเตียง เท่านั้นไม่พอ ยังมีการก้มหน้าลงมาจุ๊บเหม่งของผมอีกต่างหาก นี่ถ้าไม่ติดว่าง่วงมากผมคงจะโวยวายไปแล้วนะ กล้าดียังไงมาฉวยโอกาสแต๊ะอั๋งผม แถมยังขี้ตู่ว่าผมเป็นของตัวเองอีกต่างหาก

ได้กันแค่คืนเดียวแถมเพราะฤทธิ์ยาเขาไม่นับกันหรอกพี่!

แต่ถามว่าเรื่องที่คิดผมกล้าพูดออกไปมั้ย คำตอบก็คือไม่ เพราะผมเชื่อว่าคนอย่างพี่โซ่ต้องหาเหตุผลมาเข้าข้างตัวเองได้แน่ๆ แล้วในเมื่อรู้แบบนี้ผมจะเปลืองน้ำลายพูดให้เหนื่อยทำไม นอนเอาแรงเพื่อฟื้นพลังที่เสียไปดีกว่า

ตื่นมาอีกทีก็ตอนที่พี่โซ่ปลุกผมตอนเช้า ได้นอนเต็มอิ่ม 10 ชั่วโมงขนาดนี้เรี่ยวแรงของผมก็กลับมาแทบจะเต็มร้อย ส่วนรอยจูบก็จางลงไปอีกหน่อย ลงรองพื้นกลบทับรอยก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง

หลังจากที่อาบน้ำ เก็บของ และตรวจเช็คความเรียบร้อยของห้องผมกับพี่โซ่ก็ลงไปกินข้าวข้างล่าง จากนั้นก็นั่งรถของโรงแรมให้ไปส่งที่สนามบิน หลังจากที่เช็คอินพวกเราสองคนก็นั่งรอสักพัก จนกระทั่งพนักงานเรียกเราสองคนจึงได้เดินขึ้นเครื่อง

ชั่วโมงนิดๆ เราสองคนก็เดินทางมาถึงจุดหมาย ซึ่งพอมาถึงปุ๊บผมก็รีบจัดการไล่พี่โซ่ให้กลับไปปั๊บ เพราะหากเจอกับพี่ภูพี่โซ่อาจจะหลุดพูดอะไรก็ได้ ผมไม่อยากให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นหรอกนะ ถ้าพี่ภูรู้ว่าพี่โซ่กับผมมีอะไรกันมันต้องไม่จบที่ต่างคนต่างแยกย้ายแน่ๆ

แต่ไอ้เรื่องนั้นยังไม่นรกเท่ากับเรื่องเมื่อ 7 ปีก่อน ตอนนี้พี่ภูรวมทั้งพวกพี่คนอื่นๆ ยังไม่รู้ว่าพี่โซ่คือรุ่นพี่ที่ผมเคยแอบชอบ ซึ่งถ้าหากว่ารู้...................ตาย! พี่โซ่ได้ตายคาตีนพวกพี่ๆ ผมแน่ๆ!

อ้อ แต่บอกไว้ก่อนเลยนะว่าผมไม่ได้เป็นห่วงพี่โซ่ คนเลวๆ แบบนั้นจะเป็นจะตายผมไม่สนใจหรอก แต่ก่อนที่จะตายผมต้องได้แก้แค้นก่อน เพราะงั้นนี่เลยเป็นเหตุผลที่ผมจะให้พี่โซ่เจอกับพี่ภูตอนนี้ไม่ได้

“จะให้พี่กลับตอนนี้จริงๆ น่ะหรอ แต่ว่าพี่อยากเจอพี่ชายของวาก่อนนะ” พี่โซ่พูดกับผมในระหว่างที่ถูกผมกระชากลากถูให้ไปขึ้นแท็กซี่

“รีบกลับไปเลยครับผมไม่ให้เจอ! เอ้ารีบๆ ขึ้นไปสิครับ! จะให้คนขับรอไปถึงเมื่อไหร่!” เมื่อไม่มีทางเลือก เพราะมาขึ้นแท็กซี่ที่เข้ามารับในสนามบินโดยตรง พี่โซ่เลยต้องยอมเดินขึ้นรถไปอย่างช่วยไม่ได้

“แล้วเจอกันวันเลี้ยงส่งน้องฝึกงานนะครับ” พี่โซ่โบกมือลาผม ส่วนผมก็โบกตอบพอเป็นพิธี จากนั้นเมื่อรถแท็กซี่ขับออกไปแล้วผมก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา

เฮ้อออออ กว่าจะเคลียร์ปัญหาจบนี่โคตรจะเหนื่อยเลย

หลังจากนั้นไม่นานพี่ภูก็มาถึง ผมบอกเวลาที่มาถึงช้าไปพักหนึ่ง เพราะงั้นตอนที่พี่ภูมาถึงพี่โซ่เลยขึ้นแท็กซี่กลับไปนานแล้ว ซึ่งพอเจอหน้าพี่ภูปุ๊บผมก็ยิ้มร่าเริงแล้วเข้าไปออดอ้อนปั๊บ พอทำแบบนี้พี่ภูที่ทำหน้าเป็นกังวลเพราะกลัวว่าผมจะกลับมาไม่ครบ 32 ก็ค่อยเบาใจขึ้นมาได้

“เห็นมั้ยล่ะครับ ผมไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ นะ แล้วตอนนี้ผมก็แข็งแรงมากๆ เลยด้วย” เนี่ย ยกกระเป๋าลากใบใหญ่โชว์พี่ภูซะเลย

“โอเคๆ พี่เชื่อแล้วก็ได้ ไปเรา กลับบ้านกันเถอะ” แล้วพี่ภูก็ดึงกระเป๋าลากในมือของผมไปถือ จากนั้นก็เดินนำผมไปขึ้นรถ ไม่ถึงชั่วโมงเราสองคนก็เดินทางกลับมาถึงบ้าน ซึ่งที่นั่นผมก็เจอพี่ธาร พี่พฤกษ์ พี่เพลิง รวมทั้งพี่ตะวัน พี่หมอก พี่ซ่า พี่พาย อยู่กันพร้อมหน้าทุกคนเลย!

“ทะ...ทำไมพวกพี่ถึงอยู่ที่นี่กันทุกคนเลยล่ะครับ ไม่ต้องไปทำงานทำการกันหรอ” งงไปเลยสิผม นี่มันวันธรรมดาไม่ใช่วันหยุดสักหน่อย อย่าบอกนะว่าโดนไล่ออกพร้อมกันทั้งบ้าน?

