เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 56 คราดาราบุกเมืองแห่งความลับ [จบบทที่ 11]

ชื่อตอน : ตอนที่ 56 คราดาราบุกเมืองแห่งความลับ [จบบทที่ 11]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 117

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ย. 2561 12:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 56 คราดาราบุกเมืองแห่งความลับ [จบบทที่ 11]
แบบอักษร

ตอนที่ 56 คราดาราบุกเมืองแห่งความลับ

“ปฐพีลุกเป็นไฟมอดไหม้มหานครแห่งดินแดนมณีสรวงสวรรค์ เหล่ามนุษย์ผู้บริสุทธิ์ล้มตายภายใต้เปลวเพลิงสีน้ำเงิน กระทั่งรุ่งเช้าวันใหม่สอแสง ณ ขอบฟ้าพร้อมความรุ่งเรืองที่ดับสลายชั่วข้ามคืน เด็กคนนั้นคือผู้เหลือรอด และผู้สืบทอดธงชาตินครคนสุดท้าย เขาเก็บงำความหวังว่าสักวันจะสร้างชาติอีกครั้งไว้ในหัวใจพลันหันหน้ามุ่งสู่เส้นทางแห่งเกียรติ สงคราม และมิตรภาพแห่งยุคสมัยใหม่”

“ชาติต้องการศูนย์ร่วมจิตใจ จักศาสนา จักราชา จักความเชื่อใด มนุษย์จะเอื้อมมือคว้ามันไว้ นั้นเพราะว่าพวกเราอ่อนแอ

ณ เขตปกครองพิเศษระหว่างแคว้นฮาโมนีและแคว้นแมรี่ มหานครซีเคร็ทออฟวอร์[ความลับแห่งกำแพง]

          รัตติกาลปกคลุมทั่วแผ่นนภาส่องสะท้อนเรืองรองบนกำแพงที่ใหญ่และสูงที่สุดในโลก ด้านในปราการประหนึ่งกำแพงดินแดนสวรรค์คือเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรราวแปดหมื่นชีวิตพักอาศัย อาณาเขตพื้นที่ของเมืองแห่งความลับกินพื้นที่มากกว่าเมืองหลวงแคว้นแมรี่สองเท่า ขนานนามว่าเป็นมหานครขนาดใหญ่ยักษ์ไร้ผู้ทักเทียม อาคารบ้านเมืองรูปแบบตึกสูงเรียงรายแฝงกลิ่นไอแห่งอารยธรรมแห่งความบิดเบี้ยว ผนังอิฐสีดำให้อารมณ์ทะมึน ลี้ลับ และอาจมีข้อความปริศนาสลักไว้ให้ไขพิสูจน์ความจริงบางสิ่ง

          เมืองซีเคร็ทออฟวอร์ไม่มีอดีต จุดเริ่มต้นและต้นกำเนิดของเมืองเป็นปริศนาระดับมหากาพย์[เนื้อหาสาปสูญ]

          เล่าขานกันว่าเมื่อครั้งอดีตกาลเมืองซีเคร็ทออฟวอร์เคยเผชิญหน้ากับภัยหายนะครั้งใหญ่ ด้วยผลกระทบและความเสียหายของภัยหายนะทำให้ชาวเมืองซีเคร็ทออฟวอร์สูญเสียความทรงจำทั้งหมดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง สาเหตุอาจเกิดจากพลังอำนาจมาโฮของปักษาปริศนา[ไร้นาม]ที่ใช้สยบภัยหายนะปีนั้น แน่นอนนี้คือเรื่องเล่าปากต่อปากซึ่งความจริงมีจารึกในหลักศิลาดำ ซึ่งหลักศิลาดำบอกเล่าเรื่องต้นกำเนิดเมืองซีเคร็ทออฟวอร์ไว้ด้วย มันคือพงศาวดารแห่งความจริงที่ปัจจุบันยังไม่มีใครสามารอดรหัสตัวอักษรโบราณ และแก้ความลับแห่งกำแพงสำเร็จ

