เด็กหญิงเย็นชา

หลงเข้ามารึเปล่าไม่รู้ แต่ก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคร๊าาาา

Re : บทที่ 09 ความลับของเด็กส่งขนม 12-11-61

ชื่อตอน : Re : บทที่ 09 ความลับของเด็กส่งขนม 12-11-61

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 33

ปรับปรุงล่าสุด : 17 พ.ย. 2561 04:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Re : บทที่ 09 ความลับของเด็กส่งขนม 12-11-61
แบบอักษร

<span id="selection-marker-1" class="redactor-selection-marker">​​บทที่</span>

09

ความลับของเด็กส่งขนม

                เงินรางวัลก้อนใหญ่ที่ได้รับมาจากตั้มทำให้ภูผายิ้มไม่หุบมาตลอดทาง จนกระทั่งถึงบ้านของต้นสน เด็กหนุ่มก็ต้องแปลกใจอีกครั้งเมื่อเห็นต้นสนกำลังยืนรออยู่หน้าประตูก่อนแล้ว

                “ทำไมกลับช้าล่ะ รู้ไหมว่าพี่เป็นห่วงภูแค่ไหน”ต้นสนดึงแขนเด็กหนุ่มให้เซเข้าไปหา น้ำเสียงแสดงออกถึงความเป็นห่วงยิ่งทำให้ภูผาแปลกใจ

                “ผมก็ไม่ได้กลับช้านี่”เอียงคอมองสีหน้าดูเป็นกังวลของชายหนุ่ม

                “ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”คราวนี้ต้นสนตั้งคำถาม ไม่รู้ตัวว่าออกแรงบีบแขนมากเกินไป

                “ผมก็ปกติ ไม่ได้เป็นอะไร ผมว่าพี่สนแปลกๆนะ เมื่อกี้พี่ตั้มก็ถามผมคล้ายๆแบบนี้เหมือนกัน”

                “ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว…ภูเข้ามานั่งพักก่อนสิ”ยอมคลายแรงบีบลงเมื่อได้รับคำตอบที่ทำให้วางใจ ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วดึงให้ภูผาเดินตามเข้าไปนั่งที่โซฟาในห้องนั่งเล่น

                “ไม่เอาหรอกพี่ เดี๋ยวผมต้องไปซักผ้าต่อ”ส่ายหน้าตอบ

                “ผ้าพี่ซักให้แล้ว ทั้งของภูและของพี่”

                “เฮ้ย! พี่จะมาแย่งงานผมทำได้ยังไง นี่มันงานของผมนะพี่”ร้องโวยวายทันทีที่ต้นสนพูดจบ ความเกรงใจที่มีมากอยู่แล้วยิ่งมากขึ้นเป็นเท่าตัว

                “จะเป็นอะไรกับแค่ซักผ้า พี่ก็อยู่เฉยๆไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้ว”ต้นสนไหวไหล่

                “ถ้าพี่ทำแบบนี้แล้วจะเหลืองานอะไรให้ผมทำล่ะ แบบนี้พี่ก็ขาดทุนแย่ อุตส่าห์จ้างผมมาทำงานบ้าน ไหนจะให้อยู่ฟรี”อดที่จะบ่นไม่ได้เพราะเกรงใจ

                “เถอะน่า เดี๋ยวนี้ชักจะเอาใหญ่แล้วนะ กล้าบ่นเจ้านายด้วยรึไง”ไม่พูดเปล่าแต่เอื้อมมือมาดีดหน้าผากของเด็กหนุ่มเป็นการลงโทษที่กล้าบ่นกัน ก่อนจะเดินหนีหายเข้าไปในครัวเงียบๆ ทิ้งให้เด็กหนุ่มพึมพำตามหลังไป

                “อะไรของเขา…”ภูผาลูบหน้าผากตัวเองป้อยๆ มองตามแผ่นหลังกว้างหายเข้าไปในครัว          

                ได้ยินเสียงกุกกักที่ตู้เย็น ไม่นานก็เห็นต้นสนเดินออกมาพร้อมกับถืออะไรบางอย่างที่ทำให้ริมฝีปากได้รูปของเด็กหนุ่มคลี่ยิ้มด้วยความดีใจ

