Gardy

นิยายเรื่องนี้เป็นภาคต่อจาก Love Mafia ทาสรัก (คาร์ลพระจันทร์) เป็นคู่ของ จีซัสxพระพาย ค่ะ

KILL MAFIA ครั้งที่ 22

ชื่อตอน : KILL MAFIA ครั้งที่ 22

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.7k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 11 พ.ย. 2561 20:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
KILL MAFIA ครั้งที่ 22
แบบอักษร

KILL MAFIA ครั้งที่ 22

          ฉึก!


          “อึ่ก!”


            เสียงหลุดร้องดังขึ้นอย่างทรมานก่อนที่ร่างกายบางจะทรุดลงกอบกุมหน้าท้องของตัวเองหลังถูกเข็มฉีดยาขนาดเล็กทิ่มแทงโดยฝีมือของคนร่างสูงตรงหน้า วงหน้าสวยเริ่มขาวซีดไร้สีเลือด หยาดเหงื่อผุดซึมตามกรอบหน้า ภายในร่างกายร้อนรุ่มราวกับอวัยวะภายในบิดกันจนเจ็บปวดไปหมด


            ผมหอบหายใจอย่างทุกข์ทรมาน ฝืนลืมตามองคนเป็นมาเฟียที่จ้องมองอย่างไร้ความรู้สึก ฝ่ามือบางกำผ้าปูที่นอนแน่นจนสั่นระริกก่อนจะพยายามเค้นของเสียงตัวเองพูดถามอีกฝ่ายไปทั้งที่มันแทบจะไม่ได้ยิน


            “มันคือยาอะไร”


            “หื้ม” จีซัสไม่ได้ตอบคำถามของผม เขาทำเพียงแค่เลิกคิ้วมองท่าทางทุรนทุรายเพราะฤทธิ์ยาด้วยท่าทีเรียบนิ่งเพียงเท่านั้น


            ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างผมกับคนตรงหน้ามันจบลงไปแล้ว ค่ำคืนอันยาวนานทว่าเร่าร้อนไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเพลียถึงขนาดต้องสลบไปเหมือนครั้งก่อนๆ อาจเป็นเพราะว่าร่างกายได้รับการพักผ่อนมาอย่างเพียงพอแล้วก็ได้เลยพอมีสติบังคับตัวเองไม่ให้หลับจนกิจกรรมดุเดือดดำเนินไปจนจบ ผมถึงมีสติรับรู้ได้ว่าตัวเองถูกหัวหน้าแก๊งซือหลิวฉีดยาอะไรบางอย่างผ่านหน้าท้องบางของตัวเองยังไงล่ะ


            “ตอบมา” ผมถามย้ำน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาคู่สวยทั้งสองข้างกระพริบเชื่องช้าคล้ายจะพับปิดลงได้ทุกเมื่อ สติที่ฝืนประคองไว้ตั้งแต่ต้นเริ่มไม่รับรู้สิ่งรอบข้างจนต้องกัดริมฝีปากตัวเองไม่ให้หลับไปทั้งอย่างนั้น


            “เป็นสัตว์เลี้ยงที่ดื้อจริงๆ” น้ำเสียงทุ้มเข้มเอ่ยขึ้นอย่างไม่รู้สึกอะไร ดวงตาคู่คมได้แต่จ้องมองผมที่กำลังทรมานเพราะฤทธิ์ยาด้วยแววตาเรียบนิ่ง หากแต่ฝ่ามือหนากลับยื่นบังคับหน้าผมให้เงยขึ้นสบกับวงหน้าคมแทน


            “อึ่ก!”


            “อย่ากัดปาก” จีซัสกระซิบเสียงนิ่งปลายนิ้วร้อนผ่าวลากสัมผัสที่ริมฝีปากบางก่อนจะไล้คลึงมันเบาๆ จนร่างของผมชาวาบ ความรู้สึกปั่นป่วนในอกบีบรัดอย่างรุนแรงพอๆ กับความเจ็บปวดบริเวณท้องน้อยที่มากขึ้นไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลง


            “ผมถาม แฮ่ก!”