“ถ้าแกคิดว่าพวกพี่โดนไล่ออกล่ะก็หยุดเลยนะ พวกพี่พากันลาบ่ายเพื่อมาอยู่กับแกเลยนะเว่ย” คำพูดแบบนี้จะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่พี่เพลิง แต่ถึงจะไม่ค่อยรื่นหู ผมกลับรู้สึกดีใจจนกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ไหว

“นี่พวกพี่ทุกคนลางานเพื่อมาอยู่กับผมจริงๆ ใช่มั้ย ไม่ได้แวะกลับมาบ้านแค่ตอนเที่ยงจริงๆ นะครับ”

“ก็จริงน่ะสิ นี่พี่ซื้อขนมของโปรดวามารับขวัญเยอะแยะเลยนะ” คำพูดของพี่พฤกษ์ทำให้ผมถึงกับตาลุกวาว

“พวกพี่เป็นห่วงเรานะ มานี่มา มาให้พี่กอดที” คราวนี้พี่ธารเป็นคนพูดขึ้นบ้าง จากนั้นก็กางแขนทั้งสองข้างออกกว้าง ผมเลยรีบโผเข้าหาอย่างไม่มีลังเลทันที “ขวัญเอ๊ยขวัญมาน้องพี่ ดีแล้วนะที่กลับมาอย่างปลอดภัย”

อ้อมกอดของพี่ธารนั้นอบอุ่นมาก ผมคิดมาตลอดเลยล่ะว่าถ้าหากได้กอดแม่ก็คงจะรู้สึกแบบนี้ ส่วนพี่ภูที่เดินตรงเข้ามาลูบศีรษะของผมก็ให้อารมณ์เหมือนพ่อ พี่พฤกษ์ที่มองผมอย่างเอ็นดูพร้อมกับยิ้มบางๆ ก็เป็นพี่ชายที่แสนดี สำหรับพี่เพลิง...

“หิวโว้ยหิว! เลิกทำซึ้งกันสักที! ไปกินข้าวกันได้แล้วเฟ้ย!” ให้อารมณ์เหมือนเพื่อนชัดๆ!

แล้วหลังจากนั้นตลอดช่วงบ่ายพวกผมก็พากันกินข้าว กินขนม และคุยเล่นกันจนกระทั่งถึงค่ำ ปกติพวกเราจะใช้เวลาแบบนี้ร่วมกันทุกๆ วันอาทิตย์ แต่วันนี้เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งก็เป็นวันพิเศษที่ผมรู้สึกมีความสุขมากๆ ตลอดชีวิตผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองขาดความอบอุ่นหรือว่าความรักเลยนะ ก็พวกพี่ๆ พากันให้ผมมาจนท่วมท้นกันทุกคนเลยนี่นา

กว่าจะได้ขึ้นห้องมาเก็บของและอาบน้ำเวลาก็ล่วงเลยไปถึง 3 ทุ่มกว่าๆ พอทำอะไรเสร็จก็ปาไป 4 ทุ่มครึ่ง ตอนนั้นแหละที่ผมพึ่งจะได้จับโทรศัพท์ ซึ่งก็มีแจ้งเตือนทั้งไลน์ แมสเซนเจอร์ แล้วก็มิสคอล

ผมจัดการตอบแมสเซนเจอร์ที่เพื่อนส่งมาหาก่อน จากนั้นก็ตอบไลน์ของพี่โซ่ ข้อความที่ส่งมาก็ไม่มีอะไรมาก แค่ถามว่าเป็นยังไงบ้าง ถึงบ้านรึยัง ทำอะไรอยู่ก็แค่นั้น ผมใช้เวลาตอบไม่นานก็ตัดบทไปว่าเหนื่อย จะเข้านอนแล้ว แต่อันที่จริงผมตั้งใจจะโทรกลับหาใครอีกคนที่ผมไม่ได้รับสายมากกว่า...พี่ธาม

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมกับพี่เขาค่อยๆ ห่างกัน ถึงจะคุยไลน์กันทุกวันแต่ก็สั้นๆ แค่ไม่กี่ประโยคเท่านั้น ส่วนเรื่องโทรคุยกันตลอด 4 – 5 วันนี้ไม่มีเลยสักครั้ง เพราะงั้นการที่วันนี้พี่เขาโทรมาหาผมเลยคิดว่าน่าจะมีธุระอะไรสักอย่าง หรือไม่บางทีพี่เขาอาจจะถามผมว่ากลับจากเชียงใหม่รึยังก็ได้ล่ะมั้ง

หลังจากที่ผมกดโทรหาไม่นานพี่ธามก็กดรับสาย

[“ไม่ได้คุยกันนานเลยนะครับวา”] ถึงแม้จะไม่ได้คุยกันหลายวัน แต่น้ำเสียงของพี่ธามก็ยังคงอบอุ่นและอ่อนโยนกับผมเหมือนเดิม

“ขอโทษนะครับที่ก่อนหน้านี้ผมยุ่งมากจนไม่ได้โทรหาพี่เลย” การที่จะไปเชียงใหม่มันต้องเตรียมตัวหลายอย่าง ผมเลยต้องทุ่มเทกับงานจนแทบไม่มีเวลาให้พี่ธาม

[“ไม่เป็นไร พี่เข้าใจ ว่าแต่วากลับจากเชียงใหม่แล้วใช่มั้ยครับ”]

“ครับ ความจริงต้องกลับมาเมื่อวาน แต่มีปัญหานิดหน่อยผมเลยพึ่งกลับมาวันนี้ นี่ผอ.ก็อนุญาตให้ผมพักอยู่ที่บ้าน ไม่ต้องเข้าออฟฟิศจนกว่าจะถึงวันเลี้ยงส่งน้องฝึกงานเลยล่ะครับ” ผมเลี่ยงที่จะไม่บอกว่าเพราะสาเหตุอะไร ถึงแม้ว่าเราสองคนจะไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังแอบรู้สึกผิดอยู่ดี

[“เลี้ยงส่งน้องฝึกงาน? ถ้างั้นก็แสดงว่าใกล้จะจบแล้วสินะครับ”]

“ใช่ครับ อีกแค่ 2 วันผมก็ฝึกงานจบแล้ว”

[“เปล่าครับ พี่ไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น แต่พี่หมายถึงเรื่องของโซ่”]

!!!