                “มาเหนื่อยๆ กินอะไรเย็นๆจะได้หายเหนื่อย”ต้นสนยื่นแก้วน้ำแดงมาให้ คราวนี้ใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้ม ไร้ความเป็นกังวลเหมือนก่อนหน้านี้

                “เห็นไหมล่ะ…แล้วจะไม่ให้ผมบ่นได้ยังไง ก็เจ้านายอย่างพี่ใจดีกับผมขนาดนี้”รีบรับแก้วน้ำแดงมาถืออย่างดีใจ ไม่ลืมที่จะขอบคุณก่อนจะกระดกรวดด้วยด้วยความรู้สึกกระหายมากกว่าปกติ

                “เหนื่อยไหมวันนี้”ต้นสนตั้งคำถามอีกครั้ง มือใหญ่เอื้อมมาลูบหัวเกรียนเบาๆ

                “ไม่ครับ ก็ปกติ…ว่าแต่ทำไมน้ำแดงของพี่สนไม่เหมือนของที่อื่นเลย”

                “ทำไมภูถึงถามพี่อย่างนั้นล่ะ”ตาคู่อ่อนโยนชะงัก มองมาคล้ายกับตั้งคำถาม

                “ก็ผมกินที่ไหนๆก็ไม่เห็นรู้สึกสดชื่นเหมือนกับกินน้ำแดงของพี่ นี่พี่มีสูตรเด็ดอะไรรึเปล่า บอกผมบ้างสิ วันหลังผมจะได้ทำกินเอง จะได้ไม่รบกวนพี่ไง”

                “สูตรเด็ดเหรอ? มีสิ แต่พี่ไม่บอกภูหรอกนะ เอาไว้ภูอยากกินเมื่อไรพี่จะทำให้กิน”

                “งั้นถ้าพี่ไม่อยู่ผมก็อดกินน่ะสิ”

                “ก็ใช่ หึๆ”ต้นสนหัวเราะ มองเด็กหนุ่มทำท่าไม่ค่อยพอใจ

                “งั้นผมก็คงหงุดหงิดแย่ ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองรึเปล่า พอผมอยากกินน้ำแดงฝีมือพี่ทีไรแล้วไม่ได้กินผมรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาแปลกๆ”

                “ขนาดนั้นเชียว”ตาคู่อ่อนโยนหรี่มองเด็กหนุ่ม

                “นี่ผมไม่ได้พูดเล่นนะพี่ น้ำแดงฝีมือพี่สุดยอดที่สุดในโลกแล้ว ถ้าวันไหนไม่ได้กินผมต้องแย่แน่ๆ”ภูผาบอกทำหน้าตาจริงจัง

                “ดีแล้ว…ภูจะได้ขาดพี่ไม่ได้ไง”

                --------------------------------------------------------------------------

                “แน่ใจนะว่าเตรียมของไปครบแล้ว ไม่ได้ลืมอะไรใช่ไหม”ต้นสนกำชับกับภูผาด้วยความเป็นห่วงเพราะวันนี้ภูผาจะต้องไปเข้าค่ายจริยธรรมและค้างคืน

                “นี่พี่ย้ำผมรอบที่สิบได้แล้วมั้ง เอาไปแค่นี้หลังผมก็จะหักแล้ว”ภูผาชักเริ่มสงสัยแล้วว่าตกลงใครกันแน่ที่ต้องไปเข้าค่าย จนกระเป๋าเดินทางใบเบ้อเริ่มตุงจนเกือบจะปิดไม่ได้

                “เกินก็ดีกว่าขาดล่ะน่า”

                “ครับๆ ทำเหมือนเป็นคุณพ่อไปได้”บอกพลางยกกระเป๋าเดินทางขึ้นสะพาย

                “พี่ไม่อยากให้ภูต้องไปลำบากหาของทีหลังถ้าขาดอะไรขึ้นมา”บอกเสียงทุ้มหู ดึงคอเด็กหนุ่มให้ขยับเข้ามาใกล้

                ครั้งแรกภูผาก็คิดว่าต้นสนจะลูบหัวหรือไม่ก็ดีดหน้าผากเหมือนทุกที แต่คราวนี้ต้นสนกลับไม่ได้ทำอย่างนั้น ภูผาเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อริมฝีปากของต้นสนประทับลงมาบนหน้าผาก จูบลงมาแผ่วเบาแต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกลับหนักแน่นขึ้นมาในหัวใจ