            “…”


            “คุณฉีดยาอะไรให้ผม” ผมขมวดคิ้วถามอีกฝ่ายทั้งที่ใบหน้าเริ่มซีดเผือด ลมหายใจเริ่มถี่กระชั้นมากขึ้น ได้แต่จ้องมองแววตานิ่งสนิทของอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ


            “นายไม่จำเป็นต้องรู้”


            “แต่มันคือชีวิตผม” ผมหอบหายใจตอบกลับ ถ้าวันนี้ผมไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเจอกับอะไร ผมไม่มีวันอยู่เฉยแล้วยอมไปกับเขาแน่ เชื่อเถอะ! ข้อตกลงระหว่างผมกับอีกฝ่ายมันยังมีช่องให้ผมทำอะไรได้อยู่บ้าง


            “ถ้าไม่ตอบผมจะไม่ไปฮ่องกงกับคุณ” ผมพูดขึ้นน้ำเสียงจริงจัง ใบหน้าสวยจ้องมองอีกฝ่ายนิ่งอย่างไม่คิดเกรงกลัว

            “ขู่ฉัน?”


            จีซัสเลิกคิ้วถามกลับด้วยน้ำเสียงยียวนก่อนที่ใบหน้าคมจะยกยิ้มมุมปากขึ้นมาพลางเปลี่ยนแววตาที่ใช้มองผมอย่างพึงพอใจ


            “ผมพูดจริง”


            “นายขู่ฉันไม่ได้หรอกพระพาย” คนร่างสูงเผยรอยยิ้มหยันก่อนจะใช้แขนคร่อมทับตัวผมไว้แล้วก้มมากระซิบที่ข้างหูด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบฟังดูน่าขนลุกแทน


            “สัตว์เลี้ยงของฉันถ้าคิดขัดขืนคงได้ตายก่อนวัยสมควร”


            “…”


            “ยานั้นไม่ใช่สิ่งที่นายต้องรู้ในตอนนี้”


            “หมายความว่ายังไง ฮึก!” ผมเงยหน้าถามกลับน้ำเสียงแหบพร่า ความเจ็บปวดราวกับร่างกายจะแตกสลายรุนแรงขึ้นจนต้องคดตัวงอเข้าหากันพลางใช้เล็บจิกที่แผ่นท้องของตัวเองราวกับว่ามันจะสามารถบรรเทาอาการลงได้


            แย่แล้วสิ! ตาผมเริ่มพร่าเบลอจนแทบจะมองอะไรไม่เห็น


            “รู้ไว้แค่นายเป็นของฉันเท่านั้นก็พอ”


            น้ำเสียงกระซิบที่ดังขึ้นผ่านสติที่ค่อยๆดับลง ราวกับเป็นคำพูดที่จะพันธนาการผมไว้ไร้ซึ่งอิสระ ความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นกับร่างกายในตอนนี้คงเทียบเท่าไม่ได้เลยกับสิ่งที่จะเจออีกในวันข้างหน้า ไม่รู้ว่าการตกลงรับข้อเสนอจากผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมาเฟียผมจะต้องพบเจอกับอะไรอีกต่อไป

..

..

            เปลือกตาหนักอึ้งพร้อมกับอุณหภูมิร่างกายที่ร้อนผ่าวทำให้ผมเริ่มได้สติขึ้นมาอีกครั้ง แม้การฝืนลืมตาทั้งที่มันหนักอึ้งจนแทบจะพับปิดไปได้มันจะยากก็ตามที แต่เสียงเครื่องยนต์ที่ดังขึ้นเบาๆกับบรรยากาศไม่คุ้นตากลับทำให้ผมฝืนตัวเองเรียกสติจ้องมองบริเวณรอบด้านด้วยหัวใจหล่นวูบ