          เมืองแห่งความลับถือเป็นเขตปกครองพิเศษที่ไม่อยู่ภายใต้การปกครองของแคว้นใดแคว้นหนึ่ง เพราะเนื่องจากความพิเศษของเมืองนี้สร้างปัญหาและความยุ่งยากในการติดต่อและสานสัมพันธ์กับแคว้นรอบด้าน เป็นปัญหาแสนยากที่แม้นใช้เวลานับร้อยปีก็ยังไม่สามารไขแก้

          ‘จักมิความจริงใดปรากฏนอกกำแพง

          หมายความว่า ทุกความทรงจำ เรื่องราวที่เกี่ยวข้องและเกิดขึ้นด้านในกำแพงจะถูกลบหายไปเมื่อคนคนนั้นออกไปนอกกำแพง มิว่าเรื่องใด เรื่องสำคัญมากเพียงใด หรือแม้แต่อาวุธวิเศษของเมืองซีเคร็ทออฟวอร์ด้วย ทุกอย่างจะแตกสลายทันทีเมื่อออกไปสู่โลกภายนอกกำแพงที่ราวจะเป็นเส้นแบ่งเขตโลกฝั่งนี้และโลกฝั่งนั้น ชาวเมืองรู้ดีถึงความพิเศษของชีวิตในเมืองซีเคร็ทออฟวอร์ ใครก็แล้วแต่ที่อยากออกไปโลกภายนอกจะถือว่าไม่ใช่ชาวเมืองซีเคร็ทออฟวอร์อีกต่อไป เขาหรือนางจะสูญเสียความทรงจำทั้งหมดหรืออาจทั้งชีวิตที่ใช้อยู่ด้านในกำแพง  

          สาเหตุหรือเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้

          ตอนนี้ก็ยังเป็นปริศนา?

          บางทีอาจกล่าวว่าเป็นเช่นนี้ก็ดี เพราะของบางสิ่งในเมืองซีเคร็ทออฟวอร์ใช่จักนำออกไปแสดงให้โลกภายนอกประจักษ์ อำนาจพลังที่อาจเรียกว่าเหนือกว่าพลังมาโฮ…

          เทคโนโลยีเครื่องจักรไอน้ำ วิทยาการล้ำยุคสมัย อารยธรรมโบราณที่ยังหลงเหลือบนโลก บางทีนี้อาจคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทุกอย่างเกี่ยวกับเมืองแห่งความลับถูกเก็บและรักษาไว้ด้านในกำแพงที่ไม่มีวันตีแตก

          ณ ห้องประชุมสภาเงา ยามวิกาลมีเหล่าผู้นำสูงสุดทั้งสี่นั่งล้อมรอบโต๊ะกลม

          โต๊ะกลมผิวมันเงามีลวดลายนกกระเรียนวาดพร้อมรูปหนองน้ำสีฟ้าคราม อากาศเย็นสบายทว่าบรรยากาศตึงเครียดยากหายใจ แรงกดดันหนักหน่วงแผ่ไปยังห้องด้านข้างที่มีเหล่าผู้คุ้มกันยืนจ้องตากันปานคู่อริ และยังผลักดันหน่วยรักษาการณ์ ชายฉกรรจ์สองคนที่ยืนเฝ้าหน้าประตู พวกเขาทั้งคู่ต่างเป็นมืออาชีพฝีมือร้ายกาจที่ตอนนี้กำลังยืนเฝ้าดูแล ตรวจสอบ และเฝ้าระวังความเคลื่อนไหว ไม่ยอมปล่อยให้นักฆ่าหรือใครก็ตามที่คิดมุ่งร้ายทำลายการประชุมเข้าไปสร้างความวุ่นวายในห้องเด็ดขาด

          “ทางการต้องการให้เราช่วยจับขโมย ดูครั้งนี้จะเสียดายไม่เบา”