[“หวังว่าวาคงจะจำได้นะครับ สัญญาที่ให้ไว้กับพี่...”]


“พะ...พี่ธาม...” จู่ๆ ผมก็เกิดอาการชาวาบไปทั่วร่าง ลมหายใจเริ่มจะติดขัด ส่วนริมฝีปากก็แข็งค้างจนขยับแทบไม่ได้

เนิ่นนานหลายวินาที หรืออาจจะเป็นนาทีก็ไม่รู้ ผมจึงสามารถพูดออกไปได้อีกครั้ง

“จะ...จำได้สิครับ สัญญาที่ผมบอกว่าจะคบกับพี่” ผมจำได้ดีว่าวันนั้นพูดกับพี่ธามว่ายังไง เพียงแต่ว่า...แต่ว่า...ช่วงนี้ผมยุ่งมากจนเผลอลืมไป...ก็เท่านั้นเอง...

[“พอได้ยินแบบนี้พี่ก็สบายใจ ช่วงนี้เราสองคนห่างๆ กันไป พี่ก็คิดว่าวาอาจจะลืมหรือคิดจะผิดสัญญากับพี่ก็ได้”] ผมคิดไปเองรึเปล่านะว่าเหมือนพี่ธามตั้งใจพูดเพื่อหยั่งเชิงดูท่าทีผม

“ไม่หรอกครับ ผมไม่ได้ลืม แล้วก็ไม่ได้คิดจะผิดสัญญากับพี่จริงๆ” ผมเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น ในเมื่อผมเคยรับปากพี่ธามเอาไว้ผมก็ต้องทำตามที่พูดให้ได้ ตอนนี้ผมไม่ได้คบใคร ส่วนพี่ธามก็รักผมมาตลอด 3 ปี คนดีๆ แบบนี้ผมจะหาได้อีกจากที่ไหน แล้วผมจะยังลังเลอะไรอีก?

[“ขอบคุณนะครับวา”]

“ผมต่างหากล่ะครับที่ต้องขอบคุณพี่ที่รอผมมาตลอด แต่ว่าตอนนี้ผมชักง่วงแล้ว ขอตัวไปนอนก่อนนะครับ ส่วนพี่ก็รีบนอนซะนะ ราตรีสวัสดิ์ครับ” ผมที่ไม่มีอะไรจะพูดกับพี่ธามแล้ว เลยรีบตัดบทแล้วกดวางสายไป

แต่แน่นอนว่าคืนนั้นผมนอนไม่หลับแทบตลอดทั้งคืน...


................................................
................................
................

ผมตื่นขึ้นมาในช่วงสายๆ ของอีกวัน

วันนี้เป็นวันพุธก็จริงแต่ว่าผมไม่ต้องไปทำงาน แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าผมจะว่างมากหรอกนะ ก็รูปเล่มรายงานการฝึกงานผมพึ่งแตะไปได้ไม่ถึงครึ่ง เพราะงั้นตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นผมเลยต้องนั่งหลังขดหลังแข็งทำ ซึ่งก็รวมไปถึงตลอดทั้งวันของวันพฤหัสด้วย

และแล้วสองวันก็ผ่านไปไวอย่างกับโกหก ทั้งที่ผมเอาแต่ภาวนาว่าอย่าให้มาถึงวันนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้...วันที่ฝึกงานวันแรก ผมเอาแต่ภาวนาว่าขอให้วันสุดท้ายมาถึงโดยเร็วแท้ๆ แต่ทำไมกันนะ พอวันนี้มาถึงจริงๆ ผมถึงได้เกิดความลังเล

ผมไม่รู้ว่าตัวเองลังเลเรื่องที่ต้องเอาคืนพี่โซ่ หรือลังเลเรื่องที่จะต้องคบกับพี่ธาม...

“เฮ้ออออออ” ผมถอนหายใจออกมาในระหว่างที่กำลังนั่งรอพี่ธามมารับไปบริษัท พอเจอหน้ากันผมจะพูดอะไรแล้วก็ทำหน้าแบบไหนดีนะ ผมว่าผมคงต้องทำตัวให้เป็นปกติไม่ได้แน่เลย

“เหม่ออะไรอยู่น่ะวา ไม่ได้ยินหรอว่าธามมาถึงแล้ว” พี่ภูเดินมาหาผมตรงโซฟา ผมที่ได้ยินแบบนั้นก็ทำหน้าเหลอหลาแล้วรีบลุกขึ้นยืนทันที

“ขะ...ขอโทษครับ เมื่อกี้ผมคิดอะไรเพลินไปหน่อย งั้นผมไปแล้วนะครับ” ผมยกมือไหว้พี่ภูแล้วรีบวิ่งออกไปที่หน้าบ้าน แต่ก่อนจะเปิดประตูรถพี่ธาม มือของผมมันก็ดันชะงักไปเล็กน้อย

แต่มาถึงขนาดนี้แล้ว ผมไม่สามารถถอยหลังกลับไปได้อีกแล้วล่ะ!

“สวัสดีครับพี่ธาม” ผมเปิดประตูรถแล้วขึ้นไปนั่งด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พี่ธามที่แว้บแรกผมเห็นว่ากำลังทำหน้ากังวลนิดๆ เลยค่อยยิ้มบางๆ ออกมาได้

“สวัสดีครับวา พี่นึกว่าจะไม่ได้เห็นรอยยิ้มของวาแล้วซะอีก”

“อะไรกันครับพี่ธาม ทำไมถึงพูดแบบนั้นกันล่ะ”

“ไม่รู้สิครับ บางที...วาอาจจะลำบากใจเรื่องที่พี่ทวงสัญญาไปเมื่อวันก่อนก็ได้”

“โธ่...พี่ธามคิดมากไปแล้ว” ถึงจะพูดไปแบบนั้น แต่ผมก็รู้สึกอย่างที่พี่ธามคิดจริงๆ นั่นล่ะนะ “ผมเป็นคนพูดคำไหนคำนั้นนะครับ แต่ว่าก่อนที่ผมจะทำตามสัญญา ผมขอไปจัดการเรื่องบางเรื่องก่อนนะครับพี่ธาม”

“เรื่องที่ว่าใช่เรื่องของโซ่รึเปล่า” ผมเงียบไปแป๊บหนึ่งแล้วจึงพยักหน้าลง

“ครับ ผมจะจัดการให้มันจบลงวันนี้” ผมตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นผมก็จะไม่มีวันเปลี่ยนความตั้งใจของตัวเองโดยเด็ดขาด

ความแค้นเมื่อ 7 ปีที่แล้วมันต้องถูกชดใช้!