            ผมไม่ได้อยู่ในห้องพักเหมือนก่อนหน้านี้ กลับกันวิวจากนอกหน้าต่างที่เห็นแต่ท้องฟ้าสีครามคือคำตอบที่บ่งบอกได้ชัดเจนว่าตัวผมกำลังอยู่ที่ไหน

            “จีซัส” มีเพียงคนๆเดียวเท่านั้นที่จะจับผมมานั่งอยู่บนพาหนะกลางอากาศได้


            “นายต้องทำตามข้อตกลงของเรา” น้ำเสียงทุ้มเข้มเอ่ยขึ้นอย่างนิ่งเรียบ ผมหันไปมองที่นั่งฝั่งตรงข้ามตัวเองพลางเบิกตากว้าง ใบหน้าสวยก้มลงมองเข็มขัดนิรภัยที่คาดเอวตัวเองไว้อย่างตื่นตระหนกก่อนจะเงยขึ้นสบกับดวงตาคู่คมที่จ้องมองอยู่ก่อนแล้ว


            “ผมไม่ได้ตกลงว่าจะไปฮ่องกงกับคุณ”


            “ฉันบอกแล้วไงว่านายขัดขืนไม่ได้”


            “คุณไม่ได้ตอบคำถามผมด้วยซ้ำ” ผมเถียงกลับทั้งที่ใจเริ่มหวั่นกลัว ยาที่อีกฝ่ายฉีดให้ตอนยังมีสติมันเจ็บปวดทรมานราวกับร่างกายจะฉีกขาดเลยนะ ในเมื่อเขาไม่ได้ให้คำตอบทำไมผมต้องยอมให้อีกฝ่ายจับตัวขึ้นเครื่องมาแบบนี้ด้วย


            “ปล่อยผมลงเดี๋ยวนี้” ผมกัดฟันพูดขึ้นเสียงนิ่ง


            “อย่าพูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ในเมื่อนายยังเป็นทาสของฉัน” คนร่างสูงตอบกลับเสียงนิ่งก่อนจะก้มลงพิมพ์อะไรบางอย่างผ่านโน้ตบุ๊กส่วนตัวด้านหน้า


            “แล้วพระจันทร์ล่ะ คุณบอกว่าจะช่วยเขา” ผมพูดทวงข้อตกลงระหว่างเรา ใบหน้าแสดงออกชัดเจนถึงความเคร่งเครียด ก่อนที่ผมจะจัดการปลดล็อกเข็มขัดนิรภัยที่คาดเอวบางของตัวเองไว้แล้วลุกขึ้นเดินไปยืนข้างกายอีกฝ่าย


            “เด็กนั่นอยู่กับมาเฟียแก๊งหลินจาง” เขาตอบกลับอย่างไม่ทุกข์ร้อนอะไรนัก หากแต่ริมฝีปากกับยกหยันขึ้นราวกับกำลังเจอเรื่องสนุกอะไรบางอย่าง


            “แล้วยังไง ในเมื่อข้อตกลงนั่นคือคุณต้องช่วยพระจันทร์”

            “เป็นห่วงกันจริงนะ” ดวงตาคู่คมตวัดมองมาทางหางตา ผมได้ยืนกำมือสั่นระริกของตัวเองพลางมองอีกฝ่ายอย่างระงับอารมณ์


            ใจหนึ่งก็กลัวก่อนเผชิญหน้าที่ไม่รู้ว่าจะมาในรูปแบบไหน อีกใจหนึ่งก็เป็นกังวลเรื่องน้องชายเพียงคนเดียว ถ้าผมโดนบังคับไปฮ่องกงทั้งแบบนี้การจะช่วยเหลือพระจันทร์คงเป็นเรื่องยาก อีกทั้งยังหนีจากแก๊งมาเฟียนี้ยากเข้าไปใหญ่