          อาบาดอนโพล่งด้วยน้ำเสียงชายหนุ่มฟังไพเราะโดยสันดานนักแสดง เขาคือหัวหน้ากลุ่มบีสแบร์ กลุ่มมาเฟียที่ปกครองพื้นหนึ่งในสี่ของเมืองซีเคร็ทออฟวอร์ อาณาเขตส่วนเหนือ ชายหนุ่มวัยกลางคนอายุหกสิบกว่า สีหน้าคมคายมีริ้วรอยเล็กน้อย กระนั้นตัวเลขอายุมิใช่ปัญหาและมีปัญญาพอลดทอนความงามของชายหนุ่มมากเล่ห์ เพทุบายผู้นี้ เขาแต่งตัวด้วยชุดสูทสีดำมีตราประมุขและตราสัญลักษณ์กลุ่มหมีติดที่เนทไทสีทอง  

          แววตาเรียวยาวอบอวบด้วยกลิ่นอันตรายดุจพญาหมีในป่าใหญ่ ริมฝีปากยิ้มบางๆอย่างสุภาพบุรุษ ใบหน้าฉาบด้วยความสุขุม แลเหมือนเบื่อหน่ายสามส่วน

          “รูปสลักปักษาปริศนาโดนขโมย…ตั้งแต่ปล่อยสภาให้พวกเด็กโง่ดูแลนับวันยิ่งแย่”

          โซตอบรับด้วยเสียงหงุดหงิดระคนผิดหวังสองส่วน เขาเป็นชายแก่อายุหกสิบที่เคยคาดหวังในความสามารถและความคิดเด็กรุ่นใหม่ กระนั้นวิเคราะห์จากผลงานด้านการปกครองในช่วงสองสามปีที่พวกเด็กหนุ่มรุ่นใหม่วางแผนและลงมือทำก็ยังมีปัญหาเล็กๆน้อยๆไม่หยุดไม่หย่อน ยิ่งความวุ่นวายนับวันทวีความรุนแรงจนต้องขอความช่วยเหลือจากสภาเงาที่รับผิดชอบงานเก็บกวาดและการปกครองอย่างลับๆ

          “แหม่ เรื่องครั้งนี้ใช่เราจะนิ่งดูดายปล่อยให้ของสำคัญระดับชาติหายไปง่ายๆ รูปสลักปักษาปริศนารู้ๆว่ามูลค่าและความสำคัญของมันไม่มีสิ่งใดทดแทน”

          โฉมสะคราญสตรีเพียงนางเดียวในกลุ่มผู้นำ โรสเปรยด้วยเสียงหวานละมุนละไมราวกลิ่นหอมฤดูร้อน นางหรี่ตาดุจดวงตาเนตรนางเงือก จิบชาหอมพลางพูดกล่อมบรรดาสองหนุ่มวัยรุ่นพ่อรุ่นปู่ให้ใจสงบอย่าพึ่งร้อนใจ กล่าวร้ายในความไม่เอาไหนของลูกหลาน ผู้นำสาวคลี่ยิ้มทรงเสน่ห์ให้ทั้งคู่พลางค่อยๆกล่าวรายละเอียดคำไหว้วานจากสภาเมือง นางปกครองอาณาเขตส่วนใต้ และโซปกครองอาณาเขตส่วนตะวันตก

          สามผู้นำกลุ่มมาเฟียมีอำนาจการปกครองในที่ลับ พวกเขาถือเป็นบุคคลสำคัญและทรงอำนาจเหนือบรรดาคนนับหมื่น

          แท้จริงยังมีผู้นำกลุ่มอีกคนที่ยังคงปิดปากเงียบกริบปานตัวประกอบ เนื่องเจ้าตัวมิใช่คนพูดมาก และจะพูดเมื่อมีความคิดเห็นเท่านั้น

          “…”

          โนอานั่งนิ่งเป็นมนุษย์น้ำแข็งบนเก้าอี้ฝั่งตะวันออกซึ่งหมายถึงอาณาเขตปกครองของเขา ชายหนุ่มอายุไม่ทราบ นิสัยไม่ทราบ ราวกับเขาเป็นคนรักเมืองซีเคร็ทออฟวอร์ยิ่งกว่าใคร ดูข้อมูลของเขาจะเป็นปริศนาไปซะทุกอย่าง กระทั่งเรื่องน้ำหนัก อายุ นิสัย สิ่งที่รู้มีเพียงเขาเป็นผู้นำกลุ่มโฮลี่ กลุ่มมาเฟียที่มีสมาชิกน้อยสุดและเหมือนว่ามีความสามารถมากที่สุดในบรรดากลุ่มมาเฟียทั้งหมดร้อยแปดในเมืองซีเคร็ทออฟวอร์