                “พะ…พี่ทำอะไรน่ะ”ถามเสียงเบา เงยหน้าขึ้นสบตาคู่อ่อนโยนที่มองมา

                “ระวังตัวด้วยล่ะ พี่เป็นห่วง”

                แต่กลับไม่ได้รับคำตอบ ได้รับเพียงประโยคที่บอกว่าเป็นห่วงกลับมาจากอีกฝ่าย

                “อะ…เอ่อ ทำอย่างนี้ไม่ดีมั้งพี่ ผม…หมายถึงว่า…ผู้ชายเขาไม่ทำแบบนี้กันมั้ง”หลบตาไปมองทางอื่น จู่ๆก็ไม่กล้าสบตาต้นสนขึ้นมา จนกระทั่ง…

                “ไอ้เหี้ยภู!! นี่กูต้องจุดธูปเชิญมึงไหมมึงถึงจะอัญเชิญตัวเองออกมาได้ มันใกล้เวลาล้อหมุนแล้วนะเว้ย เดี๋ยวก็ไม่ทันรถหรอกไอ้นี่”เป็นเมืองแมนที่เข้ามาขัด จะว่าเข้ามาขัดก็ไม่ถูก เรียกว่าเข้ามาช่วยกันเอาไว้มากกว่า หันไปมองเมืองแมนเดินเข้ามาในบ้าน

                “งั้น…ผมไปก่อนนะพี่”ภูผารีบบอกลา ยกมือไหว้ รีบเดินสวนเมืองแมนออกไปรอหน้าบ้านไม่หันกลับมามอง

                “ผมเห็นนะว่าพี่ทำอะไรไอ้ภู”

                “มึงเห็นแล้วจะทำไม?”น้ำเสียงของต้นสนที่ใช้ตอบเมืองแมนแตกต่างกับที่ใช้กับภูผาอย่างสิ้นเชิง แข็งกระด้าง…ไม่ต่างไปจากแววตา

                “แต่ไอ้ภูมันเป็นเพื่อนผมนะพี่… อย่าไปยุ่งกับมันเลย ถือว่าผมขอเถอะนะ”

                 “มึงเป็นเพื่อนก็อยู่ส่วนเพื่อนไปเถอะไอ้แมน อย่ามายุ่งเรื่องของกู”

                “พี่ก็รู้ว่าไอ้ภูมันไว้ใจพี่…”เพราะฐานะเพื่อนจึงยากที่จะพูดอะไรไปมากกว่านี้ เมืองแมนทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้นก่อนจะเดินจากมา

                ทิ้งให้ต้นสนมองตาม ไหวไหล่เบาๆให้กับคำพูดของญาติผู้น้องอย่างไม่นี่หระ รู้ดีว่าเมืองแมนจะต้องเห็นเพราะว่าจงใจให้เป็นอย่างนั้น

                จงใจแสดงให้เห็นว่าเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของภูผา…

                  -----------------------------------------------------------------------------

ใช้เวลาร่วมชั่วโมงในการเดินทางจากโรงเรียนจนมาถึงค่ายฝึกจริยธรรมโดยรถบัส พอมาถึงครูที่ดูแลก็ให้เด็กนักเรียนเอากระเป๋าไปเก็บที่โรงนอน นัดรวมตัวอีกทีตอนพักเที่ยง โรงนอนแต่ละหลังจะแบ่งนักเรียนตามเลขที่ห้อง ภูผาเดินตามเมืองแมนเข้าไปในโรงนอนที่ของห้องตัวเอง

                “แม่งเอ้ย!!”

                ทว่าไม่ทันระวังก็ต้องสบถด้วยความตกใจเพราะสะดุดเข้ากับขาของใครบางคนที่จงใจยื่นออกมาตอนที่เดินผ่าน เกือบจะล้มแต่จับเสาของเตียงสองชั้นหลังข้างๆเอาไว้ได้ทัน หันไปมองเจ้าของขาที่ยื่นมาอย่างหาเรื่องด้วยความโมโห