ผมจะต้องทำให้พี่โซ่รับรู้ถึงความเจ็บปวดอย่างที่ผมเคยเจอ!

ประมาณครึ่งชั่วโมงรถของพี่ธามก็มาจอดที่หน้าบริษัท วันนี้มีงานเลี้ยงผมเลยนัดให้พี่ธามมาเจอตอนค่ำๆ ก่อนจะลงจากรถผมเห็นว่าพี่ธามทำท่าจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็เอาแต่ลังเลผมเลยทำเป็นมองไม่เห็นแล้วเดินลงจากรถมาเลย

นี่ผมกลัวพี่ธามจะพูดอะไรกันนะ?

“อ้าว! นั่นน้องวาใช่มั้ย!” ซึ่งขณะที่กำลังจะคิดหาคำตอบ เสียงของพี่ฟลุคที่อยู่ไม่ไกลก็ดังขึ้นมา ก่อนที่พี่ฟลุคจะเดินเข้ามาหาผมพร้อมกับอมยิ้มซะจนแก้มแทบแตก

“สวัสดีครับพี่ฟลุค ไปอารมณ์ดีอะไรมาครับเนี่ย หรือว่าทริปไปอเมริกาจะมีอะไรดีๆ เอ...หรือว่าคุณแม่ของพี่หาลูกสะใภ้ไว้ให้?” ผมลองแกล้งพูดแหย่ดู พี่ฟลุคเลยทำหน้าเซ็งๆ ออกมา

“ถ้ามันเป็นอย่างที่น้องวาพูดก็ดีน่ะสิ”

“อ้าว แล้วถ้างั้นพี่ฟลุคไปอารมณ์ดีอะไรมาล่ะครับ ผมเห็นพี่ทำหน้าเหมือนคนกำลังอินเลิฟ ก็เลยนึกว่าในที่สุดก็มีแฟนกับเขาสักที” จากที่ฟังคนนู้นคนนี้รวมถึงเจ้าตัวอย่างพี่ฟลุคพูดเอง ถ้าไม่นับความรักแบบเด็กๆ ตั้งแต่ม.ต้นที่คบกันแค่ 3 วัน พี่ฟลุคก็ยังไม่เคยมีแฟนอีกเลย (น่าสงสารเกินไปแล้ว)

“ฮ่าๆๆ เรื่องแฟนพี่ปลงแล้วล่ะ เลี้ยงหมาเลี้ยงแมวแก้เหงาเอาก็ได้ ส่วนเรื่องที่วาทักถึงจะไม่ใช่มันก็ใกล้เคียงอยู่ล่ะนะ แต่คนที่จะมีแฟนน่ะไม่ใช่พี่หรอก” พูดถึงตรงนี้พี่ฟลุคก็ทำหน้ากรุ้มกริ่ม แถมยังมองมาที่ผมแปลกๆ อีกต่างหาก

“อะไรของพี่ครับเนี่ย ทำไมมองมาที่ผมแบบนั้น แล้วถ้าคนที่จะมีแฟนไม่ใช่พี่แล้วพี่จะยิ้มทำไม”

“ก็แหม...แบบว่าเพื่อนพี่...วุ้ย! คันปากแต่บอกไม่ได้เดี๋ยวไม่เซอร์ไพรส์!” พี่ฟลุคทำท่าราวกับว่าจะลงแดงมันตรงนี้เสียให้ได้ แต่พอได้ฟังจากที่พี่แกพูดผมก็พอจะเดาออกแล้วล่ะ ที่งานเลี้ยงพี่โซ่คงจะทำเซอร์ไพรส์ขอผมเป็นแฟนจริงๆ สินะ

แปลบ...

อะไรกัน ทำไมพอลองคิดภาพตอนที่ได้หักอกพี่โซ่ต่อหน้าทุกคน หัวใจของผมมันถึงได้รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา ผมต้องรู้สึกสะใจ แล้วก็ยิ้มและหัวเราะอย่างมีความสุขไม่ใช่หรอ?

“หน้านิ่วคิ้วขมวดเชียวน้องวา เอาน่าไม่ต้องพยายามเดาหรอก เดี๋ยวก็รู้ตอนถึงงานเลี้ยงเองนั่นแหละ” พี่ฟลุคขยิบตาให้ผม ส่วนผมก็เออๆ ออๆ พยักหน้าไป แล้วเดินตามพี่ฟลุคเข้าไปในตึกสำนักงาน

พอขึ้นไปถึงแผนก พวกพี่ๆ แทบจะทุกคนต่างก็เข้ามารุมล้อมและถามไถ่ผมกันใหญ่ว่าเป็นยังไงบ้าง สบายดีมั้ย ไม่เจอผมตั้งเกือบอาทิตย์คิดถึงมากอะไรประมาณนี้ ผมที่ถูกรุมล้อมก็ตอบคำถามนู่นนี่พักใหญ่เลยล่ะ กว่าจะหลุดออกจากวงมาได้ก็ตอนเกือบๆ 9 โมงที่ผอ.เรียกผมเข้าไปพบในห้อง

เรื่องที่เรียกไปพบก็ไม่มีอะไรมาก ผอ.แค่ต้องการขอโทษผมจากปากโดยตรงอีกครั้ง แล้วก็ยื่นใบสมัครงานที่มีตราประทับและลายเซ็นรับรองของผอ.กำกับที่ด้านล่าง หมายความว่าแค่ผมกรอกประวัติส่วนตัวและรายละเอียดต่างๆ หลังจากเรียนจบผมก็จะได้ทำงานเป็นพนักงานของที่นี่เลยสินะ

“ขอบคุณมากๆ เลยนะครับผอ. แต่ว่าผม...เอ่อ...” ตอนแรกผอ.แกก็ยิ้มอยู่หรอก แต่พอเห็นว่าผมอึกอักทำหน้าลำบากใจ ผอ.แกก็หน้าเสียลงไปนิดนึง

“หรือว่าวากลัวจะเกิดเหตุการณ์อย่างตอนที่ไปเชียงใหม่อีก ถ้าอย่างนั้นผมรับรองเลยนะว่าจะไม่ให้มีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีกเด็ดขาด”