          ลักษณะการแต่งกายของโนอาแตกต่างจากชาวบ้านมากโข ทั้งหน้ากากนกที่มีจะงอยปากยาวเท่าไม้บรรทัดแลน่ากลัวเหมือนคุณหมอที่ท่องไปติดเชื้อโรคระบาดและเอาไปแพร่ใส่คนอื่น ชุดอาภรณ์สีดำทมิฬคล้ายมทูตและสง่างามและสูงทรงประหนึ่งขุนนางขี่ม้ายุคโบราณ ที่ว่าเขาเป็นคนหัวโบราณและล้าสมัยนั้นเพราะการแต่งตัวของเขาไม่เข้ากับเมืองซีเคร็ทออฟวอร์และชาวเมืองแม้แต่น้อย

          กระนั้นออร่ารอบตัวเขาบ่งบอกว่าเขาคือชาวเมืองแห่งความลับจริงๆ  

          “ท่านโนอามีความเห็นเช่นไรหรือ”

          “โนคอมเม้น”

          น้ำเสียงราบเรียบฟังเหมือนปีศาจบอกปฏิเสธคำชวน โรสปิดตางามพลางกล่าวสรุปมติที่ประชุม การประชุมคราวนี้มีหัวข้อคุยสำคัญคือเรื่องรูปสลักปักษาปริศนาที่โดนพี่น้องจอมโจร“?”ขโมยไปเมื่อสี่วันก่อน ข้อสรุปคือแต่ละกลุ่มให้ทุ่มกำลังคนของตนเสาะแสวงหาเบาะแสของจอมโจร เรื่องนี้ฝ่ายสภาเมืองได้จัดตั้งกลุ่มไล่ล่าในที่แจ้งแล้ว ฉะนั้นความช่วยเหลือของเหล่าเจ้าพ่อมาเฟียคือการไล่ล่าในที่ลับ ที่ซึ่งความมืดเป็นเกราะกำบัง กลิ่นเลือดชโลม

          นอกเหนือปัญหาเรื่องรูปสลักปักษาปริศนา ยังมีการกล่าวถึงเรื่องดวงดาวตก และปัญหาความวุ่นวายในแต่ละเขต

          อาณาเขตปกครองของโนอาสุขสงบมิปรากฏมีปัญหาคนปล้นธนาคาร หรือความขัดแย้งด้านผลประโยชน์เท่าไหร่นัก ผู้นำกลุ่มจึงไม่มีเรื่องให้พูดคุยกับเพื่อนๆฐานะเดียวกันซึ่งพวกเขาล้วนพบปัญหาการจลาจลแห่งความบ้าคลั่งตลอดปี

          “ท่านโนอา”

          “?”

          ขณะเดินบนพรมแดง โรสโพล่งเรียกโนอา ผู้นำสวมหน้ากากหันขวับมองผู้นำสาว รอนางพูดเปิดประโยค “เรื่องคนงานเหมืองต้องรบกวนท่านแล้ว ไม่ทราบต้องการความช่วยเหลือหรือไม่”

          เมืองซีเคร็ทออฟวอร์มีนครเมืองใต้ดินซึ่งเป็นแหล่งผลิตขุดแร่มณี ตอนนี้ที่นั้นมีปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน งานตรงส่วนนี้แน่นอนว่าอยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มโนอาและกลุ่มโซ

          คิดพูดเรื่องนี้กับข้า แต่ไม่พูดกับโซหรือ… โนอารู้เบื้องลึกเบื้องหลังความสัมพันธ์ของสี่ผู้นำดี แม้นภายนอกสนทนาหารือกันด้วยรอยยิ้มมิตรไมตรี แต่ภายในต่างกำลังทำสงครามกันอย่างเงียบๆเพื่อช่วงชิงและทำลายล้างอีกฝ่าย

          “ไม่มีปัญหา”

          “เช่นนั้นก็ดี”