                “มึงจงใจขัดขากูไอ้กั้ง”ภูผาต่อว่าทันทีด้วยความโมโห

                ทั้งที่กั้งเป็นนักเรียนห้องอื่นแต่ทำไมถึงได้เข้ามาในโรงนอนหลังนี้ได้ ตาคู่คมมองอีกฝ่ายทั้งไม่พอใจทั้งแปลกใจในคราวเดียวกัน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รู้สึกว่าถูกอีกฝ่ายหาเรื่อง หลายครั้งแล้วที่อยู่โรงเรียนแล้วมักจะถูกอีกฝ่ายเดินมาชนตอนที่เดินสวนกัน ทุกครั้งมักจะบอกกับตัวเองว่าเป็นเพราะคนเยอะ แต่ครั้งนี้เด็กหนุ่มมั่นใจว่าอีกฝ่ายต้องการจะหาเรื่องตัวเองแน่ๆ

                แต่เพราะอะไรล่ะ?

                “ใครขัดขามึง มึงเดินมาสะดุดขากูเองอย่ามามั่ว”อีกฝ่ายไหวไหล่ตอบท่าทางกวนโมโห

                “ก็เห็นๆกันอยู่ว่ามึงจงใจขัดขากู มึงอย่ามาตอแหล”ท่าทีของกั้งรวมถึงริมฝีปากที่ยิ้มเยาะยิ่งทำให้ภูผาหงุดหงิด

                “ถ้ากูจงใจแล้วมึงจะทำอะไรได้”

                “เดี๋ยวมึงก็รู้…”ราวกับขีดความอดทนอยู่ต่ำกว่าปกติหลายเท่าตัว ท่าทางและคำตอบที่ได้รับทำให้ภูผาตัดสินใจที่จะไม่ปล่อยผ่านเหมือนอย่างทุกที เด็กหนุ่มเดินเข้าหาอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อ

                “เฮ้ยไอ้ภู!! มึงอย่าไปสนใจมันเลย ปล่อยมันไปเถอะ กูว่าเราเอาของไปเก็บกันดีกว่า อีกเดี๋ยวก็ได้เวลารวมตัวแล้ว”เป็นเมืองแมนที่รั้งแขนภูผาเอาไว้

                “แต่มึงก็เห็นว่ามันจงใจขัดขากู”หันไปบอกเพื่อนสนิท แม้จะรู้สึกว่าตัวเองหงุดหงิดง่ายกว่าปกติจนยากจะระงับอารมณ์แต่ก็ไม่อยากจะยอมง่ายๆ

                “เออน่า ปล่อยมัน อย่ามีเรื่องเลย เสียเวลาเปล่าๆ มึงอย่าลืมสิถ้ามึงมีเรื่องจะถูกเรียกผู้ปกครองนะเว้ย มึงคงไม่อยากถูกเรียกผู้ปกตรงใช่ไหมล่ะ”เมืองแมนไหวพริบดีรีบหาข้ออ้าง

                “รอดตัวไปนะมึง”

                ได้ผล ภูผาชะงัก หันไปชี้หน้ากั้งอย่างคาดโทษ จ้องมองอีกฝ่ายตาเขม็งก่อนจะหันหลังเดินตามแรงจูงของเมืองแมนเอาของไปเก็บ หากเมืองแมนไม่หยิบยกเรื่องถูกเรียกผู้ปกครองมาอ้างไม่มีทางที่จะหยุดแน่

                ไม่อยากที่จะเจอน่านนที…

                ---------------------------------------------------------------

                นอกจากเหตุการณ์ที่กั้งจงใจหาเรื่องตอนที่เอาของไปเก็บที่โรงนอน การเข้าค่ายจริยธรรมของภูผาดำเนินไปอย่างปกติ เว้นเสียแต่…รู้สึกไม่มีสมาธิกับสิ่งที่ทำไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมไหนก็ตาม จิตใจของเด็กหนุ่มรู้สึกว้าวุ่นอย่างบอกไม่ถูก บางครั้งก็หงุดหงิดแม้แต่กับเรื่องเล็กๆ