“เปล่าหรอกครับผอ. ผมไม่ได้กลัวเรื่องนั้นหรอกครับ แล้วผมก็ไม่คิดว่ามันเป็นความผิดของผอ.หรือว่าบริษัทด้วย”

 “ถ้าอย่างนั้นทำไมวาถึงได้ทำหน้าลังเลเหมือนไม่อยากทำงานที่นี่ล่ะ” ผมเงียบไม่ได้ตอบอะไร แต่ความจริงต้องบอกว่าผมพูดออกไปไม่ได้มากกว่า ก็เพราะเรื่องที่ผมกำลังจะทำน่ะ มันคงทำให้ผมไม่มีหน้าทำงานอยู่ที่นี่ได้อีกหรอก

“เดี๋ยวตอนค่ำๆ ผอ.ก็จะรู้เหตุผลนั้นเองแหละครับ ยังไงผมก็ต้องขอบคุณจริงๆ นะครับที่ผอ.เมตตาเด็กฝึกงานอย่างผม” ผมยกมือไหว้ด้วยความซาบซึ้งจากใจจริง ผอ.ที่เห็นอย่างนั้นเลยพยักหน้าลงไม่รบเร้าอะไรอีก

เฮ้อออออ ก่อนหน้านี้ที่ผมพยายามแทบตายเพื่อให้ได้ทำงานที่นี่มันเพื่ออะไรกันนะ ดันเผลอลืมไปซะได้ว่าฝึกงานวันสุดท้ายผมตั้งใจจะหักหน้าพี่โซ่ คนเลวๆ แบบนั้นน่ะ ผมไม่เคยคิดว่าอยากทำงาน ด้วยจริงๆ สักหน่อย

ไม่เคย...จริงๆ นะ...

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอกลับไปทำงานเลยนะครับผอ.” ผมยิ้มแล้วยกมือไหว้อีกครั้งก่อนที่จะเดินออกมา หวังว่าผอ.คงจะเข้าใจไม่คิดว่าผมเสียมารยาทหรอกนะ

“ไงเรา เห็นทำหน้าซึมๆ โดนผอ.ดุอะไรมางั้นหรอ” พี่โซ่พูดอย่างเป็นห่วงเมื่อผมเดินมาที่โต๊ะ จากนั้นก็ยกมือขึ้นมาวางบนศีรษะและลูบเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ

“เปล่าหรอกครับ ผมไม่ได้โดนดุสักหน่อย ผอ.ยื่นใบสมัครงานที่มีตราประทับกับลายเซ็นรับรองเข้าทำงานมาให้ผมต่างหากล่ะครับ”

“โอ้! ถ้าอย่างนั้นก็ข่าวดีเลยนี่ แล้ววาเขียนใบสมัครไปแล้วรึยัง”

“ยังครับ”

“หืม? ทำไมล่ะ? หรือว่าวาไม่อยากทำงานที่นี่?”

“จะเป็นอย่างนั้นได้ยังไงล่ะครับ ทั้งฐานเงินเดือน ความมั่นคง แล้วก็สวัสดิการไม่มีที่ไหนดีกว่าที่นี่อีกแล้ว แต่ว่ามันมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ผมคงไม่สามารถทำงานที่นี่ได้น่ะครับ”

“งั้นหรอ เอาเถอะ พี่จะไม่ถามแล้วกันว่าเหตุผลนั้นมันคืออะไร แต่พี่อยากให้วารู้เอาไว้นะครับว่าพี่ยอมรับการตัดสินใจของวาทุกอย่าง แล้วพี่ก็ไม่เคยคิดที่จะโกรธวาเลยสักนิด” พี่โซ่ยิ้มบางๆ พลางเอามือมาวางไว้บนศีรษะของผม วินาทีนั้นความอบอุ่นมันก็ถูกส่งผ่านมาจนแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ดวงตาของผมไหวระริก ส่วนหัวใจมันก็สั่นสะท้าน

นี่ผมกำลังหวั่นไหวและลังเลที่จะแก้แค้นพี่โซ่ใช่มั้ย?

ไม่! ไม่!! ไม่!!! แกจะรู้สึกแบบนั้นไม่ได้อีกแล้วนะวา! จำไม่ได้หรอว่า 7 ปีที่แล้วพี่โซ่ทำอะไรกับแกเอาไว้บ้าง! ธาตุแท้ของคนคนนั้นเลวแค่ไหนแล้วแกจะยังโง่ไปหวั่นไหวทำไมอีก!

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีครับพี่โซ่ แต่ถึงพี่จะโกรธผมก็ไม่มีสิทธิ์ไปห้ามพี่อยู่ดี อืม...นี่มันก็ 9 โมงกว่าแล้ว ผมว่าเราเริ่มทำงานกันเลยดีมั้ยครับ เพราะเดี๋ยวบ่ายๆ ก็ต้องไปช่วยกันจัดสถานที่ด้วย” พี่โซ่พยักหน้า จากนั้นพวกเรารวมทั้งทุกคนในแผนกก็รีบเร่งเคลียร์งานที่ต้องทำวันนี้ให้เสร็จภายในช่วงเช้า พอช่วงบ่ายก็ไปช่วยกันจัดสถานที่ที่จะเป็นงานเลี้ยงส่งน้องฝึกงาน

งานนี้ถูกจัดขึ้นที่ศูนย์อาหาร เป็นงานเลี้ยงภายในที่แม้จะใหญ่ไม่เท่างานเลี้ยงปีใหม่ แต่ก็มีพนักงานเกินครึ่งจากทุกแผนกเข้าร่วม เพราะนอกจากจะได้กินฟรีก็ยังมีกิจกรรมมากมาย แถมยังมีแจกของรางวัลให้อีกต่างหาก

หลังจากที่ช่วยกันจัดสถานที่จนเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึง 5 โมง แต่ละคนจึงพากันมานั่งที่โต๊ะซึ่งจะแยกตามแผนก แล้วไม่นานพิธีกรกิตติมศักดิ์ของงานที่ปีนี้รับหน้าที่โดยพี่ฟลุคก็ขึ้นเวทีไปทำหน้าที่

“กราบสวัสดีพี่ๆ เพื่อนๆ และน้องๆ ทุกท่านนะครับ ผมรู้สึกดีใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้รับเลือกให้เป็นพิธีกรในงานเลี้ยงส่งน้องฝึกงานวันนี้ ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็ทำให้พวกเราได้มารู้จักกันจนเกิดความผูกพัน ซึ่งนั่นมันก็คงจะทำให้ใครหลายๆ คนรู้สึกใจหาย ดังนั้นมาทำให้วันสุดท้ายที่พวกเราทุกคนในที่นี้จะได้อยู่ด้วยกัน เป็นวันที่มีแต่ความสุขและความประทับใจกันดีกว่า ใครที่เห็นด้วยกับผมบ้างขอเสียงปรบมือกันด้วยครับ!” แล้วเสียงปรบมือก็ดังขึ้นอย่างกึกก้อง เกือบทุกคนในห้องนี้พากันปรบมือเพราะเห็นด้วยกับพี่ฟลุค

ยกเว้นเพียงแค่ผมเท่านั้น...