          หญิงสาวคลี่ยิ้มพราย นางจากไปกับกลิ่นหอมดอกกุหลาบ โนอาไม่พูดอันใด เขาเก็บงำความคิดไว้ในฝัก รอวันใดที่มีคนกล้าหันปืนใส่เขา เขาก็พร้อมคว้าปืนยิงสวนอย่างไร้ปรานี  

          ทั้งสามผู้นำ โรส อาบาดอน โซ กำลังคุมเชิงด้านสงครามกลางเมือง แต่ละฝ่ายมีกองกำลังของตนซึ่งจะเป็นมิตรก็ตอนที่มีปัญหาร่วมกันเท่านั้น กลุ่มของโนอาไม่เป็นพันธมิตรและศัตรูกับกลุ่มใด เขาครองตัวเป็นกลางและใช้อำนาจของเขาปกป้องอาณาเขตของตนอย่างเงียบงันดุจย่างก้าวบัญญัติเพชฌฆาต  

          สายลมฤดูฝนพัดกลิ่นอายพิรุธมาแต่ไกล ใบไม้พัดปลิดปลิวว่อนตกลง ณ หลังคาคฤหาสน์ตระกูลอีธาน  

          “ยินดีต้อนรับกลับท่านโนอา”

          “ไดอาเรียนอนแล้วรึ”

          “ใช่ครับ นางรอท่าน ทว่าเหมือนจะสู้ความง่วงไม่ไหว”

          “..”

          โนอาพยักหน้าทื่อๆพลางส่งเสื้อคลุมให้พ่อบ้าน เขาย่ำเท้าบนทางเดินที่มีแสงเทียนส่องสว่างริบหรี่ ก้าวขึ้นบันไดและไปแอบตรวจว่าน้องสาวหลับท่าปกติหรือไม่ คราวแง้มประตูและเห็นนางนอนหัวอยู่ตรงหมอนก็เบาใจ ปิดประตูและตรงไปที่ห้องทำงาน “รับน้ำชาไหมครับ” “ไม่ต้อง พักผ่อนเถอะ ช่วยดับไฟด้วย” “ทราบแล้วครับ”

          พ่อบ้านดับไฟมอบความมืดมิดสลัวให้คฤหาสน์ ครั้นเขากลับห้องนอนของคนใช้

          โนอาเดินมาถึงห้องทำงาน เขาถอดชุดนอกพาดไว้บนราวแขวน จุดโคมไฟลายแมวและแขวนไว้บนเสาข้างโต๊ะเขียนหนังสือ ในห้องมีแสงสว่างสีส้มสาดสยาย เรืองรองท่ามกลางม่านสีดำ ค่ำคืนนี้มีแสงดาวส่องสว่างลอดผ่านกระจกใสด้านหลังโต๊ะทำงาน โนอาเหนื่อยล้าเล็กน้อยจึงล้มตัวลงนั่งเก้าอี้โยกเบาะนุ่ม เขาเอนหลังผ่อนคลาย ครั้นมือเอื้อมถอดหน้ากาก ใบหน้าหล่อเหลาพลันปรากฏสู่มติแห่งความจริง

          โนอาคือชื่อปลอมที่เขาใช้ในวงการ ส่วนชื่อจริงเขาคืออีธาน ชายหนุ่มวัยสามสิบต้นๆมีดวงตาสีเงินงดงาม เย็นยะเยือกราวดวงตาราชินีน้ำแข็ง ภายในนัยน์ประหนึ่งดวงตาเหยี่ยวแฝงซึ่งความว่างเปล่าดุจดินแดนมายา ที่มีสัตว์อันตรายแอบซ่อนอยู่ เรือนผมสั้นสีเงินเงางามคราวแตะละอองแสงจันทร์พลันเรืองสว่างระยิบระยับ องคาคมสันได้รูปหล่อเหล่าโดยธรรมชาติ ไม่มีริ้วรอยจุดด่างดำใดๆ ผิวพรรณสีขาว จมูก หู ดวงตา ปาก อวัยวะทั้งหมดจัดเรียงได้รูปไร้ที่ติราวเป็นผลงานที่สวรรค์สร้างกับมือ ระดับความหล่อเหลาไม่น้อยกว่าเหล่าเจ้าชาย ครองที่หนึ่งไม่เคยตกที่สอง นิสัยเย็นชา เงียบขรึม เฉลียวฉลาด มีไหวพริบ รักเดียวใจเดียวประหนึ่งอีกา หมาป่า ภายนอกดูใจเย็นดุจภูเขาน้ำแข็งทว่าภายในร้อนระอุดั่งดวงตะวัน ชอบหยอกล้อคนที่สนใจ และโปรดปรานการขโมยของผู้อื่น