            “เขาเป็นคนสำคัญ อึ่ก!” ผมตอบก่อนจะรู้สึกได้ถึงบรรยากาศเย็นยะเยือกที่เกิดขึ้นจากคนตรงหน้า จีซัสขบกัดฟันเข้าหากันแน่นก่อนจะใช้ฝ่ามือหนาจะเอื้อมมาบีบรัดลำคอขาวไว้ด้วยแววตานิ่งสนิทจนผมได้แต่ข่มความกลัวไว้ไม่ให้แสดงออกมา


            “สำคัญมากสินะ” น้ำเสียงเรียบเย็นเอ่ยขึ้นพร้อมกับแรงบีบที่หนักหน่วงจนผมแทบสำลัก ชั่วขณะหนึ่งผมคิดว่าอีกฝ่ายคงจะลงมือฆ่าผมแล้วแน่ๆ หากแต่เพียงไม่นานฝ่ามือหนาก็ผละออกไปก่อนจะหลับตาลงชั่วครู่แล้วลืมตาขึ้นจัดการพิมพ์อะไรบางอย่างลงโน้ตบุ๊กของตัวเอง


            “ฟูหลงจะเป็นคนจัดการ” ผมขมวดคิ้วเข้าหากันแทบจะทันทีเมื่อจีซัสพูดขึ้นมาเสียงนิ่ง ใบหน้าคมไม่ได้ฉายอารมณ์ใดๆออกมา เขาเอาแต่สนใจจอโน้ตบุ๊กตรงหน้าจนผมได้แต่มองอย่างไม่เข้าใจ


            “…”


            “เด็กที่ชื่อพระจันทร์นั่นฉันสั่งให้ฟูหลงไปพาตัวกลับมา” เขาพูดต่อเมื่อเห็นท่าทีนิ่งเงียบของผม ปลายนิ้วหยาบที่เคยกดแป้นพิมพ์โน้ตบุ๊กหยุดชะงักไปชั่วขณะก่อนที่ดวงตาคู่คมจะตวัดมองมาทางผมที่ยืนจ้องอีกฝ่ายอยู่เพียงนิด


            “ถ้าสำเร็จจะได้ตัวเด็กนั่นกลับมาในฐานะคนของซือหลิว”


            “ทำไมต้องเป็นซือหลิว” ผมขมวดคิ้วรู้สึกหนักใจเมื่อคิดว่าทั้งผมและน้องไม่ควรข้องเกี่ยวกับแก๊งมาเฟีย ไม่ว่าจะแก๊งไหนก็ตาม


            “อย่าถามอะไรโง่ๆ” จีซัสตอบก่อนจะออกแรงกระชากตัวผมที่ไม่ทันได้ระวังให้ทรุดนั่งลงที่ตักแกร่งของตัวเอง


            “อ๊ะ!”


            “ในเมื่อนายเป็นทาสของฉัน” เขาพูดเสียงกระซิบพลางไล้ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าไปทัดหูให้อย่างเบามือ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพิษไข้หรือฤทธิ์ยาที่ถูกฉีดไปใบหน้าผมถึงได้ร้อนผ่าวขึ้นมา


            “แล้วถ้ามันไม่สำเร็จ” ผมถามกลับ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพาตัวพระจันทร์ออกมาจากแก๊งมาเฟีย


            “เด็กนั่นคงดวงซวยเอง” คำพูดราวกับไม่ยินดียินร้ายสมกับเป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียจริงๆ จีซัสไม่สนใจด้วยซ้ำว่าจะช่วยพระจันทร์ได้หรือเปล่า เขาแค่ทำตามข้อตกลงเพียงเพราะตัวเองได้ผลประโยชน์ก็เท่านั้น


            “ผมคิดผิดจริงๆที่หวังพึ่งมาเฟีย” ผมพูดขึ้นเสียงแผ่วดวงตาทั้งสองข้างฉายแววผิดหวังได้แต่จดจ้องไปยังใบหน้าคมตรงหน้า จีซัสทำเพียงแค่ปลายตามองก่อนจะก้มลงขบกัดลาดไหล่ขาวจนผมรู้สึกเจ็บจนต้องนิ่วหน้าขึ้นมา


            “อึ่ก!”