                พอถึงช่วงพักกิจกรรม เด็กหนุ่มก็รีบตรงไปยังโรงนอนทันทีเมื่อถูกปล่อยให้มีเวลาส่วนตัว ไม่รู้ตัวว่าเผลอเม้มปากตัวเองแน่นตลอดเวลาตอนไหน มือทั้งสองข้างกำแน่นยามที่เร่งฝีเท้า รีบจนไม่คิดจะใส่ใจคนที่เดินสวนออกไปจากโรงนอนอย่างกั้ง ตรงไปที่เตียงนอนของตัวเองอย่างรีบเร่ง ไม่รอช้าก็หยิบกระเป๋าเดินทางของตัวเองมาเปิดด้วยความเร่งรีบ ไม่ทันมองว่ากระเป๋าช่องเล็กถูกเปิดอยู่ก่อนแล้ว ลงมือรื้อของในกระเป๋าหาอะไรบางอย่าง แต่ยิ่งหาเท่าไรก็หาไม่เจอ

                “ไม่มี!!”สบถออกมาอย่างหงุดหงิดใจ

                มือทั้งสองข้างสั่นเมื่อหาของที่ต้องการไม่เจอ ความหงุดหงิดที่มีอยู่ในใจยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ทึ้งของในกระเป๋าออกมาเต็มเตียง

                “มึงหาอะไรวะไอ้ภู”เมืองแมนเดินตามมาทีหลังถามขึ้น หลังจากเดินตามหาเพื่อนที่หายไปหลังจากครูปล่อยให้พัก

                “กูหาหมากฝรั่ง แต่มันไม่มี”ตอบด้วยน้ำเสียงกระวนกรวายใจ ตาคู่คมหลุกหลิกไปมามองหาสิ่งที่ต้องการ มือควานข้าวของที่กระจัดกระจายไปทั่ว

                “แค่หมากฝรั่งเนี่ยนะ?”

                “กูต้องใช้มัน…แม่งเอ้ย!! หายไปไหนวะ”คราวนี้สบถเสียงดังลั่นโรงนอนจนเพื่อนหลายคนหันมามอง

                ต้องหาให้เจอ…

                เด็กหนุ่มบอกกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ยอมหยุดมือรื้อหาหมากฝรั่งที่หยิบใส่กระเป๋ามา ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงได้ติดหมากฝรั่ง รู้แค่ว่าพอเคี้ยวหมากฝรั่งก็จะลดความกระหายอะไรบางอย่างไปได้บ้าง แม้จะไม่รู้ว่าความกระหายที่เกิดขึ้นนั้นคืออะไร แต่อย่างน้อยหมากฝรั่งก็ทำให้รู้สึกหงุดหงิดน้อยลง

                “มึงใจเย็นๆสิวะไอ้ภู พักนี้มึงหงุดหงิดง่ายเกินไปแล้วนะ”

                “ก็กูหาหมากฝรั่งไม่เจอ”

                “มึงแน่ใจนะว่ามึงเอามา”

                “แน่ใจสิวะ กูหยิบใส่กระเป๋าเองกับมือ”บอกก่อนจะลุกขึ้น

                “แล้วนั่นมึงจะไปไหนวะไอ้ภู”เมืองแมนรีบถามเมื่อเห็นว่าภูผากำลังจะเดินออกไปจากโรงนอนไม่บอกไม่กล่าว

                “กูจะไปซื้อหมากฝรั่งที่ซุ้มขายของ”ถ้ารีบไปก็อาจจะทันก่อนที่ซุ้มขายของจะปิด

                “แต่ซุ้มขายของเขาปิดไปแล้วมั้งไอ้ภู”เมืองแมนตะโกนไล่หลัง แต่ดูเหมือนว่าภูผาจะไม่ฟัง กลับรีบเดินตรงไปยังประตูโรงนอนไม่สนใจใคร

                แต่ทว่าประตูกลับมีคนที่คิดว่าเดินออกไปแล้วยืนขวางเอาไว้…

                “จะรีบไปไหนวะ”กั้งถามด้วยน้ำเสียงกวนโมโห ริมฝีปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์

                “หลบไป อย่ามาขวางทางกู”

                “กูว่าป่านนี้แล้ว ซุ้มขายของเขาคงจะปิดไปแล้วมั้ง”

                “เรื่องของกู มึงอย่ามาเสือก กูบอกให้หลบไปไง”

                “แล้วถ้ากูไม่หลบมึงจะทำไม”ดูท่าว่ากั้งจะไม่ยอมเปิดทางให้ง่ายๆอย่างที่คิด

                “อย่ามากวนตีนกูไอ้กั้ง กูยิ่งหงุดหงิดอยู่”