          ซึ่งรูปสลักปักษาปริศนาเขาเป็นคนขโมยเองนั้นแหละ ไม่ใช่ใครที่ไหน

          “เดี๋ยวใช้เสร็จเอาไปคืน”

          สำหรับจอมโจรที่กำลังตามล่าไขปริศนา ของที่ขโมยแล้ว เมื่อสำรวจแก้เสร็จก็ส่งไปรษณีย์คืนเจ้าของ

          “วิญญาณร้าย..เทพพิโรธ”

          ตึกๆ

          ชายหนุ่มเคาะนิ้วขณะไล่สายตาอ่านรายงานความคืบหน้าการสืบสวน เขาไม่เชื่อเรื่องภูตผีเท่าไหร่นัก คงเลี่ยงไม่ได้ที่เขาจะต้องลงพื้นที่เพื่อสืบหาความจริง

          อีธานปิดตาพลางยกมือนวดระหว่างคิ้วเรียวดุจปลายพู่กัน เขาเห็นสมควรถึงเวลาพักผ่อนแล้วจึงโยนกระดาษรายงานทิ้งบนโต๊ะและลุกตัวขึ้นอย่างสง่างาม ชายหนุ่มคว้าโคมไฟและเดินไปที่ชั้นหนังสือ เขาไล่นิ้วผ่านหนังสือนับร้อยไปหยุดที่หนังสือปกหนาชื่อ “การเดินของไนท์”พลางหยิบหนังสือเล่มนั้นออก และสอดมือเข้าไปกลไกลับพลันกลไกลับทำงานอย่างไร้เสียงสะท้อน ช่างเงียบกริบราวเครื่องดนตรีพัง  

          ประตูลับเปิดออกพร้อมร่างชายหนุ่มที่แวบหายเข้าไป พลันประตูลับปิดลงตามเดิม

          อีธานเข้ามาอยู่ในห้องใต้หลังคาที่ซึ่งเก็บความลับของเขามากมายเอาไว้ ชายหนุ่มวางโคมไฟบนโต๊ะ และเดินข้ามไวโอลินค่ำคืนแห่งรัตติกาลหน้าตาเฉย พลางฝ่ามือคว้าหยิบไวโอลินตะวันแห่งนภาไร้ดวงดาว ตัวผิวสีดำทมิฬ ชายหนุ่มนั่งบนริมหน้าต่างพลางลงมือสีไวโอลินรังสรรค์สร้างเสียงท่วงทำนองไพเราะเสนาะในคืนที่ความเงียบมีเสียงเพลงแห่งแดนหิมะแว่วแผ่วเบาราวกำลังเฝ้ารอฤดูหนาวและคาดหวังได้พบสาวน้อยนางนั้นอีกครา  

          ไม่นานเสียงเพลงสิ้นสุดลง พลางภาพความทรงจำหนึ่งแวบผ่านในหัวชายหนุ่ม

          “นาง..”

          ชายหนุ่มพึมพำไม่รู้อยากพูดอันใดต่อ เขาเหมือนจำได้ว่านางเป็นใคร กระนั้นเหมือนจำไม่ได้เช่นกัน ช่างพร่ามัวและเลือนรางดุจมีหมอกขาวปิดบังความจริง คงเพราะมันคือผลจากพลังมาโฮลึกลับของเมืองแห่งนี้กระมัง ความทรงจำมากมายเกี่ยวกับโลกภายนอกค่อยๆเลือนหายไป ไม่ว่าจะแก้ไขและตามหาวิธีการเท่าไหร่ อีธานก็ยังเอื้อมมือไปไม่ถึงตัวตนที่แท้จริง..ของกำแพงเสียที

--

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น