ก็ผมจะกล้าปรบมือได้ยังไงกันล่ะ ในเมื่อสิ่งที่ผมกำลังจะทำมันห่างไกลจากคำว่าความสุขและความประทับใจอย่างลิบลับเลยนี่นา

แว้บหนึ่งในใจของผมมันแอบภาวนาว่าอย่าให้พี่โซ่ทำเซอร์ไพรส์ขอผมเป็นแฟนที่นี่เลย...

“เอาล่ะครับ ก่อนที่จะเริ่มกิจกรรมแรก ผมอยากให้ทุกท่านเขียนชื่อลงในใบที่มีคนกำลังเดินแจกให้ก่อนนะครับ เสร็จแล้วก็พับครึ่งแล้วใส่ลงในกล่องที่จะมีคนเดินรับหลังจากนี้ได้เลย” ใบที่ได้รับมาเป็นใบลงคะแนนเลือก ‘พี่เลี้ยงแห่งปี’ กับ ‘น้องฝึกงานดีเด่น’ ซึ่งพี่ฟลุคก็แจ้งว่าผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจะมีของขวัญสุดพิเศษและเงินรางวัลมอบให้ด้วย

“มาลุ้นกันว่าน้องโซ่จะได้รางวัล ‘พี่เลี้ยงแห่งปี’ ติดต่อกันอีกเป็นปีที่ 3 รึเปล่า” พอได้ยินพี่หญิงพูดแบบนี้ ผมก็อดที่จะหันไปมองพี่โซ่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยความทึ่งไม่ได้

“พี่นี่ดูเป็นที่รักของทุกคนจังเลยนะครับ”

“แต่ก็ไม่รู้ว่าคนที่พี่รักเขาจะรักพี่ตอบเหมือนกันรึเปล่านี่สิ” พี่โซ่แอบส่งสายตาหวานให้ผม แต่ผมก็ทำเป็นไม่รับรู้ แล้วหยิบใบลงคะแนนตรงหน้ามาเขียนชื่อลงไปซะเลย

‘น้องฝึกงานดีเด่น’ ผมเลือกเพื่อนคนหนึ่งที่ฝึกงานอยู่แผนกอื่น ส่วน ‘พี่เลี้ยงแห่งปี’ หลังจากที่ตัดสินใจอยู่พักใหญ่ผมก็เขียนชื่อพี่โซ่ลงไป แต่บอกไว้ก่อนนะว่าผมไม่ได้เลือกเพราะความพิศวาส แต่ผมเลือกเพราะความขยันและมีน้ำใจที่เห็นมาตลอดต่างหาก

หลังจากที่ทุกคนเขียนชื่อในใบและใส่ลงกล่องเรียบร้อย หน่วยนับคะแนนก็เอาไปนับกันที่ข้างเวที ส่วนพี่ฟลุคก็เริ่มกิจกรรมแรก ซึ่งเป็นการถามคำถามน้องฝึกงานเพื่อชิงรางวัลว่ารู้จักบริษัทนี้ดีแค่ไหน ใครที่ตอบคำถามแต่ละข้อถูกก็จะได้รับรางวัลเล็กๆ น้อยๆ ติดมือไป และหากตอบถูกมากที่สุดก็จะได้รับรางวัลใหญ่เป็นทอง 1 สลึงไปด้วยเลย

แค่กิจกรรมแรกก็สร้างความตื่นเต้นให้กับทุกคนได้เป็นอย่างดี แถมพี่ฟลุคยังเอนเตอร์เทนเก่งด้วย บรรยากาศงานเลี้ยงวันนี้เลยเป็นไปอย่างสนุกสนาน อาหารที่เป็นแบบบุฟเฟต์ให้เดินไปตักเองก็อร่อยมาก เพราะงั้นจนกระทั่งมาถึงช่วงท้ายของงานเวลามันเลยผ่านไปไวอย่างกับโกหก

“เผลอแป๊บเดียวก็มาถึงช่วงสุดท้ายของงานเลี้ยงกันแล้วนะครับ เอาล่ะ ได้เวลาประกาศชื่อผู้ที่ได้รางวัล ‘พี่เลี้ยงแห่งปี’ กับ ‘น้องฝึกงานดีเด่น’ กันสักที ตอนนี้ชื่อของทั้งสองคนอยู่ในมือของผมเป็นที่เรียบร้อย มาลุ้นไปพร้อมกันนะครับว่าจะตรงกับชื่อที่ทุกท่านเขียนกันรึเปล่า ผมขอประกาศรางวัล ‘น้องฝึกงานดีเด่น’ ก่อนนะครับ ซึ่งนั่นก็คือ...” พี่ฟลุคเว้นช่วงไปนิดหนึ่งเพื่อให้ทุกคนในงานได้ลุ้น จากนั้นจึงได้พูดชื่อเจ้าของรางวัล ‘น้องฝึกงานดีเด่น’ คนนั้นออกมา

“ยินดีกับน้องน้ำหวานจากฝ่ายบัญชีด้วยคร้าบบบบ” แล้วเสียงปรบมือก็ดังขึ้น ก่อนที่น้ำหวาน (ที่หน้าตาและนิสัยหวานสมชื่อ) จะเดินขึ้นเวทีไปรับรางวัลพร้อมกับกล่าวความรู้สึก

 “มาถึงรางวัล ‘พี่เลี้ยงแห่งปี’ ที่ทุกคนรอคอยกันแล้ว บอกเลยครับว่าคนนี้คะแนนเสียงท่วมท้นมาก ‘ฉายา ‘หนุ่มดอกไม้ของบริษัท’ ไม่ได้เกินความจริงแต่อย่างใด...ใช่แล้วครับ ‘พี่เลี้ยงแห่งปี’ ที่ครองตำแหน่งติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ก็คือไอ้โซ่นั่นเองคร้าบบบบ” พอพี่ฟลุคพูดจบเสียงปรบมือก็ดังขึ้นอย่างเกรียวกราว แถมพวกพี่สาวทั้งหลาย (โดยเฉพาะที่โต๊ะผม) ยังพากันส่งเสียงกรี๊ดออกมาอีกด้วย