            “ยังมีเวลาอีกเยอะจะรีบร้อนทำไม” เขาตอบกลับก่อนจะผละผมออกจากตักเมื่อหนึ่งในลูกน้องที่ตามมาสมทบทีหลังเดินเข้ามาพร้อมกล่องปฐมพยาบาลในมือ


            “ได้เวลาทำแผลแล้วครับ” เสียงทุ้มเข้มเอ่ยขึ้นพูดกับคนเป็นนาย จีซัสขยับตัวปลดเสื้อที่สวมใส่ของตัวเองพลางปลายตามองมาทางผมที่ยังยืนอยู่กับที่ไม่ขยับไปไหน


            “ออกไปซะ” คนเป็นหัวหน้ามาเฟียหันไปพูดสั่งลูกน้องเสียงเข้มก่อนจะคว้ากล่องปฐมพยาบาลโยนมาทางผมจนต้องรับไว้ด้วยความตกใจ

            พรึ่บ!


            “ทำอะไร!” ผมตวาดไม่สบอารมณ์ ถ้าเกิดกล่องในมือตกลงพื้นขวดยาข้างในคงได้แตกหมดแน่ เห็นแล้วผมยังนึกเสียดายแทนเลย


            “ทำแผลให้ฉัน” จีซัสพูดสั่งเสียงเรียบวงหน้าคมฉายแววไม่ทุกข์ร้อนก่อนจะโยนเสื้อที่สวมใส่ไปไว้ที่เก้าอี้ด้านข้างแทน


            “ทำไมต้องทำ”


            “มันหน้าที่นาย” ดวงตาคมดุจ้องมองท่าทีของผมนิ่งจนรู้สึกขนลุกเบาๆ ผมได้แต่เม้มปากจ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะขยับตัวเปิดกล่องปฐมพยาบาลแล้วหยิบอุปกรณ์ทำแผลออกมา


            “เอาผ้าพันแผลออกสิ” ผมพูดบอกก่อนจะคุกเข่าจ้องมองบาดแผลที่สีข้างของคนร่างสูง ไม่รู้ว่าการเป็นมาเฟียต้องเจอกับเรื่องอันตรายขนาดไหนเจ้าตัวถึงดูชินชากับมันราวกับเป็นเรื่องปกติ


            “ฉันต้องทำ?” จีซัสเลิกคิ้วพลางจ้องมองผมราวกับจะบอกว่านี่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง ผมเบะปากไม่ชอบใจนิดหน่อยแต่ก็ยื่นมือออกไปแกะผ้าพันแผลให้คนตรงหน้าอย่างไม่คิดจะพูดอะไร


            ผมไล่สายตามองร่างกายกำยำของคนเป็นหัวหน้ามาเฟียพลางจดจ้องสีข้างที่มีรอยแผลด้วยความสนใจ โดนยิงขนาดนี้ยังฟื้นตัวได้เร็วอีก ขนาดผมที่โดนกระสุนจากคนตรงหน้ายังใช้เวลาตั้งหลายวันกว่าจะฟื้นตัว เอาตามจริงถ้าแค่โดนยิงผมคงจะไม่เป็นหนักขนาดนั้นหรอก แต่เพราะโดนคนตรงหน้าทำร้ายร่างกายมาเยอะไงถึงได้เป็นหนักจนนอนซมหลายวัน


            “จ้องขนาดนี้อยากโดนฟัดอีกหรือไง” น้ำเสียงทุ้มเข้มเอ่ยขึ้นอย่างยียวนเล็กๆ ดวงตาคู่คมจ้องมองผมอย่างจาบจ้วงจนต้องกดสำลีชุบน้ำเกลือลงที่แผลของอีกฝ่ายอย่างแรงราวกับระบายอารมณ์