                “ที่มึงหงุดหงิดเพราะว่าปากมึงว่างใช่ไหมล่ะ”เป็นคำถามที่ทำให้หัวใจราวกับหยุดเต้นไปชั่วขณะเพราะถูกแทงใจดำ

                “มึงพูดอะไรของมึง”

                “ก็นะ…มันจะมีคนอยู่จำพวกหนึ่งที่จะหงุดหงิดเพราะไม่ได้เคี้ยวหมากฝรั่ง กูก็แค่พูดลอยๆ เพื่อจะมีคนจำพวกนั้นอยู่แถวนี้”ไม่พูดเปล่าแต่กลับล้วงเอาบางอย่างในกระเป๋ากางเกงออกมาอวดท่าทางสบายใจ

                หมากฝรั่งยี่ห้อเดียวกับที่หายไป!!

                “มึงขโมยของกูไป!! เอาของกูคืนมา”ปรี่เข้าจะจะแย่งคืน

                “ของมึงก็ต้องอยู่ที่มึงสิวะ จะมาอยู่ที่กูได้ยังไง”ทว่ากั้งกลับเบี่ยงตัวหลบ ส่ายหน้าเบาๆพร้อมส่งสายตาเยาะยั่วโทสะ

                แล้วมันก็ได้ผลเมื่อคนที่ถูกยั่วเริ่มระงับตัวเองไม่อยู่ มือทั้งสองข้างกำแน่นด้วยความเจ็บใจ ริมฝีปากขบเม้มเข้าหากันแน่น

                “แค่หมากฝรั่งมึงก็ยังมาขโมยของคนอื่นอีกเหรอวะไอ้หน้าด้าน ไม่มีปัญหาหาเองรึไง”จ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง

                “ใครกันแน่ที่มันหน้าด้าน มึงต่างหากที่เป็นคนหน้าด้านมาแย่งงานคนอื่น หึ!! ไอ้กูก็นึกว่าเป็นถึงเด็กพี่สนจะมีอะไรที่มันดีกว่าหมากฝรั่งในกระเป๋า ที่ไหนได้…โคตรกระจอก!!”พูดจบก็ปล่อยให้หมากฝรั่งในมือร่วงหล่นลงบนพื้น ใช้เท้าเหยียบขยี้จนหมากฝรั่งเละไม่เหลือเค้าเดิม

                จุดฉนวนระเบิดอารมณ์ของคนที่พยายามระงับเอาไว้ให้ระเบิดออกมา ภูผากัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเลือด

                เจ็บแต่ไม่เท่ากับเจ็บใจ…

                ผลัวะ!!

                ภูผาต่อยเข้าที่ใบหน้าของกั้งเต็มแรง บันดาลโทสะที่กักเก็บเอาไว้ทั้งหมดจนกั้งล้มลงไปกับพื้นเพราะไม่ทันตั้งตัว ไม่พอที่จะทำให้หายแค้น

                ไม่พอ…

                เสียงหนึ่งก้องอยู่ในหัวใจ จังหวะที่กั้งล้มลงไปภูผาก็ลงไปนั่งทับแล้วต่อยซ้ำหลายต่อหลายครั้ง ไม่สนใจเสียงห้ามของเมืองแมน ไม่สนใจเสียงเชียร์ของเพื่อนร่วมห้องที่เฮลั่นโรงนอน มีเพียงเสียงโห่ร้องดังกึกก้องเท่านั้นที่เด็กหนุ่มรับรู้ สติและความยั้งคิดขาดผึ่งราวกับว่าสูญสลายไปในอากาศ ไม่รู้ตัวเลยว่าทำอะไรลงไปและเพื่ออะไร รู้แค่ว่าต้องการทำให้ความหงุดหงิดหายไป

     ความหงุดหงิดที่ทำให้รู้สึกราวกับเป็นคนบ้า….


                -----------------------------------------------------------------------

เอาเข้าจริงเขียนไปเขียนมาก็อยากให้ต้นสนเป็นพระเอกแทนหมอ 555 ชอบลุคของต้นสน แต่ก็แอบกระซิบนะว่าต้นสนจะได้เป็นพระเอก (อีกเรื่องนึง) ส่วนใครจะเป็นนายเอกของต้นสนนั้น...ม่ายบอก


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น