ฮอตปรอทแตกจริงจริ้งพ่อคู๊ณณณณณ

“ขอบคุณทุกๆ คนเลยนะครับที่โหวตให้ผมได้รางวัลนี้เป็นปีที่ 3 ผมสัญญาเลยครับว่าจะตั้งใจทำงานและจะช่วยเหลือทุกคนเป็นการตอบแทน แล้วก็...ผมขอมอบรางวัลนี้กลับคืนให้กับทุกคนที่อยู่ที่นี่ด้วยนะครับ” คำพูดสุดประทับใจของพี่โซ่ทำให้เสียงปรบมือดังกึกก้องขึ้นอีกครั้ง

การที่ทุกคนที่อยู่ที่นี่รักและชื่นชมพี่โซ่มันบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่านิสัยของพี่เขาเป็นยังไง ถ้าหากไม่อคติไม่ว่าใครก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน แต่น่าเสียดายที่ผมกลับมองไม่เห็น ไม่สิ...ต้องบอกว่าทำเป็นมองไม่เห็นสิถึงจะถูก

“เป็นคำพูดที่น่าประทับใจมาก นอกจากหน้าตาจะหล่อแล้ว จิตใจยังหล่อไม่แพ้กันเลยนะครับเพื่อนผมคนนี้ เอาล่ะครับ ในที่สุดก็มาถึงรางวัลสุดท้าย ซึ่งจะเป็นรางวัลสุดพิเศษเฉพาะปีนี้ ชื่อรางวัลยังไม่ได้คิดเพราะมันกะทันหัน แต่ของรางวัลได้คิดและจัดเตรียมเอาไว้เรียบร้อย ซึ่งนั่นก็คือ...” พี่ฟลุคเว้นช่วงไปเพื่อให้ทุกคนในงานได้ลุ้นกันอีกครั้ง จากนั้นก็หยิบริบบิ้นสีแดงขนาดใหญ่มาผูกไว้ที่คอของพี่โซ่ ทำเอาทุกคนถึงกับงงจนคิ้วขมวดเป็นปม ผิดกับผมที่พอจะเดาอะไรได้เลยหัวใจเต้นแรงขึ้นมาเรื่อยๆ

ไม่นะ*! ขอให้มันไม่ใช่อย่างที่คิด!*

ดี*! แผนที่วางเอาไว้มันใกล้จะสำเร็จแล้ว!*

ตอนนี้เสียงในหัวข้างซ้ายกับขวามันกำลังตีกันจนผมรู้สึกสับสนไปหมด ผมไม่รู้แล้วว่าอย่างไหนคือสิ่งที่ตัวเองต้องการ ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าผมเกิดความรู้สึกที่ขัดแย้งกันแบบนี้ได้ยังไง ซึ่งในขณะนั้นเอง พี่ฟลุคก็เฉลยของรางวัลสุดพิเศษที่เป็นไปตามคาดอย่างที่ผมคิด

 “ใช่แล้วครับ! ของรางวัลสุดพิเศษจะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากทั้งตัวและหัวใจหนุ่มดอกไม้ของบริษัทอย่างไอ้โซ่นั่นเอง!” เท่านั้นแหละเสียงกรี๊ดก็ดังขึ้นอย่างท่วมท้น ไม่ใช่เฉพาะสาวโสด แต่สาวที่แต่งงานมีสามีเป็นตัวเป็นตนยังหลงกรี๊ดจนผมนึกว่าลืมหน้าสามีไปแล้ว

“ถึงตอนนี้ทุกท่านคงจะอยากรู้กันแล้วใช่มั้ยครับว่าผู้ที่โชคดีสุดๆ คนนั้นคือใคร เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผมจะเฉลยให้ฟังเดี๋ยวนี้แหละครับ คนคนนั้นก็คือ...น้องวาจากแผนกการตลาดนั่นเอง!”

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด

เท่านั้นแหละเสียงกรี๊ดจากพวกพี่สาวที่ดังยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ก็ดังขึ้น และนอกจากเสียงกรี๊ดก็ยังมีเสียงฮือฮาเกิดขึ้นด้วยอีกต่างหาก ประมาณว่านี่เป็นเรื่องโจ๊กหรือการอำกันเล่นแบบขำๆ รึเปล่า แต่พอพี่โซ่เดินลงจากเวทีแล้วถือช่อดอกไม้เดินตรงมาหาผม ทุกคนก็คงจะรู้กันแล้วล่ะว่านี่มันคือเรื่องจริง

พี่โซ่เดินตรงมาทางนี้ด้วยความมั่นคง ไม่แสดงอาการประหม่าหรือว่าหวาดหวั่นต่อสายตาของคนรอบข้างเลยแม้แต่น้อย จริงอยู่ที่สมัยนี้การที่คนเพศเดียวกันรักกันมันไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับได้ แล้วทำไมพี่โซ่ถึงได้มั่นใจไม่มีทีท่าว่าจะกลัวสายตาของใครที่มองมาเลยสักนิด

นี่พี่รักผมขนาดนี้เลยหรอ?

“พี่โซ่...” ผมลุกขึ้นแล้วมองไปยังพี่โซ่ที่เดินมาหยุดตรงหน้าด้วยแววตาไหวระริก ตอนนี้ผมมีคำถามและคำพูดที่อยากจะพูดออกไปมากมาย แต่ผมกลับไม่รู้ว่าจะพูดอะไรจึงได้แต่มองไปที่ดวงตาพี่โซ่เท่านั้น

อย่าขอผมเป็นแฟนตรงนี้นะพี่*! ขอร้องล่ะ! อย่าขอเด็ดขาดเชียวนะ!*

แต่คำขอที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจผมมันกลับไม่เป็นจริง...