            ถือว่าแก้แค้นเล็กๆน้อยๆแล้วกัน


            “หึ! เด็กไม่ดี” เสียงหัวเราะขำในลำคอดังขึ้นแผ่วเบาแต่คนที่อยู่ใกล้เขาแบบผมกลับได้ยินอย่างชัดเจน เอาเถอะ! อยากจะพูดอะไรก็ปล่อยเขาไป ผมแค่ทำให้มันจบไปก็พอแล้ว


            เวลาล่วงเลยผ่านไปเพียงไม่นานผมจัดการทำแผลให้คนตรงหน้าอย่างไม่เบามือนัก ยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะรู้สึกเกลียดชังไม่ชอบหน้า ทั้งที่เป็นอย่างนั้นแต่อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะหลุดร้องออกมาด้วยความเจ็บแผลเลยสักนิด ทนได้ก็ทนไป ผมสนใจที่ไหน


            “ผมจะพันแผล” ผมพูดพลางถือผ้าพันแผลไว้ในมือเป็นเชิงบอกให้อีกฝ่ายขยับตัวออกจากพนักพิงเก้าอี้ คนร่างสูงเพียงปลายตามองก่อนจะขยับตัวหันหลังให้เพียงนิด ผมถอนหายใจออกมานิดหน่อยก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่ายชัดเจน


            ไม่ใช่เพราะร่างกายกำยำดูแข็งแรงแต่เป็นเพราะรอยสักลายเสือที่น่าเกรงขามบนแผ่นหลังกว้างนั้นต่างหาก หลายครั้งที่คนตรงหน้าเคยเปลือยเปล่าให้เห็น แต่ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่อีกฝ่ายจะถอดเสื้อที่สวมใส่ เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นรอยสักบนแผ่นหลังของเขา


            “นี่มัน” ผมพูดขึ้นพึมพำเสียงแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน ยิ่งจ้องมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นรอยสักที่อันตราย มันดูราวกับเสือที่มีชีวิตคล้ายจะดึงดูดคนที่พบเห็นให้หลงใหลและเข้าสู่ความตายอย่างไม่รู้ตัว ผมไม่เคยเห็นรอยสักที่ไหนดึงดูดคนได้เท่านี้มาก่อน รู้ตัวอีกทีฝ่ามือบางก็เลื่อนไปสัมผัสที่แผ่นหลังของตรงหน้าเข้าเสียแล้ว


            หมับ!


            “อ๊ะ”


            “อย่าแตะต้อง”


            น้ำเสียงทุ้มเข้มดังขึ้นอย่างน่าหวาดกลัว สีหน้าถมึงทึงของคนร่างสูงที่หันมามองราวกับสามารถฆ่าใครก็ตามที่สัมผัสมัน ผมชะงักมองสบดวงตาคู่คมที่แสดงออกอย่างเย็นเฉียบก่อนจะค่อยๆพยักหน้ารับทั้งที่ข้อมือถูกบีบไว้แน่น ไม่รู้ตัวเลยว่าทำไมถึงหนาววูบขึ้นมาเมื่อเห็นอารมณ์อีกฝ่ายเมื่อครู่


            “รีบทำซะ” เขาพูดเสียงนิ่งก่อนจะผลักข้อมือผมออกแล้วหันหน้ากลับไป ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องโกรธขนาดนั้น เอาเถอะไม่ใช่เรื่องของผมสักหน่อย


……………………………………………….....................................................

​รอยสักถือเป็นสัญลักษณ์ของแก๊งซือหลิว ความหมายมันสำคัญไม่ต่างกับจี้มังกรล้อมจันทร์ของแก๊งหลินจาง

ใครที่เคยอ่านคาร์ลพระจันทร์มาแล้วน่าจะพอรู้ได้เนอะ 555555

อาทิตย์ที่แล้วไรท์ไม่ได้อัพ เขาหนีไปเที่ยวมาแล้วดันลืมแจ้ง ต้องขอโทษด้วยน๊าาา

เนื้อเรื่องใกล้เข้มข้นมากขึ้น แล้วเจกันตอนหน้าจ้าา

..

..

To Be Continued

ความคิดเห็น