“พี่รักวานะครับ เป็นแฟนกับพี่ได้มั้ย” สายตาของพี่โซ่แสดงออกอย่างชัดเจนว่ารักผมมากแค่ไหน คำว่ารักที่ถึงแม้จะเคยได้ยินมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่ว่ามันก็ยังทำให้หัวใจของผมมันพองโตและเต้นแรงได้อีกอยู่ดี

ผมที่ยังลังเลและสับสนกับคำตอบจึงเอาแต่จ้องมองไปที่ดวงตาของพี่โซ่ คนที่อยู่รอบข้างจึงเริ่มส่งเสียงเชียร์ แน่นอนว่าต้นเสียงต้องเป็นพี่ฟลุค ตามด้วยพวกพี่ๆ ที่แผนกของผม ก่อนจะลามไปถึงโต๊ะข้างๆ แล้วก็กระจายไปทั่วทั้งงาน

พอเห็นทุกคนเตรียมยินดีให้กับผมและพี่โซ่แบบนี้ผมก็ยิ่งพูดอะไรไม่ออก...

“ว่ายังไงครับน้องวา จะยอมรับรักและเป็นแฟนเพื่อนพี่รึเปล่า พี่พูดเลยนะว่าถ้าน้องวาได้มันเป็นแฟน น้องวาจะต้องเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลก!” กองเชียร์อันดับหนึ่งอย่างพี่ฟลุคพูดขึ้น ซึ่งนั่นก็ทำให้คนทั้งงานพากันอมยิ้ม ส่วนพี่โซ่ที่อยู่ตรงหน้าผมก็ทำหน้าเขินหน่อยๆ แต่ก็ไม่ได้เร่งรัดเอาคำตอบ ยังคงยืนยิ้มโดยที่ไม่มีความกังวลเลยสักนิด

หึ! คงจะมั่นใจมากเลยสินะว่าผมจะตอบตกลง ท่าทางทั้งชีวิตคงจะไม่เคยพบกับความผิดหวังมาก่อน ถ้าอย่างนั้นผมก็จะเป็นคนสอนให้พี่รู้เอง

ผมจะทำให้ใบหน้าที่มีแต่รอยยิ้มของพี่หายไป เหมือนกับที่พี่เคยทำกับผมเอาไว้เมื่อ 7 ปีก่อน!

“ขอบคุณนะครับพี่โซ่ ที่พี่มีความรู้สึกดีๆ ให้กับผม” ผมยิ้มหวาน แล้วยื่นมือไปรับช่อดอกไม้มาถือเอาไว้ ซึ่งนั่นมันก็ทำให้พี่โซ่ทำหน้าดีใจแล้วยิ้มกว้างมากขึ้น นอกจากนี้เสียงกรี๊ดด้วยความอิจฉาจากพวกพี่สาวก็ยังดังขึ้นมาอีกหนึ่งระรอก

แต่ว่าเมื่อผมพูดคำว่า “แต่...” แล้ววางช่อดอกไม้ลงบนโต๊ะเท่านั้นแหละ เสียงหวีดและเสียงเชียร์จากทุกคนในห้องก็เงียบกริบราวกับอยู่ท่ามกลางป่าช้า ผมเหยียดยิ้มที่มุมปากออกมา จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงธรรมดาทว่าคงจะบาดลึกไปถึงจิตใจของพี่โซ่

“ขอโทษนะครับ ผมไม่ได้ชอบพี่ เพราะงั้นผมคงเป็นแฟนกับพี่ไม่ได้” ความจริงผมก็อยากจะพูดอะไรที่มันเจ็บๆ กว่านี้ แล้วก็อยากจะปาช่อดอกไม้ทิ้งลงพื้นด้วยซ้ำ แต่มันก็ติดที่ไอ้ในใจลึกๆ มันสั่งไม่ให้ผมทำ ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

แต่ก็เอาเถอะ แค่โดนผมหักอกต่อหน้าคนแทบจะทั้งบริษัทแบบนี้ พี่โซ่ก็คงจะเสียหน้ามากจนแทบไม่กล้าสู้หน้าใครแล้ว ในที่สุดผมก็ได้ล้างแค้นให้ความเจ็บปวดเมื่อ 7 ปีที่แล้วสักที

แต่ทั้งที่ผมรอคอยวันนี้มาโดยตลอด ทำไมพอมาถึงจริงๆ ผมถึงไม่มีความสุขสักนิดเลยล่ะ?

ผมต้องยิ้มกับหัวเราะด้วยความสะใจไม่ใช่รึไงที่แก้แค้นพี่โซ่ได้ แล้วทำไมผมถึงน้ำตาคลอทำท่าจะร้องไห้ออกมาแบบนี้ ผิดกับพี่โซ่ที่ยังคงยิ้มอยู่เช่นเดิม เป็นรอยยิ้มราวกับแสงอาทิตย์ที่สว่างไสวและออกมาจากใจ ไม่มีท่าทางผิดหวัง อับอาย หรือว่าเกลียดชังผมเลยสักนิด แล้วถ้าผมมองไม่ผิดพี่โซ่ก็ทำหน้าเหมือนกับรู้อยู่แล้วว่าเรื่องมันจะต้องจบแบบนี้

แต่ทั้งที่รู้ทำไมพี่โซ่ถึงยังจงใจเดินตามเกมจนมาติดกับดักของผม!

ทำไม! ทำไม!! ทำไม!!!

2BC


​สวัสดีค่าทุกคน Trap หัวใจพ่ายรัก ตอนที่ 12 ก็ได้จบลงไปแล้วน้า ตอนนี้ก็น่าจะเป็นตอนที่หน่วง บีบหัวใจ แล้วก็ลุ้นระทึกสุดๆตอนนึง ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำให้ทุกคนเกลียดน้องวาไปเลยรึเปล่า แต่ถ้าใครเคยเจอเหตุการณ์อย่างที่น้องเคยเจอก็คงจะเข้าใจน้องล่ะนะ ​ ส่วนตอนหน้ามาลุ้นกันค่ะว่าเรื่องราวมันจะดำเนินต่อไปแบบไหน แล้วทำไมพี่โซ่ถึงยังคงยิ้มได้แบบนั้น มาฟังคำอธิบายจากการบรรยายของพี่แกเลยก็แล้วกัน บางทีทุกคนอาจจะกระจ่างในหลายๆเรื่องที่กำลังสงสัยอยู่ก็ได้นะคะ พี่แกนี่ก็เก็บความลับและทำตัวให้น่าสงสัยหลายเรื่องจริงจริ้งงงงง ​ แล้วเจอกันตอนหน้าน้า บ๊ายบายยยยย ขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาอ่านและคอมเมนท์เป็นกำลังใจให้เราด้วยน้าาาาาา ​ (18 พ.ย. 61)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}